หงส์พิทักษ์ใจ (Yuri)

ตอนที่ 5 : พิทักษ์ครั้งที่ 4 เรื่องราวในอีกด้านหนึ่ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 221
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    22 ส.ค. 60

พิทักษ์ครั้งที่ 4 : เรื่องราวในอีกด้านหนึ่ง
 
ชางฟางซินมีความลับอยู่อย่างหนึ่งที่ไม่อาจบอกให้ใครรู้ แม้แต่พี่ชาย บิดาหรือเพื่อนสนิท คนที่ทราบเรื่องนี้มีแค่มารดา แม่นมหยางกับท่านหมอเฉียนเท่านั้น
 
นั่นคือ บุตรชายคนที่สองแห่งสกุลชาง หาใช่บุรุษไม่ ทว่าเป็นสตรีต่างหาก
 
นับตั้งแต่ที่ชางฟางซินเกิดมา ชีวิตของนางต้องเต็มไปด้วยการปกปิดและการดิ้นรน แม่นมหยางเล่าให้ฟังว่า ตอนที่มารดาตั้งครรภ์อยู่ในภาวะที่ตำแหน่งฮูหยินรองกำลังง่อนแง่นเต็มทน หากคลอดออกมาเป็นบุตรสาวแล้วล่ะก็คงไม่แคล้วถูกส่งให้ไปอยู่เมืองอื่นเป็นแน่ ด้วยเหตุนี้ตอนที่คลอดออกมา แม่นมพยายามจะปกป้องฮูหยินรองสุดกำลังจึงบอกไปว่าได้บุตรชาย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วชางชงไฉ่จึงให้ภรรยารองของตนอยู่ที่จวนต่อไป เพราะการมีบุตรชายเพิ่มอีกหนึ่งคนเป็นแรงกำลังสำคัญให้กับสกุลชางย่อมดีกว่าบุตรสาวที่สักวันต้องแต่งออกไป นับว่าแม่นมหยางตัดสินใจได้ถูกต้องแล้ว
 
ชางฟางซินเคยถามว่าเหตุใดบิดาจึงได้ใจร้ายกับมารดามากเช่นนี้ แม่นมหยางก็เล่าเรื่องอันขมขื่นที่ว่าเพราะมีครั้งหนึ่งที่ชางหยางชวีถูกพิษซึ่งมาจากขนมที่ฮูหยินรองกับสาวใช้ช่วยกันทำ ก่อนจะจบลงที่สาวใช้คนนั้นรับสารภาพว่าเป็นคนทำเพียงผู้เดียว ทำให้มารดารอดจากการลงโทษมาได้ กระนั้นชางชงไฉ่ก็ยังคงเย็นชากับภรรยารองของตนจากเหตุการณ์ครั้งนั้นอยู่ดี และหากไม่ตรวจพบว่าชางหลิ่งฟางตั้งครรภ์ บางทีบิดาของนางอาจจะไล่ออกจากจวนไปแล้วก็ได้
 
“แล้วท่านแม่มีส่วนรู้เห็นในเรื่องนี้หรือเปล่าล่ะ”
 
ชางฟางซินในวัยเด็กถามด้วยความสงสัย แล้วก็ได้รับการตอบปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
 
“ไม่จริงอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ! คุณชายก็น่าจะรู้นิสัยมารดาของท่านดีมิใช่หรือเจ้าคะ เรื่องแบบนี้นายหญิงไม่มีทางทำเด็ดขาด ทั้งหมดเป็นเพราะการใส่ร้ายของฮูหยินใหญ่ ถึงขนาดทำให้สาวใช้ที่ดีตายไปหนึ่งคน...”
 
พูดไปแม่นมหยางก็สะอื้นไห้ด้วยความเจ็บแค้นใจ ถึงจะรู้ว่ามารดามีนิสัยเช่นไร แต่ชางฟางซินในตอนนั้นก็ไม่ได้ปักใจเชื่อเสียทีเดียว กระทั่งได้ลิ้มรสความโหดร้ายของฮูหยินใหญ่ด้วยตัวเอง
 
ตอนนั้นทั้งครอบครัวได้ไปนั่งเรือที่ริมทะเลสาบ มารดาของนางมิได้ลงเรือด้วยเพราะเป็นคนเมาเรือง่าย ชางฟางซินอยากจะลองนั่งเรือสักครั้งจึงขึ้นเรือไปกับฮูหยินใหญ่โดยไม่สนใจการห้ามปรามของมารดาเลยสักนิด 
 
ในตอนที่นั่งเรือไปกับฮูหยินใหญ่ สีหน้าที่อบอุ่นและอ่อนโยนของอีกฝ่ายทำให้ชางฟางซินหลงเชื่อว่าเป็นสตรีที่ใจดีมีเมตตา ชางฟางซินไร้เดียงสาเกินไปกระทั่งความซุกซนประกอบกับความอยากรู้อยากเห็นทำให้ชะโงกออกไปนอกตัวเรือมากเกินไป ในจังหวะนั้นเองที่นางสัมผัสถึงแรงผลักทางด้านหลัง รู้ตัวอีกทีใบหน้าก็ยื่นเข้าใกล้ผิวน้ำมากเกินไปแล้ว มาก… เสียจนมองเห็นแววตาของฮูหยินใหญ่ที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังสะท้อนอยู่บนผิวน้ำ
 
ชางฟางซินตกน้ำไปก็ไม่ได้จมน้ำตาย เป็นโชคดีที่บ่าวรับใช้ช่วยเหลือนางไว้ได้ทัน แต่น้ำทะเลสาบที่เย็นเฉียบก็ทำให้เป็นไข้ขึ้นสูงติดต่อกันไปเป็นสัปดาห์ แล้วตอนที่สติของนางแจ่มใสขึ้น ชางฟางซินก็กุมมือของมารดาเอาไว้และตัดสินใจอย่างแน่วแน่
 
“ข้าจะปกป้องท่านแม่เอง จะไม่ยอมให้ใครมารังแกท่านและข้าได้อีก!”
 
ในตอนที่เกือบตายทำให้ชางฟางซินได้รู้ซึ้งถึงอสรพิษที่ปกครองจวนสกุลชางอย่างแท้จริง นางฝึกฝนศาสตร์ต่อสู้อย่างบ้าคลั่ง ทั้งนี้นอกจากจะปกป้องตัวเองและมารดาได้แล้ว ยังช่วยอำพรางความลับเรื่องที่เป็นสตรีได้อีกด้วย ในวันไหนที่นางมีรอบเดือน ตอนนั้นชางฟางซินจะออกไปล่าสัตว์หรือทำภารกิจทางการทหาร เพื่อให้เนื้อตัวมีกลิ่นคาวเลือดปะปนจะได้ไม่เป็นที่สังเกต เนื่องจากการพกกำยานและถุงหอมก็เด่นเกินไป นางจึงใช้มันน้อยครั้งเห็นจะได้ ไม่ว่าอะไรที่ทำให้ดูเป็นสตรี นางจะหลีกเลี่ยงทั้งหมด ผลลัพธ์นั้นทำให้เมื่ออายุสิบห้าปีแล้ว นางก็ยังไม่ถูกจับได้ว่าเป็นสตรี
 
มีหลายครั้งที่โหยหาในสิ่งที่สตรีเป็น เช่น การได้สวมอาภรณ์และเครื่องประดับอันงดงาม วันว่างนั่งปักผ้า ทำอาหารและจิบชาสนทนาพาทีกัน แต่เมื่อนึกถึงมารดา ชางฟางซินต้องข่มใจและอดทน เมื่อเวลาล่วงผ่านมาถึงขนาดนี้แล้ว หากเรื่องที่นางเป็นสตรีถูกเปิดเผยจะต้องให้สกุลชางเสื่อมเสียแน่นอน นางจึงระมัดระวังทุกย่างก้าวไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม
 
บัดนี้ชางฟางซินได้เป็นทหารภายใต้สังกัดของบิดา ส่วนพี่ชายเป็นรองแม่ทัพ นางเคยคาดหวังตำแหน่งที่สูงกว่านี้ ทว่าอย่างไรนางก็มีฐานะเป็นแค่บุตรชายคนรอง ต่อให้มีความสามารถที่จะเอื้อมถึงตำแหน่งรองแม่ทัพ ก็ต้องเสียสละให้กับพี่ชายอยู่ดี
 
ถึงมีบางครั้งที่น้อยเนื้อต่ำใจที่เกิดมาเป็นบุตรคนรอง แต่ก็ยังมีข้อดีอยู่บ้าง นั่นคือเรื่องการแต่งงาน พี่ชายจะต้องแต่งก่อนน้องชายเสม
ชางฟางซินจำได้ ในวันหนึ่งก่อนจะย่างเข้าสู่วันปีใหม่ บิดาได้เปรยเรื่องการแต่งงานให้กับชางหยางชวีและชางฟางซินฟัง
 
“เจ้าก็อายุจวนจะสิบแปดแล้ว คงได้เวลาที่จะตบแต่งภรรยาเสียที พ่อได้หมายตาท่านหญิงคนหนึ่งเอาไว้แล้ว ที่เหลือก็รอดูฤกษ์ยามมงคล แล้วก็จัดงาน พ่อจะเอาให้ยิ่งใหญ่เป็นที่โจษจันไปทั้งแคว้นเลยทีเดียว”
 
ตอนนั้นชางฟางซินก็จำไม่ได้ว่าพี่ชายตอบไปว่าอย่างไร เพราะนางมัวแต่ตกใจเมื่อตระหนักได้ว่าเมื่อชางหยางชวีแต่งงาน รายต่อไปที่บิดาหมายมั่นก็ย่อมจะเป็นนาง!
 
หากชางฟางซินเป็นบุรุษก็คงไม่เดือดร้อนอะไร ทว่าในเมื่อความจริงนางเป็นสตรีแต่งกับสตรีด้วยกันเองมันจะมีประโยชน์อะไร เพราะสตรีสองคนท้องไม่ได้! และแต่งงานกันนานไป ถ้ายังไม่มีบุตรเสียทีคู่ชีวิตของชางฟางซินก็จะต้องถูกครหา และต้องตบแต่งภรรยาเพิ่ม นั่นคงได้กลายเป็นปัญหายุ่งยากแน่ และความลับมีสิทธิ์จะถูกเปิดโปงมากที่สุดอีกด้วย จะเกิดอะไรขึ้นกับคนที่มาแต่งงานกับนาง จะไม่โดนสังคมต่อว่าแต่งกับสตรีเพศด้วยกันหรือ 
 
ด้วยเหตุนี้ชางฟางซินจึงต้องครุ่นคิดเรื่องนี้อย่างจริงจังและกลายเป็นความสำคัญอันดับหนึ่งไปเสียแล้ว นางจะต้องหาใครสักคน ฐานะต้องไม่ต้อยต่ำเกินไปและช่วยนางได้ ไม่รังเกียจว่าหากนางจะเป็นสตรี ยอมแต่งงานมาอยู่ด้วยกัน คอยช่วยเหลือและปกปิดความลับให้ ช่างน่าเสียดายนักที่สตรีซึ่งมีคุณสมบัติอย่างที่ตามหาไม่ใช่จะหาได้ง่ายๆ 
 
เนื่องจากชางฟางซินวางตัวออกห่างจากผู้คน เสริมบุคลิกให้เย็นชาและแผ่รัศมีกดดันให้คนที่จะเข้าหาต้องถอยระยะสักสามสี่ก้าวด้วยความหวั่นกลัว เพื่อปกปิดความลับที่ตนมี การทำแบบนี้ก่อปัญหาใหญ่ให้จนได้ นางไม่มีเพื่อนที่ไหนจะแนะนำท่านหญิงดีๆ ให้สักคนหรือช่วยเป็นเส้นสายให้ได้พบกัน สังคมที่มีกรอบระเบียบว่าบุรุษและสตรีไม่ควรอยู่ชิดใกล้ ขัดขวางการเสาะหาของชางฟางซินซึ่งจะเข้าไปพูดคุยด้วยตรงๆ แบบบุรุษกับบุรุษด้วยกันก็ไม่ได้อีก จึงกลายเป็นปัญหาที่สร้างความเครียดให้กับนางอย่างหนัก
 
จนกระทั่งทางจวนสกุลชางได้รับเทียบเชิญร่วมงานมงคลสมรส หากเป็นตอนปกติชางฟางซินคงเลือกจะปฏิเสธ เนื่องจากงานที่มีคนมาอยู่รวมกันเยอะเสี่ยงจะเกิดความยุ่งยากขึ้นได้ ทว่าคราวนี้นางเลือกที่จะไปด้วย เพราะมันเป็นโอกาสเดียวที่จะได้เห็นเหล่าท่านหญิงในงานเลี้ยงสังสรรค์ ขนาดชางหยางชวียังประหลาดใจที่เห็นน้องยอมมาร่วมงาน
 
“เจ้ามาแปลกนะ ปกติเกลียดงานแบบนี้มิใช่หรือ”
 
“ข้าไม่ได้เกลียดงาน แค่ไม่ค่อยชอบเท่านั้น” ชางฟางซินกล่าว เสมองทิวทัศน์ด้านนอก ขณะนั่งรถม้าคันเดียวกันไปที่จวนสกุลหวาง “ข้าแค่อยากลองไปบ้างก็เท่านั้น
 
“ในที่สุดเจ้าก็เลิกเป็นคนบ้างานกับบ้าการต่อสู้แล้ว ดี เจ้าควรจะคบหากับผู้อื่นบ้าง มันมีประโยชน์ในเชิงของอำนาจเกื้อกูลกันนะ”
 
ความสัมพันธ์ของนางกับพี่ชายไม่ได้จัดว่าแย่อะไร แต่ก็บอกไม่ได้ว่าสนิทกัน อยู่ก้ำกึ่งระหว่างคนที่มีสายเลือดเดียวกันและอาศัยในจวนเดียวกันเท่านั้น ไม่ถึงขั้นเมินเฉย เจอหน้าก็ทักทายตามมารยาทหรือพูดคุยฆ่าเวลาในยามว่างได้โดยปราศจากการจิกกัด ถึงจะไม่มีสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งเฉกเช่นพี่น้องจวนอื่น แต่สำหรับชางฟางซินแล้วที่เป็นอยู่นี้ก็สบายใจกว่า
 
เข้าไปในงานเลี้ยงรับรองนางก็ถูกผู้คนรุมล้อมอย่างที่คาดไว้ ทำให้ต้องวางตัวและระมัดระวังในการใกล้ชิดจนรู้สึกอ่อนล้าไปหมด เพื่อทดแทนพลังที่สูญเสียไปชางฟางซินจึงออกมาเดินเล่นหวังจะผ่อนคลาย มิคาดจะได้พบสตรีนางหนึ่งโดยบังเอิญ
 
ท่าทางของสตรีผู้นั้นดูหวั่นวิตก หน้าตาก็ไม่ได้จัดว่าขี้ริ้วขี้เหร่ ออกจะไปทางสวยเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะนัยน์ตาที่ชุ่มฉ่ำน้ำดูใสแจ๋ว แต่งกายด้วยอาภรณ์สีเรียบๆ เครื่องประดับไม่จัดว่าหรูหรานัก หากเป็นคนอื่นคงบอกว่าสตรีนางนี้จืดชืด ทว่าชางฟางซินกลับชอบแบบนี้เพราะมองแล้วสบายตา
 
สตรีนางนั้นกำลังจะเข้าไปในส่วนงานเลี้ยงรับรองของบุรุษ ชางฟางซินจึงต้องรีบเข้าไปห้ามไสว้ก่อนจะกลายเป็นเรื่องใหญ่
 
“สตรีไม่ควรเข้าไปในงานเลี้ยงรับรองของบุรุษ เจ้าไม่รู้ธรรมเนียมปฏิบัติข้อนี้หรือ”
 
อีกฝ่ายหันขวับมาด้วยความตกใจ และเสียหลักล้มไปด้านหลัง ด้วยสัญชาตญาณชางฟางซินจึงรีบคว้าแขนโดยพลัน แขนของหญิงสาวผู้นั้นบอบบางและนุ่ม สัมผัสครั้งแรกที่ได้แตะต้องสตรีทำให้นางรู้สึกมีประกายไฟแล่นผ่าน เกือบจะปล่อยมือ หากไม่ใช่ว่าดวงตาคู่นั้นจ้องมองมาเต็มไปด้วยความคะนึงหาสุดซึ้
 
“หงส์น้อย...”
 
ชื่อเรียกนั้นทำให้ชางฟางซินตาเบิกกว้าง เหตุใดสตรีเบื้องหน้าจึงรู้คำเรียกขานที่มารดาชอบใช้ เพราะนางมีดวงตาเหมือนหงส์ สัตว์ที่น่าสงสารตัวหนึ่งซึ่งตายจากไป มารดาจึงเรียกชางฟางซินอยู่บ่อยครั้งว่าหงส์น้อย ทั้งที่คำเรียกนี้มีแค่ไม่กี่คนที่ได้ยินทำไมอีกฝ่ายจึงรู้!
 
“เจ้า... เป็นใคร”
 
นัยน์ตาฉ่ำน้ำกะพริบอย่างงุนงง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวด เปลือกตาหลุบลงอย่างเศร้าสร้อย
 
“จริงสินะ เจ้าไม่มีทางจำข้าได้หรอก”
 
นี่เคยพบกันมาก่อนหรือ ชางฟางซินงงงัน เค้นสมองนึกให้ตายอย่างไรก็จำไม่ได้ และจากท่าทางของสตรีตรงหน้าก็เหมือนไม่ได้โกหกด้วย
 
“ข้าขอโทษก็แล้วกัน ที่จำเจ้าไม่ได้”
 
ชางฟางซินเอ่ยคำขอโทษออกมาตรงๆ ทำให้อีกฝ่ายตาเบิกกว้าง ก่อนจะหัวเราะคิก ดวงหน้าแปรเปลี่ยนเป็นสดใสและมีชีวิตชีวา
 
“ไม่ใช่เรื่องที่ต้องขอโทษหรอก เจ้ายังซื่อตรงเหมือนเคยนะ แต่งกายเป็นบุรุษเยี่ยงนี้คงลำบากแย่เลยล่ะสิ”
 
คำกล่าวนั้นทำให้ชางฟางซินดั่งถูกฟ้าผ่า นี่รู้ว่านางเป็นสตรีหรือ ได้อย่างไรกัน! พวกเขาเคยเจอกันถึงขั้นที่บอกความลับได้เลยหรือ!
 
“คุณหนู! อยู่ที่ไหนเจ้าคะ คุณหนูเหยา!”
 
ได้ยินเสียงสาวใช้กำลังร้องเรียก สตรีเบื้องหน้าจึงผละถอยห่าง ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
 
“ดีใจที่เห็นเจ้าสบายดี ไม่ต้องห่วง ความลับนี้ข้าจะเก็บมันเอาไว้ ไม่บอกใคร ครานี้ข้าจะไม่ให้เจ้าปกป้องข้าแต่เพียงผู้เดียวแล้ว ข้าก็จะปกป้องเจ้าด้วยเช่นกัน”
 
อะไรบางอย่างในนัยน์ตาคู่นั้นทำให้ชางฟางซินรู้สึกอบอุ่น คำพูดนั้นมาจากใจจริง กระนั้นนางก็ยังจำไม่ได้อยู่ดีว่าเคยพบที่ไหนมาก่อน ถึงขั้นมีความผูกพันได้เพียงนี้ และก่อนที่จะได้ค้นหาคำตอบ สตรีนางนั้นก็จากไปเสียแล้ว ชางฟางซินคิดจะรั้งไว้ แต่สุดท้ายนางก็ต้องหยุดปากของตัวเอง เพราะชางหยางชวีได้เดินออกมาที่สวนและพบนางเข้าพอดี
 
“อุตส่าห์คิดว่าเจ้ามาร่วมงานคงได้สานสัมพันธ์กับผู้คนบ้าง แต่เจ้าก็ดันปลีกตัวออกมาเสียได้
 
ชางหยางชวีโคลงหัว ทางด้านชางฟางซินรู้สึกในใจหนักอึ้งกับสารพัดเรื่องที่รุมเข้ามากะทันหัน จนตอนนี้ไม่อยากจะสนใจงานมงคลสมรสนี้แล้วด้วยซ้ำ
 
“สงสัยว่าความสันโดษของข้าจะฝังรากลึกเสียแล้ว เจอคนเยอะๆ ทีไรรู้สึกว่ามันน่าหงุดหงิดทุกที”
 
“เจ้าก็แค่ไม่ชินเท่านั้นล่ะ ถ้าอยู่ไปนานๆ เจ้าก็จะปรับตัวได้เอง” พี่ชายบอกกับน้อง ก่อนจะหันกายไปยังทางเข้างานเบี้ยงรับรอง “เพิ่งเสร็จพิธีช่วงบ่ายไป ถึงเวลาของงานเลี้ยงรวมแล้ว เข้าไปกันเถอะ อย่าทำให้ผู้อื่นต้องรอนาน”
 
คำว่า งานเลี้ยงรวม กระตุกหัวใจของชางฟางซิน หากเป็นงานเลี้ยงที่รวมบุรุษกับสตรีทั้งหลาย มีโอกาสจะได้พบกับหญิงสาวคนนั้นอีกและอาจจะทราบชื่อเสียงเรียงนามด้วย คิดได้ดังนั้นชางฟางซินจึงเดินตามหลังพี่ชายเข้าไปในงาน
 
................................
 
ห้องรับรองใหญ่ดูโอ่โถงและตกแต่งงดงามยิ่งกว่าห้องรับรองแยก สมกับเป็นงานสมรสของสกุลหวาง ชางฟางซินได้รับเกียรติให้นั่งร่วมโต๊ะกับคนของสกุลหวาง โดยมีชางหยางชวีที่ได้นั่งใกล้เจ้าภาพมากที่สุด กลุ่มบุรุษพากันสอดส่องหาสาวงามที่ย่างกรายเข้ามาในห้องทีละคน แต่สตรีที่ตกเป็นประเด็นมากที่สุดก็คือเหยาฮุ่ยเหอ เพียงแค่นางโปรยยิ้ม บุรุษทั้งหลายก็พากันคลั่งไคล้ได้แล้ว
 
“ได้ยินว่างานนี้พี่สาวของคุณหนูเหยาฮุ่ยเหอก็มาด้วยนะ หลังจากเก็บตัวอยู่แต่ในจวนมาหลายปี”
 
บัณฑิตคนหนึ่งกระซิบคุยกับสหายข้างตัว หัวข้อนั้นเป็นที่สนใจของบุรุษอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ทันที
 
“จริงเหรอ คนไหนล่ะ”
 
“อืม ฝั่งซ้าย ไม่ใช่สิ นั่นคุณหนูหวางนี่นา ต้องคนทางขวาที่ใส่อาภรณ์สีเรียบๆ น่ะ นั่นล่ะคุณหนูเหยามู่หลิว”
 
เมื่อมองไปตามทิศที่ที่บอก ชางฟางซินก็หาสตรีที่ตนหมายตาไว้จนเจอ ที่แท้คุณหนูคนนั้นมีชื่อว่า เหยามู่หลิว นางเคยได้ยินเรื่องโศกนาฏกรรมจวนสกุลเหยาอยู่บ้าง เพราะเป็นเรื่องสุดสะเทือนใจที่สุดของแคว้นจ้าว รู้เช่นนี้แล้วชางฟางซินก็เห็นใจในโชคชะตาของมู่หลิวที่ต้องมาเจออะไรแบบนี้
 
“เห คนนั้นเหรอที่ว่าเป็นคุณหนูใหญ่แห่งสกุลเหยา นึกว่าจะงดงามพอๆ กับน้องสาวเสียอีก แต่นี่ดูธรรมดากว่าที่คิดนะ”
 
ใครว่ามู่หลิวดูดีมากเลยต่างหาก! ชางฟางซินอยากจะเอาดาบเชือดคอคนพูด แต่ก็ได้แค่เงียบไว้แล้วจิบเหล้าไป สายตาไม่เคยละจากตัวคุณหนูมใหญ่แห่งสกุลเหยาเลย
 
งานเลี้ยงเริ่มต้นขึ้น เจ้าบ่าวเจ้าสาวแห่งสกุลหวางก็มาคารวะแขกเหรื่อทุกคน ชุดอาภรณ์สีแดงอันเป็นสิริมงคลกับใบหน้าของสามีภรรยาคู่ใหม่อิ่มเอิบไปด้วยความสุข ชางฟางซินมองแล้วรู้สึกอิจฉา ด้วยสถานะนางเช่นนี้จะได้มีชีวิตแต่งงานที่มีความสุขอย่างนั้นบ้างหรือไม่นะ
 
พอทุกคนดื่มสุรามงคลอวยพรให้กับคู่บ่าวสาวแล้ว เสียงเพลงก็เริ่มบรรเลง บรรยากาศเป็นไปด้วยความครึกครื้น ชางฟางซินปล่อยตัวไปกับความรื่นรมย์โดยที่สายตาก็คอยเหลือบมองไปที่มู่หลิวเป็นระยะ คุณหนูใหญ่แห่งสกุลเหยานั่งอยู่เงียบๆ ไม่ค่อยได้เปิดปากคุยกับผู้อื่น มีเพียงเหยาฮุ่ยเหอที่คุยกับสหายอย่างสนุกสนาน คงเป็นเพราะเพิ่งเข้างานสังคมครั้งแรก มู่หลิวจึงไม่มีเพื่อน เห็นแล้วก็เหมือนกับตัวเองตอนนี้เหลือเกิน นางก็นั่งเงียบๆ ฟังพี่ชายกับเพื่อนคุยกัน สิ่งที่เหมือนกันนี้ทำให้รู้สึกสนิทใจกว่าเดิม
 
หากมีโอกาสได้คุยกันตามลำพังก็คงดีนะ... หรือจะทำตัวเป็นสุภาพชนบนขื่อคา(1) ลอบเข้าไปหาดี?
 
ระหว่างที่กำลังเหม่อลอย ชางหยางชวีก็ยื่นหน้าเข้ามามองน้องของตนอย่างมีเลศนัย
 
“เจ้าทำตาลอยเชียวนะ ถูกใจคุณหนูเหยาฮุ่ยเหอรึ?”
 
ชางฟางซินได้สติกลับมาโดยพลัน เห็นพี่ชายและคนที่อยู่ร่วมโต๊ะจับจ้องมาที่ตนด้วยความสนใจใคร่รู้ มาสำนึกได้ว่าพลาดเสียแล้วเผลอมองอย่างโจ่งแจ้งมากเกินไป แต่คนที่นางมองไม่ใช่เหยาฮุ่ยเหอเสียหน่อย เป็นตัวพี่สาวต่างหาก... บอกความจริงออกไปน่าจะไม่ดีมั้ง
 
สุดท้ายชางฟางซินจึงเลือกพูดเลี่ยงๆ เอาตัวรอดจากการตกเป็นเป้าให้โดนหัวเราะเยาะด้วยการตีสีหน้าราบเรียบไร้อารมณ์ 
 
“คุณหนูเหยาคนเล็กออกจะโดดเด่น บุรุษอื่นก็มองกันทั้งนั้นหรือว่าทุกท่านในที่นี้ไม่แอบมองนางกัน?”
 
เจอย้อนเข้าไป หลายคนก็สะอึก สุดท้ายก็พยักหน้าเป็นการยอมรับ
 
“นั่นสินะ ในที่นี้สตรีที่รูปงามที่สุดก็คือคุณหนูเหยาฮุ่ยเหอนี่นา”
 
“ใช่ๆ เป็นที่หมายปองของใครหลายคนเชียวนา ท่านเจ้ากรมอาญาดูแลบุตรสาวดุจไข่มุกในอุ้งมือ(2) ถ้าไม่มีฐานะและอำนาจมากพอก็คงไม่มีทางได้เกี่ยวดองกันง่ายๆ หรอก”
 
“แต่ตำแหน่งบุตรชายท่านแม่ทัพก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ ถ้าท่านฟางซินอยากได้นางก็ลองไปขอร้องท่านแม่ทัพดูก็ได้”
 
ชางฟางซินลอบถอนหายใจ ยังอุตส่าห์วกมาเข้าตัวนางได้อีก คนเหล่านี้อยากจะเห็นเรื่องสนุกที่เวลาที่นางโดนผู้อื่นหยอกล้อจนเขินอายสินะ หึ พวกเขามาหาเรื่องผิดคนแล้ว นางไม่ใช่คนที่จะมาเขินอายด้วยเรื่องแค่นี้หรอก
 
“หากมีวาสนาต่อกันก็ย่อมได้ครองคู่” ชางฟางซินตอบ นัยน์ตาหงส์หลุบลงแฝงด้วยความเย็นชาที่วางตัวถอยห่างจากผู้คน “อีกอย่างท่านพ่อของข้าย่อมเลือกหนทางที่ดีที่สุดให้อยู่แล้ว หากเป็นความประสงค์ของท่านพ่อก็อีกเรื่องหนึ่ง”
 
คำกล่าวนี้หุบปากใครหลายคนได้ชะงักและเลิกที่จะแหย่ไปเลย ชางฟางซินรู้สึกได้ว่าพี่ชายไม่ค่อยพอใจ แต่นางก็ไม่สน จะให้คล้อยตามเออออไปกับคนอื่นด้วยเรื่องนี้ เกิดมีข่าวลือว่านางหมายปองเหยาฮุ่ยเหอก็อาจจะชวดเป้าหมายที่นางตั้งใจเอาไว้ก็เป็นได้
 
ทันใดนั้นเสียงพิณที่ใสกังวานก็ดังแทรกขึ้นมา เรียกทุกคนในงานเลี้ยงให้หันไปมองทางต้นเสียง เหยาฮุ่ยเหอกำลังบรรเลงพิณด้วยรอยยิ้มพริ้มพราย ยามนี้คุณหนูคนเล็กแห่งสกุลเหยายิ่งงามจับตา ดวงหน้าที่ดูบริสุทธิ์ไร้เดียงสาเอียงน้อยๆ จนมองเห็นแก้มแดงระเรื่อ นิ้วเรียวไล่ไปตามเส้นสายบรรเลงเพลง 'วิหคเหินเริงระบำ' ที่ยากจะหาใครบรรเลงได้ แต่การดีดที่ลื่นไหลซ้ำยังทำให้ผู้ฟังรู้สึกอิ่มเอิบเช่นนี้ เรียกความประทับใจได้อย่างท่วมท้น จนผู้บรรเลงถึงกับยิ้มอย่างมีความสุข
 
“วิเศษมากเลย!” คุณหนูหวางซึ่งมีศักดิ์เป็นน้องสาวของเจ้าบ่าว นั่งติดกับมู่หลิวเอ่ยชมสหายเสียงดัง “สมกับเป็นเหอเอ๋อร์จริงๆ ถ้าลองน้องสาวบรรเลงได้เก่งเพียงนี้ พี่สาวก็ย่อมต้องเก่งกาจด้วยเช่นกัน จริงหรือไม่เจ้าคะ คุณหนูเหยามู่หลิว"
 
เพียงคำพูดของคุณหนูหวางก็ทำให้ทั้งห้องหันมาสนใจลูกพี่ลูกน้องของเหยาฮุ่ยเหอได้ ชางฟางซินขมวดคิ้วขณะเฝ้ามองมู่หลิวว่าจะแก้สถานการณ์นี้ไปอย่างไร
 
(1)โจรย่องเบา
 
(2)บุคคลผู้เป็นที่รักดั่งสิ่งของล้ำค่า ใช้แทนบุตรธิดาอันเป็นที่รัก
 
 
*ตอนนี้แซมด้วยเรื่องราวทางฝั่งหงส์น้อยเล็กน้อย ทุกคนก็คงจะรู้แล้วว่าหงส์น้อยเป็นผู้หญิงที่อยู่คราบของผู้ชายนะคะ ไรท์เตอร์ค่อนข้างชอบตัวละครที่ต้องปลอมตัวเป็นเพศตรงข้ามมากเลย จึงสนุกกับการแต่งตอนนี้มาก หวังว่าทุกคนจะชอบด้วยนะคะ (ไม่อวยเลยนะเนี่ย ฮา~) เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป อย่าลืมมาติดตามกันต่อตอนหน้าค่ะ 
 
Winner Theme พุยพุย
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

18 ความคิดเห็น

  1. #16 Maoyu-i (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2560 / 23:21
    สนุกดีค่ะ
    #16
    0
  2. #11 rajcharawee1 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2560 / 23:08
    สนุกมากเลยค่ะ ชอบมู่หลิวชาติปัจจุบันจังค่ะ ดูคุณหนูบอบบางน่าทะนุถนอม แต่ก็มีแอบร้ายนิดๆ เอาตัวรอดเก่ง รู้สึกอยากเอาใจช่วย

    สู้ๆค่ะ รอติดตามนะคะ ^^
    #11
    0