[ fan-fiction Kimetsu no yaiba] 炎柱の妻 (Rengoku Kyoujurou x OC)

ตอนที่ 7 : ตอนที่ ๗

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,054
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 142 ครั้ง
    14 ก.พ. 63

 

ล้มป่วยกระทันหันเหมือนคำสาปจากบ้านตระกูลอุบุยาชิกิ ภายในร่างกายของมิซูโกะแปรปรวนไม่สมดุล ร่างกายอ่อนแรงและระบบหมุนเวียนโลหิตทำงานผิดปกติ มิซูโกะรู้สึกทรมารเหลือเกิน เธอเหนื่อยจนเดินแทบไม่ได้ และกระอักเลือดอยู่บ่อยครั้งเพราะเส้นเลือดหรืออะไรบางอย่างในช่องท้องแตก ได้แต่ประคองอาการให้ดีขึ้น เดินลมปราณเพื่อห้ามเลือดภายใน

ชีวิตไม่เคยต้องมายากลำบากแบบนี้เลย…

ชาติก่อนเธอคงจะป่วยตายแน่ ๆ ป่วยชนิดที่ว่าอายุขัยเส้นไม่แตะเลขยี่สิบแน่ ๆ ชาตินี้เลยมีคันจิคำว่าอายุยืนยาว(寿)เพิ่มเข้ามาเป็นมงคลชีวิตด้วย

เธอเริ่มเข้าใจเรื่องราวบางอย่างมากขึ้นเล็กน้อยถึงสาเหตุการณ์ย้อนกลับมาสมัยไทโชในครั้งนี้ แม้จะไม่เข้าใจดีและดูเหมือนเสาหลักทุกคนก็เหมือนจะไม่ได้เข้าใจด้วยเช่นกัน แต่ป้าอามาเนะบอกกับเธอว่าพวกเขาถูกเรียกมาเผื่อว่าเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมา ในกรณีที่มีอสูรบ้าปรากฏตัวด้วยความแค้นอะไรทำนองนั้นพุ่งเข้าใส่เธอหรือซูนาโอะ…

ทว่า...เหมือนจะมีแต่คุณชินาซึงาวะที่รู้เกี่ยวกับคุณซูนาโอะ…เพียงแต่เขารู้ไม่ลึกนัก เขามาถามเธอว่าซูนาโอะกับเขาในสมัยเรวะเป็นอะไรกัน เธอตอบไม่ถนัดนัก ใช้วิธีเขียนใส่มือบอกเขาไปตามความจริงว่าทั้งคู่ว่า‘สามีภรรยาและมีลูกหนึ่งคน’เป็นคำตอบสั้น ๆ ซึ่งเหมือนอีกฝ่ายจะพอใจหรือโล่งใจก็ไม่ทราบ สายตาดุร้ายนั้นอ่อนโยนขึ้นแล้วเขาก็กลับโดยทิ้งคุณเคียวจูโร่เอาไว้ดูแลเธอเสียอย่างนั้น

ตอนนี้คุณเคียวจูโร่เองก็นั่งขัดสมาธิข้าง ๆ เธอที่นอนอยู่บนผูกหนาสองชั้น

มิซูโกะหลับไปได้สักพักแล้ว และเพิ่งจะรู้สึกตัวแต่ยังไม่กล้าลืมตาขึ้นมาเท่านั้น เธอกลัวว่าจะเกิดบทสนาขึ้นมา…

ไม่รู้ว่าทำไมถึงกลัวคุณเคียวจูโร่จะถามหรือปฏิเสธการแต่งงานกันนะ ในแง่ที่เจ้าสาวของเขามีร่างกายไม่แข็งแรงและป่วยกระเสาะกระแสะจนไม่อาจให้กำเนิดบุตรธิดา หรือคอยปรนนิบัติรับใช้ตัวของเขาแบบคติความเชื่อโบราณได้

เธอรู้แต่ว่ามันเป็นความไม่สบายใจที่อัดแน่นอยู่มากมายเลยเชียว ดังนั้นถึงจะอยากลุกชันตัวขึ้นมาทำอะไรที่ไม่ใช่แค่การเอาแต่นอน แต่ตอนนี้เธอขอรวบรวมความกล้าที่จะลืมตาก่อนเถอะ

มิซูโกะลืมตาขึ้น…

เคียวจูโร่คนนี้ยังไงก็คือสามีเธอไม่ใช่หรือ…ไม่สิ…เขาในตอนนี้คือเกือบจะใช่ต่างหากเล่า!

“…คุณเคียวจูโร่”มิซูโกะหันไปมองเคียวจูโร่ที่จับจ้องเธออยู่

“อืม”อีกฝ่ายรับคำจากนั้นก็ประคองแผ่นหลังของเธอให้ชันขึ้นมา

“ฉันไม่น่าไปรับปิ่นเล่มนั้นมาจากซูนาโอะเลย บางทีถ้าฉันเชื่อคุณแล้วรีบเอากลับไปคืนตั้งแต่ตอนนั้นคงไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น”

อีกฝ่ายกะพริบตาอย่างงุนงง แต่ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจแต่เขาก็พยักหน้ารับ น้ำเสียงและการพูดจาของเธอประหลาดเป็นกันเองมาก…บางทีคุณเคียวจูโร่คงจะรู้สึกประหลาดใจล่ะมั้ง

ไม่รู้สิ…

ใบหน้าของมิซูโกะก้มลงด้วยความรู้คล้ายจะผิดหวัง เธอไม่พูดจาอะไรต่อ อยากจะบ่นเหมือนคุณแม่บ้านก็กลับทำไม่ได้เสียอย่างนั้น ในใจห่อเหี่ยวและก็เงียบงันอย่างเศร้าเสียใจ

“ขอโทษที่เสียมารยาทค่ะ…ฉันมักจะลืมตัวว่าคุณเคียวจูโร่คนนี้ไม่ใช่…ไม่ใช่…”พูดไม่ทันจบก็น้ำตาแตก ร้องไห้เหมือนวันที่ถูกผู้ชายหักอกมาแล้วหนีไปฟังเพลงเศร้า ๆ เพิ่มอารมณท้อใจ

“ข้าไม่ใช่เคียวจูโร่ผู้นั้นหรือ?”เขาถามต่อ

“ฉันไม่รู้ค่ะ” เธอและทันตัวข้าอย่างคุ้นชินคล้ายกับคนที่กำลังสับสนและตัดสินใจไม่ถูก

“แล้วไยข้าจึงจะไม่ใช่เคียวจูโร่ผู้นั้นกัน” เขาตอบกลับมาพร้อมรอยยิ้มและฝ่ามือที่ลูบหลังของเธอเบา ๆ อย่างปลอบใจ พอเห็นอากัปกิริยาที่เป็นแบบนี้ของเขาราวกับถอดแบบลอกกันมาแล้วเธอก็ยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิมด้วยความคิดถึง สองมือปาดน้ำตาลวก ๆ แล้วเข้าสวมกอดอีกฝ่ายที่รู้สึกคุ้นเคย

“ฉัน…คิดถึงคุณมาก ๆ เลยค่ะ”

“อื้ม!”เขาว่าจากนั้นก็กอดรัดเธอเช่นเดียวกัน

“คุณเคียวจูโร่…สมแล้วที่ฉันไม่ปฏิเสธคุณในวันนั้น…ฉันชอบคุณจริง ๆ” เธอว่าจากนั้นก็กอดอย่างแนบแน่นอีกครั้งเหมือนลูกหมาตกน้ำต้องการให้เจ้าของโอ๋“ฉันสาบานเลยว่าฉันจะเพิ่มค่าขนมให้คุณแน่นอน” มิซูโกะพูดคล้ายจะโวยวาย

“หืม? เพิ่มเงินค่าขนม? มันคืออะไรกัน?” เคียวจูโร่มีใบหน้าฉงนสนเท่ห์เล็กน้อย

“ก็-ก็…สมัยเรวะมันหมายถึงเงินที่จัดให้ใช้แต่ล่ะวันน่ะค่ะ” เธอตอบอย่างตะกุกตะกัก มือข้างหนึ่งแตะแก้มที่ร้อนผ่าว ปกติแล้วเธอเป็นคนจัดการบัญชีรายจ่ายในบ้านน่ะ ก็น่ะพวกแม่บ้านญี่ปุ่นต้องบริหารเงินให้เก่งแข่งขันกับยุคเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน อีกอย่างเราวางแผนอนาคตเอาไว้แล้ว และเงินก็เป็นปัญจัยสำคัญมาก ๆ ด้วย เธอเข้มงวดกับการใช้เงินมากนะ แต่ก็ไม่ได้เคี่ยวอะไรขนาดนั้น

“ถึงจะฟังดูแปลก ๆ แต่จะทำเช่นนั้นก็ได้ ข้ายินยอมให้มิซูโกะจัดการเงินทองของข้าก็แล้วกัน” เขาตอบน้ำเสียงไม่มีติดเล่นติดตลกสักนิด นัยน์ตาสีแดงวงรอบสีเหลืองส้มของอีกฝ่ายสื่อได้ชัดเจนถึงความไว้วางใจที่บริสุทธิ์

แต่ถึงกระนั้นมิซูโกะก็เลิ่กลั่กเล็กน้อย…

ท่าทางกระอักกระอวยแบบเก้อเขินนั้นล้วนแล้วอยู่ในสายตาของเคียวจูโร่ทั้งสิ้น

“เรื่องของซูนาโอะ ข้าพอจะเข้าใจเล็กน้อย เจ้าก็คือเจ้าในอีกร้อยกว่าปีข้างหน้า และเจ้าก็สนิทสนมกับข้ามากสินะ!” เขาว่าเสียงดังพร้อมยิ้มกว้างอย่างมั่นใจ ซึ่งนี่ทำให้มิซูโกะแข็งค้าง

นี่คุณสามีคนนี้เข้าใจสถานะระหว่างเราถูกต้องไหมนะ?

มิซูโกะยากจะคิด แต่เธอไม่ได้ส่ายหัวปฏิเสธ แน่นอนว่าเราสนิทสนมกันมากตามประสาเพื่อนคลายทุกข์ คนรู้ใจและสามีภรรยาที่คอยประคับประคองกันมานานหลายปี

“เราสนิทสนมกันมากค่ะ…” เธอตอบในสำเนียงที่เขาน่าจะฟังเข้าใจง่ายสำหรับยุคไทโช จะไม่เผลอหลุดคำพูดคำจาที่ทันสมัยให้เขางุนงงแล้ว “เราเป็นคนรู้จักกันมานับจนถึงฉันอายุยี่สิบห้าปี ก็สิบสามกว่าปีได้” เธอเล่าพลางมองอีกฝ่ายที่ตั้งใจฟัง “โลกในตอนนั้นน่ะไม่มีอสูร คุณเคียวจูโร่และคนอื่น ๆ ก็ไม่ใช่นักล่าอสูรด้วย แบบว่า ๆ มันพูดยากน่ะค่ะ”

“แล้วข้าทำอะไรล่ะ?” อีกฝ่ายถามอย่างให้ความสนใจ

“เป็นอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์ แล้วก็เป็นนักเคนโด้แข่งระดับประเทศค่ะ…ปีนี้คุณเคียวจูโร่อายุยี่สิบแปดแล้ว คิดจะวางมือจากการแข่งขันเคนโด้มาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมเคนโด้แทน ปีนี้ก็เลยแข่งเป็นปีสุดท้ายที่เข้าไปคัดตัวนักแข่งทีมชาติ”

เธอเล่ารายละเอียดคราว ๆ ให้อีกฝ่ายฟัง

“แล้วเจ้าล่ะ?”

“ตอนแรกฉันเป็นนักเคนโด้หญิงค่ะ แต่ประสบอุบัติเหตุที่ข้อมือทำให้ต้องลาวงการ ก็เลยตั้งใจเรียนที่มหาวิทยาลัยโตเกียวที่เดียวที่คุณเคียวจูโร่สอบได้น่ะค่ะ ไปเรียนด้านกฎหมายค่ะ เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายหรือทนายให้กับพวกสถาบันการเงินน่ะค่ะ จากนั้นพอแต่งงานไปสามปีกว่าก็ลาออก เลิกเป็นนักกฎหมายมาเป็นแม่บ้านแบบเต็มตัวนะ”

มิซูโกะว่าพร้อมกับเคาะความคิดของตนเองที่หลง ๆ ลืม ๆ ไปบ้างแล้ว

“ถึงจะฟังดูแปลกไปบ้างที่ผู้หญิงต้องทำงาน แต่ว่าน่ะในตอนนั้นเจ้าแต่งงานกับใครกัน”

เธอพูดไม่ชัดเจนรึเปล่านะ…

มิซูโกะไม่ได้ตอบในทันทีที่เคียวจูโร่ถาม…

“ฉันใช้นามสกุลเร็นโงคุค่ะ”

มิซูโกะยิ้มบาง ๆ ไม่รู้ว่าตอบแบบนี้ไปอีกฝ่ายจะเข้าใจชัดเจนขึ้นบ้างรึเปล่า บางทีวัฒนธรรมชอบพูดอ้อมโลกของประเทศแดนอาทิตย์อุทัยนี่คงจะทำให้เธอกลายเป็นคนปากแข็งไปเสียแล้ว ไม่เหมือนคุณเคียวจูโร่ที่รักก็บอกรัก ชอบก็บอกชอบอย่างจริงจังจริงใจให้เธอรับรู้

มิซูโกะมองใบหน้าอีกฝ่ายอย่าง

“เป็นผัวเมียกันสินะ! เรื่องนี้ข้าเดาออกตั้งนานแล้ว แต่เจ้าคงเขินอายน่ะสิ เช่นนั้นก็เป็นอันว่าข้าจะไม่เซ้าซี้ถามเจ้าให้ตอบอย่างคาดคั้นก็แล้วกัน”

เอ๊ะ!

เอ๋!!??

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 142 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

149 ความคิดเห็น

  1. #28 gafill1234gg (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 / 16:04
    หุบยิ้มไม่ได้เลยเจ้าค่ะ ฟุๆๆๆ
    #28
    0
  2. #27 Gurenge (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 / 08:20
    อะฮ่า~ เจ้าเล่ห์นะคะเนี่ยเคียวจูโร่ซัง
    #27
    0
  3. #26 SleepyS (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 / 01:05
    ช่วยด้วยย เราหุบยิ้มไม่ได้เลยค่ะ!!
    #26
    0
  4. #25 Aimarea (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 / 22:57

    อุกี๊ด~~~ พึ่งมาอ่านแต่เขินจนบิดเป็นเกลียวแล้วค่ะ~ อุ
    #25
    0
  5. #24 panipakartist (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 / 22:20

    กรี๊ด~!! คนอ่านยังเขินเลยค่ะแม่(?)! รออ่านตอนต่อไปอยู่นะคะ ป.ล.รวมถึงฉากเข้าหอด้วยนะ อิ อิ



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2563 / 22:22
    #24
    0
  6. #23 Yukisi! (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:46

    โอ้ย....เขินค่าาา

    #23
    0
  7. #22 นักอ่านเเสง(?) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:36
    โอ๊ยยยย!! เขิลตัวเท่าช้าง5555555
    #22
    0
  8. #21 sunisauun (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:15
    รอฉากเข้าหอ คิคิ
    #21
    0
  9. #20 furukayu (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:14
    เขาจะรอตอนต่อไป~~~~
    #20
    0