Trust me (Yaoi) [สำนักพิมพ์ไร้กรอบ]

ตอนที่ 7 : Trust 6 : Gambles

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 110
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    7 ธ.ค. 60

Trust 6 : Gambles

ใกล้เข้าสู่งานแข่งเบสบอลประจำเมือง ไม่ว่าจะไปที่ไหนทุกคนก็เอาแต่พูดถึงเรื่องนี้ สำหรับเมืองเล็กๆ อย่างเมืองนอกซ์การมีงานกีฬานั้นสร้างบรรยากาศแห่งความคึกคักไปทั่วทุกอณูอากาศ พลอยสลายความหดหู่ที่เคยมีในเมืองแห่งนี้ออกไปได้

วันนี้ลูเซียโน่กับสเวนไปทานมื้อเย็นนอกบ้าน เป็นร้านที่หรูขึ้นมาระดับหนึ่ง ซึ่งเขาเคยเห็นผ่านๆ ตอนที่วิลลี่พาเที่ยวชมเมือง มันคือร้านบาร์เบียร์ที่ขึ้นชื่อว่าเบียร์สดอ่อนนุ่มและกลิ่นหอมหวาน

ตอนอายุสิบแปดเขาเคยแอบดื่มวิสกี้ของพ่อไปอึกหนึ่ง รู้สึกว่ารสชาติมันบาดคอมากจนเข็ดขยาด แต่ไม่รู้ว่าผ่านไปสิบปีแล้ว การดื่มเหล้าของเขาเป็นยังไง

“ลูเซียกินเหล้าเหมือนกินน้ำ ขนาดเหล้าดีกรีแรงๆ ยังล้มนายไม่ได้ด้วยซ้ำ”

พอไปถามจากแฟนของตัวเองก็ได้คำตอบมาแบบนั้น ร่างเพรียวถึงกับหน้าเหวอ โตมาเขากลายเป็นคนเจนจัดเรื่องเหล้างั้นเหรอเนี่ย ไม่น่าเชื่อ

“ฉันเนี่ยนะคอทองแดง ดูไม่น่าจะใช่เลย...”

“มันคงจะแปลกสินะ ใครเห็นก็ว่าแบบนั้น” สเวนกล่าวยิ้มๆ “ที่ลูเซียกลายเป็นคนคอทองแดง อาจจะเป็นเพราะฉันดื่มเหล้าไม่ค่อยได้ กินแค่แก้วเดียวก็มึนหัวแล้ว นายต้องคอยดูแลหรือกินเหล้าส่วนที่เหลือแทนฉันตลอด ก็เลยกลายเป็นแบบนี้นั่นล่ะ”

หากเป็นเพราะเหตุผลนั้นก็พอรับได้ นึกว่าตัวเองเป็นพวกสำมะเลเทเมาเสียอีก หากเป็นอย่างนั้นจริงเขาคงรับตัวเองในอนาคตอีกสิบปีข้างหน้าไม่ไหวแน่ แค่ที่รับรู้มาก็เกินพอแล้ว

ร่างสูงผลักบานประตูกระจกเข้าไปข้างใน ร้านบาร์เบียร์นี้มีเคาน์เตอร์พาดยาวตามริมห้อง พื้นที่ตรงกลางเว้นไว้สำหรับเต้นรำ เนื่องจากเพิ่งจะห้าโมงเย็นจึงยังไม่มีพวกขาแดนส์มา ที่นั่งกระจัดกระจายอยู่ก็มีแค่ไม่กี่คน เมื่อทั้งสองเข้ามาข้างใน ทุกคนก็หันมามองเป็นตาเดียว ก่อนที่เสียงทักทายจะดังมาจากมุมหนึ่งของร้าน

“ลูเซีย! สเวน!”

เสียงนั้นเป็นของวิลลี่ เพื่อนร่างท้วมผู้แสนร่าเริงโบกไม้โบกมือเรียกจากที่นั่งของตน ข้างกายมีเอซที่กำลังจิบเบียร์พลางยิ้มละไมให้กับพวกเขา แต่ดูก็รู้ว่าเป็นรอยยิ้มที่แสร้งทำขึ้นมาเท่านั้น และสเวนก็รู้ดีจึงแผ่บรรยากาศไม่เป็นมิตรออกมา จนเขาต้องเป็นฝ่ายนั่งคั่นทั้งสองเอาไว้เพื่อให้พวกเขาห่างไกลกันมากที่สุด

“บังเอิญจังเลยนะที่มาเจอกันที่ร้านนี้”

ร่างเพรียวทักทาย ขณะหยิบเมนูขึ้นมาเพื่อดูรายการอาหาร ในนั้นเต็มไปด้วยเหล้าหลากหลายชนิดและกับแกล้ม อาหารที่จะกินเป็นมื้อนั้นมีอยู่ส่วนน้อย

“นั่นสินะ แต่มันก็ไม่แปลกนักหรอก ตอนเย็นๆ ทุกคนชอบมานั่งที่ร้านนี้กันจะตาย” วิลลี่ว่าพลางซดเบียร์ที่มีฟองฟอดอย่างชื่นใจ “พวกเราก็มาที่นี่อาทิตย์ละครั้งเหมือนกัน แต่ช่วงนี้อาจจะมาถี่หน่อยเพราะใกล้ถึงการแข่งเบสบอลแล้ว”

ลูเซียโน่ฟังไปก็เลือกเมนูคลับแซนด์วิช ไข่คนและน้ำอัดลม ปฏิเสธที่จะรับเหล้าอย่างสุภาพ เพราะเขาไม่มีอารมณ์ดื่มในตอนนี้ จากนั้นก็หันไปคุยกับเพื่อนต่อ

“ทำไมพอถึงใกล้แข่งขันเบสบอลแล้วถึงมาที่นี่บ่อยล่ะ”

“เพราะมีการพนันน่ะสิ” คนตอบคือทนายความผมทองที่กำลังขยับแก้วเบียร์ด้วยท่วงท่าสง่างาม “สำหรับเมืองอันแสนเงียบสงบนี้แล้ว การพนันก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ทุกคนรู้สึกสนุก และที่นี่ก็เป็นแห่งเดียวที่รับการพนันด้วย”

“อย่างนี้นี่เอง...”

เพราะแบบนี้หรือเปล่านะแฟนเขาถึงได้ชวนมา ลูเซียโน่ปรายตามองคนข้างตัว สเวนยิ้มเมื่อถูกจับได้

“ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ได้เล่นพนันเป็นบ้าเป็นหลังหรอก และอีกอย่างที่นี่ก็มีการเล่นพนันโดยไม่ใช้เงินด้วย ฉันกะว่าจะลงแทงอันนั้นน่ะ”

“พนันแบบไม่ใช้เงินมีด้วยเหรอ”

เขาเลิกคิ้วด้วยความฉงน วิลลี่ตอบแทนให้

“มีสิ นอกจากใช้เงินแทงข้างตามปกติแล้วก็มีแทงแบบให้สิ่งของอย่างอื่น เช่น ฉันแทงข้างทีมถุงเท้าน้ำเงิน หากแพ้จะยอมขายข่าวฟรีๆ เป็นเวลาหนึ่งเดือนให้กับบุคคลที่แทงชนะอะไรแบบนี้น่ะ”

“เห น่าสนใจดีนะ”

ถึงจะไม่ต้องเสียทรัพย์ แต่ก็ต้องเสียอย่างอื่นแทน ไม่รู้ว่าอย่างไหนจะแย่กว่ากัน

“ปีที่แล้วสเวนแพ้เลยต้องไปรับจ้างซ่อมบ้านคนอื่นฟรีตั้งเดือนหนึ่ง แล้วเดือนนั้นก็มาเกาะแฟนกิน น่าสมเพชจังเลยเนอะว่าไหม"

เอซยักคิ้วกวนๆ ใส่ร่างสูง ลูเซียโน่มองเห็นไส้ของแฮมเบอร์เกอร์ทะลักออกมาจากมือของแฟนเขาเล็กน้อย 

“ปีก่อนฉันแค่ดวงไม่ดี แต่ปีนี้ไม่เหมือนกันหรอกนะ” สเวนกล่าวเสียงเย็น นัยน์ตาเป็นประกายเต็มไปด้วยจิตสังหาร “รอบนี้ฉันมั่นใจว่าทีมหมวกแดงต้องเป็นแชมป์อย่างแน่นอน”

“คุณยังอ่อนหัดไม่เปลี่ยน แน่ใจได้ยังไงว่าลงทีมข้างนั้นแล้วจะชนะ ไม่ได้ฟังข่าวเหรอว่าทีมกรีนริเวอร์มีพิชเชอร์ฝีมือดีมากเข้ามาร่วมทีม ขนาดคนที่ได้ฉายาว่าพยัคฆ์ติดปีกที่ตีโฮมรันได้ทุกลูกยังหวดลูกขว้างพิชเชอร์คนนี้ไม่ได้เลยนะ” เอซยิ้มแบบแฝงความหยามเหยียดเอาไว้ “แบบนี้ได้ไปซ่อมตามบ้านฟรีหนึ่งเดือนแน่ พอดีเลยที่บ้านของผมชักโครกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ถ้าชนะผมคงต้องรบกวนคุณให้มาซ่อมแล้วล่ะนะ”

“ฮ่าๆ พูดเล่นได้น่าขำดีนะ ฉันว่าคราวนี้มากกว่าที่จะต้องเอาเงินเก็บส่วนหนึ่งของนายมาเลี้ยง อันที่จริงฉันไม่ได้ขออะไรมากหรอกนะ แค่ฉันกับลูเซียจะไปกินอาหารที่ภัตตาคารระดับห้าดาวพร้อมค้างแรมที่ริมทะเลเท่านั้นเอง”

“หวา น่ากลัวชะมัด”

วิลลี่มุดหัวลง เมื่อสเวนกับเอซส่งประกายไฟใส่กันข้ามหัวพวกเขา ขนาดนั่งกั้นด้วยคนสองคนแล้ว ยังระงับให้ทั้งคู่หาเรื่องกันไม่ได้เลย
ลูเซียโน่กินไปแล้วรู้สึกหนาวกับอึดอัดจึงขอตัวมาเข้าห้องน้ำ วิลลี่ตาละห้อยเหมือนกับจะบอกว่าอย่าทิ้งเพื่อนไว้ท่ามกลางหมาป่ากับจิ้งจอกสิ แต่ขอโทษนะเขาเองก็รับมือสองคนนั้นไม่ไหวเหมือนกัน

ห้องน้ำอยู่ด้านนอกร้าน เมื่อออกมาจึงเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว อากาศเย็นขึ้น มีหมอกโรยตัวบางๆ พื้นถนนเกลื่อนกลาดไปด้วยใบไม้ที่พัดปลิว ลูเซียโน่ถูมือขณะรีบเดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่อทำธุระของตนให้เสร็จ

เดินออกมาจากห้องน้ำคาดไม่ถึงว่าจะเจอคนรู้จัก ท่ามกลางแสงไฟข้างถนน ร่างกายของวอลเลอร์ ไวท์ราวกับมีรัศมีเจิดจรัสของเทวดา ไม่ว่าใครผ่านมาก็ย่อมต้องคิดเช่นนั้น อีกฝ่ายยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามร้านบาร์เบียร์คล้ายกับกำลังรอใครบางคน ครั้นจะเดินผ่านเลยไปแบบไม่สนใจก็ไม่ได้ ถึงจะยังกลัวเรื่องที่สเวนเตือนก่อนหน้านั้นว่าห้ามเข้าใกล้วอลเลอร์ แต่ถ้าเจ้าตัวไม่เห็นแล้วเขาไม่พูดออกไปก็คงไม่เป็นไรมั้ง

ก่อนที่จะทันได้ตัดสินใจ อีกฝ่ายก็หันมาเห็นเขาเสียก่อน และทักทายด้วยรอยยิ้มปานเทวดาผู้การุณ 

“สวัสดีครับ ลูเซียโน่ ไม่คิดเลยว่าจะได้มาเจอคุณในที่แบบนี้”

“ผมมาทานข้าวที่ร้านนี้น่ะครับ”

ร่างเพรียวตอบ คู่สนทนาพยักหน้าชำเลืองมองเข้าไปในร้าน

“มาทานคนเดียวเหรอครับ”

“เปล่าครับ มากับเพื่อนๆ...”

สองคนข้างบ้านคงเรียกว่าเพื่อนได้ แต่คนที่อยู่บ้านเดียวกัน จะให้บอกว่าเป็นแฟนต่อหน้าวอลเลอร์ก็ออกจะน่าอายนิดหน่อย แล้วเขาก็ไม่มั่นใจด้วยว่าอีกฝ่ายจะรับได้ไหมที่เขามีแฟนเป็นผู้ชาย 

“งั้นหรือครับ ผมนึกว่าคุณมากับแฟนเสียอีก สเวนไม่ได้มาด้วยเหรอครับ”

อ้าว ลูเซียโน่ลอบอุทานอยู่ในใจ “คุณรู้ได้ยังไงว่าผมมี...”

“ใครๆ ก็รู้กันทั้งนั้นล่ะครับ” วอลเลอร์กล่าวยิ้มๆ สีหน้าไม่ได้รังเกียจหรือล้อเลียนใดๆ “ผมได้ยินคนอื่นๆ เขาคุยกันน่ะครับ เพราะพวกคุณค่อนข้างจะดังที่เมืองนี้อยู่ไม่น้อย”

ดังในรูปแบบไหนเนี่ย ร่างเพรียวถอนหายใจอย่างปลงๆ แล้วชี้นิ้วไปที่ด้านในสุดของร้าน

“เขามาครับ นั่งอยู่ตรงนั้นล่ะ คนที่มีผมสีดำๆ”

“คนนั้นน่ะเอง” วอลเลอร์ร้องอ๋อเบาๆ ก่อนใบหน้างามจะขมวดคิ้ว “แต่ว่า อืม... ผมเคยเห็นเขาที่ไหนมาก่อนนะ”

“สเวนทำงานเป็นช่างซ่อม ผมคิดว่าคุณอาจจะเคยเห็นเขาแบบผ่านๆ ก็ได้นะครับ”

อีกฝ่ายส่ายหน้าน้อยๆ “คิดว่าไม่น่าจะใช่นะครับ... เหมือนผมจะเคยเห็นเขาในหน้าหนังสือพิมพ์นะ เอ...”

“หน้าหนังสือพิมพ์?”

คราวนี้เป็นลูเซียโน่ที่ฉงนบ้าง วอลเลอร์เผยอยิ้มขอโทษ จากนั้นก็ว่า

“บางทีผมอาจจะคิดไปเองก็ได้ครับ ก็สเวนเป็นช่างซ่อมธรรมดานี่นา ไม่ใช่ดาราที่ปรากฏตัวตามสื่อเสียหน่อย”

ทว่าคำพูดนั้นกลับทำให้ร่างเพรียวฉุกคิดได้ว่า “แต่ก็ไม่แน่หรอกนะครับ ผมว่าสเวนอาจจะเป็นดารามาก่อนก็ได้ ก็เขาออกจะหน้าตาดีปานนั้นนี่นา”

คำตอบของเขาทำให้อีกฝ่ายถึงกับอึ้ง จากนั้นก็หัวเราะ เสียงทุ้มๆ กังวานไปทั้งถนนฟังเหมือนเสียงดนตรี ลูเซียโน่ทำหน้าอึนไม่เข้าใจว่าคนตรงหน้าหัวเราะทำไม

“ขอโทษด้วยครับ ผมแค่คิดว่าลูเซียโน่น่ารักจริงๆ เลย รักแฟนน่าดูเลยนะครับ ถึงขนาดชมเขาว่าหน้าตาหล่อจนคิดว่าเป็นดารา”

คนโดนหาว่าหลงแฟนหน้าแดง รีบโบกมือเป็นพัลวัน “ก็วอลเลอร์บอกว่าเคยเห็นสเวนในหน้าหนังสือพิมพ์ มันก็ต้องเป็นดาราเท่านั้นไม่ใช่เหรอครับ อีกอย่างทั้งหน้าและรูปร่างของสเวนก็ให้ด้วย”

“ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่ครับ นั่นสินะ บางทีสเวนอาจจะเคยเป็นดารามาก่อนก็ได้” นัยน์ตาสีน้ำเงินดูลึกล้ำยิ่งกว่าปกติ “เขาจะต้องเป็นดาราดังแน่ๆ เลยครับ”

ยิ่งพิศมองความงามอันเป็นประกายนั้นก็เหมือนมีเงามืดซ่อนอยู่ ในใจของลูเซียโน่ร้องเตือนอะไรบางอย่างก่อนที่เสียงฝีเท้าเล็กๆ จะดังขึ้นขัดจังหวะของพวกเขา

“มาแล้วเหรอครับ มาเดลิน”

คนพูดไม่ได้หันไปมองหญิงสาวที่อยู่ด้านหลัง ราวกับรู้อยู่แล้วว่าเป็นเธอ ลูเซียโน่เป็นฝ่ายมองมาเดลินพลางผงกศีรษะทักทาย เธอแค่จ้องเขานิ่งด้วยใบหน้าเรียบเฉยเหมือนกับทุกที นึกถึงเรื่องที่สเวนเตือนเกี่ยวกับมาเดลินทำให้ลูเซียโน่ไม่กล้าที่จะละสายตา เกิดว่าเธออาละวาดกะทันหันจะได้ตั้งรับทัน

“คนที่ผมรอมาแล้ว งั้นไว้ค่อยคุยกันใหม่นะครับ ลูเซียโน่”

“อ๊ะ ครับ ไว้เจอกัน”

วอลเลอร์ผละจากเขาแล้วตรงเข้าไปโอบไหล่มาเดลินพาเดินไปตามทางกลับบ้านของตน ลูเซียโน่ก็คิดจะเดินกลับเข้าไปในร้านเช่นกัน หากไม่ใช่เพราะว่ามองเห็นสายตาของหญิงสาวที่ปรายตามา เหมือนมีอะไรบางอย่างแฝงเร้นอยู่ในดวงตาคู่นั้นทำให้เขามองไม่ออก
อะไรกันน่ะ...

“แอบมาพบวอลเลอร์แบบนี้ ระวังสเวนจะหึงเอานะ”

เสียงทักนั้นทำเอาคนมีความผิดติดตัวสะดุ้ง แต่เมื่อเห็นว่าเป็นใครจึงโล่งอก วิลลี่ยืนอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้กำลังยิ้มล้อเลียนอยู่

“ก็แค่คุยกัน ไม่ได้ทำอะไรมากกว่านี้เสียหน่อย”

“ต่อให้แค่คุยกันสเวนก็หึงได้ ยิ่งวอลเลอร์มีบุคลิกกับหน้าตาที่เข้าทางลูเซียแบบนี้ จะไม่ออกอาการหวงก็ถือว่าผิดปกติแล้วล่ะ”

เพื่อนของเขาพูดราวกับรู้ดี และลูเซียโน่ก็เคยลิ้มรสความหึงหวงนั้นมาแล้ว จึงมองคนตรงหน้าตาด้วยแววตาอ้อนวอน

“ถ้าอย่างนั้นนายก็อย่าไปบอกสเวนแล้วกันนะ ถือว่าฉันขอล่ะ”

“ไม่ต้องห่วงน่า นายเห็นฉันเป็นคนปากสว่างขนาดนั้นเชียวเหรอ ถ้าไม่ใช่เรื่องจำเป็นก็ไม่พูดหรอก”

วิลลี่กล่าวอย่างหนักแน่น เห็นดังนั้นเขาจึงคลายความกังวลก่อนจะเดินตามเพื่อนกลับเข้าไปในร้าน

บรรยากาศเริ่มจะคึกคักขึ้นมาบ้างแล้ว มีเพลงจากยุค 90 เปิดคลอไปกับเสียงพูดคุยของผู้คนภายในร้าน ซึ่งเพิ่มจำนวนขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ทางด้านสเวนกับเอซยังคงเขม่นใส่กันไม่เลิกจนวิลลี่ที่เป็นกลางยังถอดใจ เขาเองก็ไม่อยากเข้าไปแทรกระหว่างจิตสังหารทั้งสองด้วยเหมือนกั

“ไม่ลองพนันบ้างเหรอ ถ้าลงเป็นเงินนิดๆ หน่อยๆ ก็ได้นะ”

วิลลี่เอ่ยชวนเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศอึมครึมรอบๆ ตัวพวกเขา ร่างเพรียวย่นคิ้วสารภาพว่า

“ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับทีมเบสบอลเลยนะ พนันไม่ได้หรอก”

“อย่าไปเล่นจริงจังสิ เอาแค่สนุกๆ ก็พอแล้ว แบบว่าเป็นธรรมเนียมอะไรงี้” ว่าพลางหยิบสมุดโน๊ตที่มีรายละเอียดพร้อมภาพของทีมเบสบอลที่เข้าแข่งขันออกมา “ปีก่อนๆ นายก็เล่นแบบนี้ พนันพอหอมปากหอมคอ นายใช้แค่ดอลล่าเดียวด้วยซ้ำ ครั้งนี้ก็เอาเหมือนเดิมสิ”

ลูเซียโน่รับสมุดโน๊ตนั้นมาพิจารณา พลิกภาพผ่านๆ ก่อนจะสะดุดเข้ากับทีมแบล็กวู้ด ซึ่งดูเหมือนจะมีแต่สมาชิกหน้าใหม่ที่ยังไม่เคยสร้างผลงานมาก่อน ในสมุดนั้นวิลลี่เขียนไว้ละเอียดยิบว่ามีโอกาสแพ้ถึง 90% 
เขายิ้มออกมา พร้อมกับหยิบหนึ่งดอลล่าห์จากในกระเป๋าวางลงบนหน้านี้ ส่งคืนให้

“งั้นฝากพนันด้วย ฉันเอาทีมนี้ล่ะ”

“ทำไมนายถึงพนันทีมที่มีอัตราการชนะต่ำเตี้ยที่สุดล่ะเนี่ย ทีมอื่นๆ ยังมีอีกเยอะนา”

เพื่อนของเขาเกลี้ยกล่อมให้เปลี่ยนใจใหม่ แต่ร่างเพรียวส่ายหน้า

“ก็นายบอกว่าเล่นพนันสนุกๆ นี่นา งั้นฉันก็เอาทีมนี้ล่ะ ถ้าโอกาสที่พวกเขาจะชนะมันมีแค่ 10% จริงๆ ฉันก็อยากจะลองเสี่ยงดู”

“เฮ้อ ตามใจนายแล้วกันนะ”

อีกฝ่ายทำปากยื่น เอาเงินนั้นพุ่งไปหาเจ้ามือพนันให้กรอกรายละเอียดของลูเซียโน่ลงไป ได้ยินเจ้ามือบ่นแบบเดียวกับวิลลี่ว่าน่าจะเลือกแทงข้างที่ดีๆ หน่อย แต่ยังไงเขาก็ยังไม่เปลี่ยนใจ

ทว่าในอีกสองสัปดาห์ให้หลังการแข่งเบสบอลในครั้งนี้ทำให้ทุกคนในเมืองนอกซ์ถึงกับตะลึง เมื่อทีมแบล็กวู้ดที่ถูกมองข้ามกลับพุ่งเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศราวกับปาฏิหาริย์

........................................

วันศุกร์ร้านค้าแทบทุกร้านปิดเพื่อไปดูการแข่งขันเบสบอล ไม่เว้นแม้แต่ร้านอุปกรณ์การช่างและสวนของสองสามีภรรยาก็ปิดเช่นกัน ลูเซียโน่กับสเวนจึงไปที่ลานกีฬาดูการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศท่ามกลางแสงแดดอันร้อนแรงที่ขับไล่ความเย็นของฤดูใบไม้ร่วงจนสิ้น

ลูเซียโน่อารมณ์ดีมากเพราะทีมที่เขาพนันดันผ่านเข้ารอบมาได้ ขณะที่ทีมของสเวนกับเอซนั้นกลับตกในรอบที่สอง ทั้งคู่จึงอยู่ในสถานะสุดกล้ำกลืนเพราะตกเป็นผู้แพ้ หากทีมแบล็กวู้ดชนะ พวกเขายังพอรับได้ แต่หากทีมฮอว์กอายนั่นชนะ ทั้งสองต้องจ่ายค่าตอบแทนไปทั้งเดือนเลยทีเดียว

“ผมเชื่อว่าถ้าทีมแบล็กวู้ดชนะ ลูเซียคงไม่เรียกร้องอะไรเกินกำลังทรัพย์ของผมหรอกใช่ไหม”

ทนายผมทองยิ้มหวานที่ทำให้เขาหนาวเยือกไปทั้งร่าง

“ไม่ได้นะ ลูเซีย ชนะทั้งทีจะต้องเรียกร้องอะไรเยอะๆ หน่อยสิ ให้คุ้มกับที่พนันน่ะ”

ร่างสูงว่ากึ่งจะเย้ยใส่เอซ จนทั้งคู่ทำท่าจะปะทะกัน วิลลี่ต้องยกมือขึ้นมาห้ามไว้ด้วยความหงุดหงิด

“อย่ามาตีกันตรงนี้นะ! รู้ไหมว่าอากาศก็ร้อนจะตายอยู่แล้ว ยังจะมาทะเลาะให้เสียสุขภาพจิตอีก! ไปๆ แยกย้ายกันไปเลย!”

ในรอบนี้วิลลี่ไม่ยอมทนเห็นทั้งคู่เถียงกันได้อีกแล้ว จึงจับพวกเขาแยกออกจากกัน เพื่อนของเขาลากเอซไปนั่งอีกอัฒจันทร์หนึ่ง ส่วนเขากับสเวนก็จับจองที่บริเวณนี้ไป 

ร่างสูงหยิบพัดขึ้นมา กดหมวกลงเพราะทนไอแดดไม่ไหว “หวังว่าทีมแบล็กวู้ดจะชนะนะ ฉันไม่ยอมไปซ่อมบ้านของตาแก่แดนนั่นแน่”

คนที่ลงพนันข้างฮอว์กอายส์ก็คือชายชรานามว่าแดนที่ขึ้นชื่อเรื่องความจู้จี้ขี้บ่น คนข้างบ้านของแดนการันตีความน่ารำคาญขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง แทบจะทนเป็นเพื่อนบ้านกันไม่ได้ทีเดียว

“ก็อยากจะลงพนันไปแบบนั้นเองนี่นา” ลูเซียโน่หัวเราะ หยิบน้ำขวดขึ้นมาดื่มดับกระหาย “นายลงไปแบบนั้นจะให้ทำอะไรได้ล่ะ”

“เอาเถอะ ยังไงซ่อมบ้านของตาแก่แดนก็ยังดีกว่าซ่อมบ้านให้ทนายซาดิสต์นั่น” สเวนพึมพำ ปาดเหงื่อไหลรินเข้ามาใกล้ตา “การซ่อมบ้านให้เจ้านั่นเป็นอะไรที่นรกมากสำหรับฉัน”

ลูเซียโน่ไม่เคยถามเลยว่าทำไมสเวนกับเอซจึงไม่ถูกกัน เห็นจากสีหน้า ท่าทางและคำพูดแล้วคงชิงชังกันมาก แต่ก็ไม่ถึงขนาดอยากจะฆ่าแกงกัน ออกไปทางคู่กัดที่พอเจอหน้าแล้วมีแต่ต้องพูดจาแซะกันไปมามากกว่า

“งั้นแค่ทีมของฉันชนะ สเวนก็น่าจะรอดแล้วล่ะ”

เขาว่า ร่างสูงหันมายิ้มให้ แล้วคว้าขวดน้ำดื่มของลูเซียโน่ที่เพิ่งหมดไปครึ่งหนึ่งมาดื่มต่อ 

“ก็หวังว่าทีมม้ามืดนี้จะชนะล่ะนะ”

การแข่งขันเบสบอลเริ่มต้นขึ้น เสียงเชียร์กระหึ่มก้องไปทั่วทั้งสนาม นำพาความตื่นเต้นเร้าใจมายังคนดูทั้งหมด ลูเซียโน่เคยไปเชียร์ฟุตบอลตอนที่อยู่บ้านเกิดเหมือนกัน ครั้งนั้นกับครั้งนี้ให้บรรยากาศที่แตกต่างไปสักเล็กน้อย คราวนั้นเขามากับครอบครัว แต่ครั้งนี้เขามากับแฟน สเวนเกี่ยวคอเขาแล้วส่งเสียงเชียร์อย่างสนุกสนาน จะว่าให้ความรู้สึกแปลกๆ ก็ได้ เพราะตอนอยู่กับครอบครัวนั้นต่างคนต่างเชียร์ แต่นี่อีกฝ่ายเข้ามาใกล้ชิด ทำเอาไม่มีสมาธิจะดูการแข่งขันเลย

กิ้ง!

เสียงลูกบอลกระทบเข้ากับไม้เบสบอลส่งลูกที่ขว้างขึ้นฟ้าเป็นโฮมรัน ทีมแบล็กวู้ดทำได้ดีมากจนได้คะแนนอยู่ที่ 4 ต่อ 2 หลายคนเห็นลูกโฮมรันนั้นแล้วพากันลุกขึ้นยืนส่งเสียงเชียร์อย่างบ้าคลั่ง แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าทีมแบล็กวู้ดซึ่งเพิ่งเคยลงการแข่งครั้งแรกจะทำได้ดีถึงเพียงนี้ ราวกับทีมนั้นเป็นอัจฉริยะที่อยู่ๆ ก็โผล่มาอย่างไรอย่างนั้น

เชียร์มากไป คอของลูเซียโน่ก็เริ่มแห้ง น้ำที่พกมาสองขวดหมดเกลี้ยง จึงขอตัวไปซื้อน้ำ ระหว่างนั้นก็หาของกินเล่นไปด้วย ใกล้ๆ นั้นมีแผงขายฮอตดอกอยู่ ป๊อบคอร์น หรือน้ำอัดลมกับโซดาก็มีขาย น้ำแข็งก็มีบริการ สำหรับวันที่แดดร้อนเช่นนี้เหมือนกัน

เขาซื้อน้ำไปสองขวดกับน้ำมะนาวโซดาอีกแก้ว ตามมาด้วยฮอตดอกสองชิ้นโตชุ่มฉ่ำซอสมะเขือเทศและมายองเนส กำลังหิ้วของที่ว่ากลับไปหาสเวน แต่แล้วก็ดันมาเจอใครเข้าเสียก่อน 

วอลเลอร์ มาเดลิน กับเมสันนั่นเอง

ลูเซียโน่ประหลาดใจมากที่เห็นพวกเขาสามคนอยู่ด้วยกัน วอลเลอร์กับมาเดลินสวมชุดที่เข้าคู่กันมากคือเป็นสีเหลืองอ่อนๆ ดูสดใสแบบดอกทานตะวันในฤดูร้อน ผมของหญิงสาวรวบขึ้นเผยลำคอระหง แม้แต่ชายหนุ่มผมบลอนด์ก็ยังเหน็บกิ๊ฟเปิดหน้าให้เห็นชัดๆ ในทางกลับกันเมสันสวมเครื่องแบบตำรวจเต็มชุด เห็นแล้วรู้สึกร้อนแทน สีหน้าของตำรวจประจำเมืองเคร่งเครียดมาก ไม่เหมือนกับวอลเลอร์ที่ยิ้มบางๆ และมาเดลินยืนหน้าตาย
บรรยากาศดูไม่น่าเข้าไปยุ่งอย่างมาก  แต่แล้ววอลเลอร์ก็ดันเป็นฝ่ายทักเขาเสียก่อน

“มาดูการแข่งเบสบอลเหมือนกันหรือครับ ลูเซียโน่”

คราวนี้ทั้งเมสันและมาเดลินหันมามองเขาทันที ลูเซียโน่ฝืนยิ้มให้จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นคงไม่ได้แล้ว

“มันเป็นงานใหญ่ของเมืองทั้งทีนี่ครับ จะไม่มาได้ยังไงกัน” ร่างเพรียวว่าพยายามทำให้บรรยากาศคลายความอึดอัด “พวกคุณก็ด้วยไม่ใช่หรือครับ”

“ครับ ถึงจะอากาศร้อนไปหน่อย แต่อยู่ด้านล่างก็เย็นสบายดีกว่าขึ้นไปเชียร์บนอัฒจรรย์เยอะล่ะครับ”

อันนี้ลูเซียโน่เห็นด้วย อัฒจรรย์เป็นแบบเปิดโล่งท้าแดดมาก หากไม่ได้ทาครีมกันแดด พกหมวกและแว่นตาดำมาล่ะก็เกรงว่าคงแย่กว่านี้

“เลยมายืนเชียร์ชั้นล่างข้างสนามแทนสินะครับ แต่ไม่เมื่อยหรือครับ?”

มีคนเชียร์ข้างสนามในที่ร่มๆ เยอะพอควร แต่ก็ไม่มีใครนั่งเลย ต่างคนต่างยืนดูการแข่งขันพลางขยับตัวเชียร์ไปด้วย

“ไม่ครับ คือ...”

วอลเลอร์จะพูดบางอย่าง แต่ก็โดนเมสันเอ่ยแทรก

“ผมไม่ได้มาดูการแข่งเบสบอลหรอกครับ แต่มาทำงาน” นายตำรวจขยับหมวกของตัวเอง นัยน์ตาสีฟ้าซีดดูหงุดหงิด “ผมแค่มาเตือนไวท์ว่าไม่ควรพาคนป่วยไปไหนมาไหน โดยเฉพาะในที่ที่มีคนเยอะๆ เกิดอะไรขึ้นจะทำยังไง”

สายตาของเมสันมองไปทางมาเดลินที่ยังคงเลื่อนลอย นายตำรวจคงกลัวว่าคนไข้ทางจิตคนนี้จะอาละวาดสินะ 

“อย่าพูดอย่างนั้นสิครับ คุณตำรวจ นี่ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งของการบำบัดนะครับ ให้ผู้ป่วยอยู่แต่ในห้องแบบนี้ก็เก็บกดกันพอดี” วอลเลอร์เอ่ยแย้ง ก่อนจะวางมือลงบนไหล่ของหญิงสาว “เธอก็ยังปกติดีนี่ครับ ไม่มีความเครียดอะไรด้วย มาเดลินคิดว่าออกมาข้างนอกดีกว่าจริงไหมครับ”

อีกฝ่ายหันมาถามหญิงสาวข้างตัว เธอก็พยักหน้ารับช้าๆ ด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ลูเซียโน่มองมาเดลินแล้วรู้สึกขนลุกชอบกลกับความไร้อารมณ์ของเธอ

เมสันหรี่ตา “ถึงอย่างนั้นก็ยังไว้ใจไม่ได้อยู่ดี รบกวนช่วยออกไปด้วย ถือเสียว่าเป็นการช่วยทุกคนที่นี่เถอะ”

มันจะไม่ใจร้ายเกินไปใช่ไหม 

จะว่าเห็นใจก็ได้ แต่อย่างที่เมสันพูด ควรจะระวังเอาไว้ดีกว่า วอลเลอร์เห็นนายตำรวจไม่ยอมจึงถอนหายใจ

“ก็ได้ครับ พวกเราจะกลับ...”

วอลเลอร์ยังพูดไม่ทันจบ ก็มีเสียงเฮดังขึ้นขัดจังหวะ ทุกคนหันไปมองที่สนามพร้อมเพรียงกัน ดูเหมือนว่าการแข่งขันจะจบลงแล้ว ผลก็คือทีมแบล็กวู้ดเป็นฝ่ายชนะ ทำเอาลูเซียโน่กระโดดตัวลอย น้ำมะนาวโซดากระฉอกออกมา ลืมบรรยากาศอึมครึมเมื่อกี้ไปเลย

“ชนะเหรอ เย้! ฉันชนะพนันด้วย แบบนี้เอาเงินไปซื้อของขวัญวันเกิดให้สเวนได้แล้ว!”

ร่างเพรียวร้องลั่นดีใจ จนวอลเลอร์ร้องโฮ่ออกมาก่อนจะถามว่า

“ใกล้จะถึงวันเกิดของสเวนแล้วหรือครับนี่”

“ใช่ครับ เดือนหน้านี้แล้ว...”

เขาชะงักไป นี่เขารู้ได้ยังไงกันว่าสเวนเกิดวันที่เท่าไหร่ จู่ๆ ทำไมถึงได้นึกขึ้นมาได้เฉยเลย
ชายหนุ่มผมบลอนด์ไม่ได้สนใจท่าทีที่เปลี่ยนไปของลูเซียโน่รุกถามต่อว่า

“แล้วคิดว่าจะซื้ออะไรให้เป็นของขวัญวันเกิดหรือครับ”

“เรื่องนั้น...”

ปืน... 

ทันใดนั้นคำนี้ก็ผุดขึ้นมาในหัว เหมือนมีอะไรบางอย่างในสมองบอกว่าสเวนชอบปืน ฉะนั้นต้องซื้อปืนให้เป็นของขวัญ ใช่ เขาตั้งใจเอาไว้ว่าอย่างนั้น...

“ในเมื่อการแข่งขันจบแล้ว คุณก็ควรจะกลับบ้านได้แล้วล่ะ”

เมสันไม่สนใจการพูดคุยของทั้งคู่ เอ่ยขัดขึ้นมา วอลเลอร์ตอบรับครับๆ ก่อนจะระบายรอยยิ้ม 

“ไม่ต้องคิดมากเรื่องของขวัญหรอกครับ ผมเชื่อว่าถ้าลูเซียโน่เป็นคนให้ สเวนจะต้องดีใจอยู่แล้วล่ะครับ”

พูดจบก็เดินจากไป เมสันผงกหัวให้เขานิดๆ แล้วก็ตามหลังวอลเลอร์กับมาเดลิน คงไปดูเพื่อให้แน่ใจว่าทั้งสองคนได้กลับบ้านจริงๆ 

ในใจของลูเซียโน่เต็มไปด้วยความว้าวุ่น ทำไมเขาถึงคิดว่าตัวเองควรจะให้ปืนเป็นของขวัญวันเกิดกันนะ... บางทีแฟนของเขาอาจจะชอบสะสมปืนแน่ๆ เลย ใช่ มันต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ

ลูเซียโน่พยายามคิดในแง่ดี แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความคิดหนึ่งที่จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นในหัวได้ว่า

เขาต้องการจะซื้อปืนกระบอกใหม่เพื่อให้สเวนได้ใช้งานมัน...
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

48 ความคิดเห็น

  1. #26 urnurn (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2560 / 14:03
    นี่อ่านเรื่องนี้แล้วไม่ไว้ใจใครซักคน จนกระทั่งไม่ไว้ใจลูเซียแล้วเนี่ย 55 ความทรงจำที่หายไปไม่รู้ว่าไปทำอะไรไม่ดีไว้รึเปล่า ยัยมาเดลินใกะ วอลลเลอร์โผล่มาที่ไรใจตึกตัก น่ากลัวเชียว 55!
    #26
    0
  2. #8 Mr.Hamhan (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 เมษายน 2560 / 01:36
    ชอบเวลาสเวนหึงมากเลยค่ะ><
    #8
    0