Trust me (Yaoi) [สำนักพิมพ์ไร้กรอบ]

ตอนที่ 8 : Trust 7 : Mystery

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 118
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    7 ธ.ค. 60

Trust 7 : Mystery
 
เลิกงานแข่งเบสบอล ผู้คนส่วนหนึ่งก็แวะไปทานข้าวที่ร้านอาหาร
 
ลูเซียโน่กับสเวนก็เป็นหนึ่งในนั้น ร้านที่พวกเขาแวะไปก็เป็นร้านบาร์เบียร์เดิมที่พวกเขาใช้พนัน ทว่าที่นั่นก็มีวิลลี่และเอซด้วย คู่กัดทั้งสองเมื่อเจอหน้ากันก็เขม่นใส่ทันที สร้างความเอือมระอาให้ลูเซียโน่และวิลลี่ที่ต้องเป็นตัวกลางห้ามไม่ให้ทั้งสองทะเลาะกัน
 
เสียงของผู้คนในวันนี้ดังเซ็งแซ่กว่าปกติ ทุกคนกำลังคุยถึงการแข่งขันเบสบอลที่เพิ่งจบไปหมาดๆ ด้วยชัยชนะของม้ามืดทีมแบล็กวู้ด การต่อสู้ในวันนี้คงจะเป็นที่จดจำไปอีกนาน พร้อมๆ กับเรื่องที่มีผู้ชนะพนันเพียงคนเดียวในรอบนี้ ชื่อของลูเซียโน่จึงแพร่กระจายไปสร้างความอิจฉาให้กับทุกคนอย่างมาก ที่กวาดเงินและบริการพิเศษไปคนเดียว
 
สเวนอารมณ์ดีขึ้นเพราะถึงจะไม่ชนะพนันแต่ก็ไม่ได้เสียพนัน มิหนำซ้ำยังได้ผลพลอยได้ไปกับลูเซียโน่อีกด้วย เนื่องจากเอซต้องจ่ายค่าพนันกับผู้ชนะ สเวนจึงเสนอแนะแบบที่จงใจกลั่นแกล้งเอซอย่างเห็นได้ชัด
 
“ลูเซีย ในเมื่อชนะพนันก็ขออะไรหนักๆ ให้มันคุ้มค่าไปเลย ไม่ต้องกลัวว่ามันจะไม่มีจ่ายหรอก หมอนั่นเป็นทนายหน้าเลือดน่ะ ยังไงก็รวยอยู่แล้ว ลองขอเงินพิเศษกับตั๋วเครื่องบินไปกลับปารีสเป็นยังไง หรือจะไปเที่ยวรอบโลกเลยก็ได้นะ
 
“อันนั้นมากไปมั้ง...”
 
ลูเซียโน่ปรามด้วยสีหน้าเอือมๆ เกรงว่าถ้าขอไปแบบนั้นจะทำให้เอซยิ่งแค้นพวกเขามากขึ้นน่ะสิ เกิดปีหน้าแพ้ขึ้นมาเอซคงได้ล้างแค้นหนักแน่
 
“เอาเถอะ ลูเซียจะทำยังไงกับที่ชนะพนันก็ตามใจนะ สำหรับฉันแค่ไม่ต้องไปทำงานซ่อมบ้านให้คนอื่นฟรีๆ ก็ดีแล้ว”
 
ร่างสูงกล่าวด้วยรอยยิ้ม ขณะหันไปสั่งอาหาร ลูเซียโน่ก็สั่งตาม แน่นอนว่าเขาไม่เคยลืมสั่งมันฝรั่งทอดของโปรดด้วย ยิ่งหลังเรื่องสนุกแบบนี้ยิ่งต้องกินให้ได้
 
แฟนของเขาหันไปคุยกับมาสเตอร์เจ้าของร้านบาร์เบียร์ที่มายินดีกับเขาเรื่องชนะพนันและหันไปแซวสเวนอย่างออกรสที่รอดตัวไป ขณะที่คนอื่นพากันอาฆาตแค้นเคืองลูเซียโน่กันยกใหญ่
 
เขารู้สึกหนาวเยือกระหว่างที่จิบเบียร์ซึ่งมีฟองฟอด สังเกตถึงสายตาทิ่มแทงอยู่ด้านหลัง คนที่แพ้พนันกำลังเจ็บใจอยู่สินะ แต่ไม่เห็นต้องมาลงกับเขาเลยนี่นา ที่เขาพนันชนะมันเป็นความบังเอิญล้วนๆ ด้วยซ้ำ
 
มองกองเงินสดมหาศาลในถุงผ้าที่มาสเตอร์จ่ายมาให้พร้อมกับรายชื่อและเบอร์ติดต่อของคนที่พนันด้านบริการ ลูเซียโน่ก็กลืนน้ำลายเอื้อก นี่มันยิ่งกว่าถูกล็อตเตอรี่อีกนะเนี่ย บริการบางอย่างก็น่าสนใจด้วย อย่างลดราคาเสื้อผ้าเมื่อไปซื้อที่ร้าน 70% กับซื้อพายเนื้อหนึ่งชิ้นฟรีสิบชิ้นเนี่ย...
 
ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง!
 
เสียงมือถือดังขึ้นระรัวอยู่ใกล้ตัว สเวนละจากการหั่นสเต็กปลาหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมา พอเห็นชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป บอกกับลูเซียโน่ว่า
 
“เดี๋ยวฉันออกไปคุยธุระแป็บหนึ่งนะ เดี๋ยวมา”
 
“อา... อืม”
 
เขาพยักหน้า อีกฝ่ายจึงลุกขึ้นแล้วผลุนผลันออกจากร้านไปด้วยท่าทางที่บอกว่าดูลุกลี้ลุกลนผิดปกติ
 
เป็นโทรศัพท์จากใครกันนะ ถึงทำให้สเวนเป็นแบบนั้นได้ ดูน่าสงสัยจัง...
 
เขาหยิบมันฝรั่งทอดจุ่มซอสแล้วเคี้ยวอย่างเชื่องช้า ในใจพะวงแต่เรื่องของสเวน ลูเซียโน่ไม่สบายใจตั้งแต่ที่เขาคิดว่าจะให้ของขวัญวันเกิดอีกฝ่ายเป็นปืนและยังคิดจะให้ใช้มันอีกด้วย นี่เขาอยากให้สเวนเอาปืนนี้ไปใช้กับอะไรกัน ล่าสัตว์หรือไง
 
ไม่ใช่ 
 
ในใจของเขาพลันร้องค้านขึ้นมา หัวปรากฏภาพกับปืนกระบอกสั้นสีดำราวกับย้ำเตือนว่าปืนที่ต้องการจะซื้อให้หน้าตามันเป็นแบบนี้ ไม่ใช่ปืนไรเฟิลกระบอกยาวที่ล่าสัตว์...
 
เหงื่อเย็นๆ ไหลท่วมร่าง พระเจ้า ทำไมเขาถึงอยากซื้อปืนพรรคนั้นให้สเวนกัน จะบอกว่าอีกฝ่ายเป็นนักสะสมปืนก็ไม่น่าจะใช่ เขาเคยเข้าไปในห้องของสเวนสองสามครั้งแต่ข้าวของในห้องนั้นก็เรียบๆ ไม่มีอะไรโดดเด่น นอกจากอุปกรณ์ช่างบางอย่าง ไม่มีปืนประดับอยู่ตรงไหนเลย ถ้าชอบสะสมจริงก็น่าจะมีวางโชว์ไว้สักกระบอกสองกระบอกแล้วสิ
 
ลูเซียโน่ปวดหัวจี๊ดขึ้นมาตามด้วยอาการคลื่นไส้ ทำให้เขาต้องบอกมาสเตอร์ว่าจะไปเข้าห้องน้ำก่อน ฝากดูแลโต๊ะสักครู่ จึงออกไปด้านนอก 
 
หน้าร้านไม่วี่แววของสเวน แต่พอเขาเลี้ยวไปทางห้องน้ำกลับได้ยินเสียงตะคอกอันคุ้นหู ทำให้เท้าที่กำลังจะเลี้ยวมุมร้านต้องหยุดชะงักลง และยืนแอบอยู่ตรงนั้นไม่กล้าที่จะเดินผ่านไป
 
“ก็บอกแล้วไงว่าเดี๋ยวฉันจะจัดการให้เรียบร้อยเอง! เรื่องของลูเซียเป็นความรับผิดชอบของฉัน คนอื่นห้ามมาแส่ไม่เข้าเรื่องเด็ดขาด!”
 
ลูเซียโน่สะดุ้งที่ได้ยินชื่อของตัวเองอยู่ในบทสนทนาด้วย ที่สำคัญกว่านั้นก็คือเขาเพิ่งจะเคยได้เห็นสเวนขึ้นเสียงใส่คนอื่นเป็นครั้งแรก ที่ผ่านมามีแต่พูดเย็นชาหรือใช้น้ำเสียงที่ดูกรุ่นโกรธมาก แต่ไม่ร้ายแรงถึงขั้นตวาดหรือตะคอกใส่แบบนี้ ทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่าเรื่องที่คุยกันทางโทรศัพท์นั้นต้องร้ายแรงมากแน่ๆ และมันอาจจะเกี่ยวพันมาถึงเขาด้วย
 
ได้ยินเสียงปลายสายอู้อี้ตอบกลับมา เขาฟังไม่ถนัดนักว่าปลายสายนั้นพูดว่าอะไร แต่ก็ทำให้อารมณ์ร้อนของสเวนลดระดับลงไปเยอะเหลือแค่หงุดหงิด
 
“ฉันไม่อู้งานหรอกน่า ก็แค่เลื่อนผลัดผ่อนไปก่อน ก็รู้อยู่ว่าตอนนี้เวลายังไม่เอื้ออำนวย เกิดลงมือผิดพลาดขึ้นมา ฉันไม่คิดว่าตำรวจเมืองนี้จะเอาอยู่หรอก และฉันก็ไม่อยากให้ตำรวจนอกเข้ามายุ่งวุ่นวายด้วย”
 
ใจของลูเซียโน่ยิ่งเยียบเย็นลงหลายระดับ นี่มันเรื่องอะไรกัน ถึงขนาดมีพวกตำรวจมาข้องเกี่ยวด้วยเลยเหรอ ไม่ใช่ว่าสเวนทำงานอะไรผิดกฎหมายหรอกนะ
 
แต่ว่าทุกคนรอบข้างต่างก็รู้ว่าสเวนเป็นช่าง ไม่น่าจะ... หรือบางทีอีกฝ่ายจะทำอาชีพอื่นลับๆ โดยปกปิดเอาไว้ ถึงอย่างนั้นก็เถอะถ้าไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายจริง ทำไมถึงไม่ยอมบอกอะไรเขาเลยหรือไม่กล้ากระทั่งคุยโทรศัพท์ต่อหน้าเขาล่ะ
 
ระหว่างที่ขบคิดก็ได้ยินร่างสูงกล่าวว่า “ไม่ต้องห่วง งานนี้จะต้องสำเร็จแน่นอน เรามานัดคุยกันให้เป็นเรื่องเป็นราวกันไปเลยดีกว่า มาเจอกันที่ร้านกาแฟบลูโน่แล้วกัน ส่วนวันและเวลาฉันจะส่งข้อความไปอีกที เธอต้องเอาตามที่ฉันสะดวกล่ะ...
 
ลูเซียโน่รีบผละกลับเข้าไปในร้านเพราะไม่อยากให้ถูกจับได้ว่าแอบฟัง แล้วตั้งหน้าตั้งตายัดมันฝรั่งกับอาหารของตัวเองเข้าไปเพื่อให้ดูเหมือนว่าตัวเองนั่งกินเรื่อยๆ กระทั่งสเวนกลับมานั่งข้างเขา 
 
“ขอโทษนะ คุยโทรศัพท์นานไปหน่อย ลูเซียกินใกล้หมดแล้วนี่? จะสั่งอะไรเพิ่มไหม”
“เดี๋ยวว่าจะสั่งมันบดกิน” ลูเซียโน่ตอบพยายามทำให้ตัวเองไม่แสดงสีหน้าพิรุธออกมา “คุยนานแบบนี้เรื่องงานเหรอ?”
 
“อืม มีลูกค้าขอให้ฉันไปซ่อมก็อกน้ำอ่างล้างจานให้หน่อยน่ะ เห็นว่าน้ำรั่วคงมีส่วนไหนแตก”
 
สเวนไม่ได้ตอบตามความจริง บทสนทนาที่เขาได้ยินก่อนหน้าไม่ใช่แบบนี้เลย เป็นอันแน่ชัดแล้วว่าอีกฝ่ายจงใจปิดบังไม่ให้เขารู้ แต่ลูเซียโน่ก็ยังคงไหลไปตามการสนทนาต่อไป
 
“จะไปซ่อมพรุ่งนี้เหรอ ไกลไหม?”
 
“ไปพรุ่งนี้ แล้วก็บ้านลูกค้านั่นอยู่ไม่ไกลหรอก ห่างจากเมืองนี้ไปสองสามกิโลเอง” สเวนตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนเหมือนทุกที “รับรองว่าฉันกลับมาทานมื้อเย็นที่บ้านกับลูเซียทันแน่นอน”
 
เขาไม่ได้ว่าอะไรต่อ เพราะในอกมีความรู้สึกขมและหวานเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน 
 
ขม... ที่อีกฝ่ายปิดบังไม่ให้เขารู้จนเกิดความคลางแคลงใจ 
 
หวาน... เพราะสเวนดูใส่ใจจริงๆ ไม่ใช่แค่การแสดงละคร หรือไม่เขาก็คาดหวังว่ารอยยิ้มและคำพูดนี้จะไม่ใช่สิ่งที่หลอกลวง 
 
ไม่อย่างนั้นแล้วเขาก็คงทนไม่ได้ที่หัวใจจะแตกสลายจากความรู้สึกที่เขามีให้กับสเวน...
 
.......................
 
นาฬิกาบอกว่าเข้าสู่วันใหม่แล้วแต่ลูเซียโน่กลับไม่สามารถข่มตัวเองให้นอนหลับลงได้
 
เขานอนกระสับกระส่ายแบบนี้มาหลายชั่วโมง หัวสลัดความกลัดกลุ้มของตัวเองไม่ได้เลย ยิ่งคิดมากยิ่งนอนไม่หลับ สุดท้ายจึงจำต้องลุกขึ้นแล้วเปิดโคมไฟที่หัวเตียง ขณะกวาดตามองหนังสือในชั้นเพื่อหาอะไรอ่านจะได้นอนหลับไป
 
ไล่มือไปตามชั้นมีหนังสือบางเล่มที่เป็นของใหม่ปะปนอยู่ เขาไม่ได้สำรวจชั้นหนังสือเท่าไหร่เพราะทำงานเสร็จก็เข้านอนทุกครั้ง มีเวลาอ่านอะไรง่ายๆ แค่หนังสือการ์ตูนเพียงอย่างเดียว ส่วนหมวดนิยายสืบสวนลึกลับของโปรดเขาไม่ได้แตะต้องมันเลย
 
คราวนี้ถ้าจะให้หลับเขาน่าจะเอาแนวสืบสวนมาอ่าน ขณะนั่งไล่รายชื่อก็ไปสะดุดเข้ากับนิยายเล่มหนึ่งที่จำได้ว่ามาเดลินเป็นคนแต่ง 'เมืองวิปริต' ที่แท้เขามีหนังสือเรื่องนี้ในครอบครองด้วยเหรอเนี่ย ดีนะที่ไม่ได้ไปซื้อเล่มใหม่มา ไม่อย่างนั้นต้องซื้อซ้ำแน่ๆ 
 
ลูเซียโน่หยิบมันขึ้นมาเปิดอ่าน ในหน้าแรกมีลายเซ็นของมาเดลินตวัดด้วยปากกาสีน้ำเงินเขียนเอาไว้อย่างสวยงาม และลงท้ายว่าขอบคุณที่อุดหนุนผลงานตามมาด้วยหัวใจเล็กๆ ดูเป็นคนขี้เล่น ก่อนที่จะมีอาการเป็นแบบนี้มาเดลินคงมีนิสัยน่าคบหาพอตัวเลย
 
เขาพลิกหน้าไปอ่านคำนำนักเขียนที่กล่าวสั้นๆ เพียงไม่กี่บรรทัด แต่มันก็ยังทำให้ตอกย้ำว่าตัวตนที่เธอเขียนกับบุคลิก ณ ปัจจุบัน ช่างสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง
 
บางทีเรื่องลึกลับบางอย่างก็เริ่มจากสิ่งใกล้ตัว 'เมืองวิปริต' นี้คือผลงานอันอุตสาหะของฉันที่เขียนขึ้นมาจากเมืองที่ฉันอาศัยอยู่ในปัจจุบัน แม้สิ่งที่แตกต่างจากในเรื่องนี้กับความเป็นจริงก็คือภูมิอากาศก็ตาม แต่ฉันคิดว่าหากคุณได้อ่านเรื่องนี้แล้ว อาจจะทำให้คุณมองเมืองที่ตัวเองอยู่ใหม่ก็เป็นได้ ชีวิตของเรามีเรื่องน่าตื่นเต้นอยู่เสมอแม้แต่กับในบ้าน ขอให้สนุกกับการเปิดโลกใบใหม่ค่
 
ลูเซียโน่อ่านจบคำนำนั้นก็มีรายนามขอบคุณผู้ที่ให้การสนับสนุนในการเขียนของมาเดลิน เป็นชื่อของพ่อแม่ที่เสียชีวิตไปแล้วกับน้องสาว 
 
เขาตั้งต้นอ่าน จากนั้นก็ถูกดึงดูดเข้าไปในโลกของ 'เมืองวิปริต' นั้น
 
ตัวเอกคือเด็กสาวผู้มาจากเมืองกรุงอันศรีวิไลนามว่า คริสติน่า ย้ายเข้ามาในเมืองบ้านนอกที่สุดแสนจะเรียบง่ายและธรรมดาจนไร้สิ่งดึงดูดใจ ตอนที่เธอจะย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่กลับได้รับคำถามแปลกๆ ราวกับต้องการจะทดสอบเธอ เช่น 'คุณมีความสามารถพิเศษอะไรบ้าง', 'มีทักษะเรื่องการต่อสู้หรือไม่', 'หากพบเจอคนทะเลาะตบตีกันจะทำอย่างไร', 'คุณกลัวอะไรบ้างหรือไม่' ไปจนกระทั่งรู้สึกอย่างไรหากเห็นผู้หญิงด้วยกันกอดจูบอยู่หน้าประตูบ้าน
 
คำถามทุกอย่างคริสติน่าตอบไปตามความจริง แม้จะงุนงงมากก็ตาม ในที่สุดเธอก็ผ่านด่านมาได้และเข้าไปอยู่ในบ้านชั้นเดียวที่เก่าแก่ มีเถาองุ่นพันเลื้อยรอบบ้านให้บรรยากาศเหมือนกับในนิยายสยองขวั
 
เมื่อคริสติน่ามาอยู่ที่นี่แล้ว เพื่อนข้างบ้านซ้ายขวาของเธอคือหนุ่มรูปงามที่มีนิสัยคนละแบบ คนหนึ่งคือเอเลน เป็นนักธุรกิจไฟแรงมีบุคลิกเคร่งขรึมจริงจัง กับอีกคนเป็นช่างภาพชื่อ เฟย์ ร่าเริง ขี้เล่นและเป็นมิตร คริสติน่าสนิทกับเฟย์มากกว่า และค่อยๆ ขยับเข้าใกล้กันมากขึ้น ท่ามกลางเมืองที่เต็มไปด้วยเรื่องประหลาดโผล่มาให้แปลกใจเป็นระยะ ทั้งเรื่องที่มีรถตำรวจชอบวิ่งยามค่ำคืน กลิ่นเหม็นเน่าที่มักลอยมาตามลม สุนัขที่มีคราบเลือดติดปาก หรือแม้แต่ผู้คนที่เหมือนมีงานอดิเรกแปลกๆ ยิ่งอ่านลูเซียโน่ก็ยิ่งจมดิ่ง กระทั่งรู้สึกว่าหนังตาของเขาเริ่มจะปิดลงแล้วนั่นเอง จึงยอมหยุดพักไว้แล้วเข้าสู่ห้วงนิทรา
 
ลูเซียโน่ฝันถึงเรื่องเดิม... สิ่งที่เขาจำได้เพียงอย่างเดียวราวกับว่ามันประทับอยู่ในความทรงจำไม่จางหาย
 
คราวนี้เขาไม่ได้วิ่งหนีอีกแล้ว แต่กลับยืนอยู่ในลานโล่งแห่งหนึ่งซึ่งครั้งหนึ่งมันเคยเป็นบ้าน ก่อนที่หลังคาจะปลิวหาย ตัวบ้านถูกสายลมสายฝนและแสงแดดกัดกร่อนจนเหลือแค่โครงทิ้งไว้อยู่กลางป่าทึบ
 
ในความทรงจำเขากำลังหอบหายใจเสียงดัง หัวใจเต้นเป็นจังหวะที่แรงและถี่ ขณะที่สายตาก้มมองไปยังสิ่งที่อยู่ใต้เท้า แล้วเห็นร่างของใครคนหนึ่งนอนอยู่เลือดไหลอาบย้อมรองเท้าผ้าใบของเขาจนเป็นสีแดงคล้ำ...
 
เฮือก!
 
ลูเซียโน่ลืมตาขึ้นมาเพราะความตกใจเอาตอนหกโมงเช้าพอดี ได้ยินเสียงกริ่งของนาฬิกาปลุกแผดดังในเวลาต่อมา จนต้องเอื้อมมือขึ้นไปกดปุ่มปิดก่อนที่เสียงนั่นจะทำให้เขาปวดหัวหนักไปมากกว่านี้
 
มันเกิดอะไรขึ้น ภาพที่เขาเห็นในฝันเป็นเรื่องจริงงั้นเหรอ ร่างเพรียวกุมหัวรู้สึกถึงความปวดร้าวที่แล่นมาถึงหัวตาจนน้ำตาเอ่อคลอ มันไม่ใช่ความจริงหรอก เขาก็แค่อ่านหนังสือแล้วเพ้อเจ้อไปเอง ไม่อย่างนั้นตัวเขาก็ไม่มาอยู่ที่นี่หรอก ใจเย็นๆ เข้าไว้
 
ลูเซียโน่สูดลมหายใจเข้าออกยาวๆ เพื่อผ่อนคลาย แต่อาการปวดหัวตุบๆ ก็ยังไม่หาย ต่อให้เขาไปทำธุระอะไรต่อมิอะไรเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่เต้นตุบๆ อยู่ในหัวก็ไม่ยอมทุเลาลง
 
“อรุณสวัสดิ์ ลูเซีย เป็นอะไรไป ทำไมหน้าซีดขนาดนั้นล่ะ”
 
สเวนที่กำลังทำอาหารเช้าหันกลับมาทักทายเขาตามปกติ ก็ยังตกใจที่เห็นใบหน้าของลูเซียโน่ซีดเผือดเป็นกระดาษโดนโซเซมานั่งที่โต๊ะ
 
“แค่ปวดหัวน่ะ ไม่มีอะไร เมื่อคืนเผลออ่านนิยายเพลินจนนอนดึกด้วย”
 
ร่างเพรียวไม่อยากเล่าเรื่องฝันร้ายนั่นให้ฟังเพราะมันดูเหมือนเด็กมากเกินไป จึงหาข้ออ้างอื่นขึ้นมาแทน สเวนมีท่าทีเป็นห่วงถึงขนาดปิดเตาสักครู่แล้วเดินเข้ามาตรวจอาการเขาด้วยตัวเอง 
 
“ปวดหัวมากเหรอ มีไข้ไหม รู้สึกคลื่นไส้ ปวดท้องหรือหายใจไม่ออกอะไรหรือเปล่า”
 
ท่าทีความเป็นห่วงเป็นใยของสเวน ทำให้ลูเซียโน่รู้สึกสับสน คนตรงหน้าใจดีกับเขาจากใจจริงไม่ได้หลอกลวงงั้นสินะ แต่ว่าก็ยังมีบางอย่างที่ไม่สนิทใจอยู่ด้วย
 
“ไม่เป็นไรหรอก กินยาเดี๋ยวก็คงหายเอง” ลูเซียโน่ฝืนยิ้มตอบกลับไป “ทำอาหารเช้าต่อเถอะ เดี๋ยวฉันก็ไปทำงานสายกันพอดี”
 
“สภาพแบบนี่ยังจะไปทำงานอีกเหรอ หยุดจะดีกว่าไหม เดี๋ยวฉันอยู่เป็นเพื่อนเอง”
 
สเวนว่า ลูบหน้าเขาอย่างแผ่วเบา มีอะไรบางอย่างที่เต็มตื้นอยู่ในอกของเขา ก่อนจะท้วงไปว่า
 
“นายจะหยุดได้ไง วันนี้ต้องไปทำงานซ่อมให้ลูกค้าไม่ใช่เหรอ”
 
“เลื่อนไปก็ได้ ยังไงลูเซียก็สำคัญกว่า” สเวนตอบด้วยใบหน้าจริงจัง จนคนที่ได้รับความสำคัญรู้สึกหัวใจเต้นแรงแบบหยุดไม่อยู่ “ลูเซียเพิ่งจะผ่านอุบัติเหตุใหญ่มานะอย่าลืมสิ ถ้ามีอะไรผิดปกติแม้แต่นิดเดียวก็ขอให้บอก ไม่งั้นเกิดเป็นอะไรไปมันจะสายเกินไปนะ”
 
อา... ทำไงดี รู้สึกดีใจจนตัวจะลอยแล้วสิ ลูเซียโน่ปั้นหน้าไม่ถูก รู้แต่ว่าหน้าตัวเองร้อนไปหมดแล้ว กระบอกตาก็ยิ่งร้อนผ่าวตามไปด้วยเหมือนอยากจะร้องไห้ ทำให้เขาต้องก้มหน้าเพื่อปรับอารมณ์ครู่หนึ่งก่อนจะคลี่ยิ้มเป็นธรรมชาติมากกว่าเดิม
 
“ขอบใจที่เป็นห่วงนะ สเวน แต่ฉันไม่เป็นไรหรอก มันคงเป็นผลจากการนอนดึกนั่นล่ะ ถ้ากินยาแก้ปวดหัวสักเม็ดกับทานอาหารเช้าน่าจะดีขึ้น”
 
“จริงนะ ถ้าเป็นอะไรต้องรีบบอกเลยนะ”
 
สเวนยังคงเป็นห่วงอยู่ ลูเซียโน่จึงหอมแก้มอีกฝ่ายทีหนึ่ง แล้วยิ้มหวาน
 
“อื้ม! ไม่ต้องกังวลหรอก ฉันจะดูแลตัวเองให้ดี ไม่ฝืนทำอะไรเกินกำลังแน่นอน”
 
ได้รับคำยืนยันพร้อมกับโดนหอมแก้มสเวนจึงคลายความเป็นห่วงลง แต่ก็ยังไม่วายจูบลูเซียโน่เบาๆ ทำเอาคนโดนจูบทีเผลอรู้สึกเหมือนหัวใจจะหลุดออกมาจากอก สเวนนี่ช่างน่า...
 
“ถ้านายไม่เป็นไรก็ดีแล้ว หากรู้สึกไม่ดีก็โทรหาฉันได้ตลอดเลยนะ เดี๋ยววันนี้ฉันจะรีบกลับ... ไม่สิ วันนี้ฉันไปส่งและรับนายด้วยเลยดีกว่า”
 
“ไม่ต้องขนาดนั้นหรอก...”
 
ลูเซียโน่อยากจะปราม แต่สุดท้ายก็แพ้ความเป็นห่วงของอีกฝ่าย ต้องยอมให้สเวนพาไปส่งที่ทำงานโดยดี
 
ระหว่างทางที่สเวนขับรถไปส่ง พวกเขาก็ได้ยินเสียงผู้หญิงกรีดร้องลั่น พุ่งตัวตัดหน้ารถ ดีที่ว่าร่างสูงเหยียบเบรกไว้ได้ทันทำให้ไม่ได้ชนร่างของผู้หญิงคนนั้น ลูเซียโน่เผลอหยุดหายใจนึกว่าจะได้เห็นคนตายต่อหน้าต่อตาซะแล้ว
 
“ได้โปรด ช่วยด้วย ช่วยฉันด้วย!”
 
ผู้หญิงคนนั้นร้องฟูมฟายเอามือทุบหน้ารถปังๆ ลูเซียโน่อึ้ง ส่วนสเวนถอนหายใจพร้อมกับบีบแตรไล่ 
 
“เกะกะน่า คนกำลังรีบไปทำงานนะ”
 
“ดะ เดี๋ยวสิ สเวน ตามปกติเราต้องช่วยเธอไม่ใช่เหรอ”
 
เขาเหลียวหน้ามามองอย่างตะลึงที่คนข้างกายไม่คิดจะช่วยผู้หญิงที่น่าสงสารคนนี้
 
“ไม่จำเป็นหรอก เธอเป็นคนบ้า อีกสักพักก็มีคนมาจับเธอไปเองนั่นแหละ”
 
สเวนพูดไม่ทันขาดคำก็มีผู้ชายสองคนพุ่งปราดเข้ามา ต่างคว้าแขนผู้หญิงคนนั้นไว้คนละข้าง จากนั้นก็มองพวกเขาที่อยู่ในรถ ทำท่าขอโทษที่สร้างความเดือดร้อนให้ ก่อนที่จะพากันลากผู้หญิงคนนั้นไปโดยมีเสียงกรีดร้องโหยหวนดังไปตลอดทาง
 
“ตกลงว่าเป็นคนบ้าจริงเหรอ...”
 
ลูเซียโน่เห็นผู้หญิงคนนั้นแต่งตัวดูดี ถ้าไม่นับสีหน้าที่บ้าคลั่งกับผมเผ้าที่กระเสิงไปหน่อยก็ดูเหมือนคุณนายของประธานบริษัทที่ไหนสักแห่ง
 
“คนที่สติไม่ดีมีเยอะมาพักอยู่ในเมืองนี้น่ะ เพราะเห็นว่ามันค่อนข้างสงบดี และต่อให้คนบ้าหลุดออกไปก็ไม่ต้องกลัวว่าจะก่อความเดือดร้อนมากเท่าอยู่ในตัวเมืองใหญ่ๆ ล่ะนะ” สเวนว่าพลางบังคับรถไปตามทางอีกครั้งหนึ่ง “จะช่วยใครก็ดูคนด้วยนะ ลูเซีย เพราะมันก็มีบางจำพวกที่แกล้งทำเป็นขอความช่วยเหลือ แต่จริงๆ เป็นโจรมาจี้ปล้นหวังความสงสารก็เป็นได้”
 
ลูเซียโน่นิ่วหน้า “พูดอย่างกับว่าที่นี่อันตรายงั้นแหละ ดูออกจะเป็นเมืองธรรมดาไม่ใช่...”
 
ที่นี่ไม่ใช่เมืองธรรมดานะ...
 
เขาหยุดพูดไปกลางคัน เมื่อมีเสียงหนึ่งดังขึ้นในหัว เสียงที่คุ้นเคยมากแต่เขานึกไม่ออก
 
นายตัดสินใจจะอยู่ที่นี่จริงเหรอ ในกรงที่ไม่อาจโบยบินได้อย่างอิสระแบบนี้น่ะ...
 
เมืองคือกรง? อะไร ยังไงกัน
 
“ลูเซีย?”
 
ร่างสูงเห็นคนข้างกายพูดแล้วเงียบไปจึงเรียกด้วยความเป็นห่วง ลูเซียโน่สะดุ้งน้อยๆ คำพูดปริศนาที่ดังอยู่ในหูมลายหายไปราวกับโดนเสียงของสเวนปัดเป่า เขากลับมาตั้งสติใหม่
 
“อ๊ะ โทษที เผลอเหม่อไปหน่อย”
 
“ไม่เป็นไรจริงๆ ใช่ไหม ถ้าไม่สบายจะหยุดก็ได้ ฉันคิดว่าสองสามีภรรยานั่นไม่ว่าอะไรลูเซียหรอก”
 
สเวนบอกด้วยความกังวล ลูเซียโน่ส่ายหน้า เขาไม่อยากอยู่บ้าน อยากจะหางานอะไรสักอย่างให้ตัวเองทำ และการมีเพื่อนคุยด้วย ย่อมดีกว่าการอยู่ลำพังในบ้าน
 
“ฉันอยากทำงานน่ะ”
 
ลูเซียโน่บอกความตั้งใจของตนออกมา สเวนจึงถอนหายใจ เพราะเห็นชัดว่าร่างเพรียวดื้อเกินกว่าจะฟังคำของตัวเอง
 
“เอาเถอะ ถ้าลูเซียอยากทำงานก็ตามใจนะ อย่าลืมที่สัญญากับฉันเอาไว้ล่ะ
 
อย่าฝืนตัวเอง หากรู้สึกผิดปกติต้องรีบแจ้งให้รู้ทันที นั่นคือสิ่งที่เขาสัญญาเอาไว้จึงพยักหน้ารับรู้ ก่อนที่รถของทั้งสองจะมาจอดเทียบตรงหน้าร้านเครื่องกีฬา
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

48 ความคิดเห็น

  1. #41 Felinonajang (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2560 / 02:14
    เราเคยอ่านนิยายเรื่องหนึ่งที่อารมณ์ประมาณนี้แต่เรื่องนั้นจะแฟนตาซีนิดหน่อยตรงที่นายเอกตื่นขึ้นมาในอนาคต แล้วพระเอกก็คิดว่านายเอกความจำเสื่อมเลยพยายามจะทำทุกอย่างให้จำได้ เรื่องมันอบอุ่น น่ารักแต่เศร้าไงไม่รู้ แต่ก็มีความสุขในภาคสอง เราอ่านแล้วชอบบรรยากาศแบบนั้นมากเลย แต่ไม่เคยเจออีกเลยจนมาเจอเรื่องนี้ อ่านคำโปรยแล้วแบบ เฮ้ย น่าสนใจ อยากอ่านที่ไม่ใช่แนวแฟนตาซีเหมือนกัน อยากรู้ว่าจะทำยังไงให้คนรักกลับมาจำได้ แต่ทำไมยิ่งอ่านยิ่งมีปริศนา รู้สึกไว้ใจใครไม่ได้เลยแม้กระทั่งตัวเอง ฮือออออ
    #41
    0
  2. #27 urnurn (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2560 / 14:09
    ตอนแรกอ่านนึกว่าเป็นแนวแฟนซี พอเป็นแนว ปริศนาแบบนี้ระทึกใจดี แม้แต่สเวนก็ไม่อยากไว้ใจ ตอนนี้ 55 บรรยากาศคล้ายๆ wayward pines เหมือนกันนะ
    #27
    0
  3. #9 『BLacKCrowN』 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 22:37
    เรื่องปมเริ่มจะชัดข้นแล้วแฮะ
    สเวนกับลูเซียเคยคบกันมาก่อนจริงๆสินะ เป็นห่วงลูเซียเลยค่ะ

    ไรท์ดำเนินเรื่องดีมากเลยค่ะ อ่านแล้วรู้สึกเหมือนดูหนังเลยอ่ะ มาต่อเร็วๆนะคะ//ปูเสื่อรอ~
    #9
    0