หงส์พิทักษ์ใจ (Yuri)

ตอนที่ 4 : พิทักษ์ครั้งที่ 3 และแล้วก็ได้พบกัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 250
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    15 ส.ค. 60

พิทักษ์ครั้งที่ 3: และแล้วก็ได้พบกัน
 
ไม่รู้ว่ามู่หลิวจะต้องทนมรสุมที่ถาโถมเข้ามาเท่าไหร่ แต่ทุกครั้งที่ท้อใจอยากจะหนีไปจากที่นี่ให้พ้นๆ นางมักจะคิดถึงหงส์น้อยอยู่เสมอ
เวลาผ่านไปหลายปีตอนนี้นางอายุสิบห้าปีแล้ว ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าหงส์น้อยไปเกิด ณ แห่งหนใด ทุกครั้งที่ออกไปเดินที่ตลาดจึงมักจะสอดส่ายสายตามองหาอยู่เสมอ
 
สิ่งที่มู่หลิวพอจะรู้มีแค่เรื่องของนายหญิงของตน เมื่อครั้งวัยเยาว์นางเคยเลียบเคียงถามบิดาครั้งหนึ่งจึงได้รู้ว่าฮูหยินรองยังคงใช้ชีวิตอยู่ในจวนแม่ทัพชาง ที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือนายหญิงได้ให้กำเนิดบุตรชายให้สกุลชางอีกหนึ่งคนแล้ว
 
นั่นเป็นเรื่องที่น่ายินดี มู่หลิวรู้สึกโล่งใจขึ้นที่นายหญิงมีบุตรชายให้พึ่งพาแล้ว จากนี้ต่อไปก็คงจะไม่ลำบาก ต่างจากนางที่กำลังเผชิญกับความทุกข์ยาก 
 
ตอนมาอยู่ใหม่ๆ เรือนของนางแทบจะใช้เรียกว่าเป็นที่อยู่อาศัยไม่ได้เลย ไม่อยากจะเชื่อก็ต้องเชื่อว่าคุณหนูอย่างนางต้องมาจับไม้กวาดและทำความสะอาดเหมือนเป็นสาวใช้อีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่แค่นั้นถึงอาทั้งสองจะมีเมตตาด้วยการให้เครื่องเรือนหรือเสื้อผ้าบ้าง แต่ส่วนใหญ่เป็นของไม่มีราคา ซ้ำเงินไว้ใช้สอยส่วนตัวก็ช่างน้อยนิด แต่ละเดือนมู่หลิวต้องคอยบริหารรายจ่ายอย่างระมัดระวัง ด้วยความรอบคอบของนางเลยทำให้พอมีเงินเก็บเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉินบ้าง
 
ไม่รู้ว่าต้องทนกับโชคร้ายที่ซัดกระหน่ำเข้าใส่อีกนานเท่าไหร่ แต่มู่หลิวตัดสินใจกัดฟันสู้ นางเชื่อในคำของหงส์น้อยที่ว่าถ้าทนชาตินี้ได้ที่เหลือก็จะสบาย เช่นนั้นยอมลำบากให้ถึงที่สุดแล้วภายหลังสบายจะดีกว่า
 
ในยามว่างมู่หลิวใช้เวลาไปกับการปักผ้า ซึ่งงานเหล่านี้สามารถนำไปขายสร้างรายได้ให้กับนาง ชาติก่อนเคยปักชุนเสื้อผ้าจนชำนาญและเรียนรู้การปักมาจากนายหญิงบ้าง ไม่นึกเลยว่าต้องเอาความสามารถมาใช้ในชาตินี้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี การปักผ้าทำให้มู่หลิวรู้สึกเพลิดเพลินใจจนหลงลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งความทุกข์ยาก สภาพที่เป็นอยู่จดจ่อกับการเนรมิตผ้าสีเรียบนี้ให้งดงามวิจิตร
 
บางทีปักเป็นลายดอกหลิง(1) น่าจะเข้าท่าดี เพราะสตรีกำลังนิยมคันฉ่อง(2) ที่มีลวดลายดอกหลิงอยู่ไม่น้อย อีกอย่างมันปักง่ายและเร็วอีกด้วย
 
“โอ๊ย!”
 
จนได้สิ มู่หลิวที่ปักผ้าไปอมยิ้มไปพลาง มองนิ้วเรียวของตนที่มีเลือดหยดเล็กๆ ออกมา เวลาปักผ้าทีไรนางจะต้องได้แผลจากการเย็บทุกครั้ง ขนาดว่าระวังแล้วแท้ๆ ยังไม่วายโดนอีก
 
นัยน์ตาฉ่ำน้ำกดนิ้วให้เลือดหยุดไหล ตอนนั้นเองที่ได้ยินเสียงฝีเท้าเข้ามาในเรือน จากจังหวะอันรื่นเริงนั้นคงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเหยาฮุ่ยเหอ ลูกพี่ลูกน้องของนาง
 
“น้องคารวะท่านพี่เจ้าค่ะ”
 
ลูกพี่ลูกน้องของมู่หลิวเดินเข้ามาถึงด้านใน แล้วย่อกายอย่างนอบน้อม ตากลมโตหวานเชื่อมประดุจน้ำผึ้ง ภาพลักษณ์ดั่งดอกไม้บริสุทธิ์ที่เจริญตา ทำให้มู่หลิวรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้เห็น เหยาฮุ่ยเหอเป็นเพียงไม่กี่คนในจวนนี้ที่ดีต่อนาง และเคารพนางเป็นพี่สาว นั่นทำให้มู่หลิวเองก็มองอีกฝ่ายเป็นเหมือนน้องสาวของตนไปด้วย
 
“นั่งตามสบายเลย เดี๋ยวพี่จะเตรียมน้ำชาให้”
 
มู่หลิวจะลุกขึ้นเพื่อไปชงชา เหยาฮุ่ยเหอทำหน้าไม่ค่อยพอใจรีบรั้งตัวพี่สาวไว้
 
“เหตุใดท่านพี่ต้องชงน้ำชาด้วยล่ะเจ้าคะ ของอย่างนี้ให้พวกสาวใช้ทำก็พอแล้ว”
 
ว่าแล้วเหยาฮุ่ยเหอก็โบกมือสั่งสาวใช้ประจำกายให้ไปชงชามา เห็นดังนั้นมู่หลิวก็ยิ่งเพิ่มความรักใคร่เอ็นดูลูกพี่ลูกน้องคนนี้ยิ่งกว่าเก่า กุมมือน้องสาวตบลงไปเบาๆ
 
“ก็ในเมื่อสาวใช้ประจำตัวพี่ไม่อยู่ พี่ก็ต้องไปชงชาเองน่ะสิ น้องเหอ เจ้าก็รู้ดีว่าพี่มีสาวใช้แค่คนเดียวเท่านั้น”
 
นี่เป็นอีกอย่างหนึ่งที่นางหนักใจยิ่ง แม้จะเป็นคุณหนูตระกูลหลัก ทว่าสาวใช้กลับมีน้อยเสียยิ่งกว่าคุณหนูตระกูลรองเสียอีก ทั้งเรือนนี้มีสาวใช้ที่มู่หลิวเป็นคนเลือกมาเองแค่คนเดียวทั้งนั้น ไม่มีแม่นมหรือบ่าวคนอื่นอีก ทั้งนี้มารดาของเหยาฮุ่ยเหอกล่าวว่า ต้องการจะประหยัดค่าใช้จ่ายภายในจวนให้มากที่สุด ประหยัดหรือตระหนี่กันแน่ก็ไม่รู้
 
เหยาฮุ่ยเหอมองพี่สาวด้วยความเห็นใจ “น้องก็บอกแล้วนี่เจ้าคะว่าจะให้ยืมตัวสาวใช้สักสองสามคน ท่านพี่ทนอยู่แบบนี้ได้ยังไงกัน
 
ถึงจะรู้ว่าน้องสาวปรารถนาดี แต่มู่หลิวไม่อาจรับมันได้ ในเมื่อคนที่ใหญ่ที่สุดในจวนนี้ไม่ใช่อีกฝ่าย แต่เป็นมารดาของน้องสาว
 
“พี่ชินเสียแล้วล่ะ” มู่หลิวระบายรอยยิ้มเพื่อไม่ให้คนตรงหน้าต้องเป็นห่วง “อีกอย่างเจ้าให้ยืมสาวใช้ ก็เท่ากับขาดสาวใช้ไปอีก เช่นนั้นไม่เท่ากับว่าต้องจ้างคนเพิ่มหรอกหรือ ท่านอาหญิงคงไม่พอใจแน่”
 
“ยืมไปคนสองคนไม่ทำให้น้องลำบากหรอกเจ้าค่ะ” เหยาฮุ่ยเหอทำปากยื่นอย่างน่ารัก จับมือพี่สาวไว้แน่น “ในเมื่อเราเป็นญาติกันก็ต้องช่วยเหลือกันถึงจะถูกสิเจ้าคะ”
 
“แค่ความเอื้ออารีของเจ้า นั่นก็ช่วยพี่ได้มากแล้วล่ะ” มู่หลิวว่าพลางหยอกแก้มด้วยความเอ็นดู “ว่าแต่วันนี้มาหาพี่มีเรื่องอะไรหรือเปล่า ปกติเพลานี้เจ้าต้องเรียนหนังสือนี่นา หรือว่าแอบโดดเรียน”
 
เหยาฮุ่ยเหอส่ายหน้า จนเครื่องประดับบนศีรษะที่ทำจากหยกขาวขยับไหวงดงาม “มิได้เจ้าค่ะ วันนี้งดสอนชั่วคราว เพราะตอนเย็นท่านแม่จะพาข้าไปซื้อเครื่องประดับแล้วก็ผ้า ที่น้องมานี่เพราะอยากจะรบกวนท่านพี่น่ะเจ้าค่ะ”
 
“เรื่องอะไรเหรอ”
 
พอมู่หลิวถาม นัยน์ตาคู่หวานนั้นก็เปล่งประกายคาดหวังขึ้นมา
 
“น้องอยากจะให้ท่านพี่ช่วยปักลายบนอาภรณ์ของน้องให้หน่อยน่ะเจ้าค่ะ เอาไว้ไปใส่ในงาน”
 
หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้น “งานอะไรหรือ”
 
“ที่จวนสกุลหวางมีงานสมรส จวนสกุลเหยาของเราก็ได้รับเชิญให้ไปด้วย เหตุนี้น้องจึงมาขอร้องท่านพี่น่ะเจ้าค่ะ”
 
อย่างนี้นี่เอง มู่หลิวที่เก็บตัวอยู่แต่ในจวนมาตลอดเพิ่งจะทราบเรื่องนี้ ในใจบังเกิดความอิจฉาอยู่บ้างที่น้องสาวได้ไป นางคงไม่มีทางจะมีโอกาสเช่นนั้น
 
นอกจากไปเดินตลาดเพื่อซื้อของนานๆ ครั้งแล้ว ท่านอาหญิงไม่ต้องการให้มู่หลิวไปไหนไกลนัก พวกงานสังคมเช่นนี้ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่นางก็ไม่เคยได้ไปอีกเลย ถูกสั่งให้เก็บตัวอยู่ในจวน ไม่เหมือนกับน้องสาวของนางที่มักจะออกไปไหนมาไหนอยู่บ่อยๆ 
 
ช่วยไม่ได้ นางเป็นแค่หลานสาวจะไปสู้บุตรสาวได้อย่างไร คนเป็นมารดาย่อมต้องเข้าข้างลูกอยู่แล้ว
 
เก็บความรู้สึกอิจฉากลับไป มู่หลิวก็พยักหน้ารับ “ได้สิ ถ้าเจ้าได้ผ้ามาแล้วก็ส่งมาให้พี่แล้วกัน จะได้ปักให้... ว่าแต่งานคงไม่ได้จัดขึ้นเร็วๆ นี้หรอกใช่ไหม”
 
ไม่ใช่ว่าส่งบัตรเชิญวันนี้ สัปดาห์หน้ามีงานสมรส เช่นนั้นนางคงไม่มีทางปักทัน
 
“อีกตั้งครึ่งเดือนเจ้าคะ ยังพอมีเวลาอยู่ น้องรู้ว่าการปักมันต้องใช้เวลา หากมันฉุกละหุกน้องคงไม่รบกวนท่านพี่หรอกเจ้าค่ะ”
 
“อย่างนั้นก็แล้วไป”
 
ได้ยินแบบนั้นหญิงสาวจึงผ่อนคลายขึ้น ระหว่างที่มู่หลิวและเหยาฮุ่ยเหอจิบชาพลางสนทนาเรื่องลวดลายปักที่จะใช้ ทันใดนั้นท่านอาหญิงก็ปรากฏตัวขึ้
 
เหยาปิงหลัวหรือฮูหยินเหยา มารดาของเหยาฮุ่ยเหอเดินเยื้องย่างเข้ามา ใบหน้าของนางราบเรียบมีเพียงนัยน์ตาที่ดูดุและเด็ดขาด จมูกเชิดรั้ง ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่านางมองทุกสิ่งราวกับเป็นมดปลวกใต้ฝ่าเท้า เห็นทีไรชวนให้นึกถึงฮูหยินใหญ่แห่งจวนสกุลชางทุกครั้ง จนมู่หลิวนึกสงสัยว่าสองคนนี้เป็นพี่น้องกันหรือไม่
 
ทั้งสองรีบลุกขึ้น ค่อมกายลงพร้อมกัน “คารวะ ท่านแม่/ท่านอาหญิง”
 
นัยน์ตาของเหยาปิงหลัวส่อเค้าอันตราย มู่หลิวเริ่มจะหวั่นใจเพราะปกติท่านอาหญิงไม่เคยเหยียบย่างเข้ามาในเรือน จะมาก็ต่อเมื่อมีเรื่องสำคัญ 
 
“เหอเอ๋อร์ แม่บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่ามาที่เรือนนี้ เดี๋ยวเนื้อตัวก็เปื้อนฝุ่นหมด”
 
ฟังแล้วมู่หลิวถึงกับคิ้วกระตุก เปื้อนฝุ่นเลยหรือ เรือนของนางไม่ได้สกปรกอย่างที่ท่านอาหญิงว่า แค่สภาพมันเก่าโทรมเท่านั้น ไม่เห็นจำเป็นต้องว่าที่พักอาศัยต่อหน้านางเช่นนี้เลย
 
“ไม่เห็นเป็นอะไรเลยเจ้าค่ะ แค่นี้ข้าไม่ถือ”
 
เหยาฮุ่ยเหอตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ นั่นทำให้เหยาปิงหลัวเริ่มย่นคิ้วที่แสดงถึงความหงุดหงิด เห็นดังนั้นมู่หลิวจึงรีบแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้าก่อนที่โทสะของท่านอาหญิงจะพุ่งขึ้นแล้วทำให้นางเดือดร้อน
 
“มิทราบว่า ท่านอาหญิงมีเรื่องอันใดจึงมาที่เรือนของหลิวเอ๋อร์หรือเจ้าคะ”
 
เมื่อถามถึงจุดประสงค์ ฮูหยินเหยาก็ไม่สนใจจะตำหนิบุตรสาวอีก เพียงเอ่ยปากว่า
 
“เหอเอ๋อร์ เจ้าออกไปก่อน แม่มีธุระจะคุยกับลูกพี่ลูกน้องของลูก”
 
แม้ตัวเหยาฮุ่ยเหอจะไม่อยากทำตามคำสั่งมารดา แต่เมื่อมู่หลิวพยักหน้าให้ทำตามนั้น น้องสาวจึงยอมจากไป ปล่อยให้นางเผชิญหน้ากับท่านอาหญิงตามลำพัง
 
ความเงียบปกคลุมอยู่นาน กระทั่งเสียงแมลงในฤดูร้อนยังได้ยินชัด มู่หลิวรออย่างอดทนให้อีกฝ่ายพูดอะไรออกมาเสียที ในที่สุดเหยาปิงหลัวก็ยอมพูด ทว่าน้ำเสียงไม่สู้ดีนัก 
 
“งานสมรสของสกุลหวาง เจ้าจะต้องไปด้วย”
นัยน์ตาที่ฉ่ำน้ำเบิกกว้าง ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน “ข้า... ไปด้วยได้หรือเจ้าคะ”
 
“ถ้าเป็นตามปกติคงจะไม่ หากไม่มีคำขอจากบ้านสกุลหวางว่าขอให้เจ้าไปด้วย” ท่านอาหญิงมีสีหน้าไม่ค่อยพอใจเป็นอย่างมาก “จะขัดก็ไม่ได้ มีแต่ต้องให้เจ้าไป”
 
“ทำไมสกุลหวางถึง...”
 
สมัยเด็กๆ นางพอจะเคยเข้าออกจวนสกุลหวางอยู่บ้าง แต่นั่นก็นานมากแล้ว นึกยังไงทางนั้นถึงได้ชวนขึ้นมา มู่หลิวอดสงสัยไม่ได้ 
 
เหยาปิงหลัวแค่นเสียงเย็นชา “นั่นสินะ นึกครึ้มอย่างไรก็ไม่รู้ คงจะเห็นเจ้าเก็บตัวอยู่แต่ในจวน เลยเรียกออกมาบ้างกระมัง หรือทางนั้นเขาอยากได้เจ้าไปแต่งเข้าจวนกันนะ? ได้ยินว่าสกุลหวางยังมีลูกชายอีกคนหนึ่งนี่”
 
หัวใจของคนฟังดิ่งลงเหวทันทีที่ได้ยินว่าสกุลหวางอาจหมายตานางให้แต่งกับบุตรชายอีกคน ซึ่งนางเคยได้ยินชื่อเสียที่โจษจันกันอยู่ว่าคุณชายรองแห่งสกุลหวางเป็นบุรุษที่มักมากในสตรีปานใด 
 
บุรุษลักษณะเช่นนั้นไม่ใช่สิ่งที่มู่หลิวปรารถนาสักนิด หากแต่งเข้าไปเขาจะต้องมีคนที่สองและสามตามมาอีกแน่ นางเห็นมานักต่อนักแล้วภรรยาเอกกับอนุเปิดศึกแย่งชิงความรักจากสามี นางไม่อยากไปอยู่ในสถานที่แบบเดียวกับที่นายหญิงอยู่
 
“เจ้าคงแอบหวังขึ้นตำแหน่งสูงล่ะสิ ตอนนี้ดีใจจนพูดอะไรไม่ออกเลยหรือ”
 
ท่านอาหญิงตีความจากสีหน้าของหลานสาวผิดไป มู่หลิวเม้มปาก ใครจะดีใจอยากขึ้นตำแหน่งสูงโดยมีสามีเป็นจอมเจ้าชู้กัน มีอำนาจเงินทองแต่ไร้สุขในชีวิตคู่ ทั้งยังต้องคอยระแวงเหล่าอนุอีก มีหวังนางคงได้เป็นบ้าตาย
 
“บุญคุณของท่านอาทั้งสองใหญ่ล้นฟ้า ไหนเลยหลิวเอ๋อร์จะทอดทิ้งพวกท่าน”
 
มู่หลิวจำต้องแสร้งทำเป็นกตัญญู ทั้งที่ในใจเต็มไปด้วยไฟที่กองสุม เมื่อเห็นหลานสาวทำตัวสงบเสงี่ยม ท่านอาหญิงจึงยิ้มได้ใจ พลางกล่าวว่า
 
“เจ้ารู้จักบุญคุณคนอย่างนี้ค่อยดีหน่อย ในเมื่อเจ้าจำเป็นต้องไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ก็จงไปซะเถอะ ทำตัวให้ดีแล้วก็ห้ามทำตัวเด่นเกินหน้าเหอเอ๋อร์เด็ดขาด เข้าใจหรือไม่”
 
มู่หลิวค้อมตัวลง “เจ้าค่ะ ท่านอาหญิง”
 
อย่างไรนางก็ไม่อยากเด่นจนเป็นที่โปรดปรานของสกุลหวางอยู่แล้ว จะพยายามทำตัวเงียบๆ อยู่ในที่ของตัวเองแล้วกัน 
จนกว่าจะได้พบหงส์น้อย นางจะไม่ยอมทำเรื่องอันใดที่เป็นภัยต่อตัวเองเด็ดขาด
 
......................................
 
เมื่อวันงานสมรสสกุลหวางมาถึง มู่หลิวที่ขึ้นรถม้าไปพร้อมกับท่านอาหญิงและเหยาฮุ่ยเหอ แต่งกายอย่างเรียบง่ายที่สุดด้วยอาภรณ์สีเขียวอ่อนและขาว ดูสบายตา เหยาปิงหลัวมองชุดของหลานสาวโดยไม่ว่ากระไร แสดงว่าการแต่งตัวของนางไม่ได้เด่นเกินหน้าเหยาฮุ่ยเหอ
 
การเข้าสังคมอีกครั้งในรอบหลายสิบปี ทำให้มู่หลิวรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก ถ้าไม่นับในชาติใหม่นี้ เมื่อชาติก่อนนางก็เคยติดตามรับใช้นายหญิงไปงานเลี้ยง พอจะรู้ขนบธรรมเนียมและการวางตัวอยู่บ้าง ทว่านั่นอยู่ในสถานะสาวใช้ คราวนี้จะต่างออกไปนางเป็นคุณหนูใหญ่แห่งสกุลเหยาแล้ว จะต้องออกหน้าในสังคม มู่หลิวพยายามนึกถึงท่วงท่าและการพูดคุยที่ฮูหยินรองเคยทำ คิดว่าต้องวางตัวให้ได้อย่างนั้
 
เนื่องจากพวกนางเดินทางมาถึงที่หมายอย่างราบรื่น ทำให้มู่หลิวชักหวั่นใจ นางเป็นคนมีเคราะห์ หากมีอุบัติเหตุเล็กน้อยระหว่างทางยังพอเข้าใจได้ แต่ในตอนที่มันไม่เกิดขึ้น นั่นหมายความว่าจะต้องมีโชคร้ายบางอย่างที่รออยู่ในงานสมรสนี้ นั่นทำเอามู่หลิวก้าวขาออกจากรถแทบไม่ออก
 
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านพี่ น้องก็อยู่ด้วยนะเจ้าคะ”
 
เหยาฮุ่ยเหอที่เห็นพี่สาวดูเงอะงะขึ้นมาเอ่ยปลอบโยนจากด้านข้าง ท่าทางที่สดใสและสง่าในชุดสีชมพูปักลายดอกไม้หลากสีสัน ทำให้น้องสาวของมู่หลิวดูโดดเด่นยิ่งนัก เครื่องประดับหรูหราบนตัวก็เหมาะกับชุดราวกับเป็นของคู่กัน จนมู่หลิวแอบดีใจที่ตนเลือกปักลายมาไม่ผิด
 
“ขอบใจจ้ะ พี่จะพยายามนะ”
 
นางจะสร้างความขายขี้หน้าให้กับคนในสกุลเดียวกันไม่ได้ จึงเชิดหน้าขึ้นเดินตามหลังท่านอาหญิงเข้าไปในจวนสกุลหวาง แต่อย่างไรมู่หลิวคิดว่าท่าทางของตนนั้นเหมือนกับตงซือขมวดคิ้ว(3) มากกว่า ช่างน่าอนาถนัก
 
เจ้าบ้านสกุลหวางออกมาต้อนรับพวกนาง รอยยิ้มไมตรีฉาบฉายบนใบหน้าอ้วนกลมนั้น มู่หลิวหนาวๆ ร้อนๆ เมื่อนึกถึงเรื่องที่ท่านอาหญิงว่าสกุลหวางต้องการให้นางแต่งเข้าจวน ภาวนาว่าอย่าให้เป็นเช่นนั้น 
 
ทว่าเมื่อเห็นนัยน์ตาที่แฝงความเมตตาจากเจ้าบ้านสกุลหวาง มู่หลิวก็ผ่อนคลายท่าทีลง 
 
“ยินดียิ่งนักที่พวกท่านมากันได้ คุณหนูมู่หลิวไม่ได้เจอกันนานเลย เจ้าโตขึ้นมาสง่างามเหมือนมารดาไม่มีผิด”
 
มู่หลิวย่อกาย เอ่ยเสียงนุ่มละมุน “ขอบคุณเจ้าค่ะ ต้องขออภัยที่หลิวเอ๋อร์ไม่เคยมาทักทายท่านอีกเลย นับจากที่ท่านพ่อและท่านแม่สิ้นไป”
 
“ข้าเองก็กำลังเป็นห่วงอยู่เหมือนกัน ดีแล้วที่เจ้าออกมาจากจวนเสียบ้าง เอาแต่เก็บตัวอย่างนั้นไม่ดีต่อสุขภาพจิตนะ ฮูหยินเหยาก็อย่าเอาแต่ให้บุตรสาวของตนออกงานอย่างเดียว ให้หลานสาวออกมาบ้างเถอะนะ”
 
เหยาปิงหลัวเหมือนถูกอีกฝ่ายว่าทางอ้อม ใบหน้าจึงชาไปแถบหนึ่ง ทางด้านมู่หลิวลอบสะใจ 
 
“คำแนะนำของท่าน ข้าจะจำใส่ใจไว้เจ้าค่ะ”
 
ท่านอาหญิงกล้ำกลืนโทสะลงไป แสร้งทำเป็นรับฟังด้วยอาการสงบ มู่หลิวเสียดายนิดหน่อยที่ไม่ได้เห็นท่านอาหญิงต่อปากต่อคำกับเจ้าบ้านสกุลหวาง ไม่งั้นคงได้เห็นอะไรที่สะใจกว่านี้อีก
 
ก่อนหน้านี้มู่หลิวได้ยินข่าวลือว่าเจ้าบ้านสกุลหวางไม่ค่อยถูกชะตากับท่านอาเท่าไหร่นัก จากที่เห็นวาจาทิ่มแทงใส่เหยาปิงหลัว นางก็พอเดาได้ว่าที่เชิญมานี่อาจจะหาเรื่องให้อับอายขายหน้าก็เป็นได้ ฉุกคิดได้ดังนั้นมู่หลิวก็เปลี่ยนความคิดเรื่องที่เจ้าบ้านสกุลหวางเป็นคนใจดีออกไปจากหัวทันที เพราะนั่นหมายความว่านางมีสิทธิ์ตกเป็นเป้าเล่นงานมากที่สุดในฐานะที่เป็นคุณหนูใหญ่ซึ่งไม่ค่อยก้าวขาออกจากจวนเลย
 
ว่าแล้วงานมงคลสมรสนี้มีเคราะห์ร้ายรอนางอยู่จริงๆ ด้วย ต้องเพิ่มความระมัดระวังมากกว่านี้แล้ว
 
หลังจากคารวะเจ้าบ้านสกุลหวาง พวกนางก็เข้าไปในงานเลี้ยงรับรอง เหยาฮุ่ยเหอที่เห็นมิตรสหายก็ส่งสายตาให้มารดาของตน เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงผละไปร่วมกลุ่ม สนทนาอย่างสนุกสนาน
 
มู่หลิวไม่มีสหายจึงไม่รู้ควรทำอย่างไร ครั้นจะตามติดท่านอาหญิงก็ใช่เรื่อง เพราะวงสนทนานั้นมีแต่สตรีที่สูงวัยกว่า นางกลับถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวอยู่ในงาน
 
มองจากตรงนี้เห็นได้ชัดเลยว่าเหยาฮุ่ยเหอเป็นที่รักของมิตรสหายมากแค่ไหน น้องสาวถูกห้อมล้อมไปด้วยเด็กสาวชั้นสูงจากตระกูลต่างๆ เสียงหัวร่อต่อกระซิกนั้นทำให้มู่หลิวรู้สึกอิจฉา น้องสาวของตนเด่นที่สุด ทั้งรูปร่างหน้าตาและอาภรณ์ ต่อให้เป็นคุณหนูที่สวมอาภรณ์สีครามปักทองก็ยังไม่อาจสู้เหยาฮุ่ยเหอได้ 
 
ขณะที่คิดว่าจะไปเดินเล่นที่ริมสระ น้องสาวของนางก็ลากสหายกลุ่มใหญ่เข้ามาหา ทุกคนต่างมองมู่หลิวด้วยสายตาใคร่รู้จนคนถูกมองตกอยู่ในอาการประหม่า
 
“นี่คือพี่สาวของข้า มู่หลิว คนที่ข้ามักจะเล่าให้ฟังอยู่เสมออย่างไรล่ะ”
 
หลายคนพยักหน้าอย่างรู้จัก ก่อนจะย่อกายทักทายมู่หลิว
 
“คารวะคุณหนูใหญ่”
 
“ยินดีที่ได้พบทุกท่าน”
 
มู่หลิวเองก็ย่อกายตามบ้างด้วยความสุภาพเรียบร้อยที่สุด นางไม่อยากจะสร้างศัตรูกับใคร โดยเฉพาะในตอนนี้ที่นางมีเพียงตัวคนเดียว ไม่มีใครค้ำจุนอยู่เบื้องหลัง
 
“คุณหนูมู่หลิวไม่ค่อยได้ออกมาพบปะบ้างเลย พวกเราทราบเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วอดเป็นห่วงไม่ได้”
 
สตรีในชุดอาภรณ์ที่หรูที่สุดกล่าว คนอื่นพยักหน้าเห็นด้วย ดังนั้นแล้วมู่หลิวจึงแย้มรอยยิ้มนิ่มนวล
 
“ขอบคุณสำหรับความห่วงใย ตอนนี้ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว และสบายดีอย่างที่ทุกท่านเห็น”
 
เหยาฮุ่ยเหอเกาะแขนอยู่ข้างๆ มู่หลิว “ท่านพี่เป็นคนขี้อาย แต่ก็ตื่นเต้นมากที่ได้มางานนี้ ทุกคนช่วยสนิทกับท่านพี่ของข้าด้วยนะ”
 
มีหลายคนที่ตอบรับ มู่หลิวพอมองออกว่าทำไปเพื่อแสดงว่ามีน้ำใจและเอื้ออารีเท่านั้น หาใช่อยากจะสนิทจริงๆ ไม่ นางไม่สนใจจะหาสหายอยู่แล้ว ที่ยอมมางานนี้ก็เพื่อเปิดหูเปิดตาแล้วก็มาตามคำขอของเจ้าบ้านสกุลหวางเท่านั้น
 
แล้วก็เป็นดังที่คาดเอาไว้ คุณหนูทั้งหลายพูดคุยกับนางเพียงไม่กี่ประโยคก็แยกย้ายไปจับกลุ่มของตัวเอง มู่หลิวไม่ค่อยรู้เรื่องที่เด็กสาวคุยกันนัก โดยเฉพาะเมื่อหัวข้อสนทนาเริ่มจะเกี่ยวกับบุรุษผู้เป็นที่หมายปองของสาวๆ ทั้งแคว้น หนึ่งในนั้นมีชื่อของสองพี่น้องสกุลชาง หยางชวีและฟางซินด้วย
 
บุตรชายของฮูหยินใหญ่กับบุตรชายของฮูหยินรองเลื่องลือในด้านรูปโฉมและความสามารถ ชางหยางชวี เป็นสุภาพชน อ่อนโยนและเป็นมิตรกับทุกคน ส่วนชางฟางซินนั้นงดงามดั่งอิสตรี ทว่าเย็นชาและเด็ดขาด ความแตกต่างกันนี้ทำให้สตรีในแคว้นพากันหลงใหล และหวังจะแต่งเข้าจวนสกุลชางกันทั้งนั้น
 
มู่หลิวได้ฟังข่าวลือเกี่ยวบุตรชายของนายหญิงก็อดเป็นปลื้มไม่ได้ เป็นบุรุษที่ทรงเสน่ห์ ทั้งยังแข็งแกร่งและเฉลียวฉลาด จะต้องเป็นที่พึ่งของฮูหยินรองได้ดีแน่ๆ อยากจะยลโฉมสักครั้งว่าจะมีเค้าหน้าเหมือนกับนายหญิงสักกี่ส่วน
 
สุดท้ายทุกคนก็คุยกันโดยเมินเฉยมู่หลิวไป บทสนทนาระยะหลังเป็นอะไรที่ค่อนข้างน่าเบื่อเกี่ยวกับเครื่องประดับ ซึ่งแต่ละคนก็โอ้อวดกันยกใหญ่ มู่หลิวตระหนักว่านี่ไม่ใช่การร่วมวงสนทนาที่ดีแน่ๆ เพราะไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้สักเท่าไหร่ และอาจจะพูดสิ่งที่น่าอับอายจากความไม่รู้ได้ มู่หลิวจึงผละออกมาเดินเล่นชมสวนสกุลหวาง
 
พื้นที่เกินครึ่งของจวนอุทิศให้กับพืชพันธุ์ไม้และสมุนไพรหายาก ได้ยินว่าสกุลหวางขึ้นชื่อด้านยามาแต่ครั้งอดีตจึงไม่น่าแปลกอะไรที่จะมีสมุนไพรมากมาย
 
นึกถึงงานวิวาห์ที่กำลังเริ่มต้น มู่หลิวอดคิดไม่ได้ว่าใช้ชีวิตแบบนี้จะสามารถมีคู่ได้หรือไม่ นางมั่นใจว่าต้องถูกจับแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ของสกุลเหยาแน่นอน บางทีท่านอาหญิงอาจจะวางแผนลิขิตเส้นทางของนางไว้แล้วก็ได้ จึงไม่พอใจนักหากนางได้แต่งเข้าจวนสกุลหวาง แม้ฐานะนั้นจะทำประโยชน์ให้กับตระกูลเหยาอย่างที่สุดก็ตาม
 
“ความอิจฉาริษยา ช่างน่ากลัวจริงๆ เลยนะ”
 
มู่หลิวรำพึงออกมา ขณะเดินเลียบไปตามสวนอันกว้างใหญ่ กว่าจะรู้ตัวว่าตนเดินมาไกลเกินไป นางก็หลงทางเสียแล้ว
 
“กลับอย่างไรล่ะทีนี้...”
 
หันซ้ายหันขวาอย่างปริวิตก จวนสกุลหวางกว้างเกินไป ตอนเดินเข้ามาในงานเลี้ยงรับรองก็มีสาวใช้นำทาง ตอนนี้นางมาเดินเล่นเองโดยไม่มีสาวใช้ของจวนสกุลหวางอยู่เป็นเพื่อน จึงหลงทางโดยสมบูรณ์ 
 
“ทางนี้หรือเปล่านะ”
 
มู่หลิวคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นเจ้าต้นไม้นี้มาก่อน จึงเดินผ่านเข้าไป ตอนเดินเล่นนางก็เหม่อลอยไปหน่อย ผลก็คือทำให้จดจำสิ่งที่อยู่รอบตัวน้อยลงไปด้วย
 
ทั้งที่รู้ว่าตัวเองเป็นคนมีเคราะห์ ก็ดันประมาทเสียได้ มู่หลิวต่อว่าตัวเองในใจ ขณะย้ำเท้าไปตามเส้นทางที่คาดว่าจะพากลับเข้าไปในงานเลี้ยงรับรอง
 
เมื่อเดินมาเรื่อยๆ ก็เจอรั้วกั้นขวาง แต่มีทางเข้าอยู่ทางขวามือ แว่วเสียงหัวเราะสนุกสนานดังมาจากข้างใน ตอนนั้นมู่หลิวคิดว่าถึงที่หมายที่ตนตามหาแล้ว ทว่าก็มีคนส่งเสียงเรียกเสียก่อ
 
“สตรีไม่ควรเข้าไปในงานเลี้ยงรับรองของบุรุษ เจ้าไม่รู้ธรรมเนียมปฏิบัติข้อนี้หรือ”
 
เสียงที่ไม่สูงแล้วก็ไม่ต่ำฟังคล้ายเสียงของเด็ก ทำให้มู่หลิวต้องหันขวับไปยังต้นเสียง ก่อนจะตกใจเมื่อมีร่างของคนผู้หนึ่งอยู่ใกล้เกือบจะประชิดถึงตั
 
“อ๊ะ”
 
แม้จะไม่ทันได้มองเห็นหน้า แต่จากการแต่งกายก็รู้ว่าเป็นบุรุษ นางจึงรีบชักเท้าถอยไปด้านหลังทันที ทว่าความไม่ระวังของมู่หลิวที่ไม่เห็นว่าพื้นทางเดินกับสวนต่างระดับกันอยู่เล็กน้อยจึงทำให้สะดุดล้มหงายไปด้านหลัง บุรุษผู้นั้นจึงตกใจรีบคว้าตัวนางเอาไว้
 
มือเรียวจัง...
 
มู่หลิวเห็นมือที่สวยเสียยิ่งกว่ามือของสตรี ในใจก็พลันเต้นระทึกขึ้น โดยที่หลงลืมมารยาทไปจนหมดสิ้น นางได้เงยหน้าขึ้นมองผู้ที่ช่วยเหลือแล้วก็เห็นดวงหน้าอันหมดจด รูปลักษณ์ทุกอย่างดูคมชัดดั่งถูกวาดด้วยพู่กัน ริมฝีปากเรียบตึงให้ความรู้สึกที่เย็นชา แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นคือนัยน์ตาที่สวยงามคู่นั้นช่างเหมือนสิ่งที่มู่หลิวถวิลหาเหลือเกิน
 
“หงส์น้อย...”
 
ในที่สุดข้าก็ได้พบเจ้า
 
 
(1)เป็นดอกไม้ขนาดเล็กสีขาว ในสมัยโบราณนิยมใช้เป็นลวดลายด้านหลังคันฉ่อง
 
(2)เครื่องใช้ทำด้วยโลหะ ขัดจนเป็นเงา มีด้าม ใช้สำหรับส่องหน้า ปัจจุบันเรียกกระจกเงา มีกรอบ ๒ ชั้น สําหรับเอนเข้าออกได้ ตั้งบนโต๊ะเครื่องแป้ง
 
(3)สำนวนที่หมายถึงคนโง่เขลาที่หลับหูหลับตาเลียนแบบผู้อื่น
 
*แจ้งข่าวค่า! นิยายเรื่อง 'หงส์พิทักษ์ใจ' จะได้ออกในงานหนังสือเดือนตุลานี้แล้วนะคะ ปกกับราคาจะตามมาในเร็วๆ นี้ค่ะ เตรียมรอยลโฉมได้เลย ใครชอบก็อย่าลืมอุดหนุนกันนะคะ ขอบคุณค่ะ♡
Winner Theme พุยพุย
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

18 ความคิดเห็น

  1. #8 จอมกวน (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2560 / 22:28
    อดใจรอให้ถึงตุลาไม่ไหวเลยไรท์

    หงส์น้อยคือลูกฮูหยินรอง แต่งชายเฉยๆๆใช่มั้ยนะ

    เจอกันแล้ว...เรื่องตามมาเยอะแน่ๆ

    #8
    0