*ดองชั่วคราว*「 คืนฝันหวนสู่ข้างกายท่าน 」

ตอนที่ 3 : ตอนที่ ๓ งานเลี้ยงน้ำชาที่ขาดความรื่นเริง (๑)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 173
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    5 ธ.ค. 60





     'เอเดลนาร์'เป็นชื่อที่ผันมาจากชื่อ'โอเดลนาร์' วีรสตรีเมื่อยุคโบราณกาลที่ใช้มหาเวทพลีชีพในสนามรบ และใช้พลังเฮือกสุดท้ายในฐานะของประกายแสงสีทองนั้น หลอมรวมเข้าด้วยกันกับพลังแห่งเงามืด กำเนิดท้องฟ้าสีส้ม ซึ่งเรียกว่าท้องฟ้ายามสนธยา นับว่าเป็นการแบ่งสมดุลของโลกด้วยแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ และกลางคืนของเงามืดซึ่งกลืนกินดวงตะวันจนกลายเป็นจันทรา

     กองทัพแห่งอาณาจักรแห่งแสงสว่าง แม้จะพ่ายแพ้ แต่ทว่าไม่รู้ด้วยเหตุอันใดทัพแห่งความมืดนั้นก็ได้ถอยทัพกลับไป ผู้นำทัพแห่งความมืดหรือราชาแห่งเงาทฆิพไม่ได้ตัดสินใจจะตีเมืองแห่งนี้ต่อ ถึงจะเป็นเช่นนั้นแต่ไม่นานอาณาจักรแห่งแสงก็ล่มสลายลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ เมื่อสิ้นประกายแสงสีทองและได้แตกแยกออกเป็นสี่ราชอาณาจักรใหญ่

     ส่วนราชอาณาจักรแห่งความมืดแม้จะดำรงอยู่ แต่หากขาดซึ่งราชาเงาทฆิพ ก็เกิดความขัดแย้งและวุ่นวายขึ้นนานนับร้อยปี ผ่านการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์มาหลายสิบครั้ง จนปัจจุบันได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในราชอาณาจักรใหญ่ที่ถูกขนานนามว่า อาณาจักรครูดาร์รอส ซึ่งจากที่เธอเดา'ครูดาร์รอส'น่าจะมาจากชื่อของ'เคอูรอส'...

     ส่วนราชอาณาจักรลักเซเนียก็คือราชอาณาจักรแห่งแสงในเขตเมืองหลวงเมื่อครั้งสมัยโบราณกาล...ตั้งแต่การล่มสลายในครั้งนั้นเวทมนต์ คาถาก็เริ่มหายสาบสูญ แต่ก็ถูกฟื้นฟูโดยกลุ่มสี่องครักษ์ของวีรษตรีประกายแสงสีทอง และตั้งตนเป็นสี่ราชวงศ์ของสี่ราชอาณาจักรใหญ่

     ผ่านมาสามวันแล้วที่เธอเอาแต่ศึกษาประวัติศาสตร์ของโลกสมัยนี้ภายในหอสมุดใหญ่ในมุมเงียบๆ...ในหัวสมองพลันขบคิดเรื่องราวและสาเหตุต่างๆ เธอใช้มหาวเทย์หลอมรวมนั้นไม่อาจเรียกว่าจริงได้ เพียงแต่คราวนั้นเคอูรอสเองก็ใช้มหาเวทต่อต้านคาถาของเธอเช่นกัน จะด้วยเหตุอะไรก็ตาม มันทำให้เกิดการหลอมรวมมวลพลังเวมสองขั้วเกิดเป็นสมดุลใหม่ มีกลางวัน กลางคืน และมุนษย์และสรรพสิ่งต้องมีเงา

     ยิ่งแสงสว่างมาก เงาก็ยิ่งชัด...

     และเงาก็เป็นกรอบของแสงสว่าง...

      !
    

     "ท่านหญิงเจ้าค่ะ มีคนมาขอบพบเจ้าค่ะ ปะ...เป็น...ท่านดยุกลูวิค" รีเบลกล่าวกระซิบบอกเธอ

     "หรือ?" เธอในขณะที่ยังคงกวาดสายตาอ่านหนังสือต่อไปเงียบๆ เหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไร ในสมัยที่เธอยังมีชีวิตต่อให้องค์ราชา หรือองค์ราชินีเสด็จมา พวกเขาเหล่านั้นยังต้องก้มหัวให้เธอเลย ดังนั้นต่อให้ยศบรรดาศักดิ์สูงส่งแค่ไหน เธอไม่เคยหวั่นเกรง

     เพราะเธอคือแสงสว่าง...คือประกายแสงสีทองที่กำเนิดจากเทพธิดา...ร่างกายและจิตวิญญาณนั้นบริสุทธิ์เสียยิ่งกว่าพวกมนุษย์เผ่าพันธ์ใดๆ การมีตัวของเธอคือการมีอยู่อาณาจักรแห่งแสง เช่นเดียวกับเคอูรอส ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม การหายตัวของเขาคงสร้างความวุ่นวายให้กับอาณาจักรแห่งความมืดไม่น้อย...

     "ท่านหญิงเจ้าค่ะ ท่านดยุกเข้ามาแล้ว" รีเบลกระซิบบอกเธออีกครั้งสีหน้าดูไม่ดี

     เธอทำเพียงหันไปหน้าไปยังเสียงฝีเท้าของท่านดยุก ใบหน้านั้นไม่แสดงออกถึงความยินดีหรือความรำคาญใจ ทว่าเมื่อเห็นใบหน้าของท่านดยุกเธอจึงน้อมศีรษะทำความเคารพสักเล็กน้อย เพื่อไม่ให้เสียเกียรติของบุตรสาวดยุกเอเดน

     เมื่อท่านดยุกลูวิคเห็นเธอคลียิ้มใบหน้าของเขาจากดูเคร่งขรึมก็อ่อนโยนขึ้นสามส่วนเลย ในมือของเขาถือบางสิ่งซึ่งเธอไม่ได้สังเกตอย่างชัดเจนเพียงแต่มองผ่านๆ มือข้างหนึ่งถือไม้เท้าสีขาว เขายังคงส่วมชุดและหมวกทรงสูงเป็นสีเทาลักษณะเดี่ยวกับเมื่อครั้งแรกที่เจอ

     "ดูเหมือนข้าจะรบกวนการอ่านหนังสือของเจ้าสินะ...น่าสนใจไม่เลว หนังสือเกี่ยวกับศาสตร์เวทโบราณ" เขากล่าวในขณะที่กวาดสายตามองกองหนังสามสี่เล่มหนาๆบนโต๊ะของเธออย่างตั้งใจใคร่พิจารณา ก่อนจะนั่งลงฝั่งตรงข้าม

     ไอ้หนังสือศาสตร์เวทโบราณที่เขียนโดยอาจารย์ใหญ่ของสถานศึกษาแห่งนี้...เธออ่านแล้ว รู้สึกอยากจะเขวี้ยงทิ้งเสียเหลือเกิน กระทั้งบทร่ายคาถา การรีดเร้นพลังสำหรับคาถาในยุคสมัยของเธอ เขาไม่สามารถเขียนได้แตกฉาน มีเพียงบทคาถาที่ขาดๆ เกินๆ ไม่ครบองค์ประกอบใดๆ

     แต่แปลกที่ไอ้เจ้าหนังสือตำราที่เขาเขียนสามารถนำไปประยุกต์เป็นศาสตร์เวทแขนงใหม่ๆได้...

     "ข้าอ่านแต่ตำรากฎหมายจนเบื่อ ลองเปลี่ยนแนวบ้างอาจจะแก้เบื่อได้บ้างนะคะ" เธอกล่าวออกมาเบาๆ แล้วทำท่าที่เป็นไอเล็กๆ น้อยให้เห็นเป็นพิธีจะได้ดูสุขภาพไม่สู่ดี หลายวันมานี้เธอคุยกับเพื่อนๆ รุ่นพี่ภายในเอกด้วยความสนุกสนานรื่นเริง

     กฎหมายและการพิจารณาคดีของยุคสมัยนี้ช่างน่าสนใจไม่น้อย สามวันที่ผ่านมานอกจากจะได้เรียนเกี่ยวกับกฎหมายสำหรับผู้ที่มีพลังเวทมนต์แล้ว ยังมีกฎหมายพลเมือง กฎหมายของนักรบ และกฎหมายสำหรับขุนนาง และก็ยังได้เข้าไปดูขั้นตอนการฟ้องร้องจำลองในห้องเรียน รวมถึงการตรวจสอบหลักฐานในเอกคำนวณอีกด้วย

     "ไม่ทราบว่าท่านดยุกมีเรื่องอันใดหรือค่ะ" เธอถามพลางมองใบหน้าของท่านดยุก เขาจัดได้ว่าเป็นคนที่มีรูปหน้าใช่ได้ คมเข้มกำยำดี ทำให้เธอนึกถึงสหายรวมรบในยุคสมัยก่อนเลยทีเดียว...

     "ข้าได้ข่าวว่าเจ้าเคยอยู่ที่เอกเวทมนต์...เจ้าอยากย้ายกลับมาที่เอกเวทมนต์หรือไม่" 

     ดูๆไปแล้วคนผู้นี้ช่างเป็นคนที่ตรงไปตรงมาเสียงั้น

     "ข้าร่างกายอ่อนแอ สองขาพิการ พลังเวทก็หาได้สูงส่ง ทำได้เพียงประคับประคองตนเองเท่านั้น เอกกฎหมายเป็นสิ่งที่ข้าชื่นชอบเช่นเดียวกับเอกคำนวณ...แค่กๆ...ข้า...แค่กๆ!" เธอทำเป็นไอเล็กน้อยเพื่อให้ดูขี้โรค 

     "ท่านหญิง!" รีเบลเอ่ยและลูบหลังหล่อนเบาๆ อย่างห่วงใย

     "ข้า...แต่ก่อนเป็นโรคประหลาด...ครั้งตอนอยู่ที่เอกเวทมนต์ ตนนั้นถูกรังแกมามาก แม้จะเริ่มหายดีแล้ว ข้ายังคงหวาดกลัว หากข้ากลับไปคงได้กลายเป็นผู้ต่ำต้อย ที่นี้ข้า...มีความสุขมาก ดังนั้นข้าไม่ต้องการกลับไปเอกเวทมนต์หรอกค่ะ" เธอตอบเบาๆ น้ำเสียงและใบหน้าหมองลงดูไม่สบายเท่าไหร่

     ขนาดข่าวเรื่องการออกจากเอกเวทมนต์เขายังรู้ แล้วนับประสาอะไรกับเรื่องที่เธอถูกกลั่นแกล้งบ้าง เธอก็แค่แสร้งทำเป็นร่างกายบอบบาง ทำให้ดูน่าสงสารเข้าไว้ คนจะได้เกรงใจ อีกทั้งจะได้ถือโอกาสประกาศตัวว่าเธอหายดีแล้วจากอาการประหลายที่แสนน่าพิศวงนั้น

     "ข้าขออภัยด้วย" เขากล่าวและถอนหายใจ "...ในเมื่อเจ้าหายแล้วจะกลัวเรื่องอันใดกัน หากโดนรังแกเจ้าสามารถวิ่งมาฟ้องข้าได้เลย" เขากล่าวราวกับว่าตนเองนั้นมีอิทธิพลในหมู่เอกเวทมนต์ แต่ก็คงจะจริงไม่น้อย บุรุษตรงหน้านี้รับได้ว่าเป็นอันดับสามของสถานศึกษาเลย และสามารถเอาชนะได้โดยปราศจากคู่หู เชี่ยวชาญคาถาลมและศาสตร์ของการปรุงยา

     "เป็นภาระของท่านแย่" เธอหัวเราะน้อยๆ และก้มหน้าลง

     การกลับไปเอกเวทมนต์ก็น่าสนใจอยู่หรอก แต่ร่างกายนี้ไม่แข็งแรงเท่าไหร่ จนกว่าจะหาทางรักษาขาคู่นี้ได้ ในเมื่อตนเองไม่พร้อมจะกลับไปทำไมเล่า กระทั้งเวทมนต์และความรู้ที่เธอมีในฐานะวีรสตรีนามว่าโอเดลนาร์นั้นก็มากมี ขอเพียงร่ายกายมนุษย์นี้พร้อมมเื่อไหร่ ทุกๆอย่างที่เธอรู้จะสามารถใช้ได้ทั้งหมด...

     "เป็นเช่นนั้นก็ไม่เป็นไร...ข้ายินดี ข้าไม่ค่อยได้อยู่ประจำสถานศึกษานัก ด้วยภาระหน้าที่ของดยุก ส่วนเรื่องโรคประหลาดของเจ้าข้าก็พอรู้มาบ้าง ในเมื่อหายดีแล้ว หากเจ้าไม่ต้องการกลับเข้าเอกเวทมนต์ เช่นนั้นก็อยู่เป็นสหายร่วมสนทนากับข้าได้หรือไม่?"

     แปลกคนจริงๆ...

     "ข้าไม่เข้าใจสิ่งที่ทานพูด?" เธอปรับสีหน้าให้ดูงุนงง

     "ชอบถูกใจในความสามารถของเจ้าก็เท่านั้น และอยากขอบคุณสำหรับคาถาบทนั้นที่ให้ข้าได้เรียนรู้ จึงอยากชวนเจ้าทานขนมดื่มน้ำชา ก็...เท่านั้น" เขากล่าวและวางบางสิ่งที่ดูจะเป็นเทียบเชิญลงบนโต๊ะตรงหน้าของเธอพอดีเป๊ะๆ

     "น้ำใจนี่ ข้าคงปฎิเสธไม่ได้ การสร้างมิตรภาพระหว่างนักศึกษาล้วนเป็นสิ่งที่ดี ข้ายินดีเข้าร่วมพูดคุยกับท่านฉันท์มิตร" เธอกล่าวอย่างมีไมตรี หากพูดในทำนองปฎิเสธอีกครั้งจะเป็นการหมิ่นเกียรติท่านดยุกเอาได้

     "พูดได้ดีท่านหญิงเอเดลนาร์" ลูวิคหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างคนพอใจ

     "เป็นเกียรติอย่างยิ่งท่านดยุกลูวิค" ส่วนเธอนะหรือก็ทำเพียงคลียิ้มอย่างยินดี และรับเทียบเชิญนั้นเอาไว้ 

     "ข้าลาละ" เขากล่าวและลุกขึ้น ยกหมวกยาวทรงสูงที่ถืออยู่ในมือนั้นสวมบนศีรษะ ก่อนที่สองมือจะเปลี่ยนมากุมหัวไม้เท้าคู่กายของเขาแล้วเดินจากเธอไปด้วยสีหน้าที่พึงพอใจเอามากๆ แถมยังหัวเราะเสียงดังอีกด้วย จนทำให้คนภายในหอสมุดหันมายังแหล่งตนเสียงทางนี้

     เฮ้อ...

     การพบเจอกับชนชั้นสูงมักจะนำพาเรื่องร้ายๆเข้าสู่ตนเองเสมอ ยิ่งพบมากยิ่งเข้าไปพัวพันมาก เป็นภาระทางสมองและแรงกายเสมอ เอเดลนาร์คิดและเปิดเทียบเชิญในมืออ่านอย่างช้าๆ ไม่รีบไม่ร้อน เมื่อเสร็จแล้วจึงเก็บเข้าสู่กระเป๋าเสื้อด้านใน

     แปลกที่เธอรับรู้ได้ถึงดวงจิตแรงกล้าที่จ้องมายังตน...มันเป็นสายตาของหญิงสาวในชุดสีแดงเพลิงเด่นสะดุดตา ตั้งแต่ที่ลูวิคเข้ามา หญิงสาวก็ยังคงจ้องมองมาที่หล่อนเสมอ

     หวังว่ามันจะไม่ใช้เรื่องร้ายแรงอะไรนะ

     "...รีเบล เรากลับกันเถอะ ข้าเหนื่อยแล้วสำหรับวันนี้"  เธอเอ่ยอย่างเหนื่อยล้า พ้นคืนนี้ไปร่างกายของเธอคงจะเริ่มกลับมาแข็งแกรงเหมือนร่างกายสมัยก่อน เพียงแต่ว่าเหตุใดเจ้าขาพิการสองคู่นี้จึงไม่สามารถกลับเป็นเหมือนเดิมได้นั้น เธอคงต้องหาคำตอบต่อไป...

     "เจ้าค่ะ" รีเบลขานรับก่อนจะรับหน้าที่นำหนังสือที่วางกองอยู่บนโต๊ะเหล่านี้ไปเก็บ

     ส่วนตัวของเธอหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า...


. . .

     "เจ้าทำเช่นนี้มันเกินไปแล้ว ลูวิค!" เสียงของสตรีผู้หนึ่งดังขึ้น เส้นผมสีแดงสยายไปตามแผ่นหลัง เครื่องประดับและชุดที่เลอค่าล้วนเป็นที่สะดุดตาแก่ผู้พบเห็น

     "อะไรที่ว่าเกินตัวกัน ซินดร้า" ลูวิคเอ่ยและมองไปยังสตรีในชุดสีแดงเพลิงนามว่าซินดร้า แววตาเยือกเย็นนั้นฉายแววไม่พอใจอยู่หลายส่วน

     "งานเลี้ยงน้ำชาไม่ควรมีคนไร้ความสามารถเข้ามา มันจะเสื่อมเสียแกพวกเราสิบอันดับนักเรียนเอกเวทมนต์เอาได้นะ" ซินดร้ายังคงกล่าวต่อด้วยความไม่พอใจ และเธอดูเหมือนจะไม่สนถึงสายตาของลูวิคด้วยซ้ำ

     "ก็พอๆกับพวกเจ้าที่ยังพาสหาย น้องสาวคนในครอบครัวเข้ามา แล้วเหตุใด ข้าจะทำไม่ได้กัน?" ดยุกลูวิคกล่าว เขากระทุ้งไม้เท้าสองสามทีด้วยความรำคาญ ถึงจะรู้ดีว่าสตรีตรงหน้านั้นเป็นนักเรียนเวทมนต์ที่อยู่ในอันดับสองก็ตาม เขาไม่มีความเกรงกลัวแม้แต่น้อย...

     "ถ้าเช่นนางจะต้องผ่านการทดสอบของข้า ไม่เช่นนั้นข้าไม่ยอม" ซินดร้ายังกล่าวต่อไปใบหน้าเชิดด้วยความหยิ่งทรนงของผู้ดี

     "ฮ่าๆ นางจะต้องผ่านแน่นอน ตามใจเจ้าสิ แต่ถ้าเล่นอะไรพิเรนๆละก็ เราคงได้เห็นดีกัน" สิ้นประโยคเขาก็หัวเราะดังลั่นอีกอย่างด้วยความชอบใจ

     "ได้! ถ้าไม่ผ่านนางจะไม่มีสิทธิ์เข้ามาอีกในงานน้ำชานี้!" 


. . .

     เอเดลนาร์ลืมตาตื่นขึ้น...

     หลังจากที่รถม้าได้หยุดตัวลงที่หน้าคฤหาสตระกูลเซ็นเทอร์ริก เธอถูกพยุงลงจากรถม้าโดยรีเบล และนั่งบนรถเข็นคันสีเงินคันงาม วันนี้การแต่งตัวของเธอเน้นไปทางโทนสีขาว ชุดที่ใส่นั้นก็ดูมีลวดลายมากกว่าชุดไหนๆ แต่ก็ยังไม่ลืมเสื้อคลุมขนสัตว์สีขาว และเครื่องประดับเพชรสีน้ำเงินเข้าชุดกัน ไม่ให้น้อยหน้าตระกูลของเธอ ตระกูลสปาร์ก

     ตรงหน้าประตูคฤหาสน์หลังใหญ่นั้นปรากฎพ่อบ้านที่ดูแก่ชรา เขาเดินนำหน้าเธอเพื่อไปยังงานเลี้ยงน้ำชาที่จัดขึ้นโดยท่านดยุกลูวิค...

     จะว่าไปแล้ววันๆของเธอก็สบายไม่ใช้น้อย ไม่ต้องทำอะไร เดินก็ไม่ต้องเดิน มีคนคอยบริการให้เป็นอย่างดี อาจจะน่ารำคาญตรงที่ไม่สามารถไปไหนมาไหนได้ดังใจ แต่สักวันเธอต้องสามารถขจัดความพิการนี้ออกไปได้แน่นอน

     หลังจากที่ผ่านทะลุตัวอาคารมาแล้วก็เป็นสวนที่ใหญ่โตโอฬาร ตรงหน้าของเธอเป็นลานกว้าง ถัดออกไปเป็นสนามกว้างสุดลูกหูลูกตา เธอคาดว่านี้คงเป็นที่ดินของท่านดยุกกระมั้ง ส่วนตรงหน้าเธอมีโต๊ะน้ำชาและบุคคลที่ตนนั้นไม่คุ้นหน้าค่าตาด้วยเสียเท่าไหร่ ประมาณสี่ห้าคนได้ ไม่สิทั้งหมดยกเว้นลูวิคคนเดียวเท่านั้น

     มีลูกวิคและสตรีและบุรุษแปลกหน้าอย่างละสองคน...พวกเขาล้วนจ้องมาที่เธออย่างสนใจ ส่วนเธอนะหรือเพียงแค่มองไปตรงหน้าไม่ได้หันไปไหนแม้แต่น้อย

     ในความทรงจำแสนเวิ้งว้างของเธอนั้น ตนเองไม่รู้จักบุคคลเหล่านี้แม้แต่น้อยนิด...ตรงหน้าของเธอมีม่านพลังกำแพงแสนเบาบางกันเอาไว้ เธอเป็นถึงผู้ใช้เวทมนต์ระดับหนึ่งของอาณาจักรแห่งแสง กับอีแค่มนต์บทกระจอกๆลูกเล่นเช่นนี้ทำไมจะมองไม่ออก

     "รีเบลเจ้าเห็นอะไรกัน..." เธอเอ่ยถามแม่สาวใช้ตัวน้อยที่เหมือนหลุดขเาไปในเทพนิยาย

     "สวนดอกกุหลาบสวยมากๆเลยค่ะ" รีเบลตอบ

     อ่า...ม่านพลังภาพมายาสินะ เธอคิดก่อนจะแสร้งทำเป็นไอแรงๆ ให้ผ้าเช็ดหน้าผืนสีขาวมีเลือดเปื้อนออกมา และพิงกับพนักรถเข็นอย่างหมดแรงเนื่องจากอาการไอ จากนั้นก็สูดหายใจเข้าออกแรงๆให้ดูเหนื่อยล้า

     "ท่านหญิง!" สาวใช้เอ่ยด้วยความตกใจ สีหน้าดูตื่นตระหนกยิ่่งนัก สองมือของเธอบีบข้อมือแน่นเล็บและนิ้วเกี้ยวเอากำไลข้อมือไข่มุกที่พันทบกันหลายชั้นจนขาดกระเด็นร่วงกระทบกับพื้นดังเสียงเปาะแปะไปทั่วพื้นหินอ่อนสีน้ำตาลเข้ม เมื่อเป็นเช่นนั้นเธอพึมพำคาถาสั้นๆเบาๆในใจด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะเริ่มกลับมาแสร้งทำว่าออกการป่วยทุเลาลงแล้ว สีหน้าและท่าทางจึงเริ่มกลับมาดี

     แน่นอนว่าคาถาที่เธอกล่าวในใจเป็นเพียงคาถามายา ชนิดหลอนจิตระดับล่าง โดยใช้สื่อโดยเสียงจากการที่ตนเองไอเพียงเท่านั้น ส่วนไข่มุกเป็นของตบตาเฉยๆ และแน่นอนว่าทุกๆคนที่ได้ยินเสียงจะต้องตกอยู่ในภวังค์ภาพหลอนที่เธอสร้างเอาไว้แน่นอน อย่างน้อยก็...ภาพหลอนที่ทุกคนตกลงไปในดงดอกกุหลายแหลมคม

     "เอ๊ะ ท่านหญิง" รีเบลอุทานเบาๆ เมื่อภาพที่เห็นเปลี่ยนไป...จากภาพดอกกุหลายสีแดงสวยสด กลายเป็นภาพของบุคคลที่นั่งอยู่บนโต๊ะน้ำชาซึ่งกำลังทรมาณไปกับภาพมายาที่เธอสร้าง

     "อย่าตกใจไป เก็บไขมุกขึ้นมาก่อนเถอะ" เธอกล่าวแล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก ร่างกายนี้ยังไม่ค่อยคืนสภาพสมบูรณ์ครอบถ้วนนัก หากมันกลับมาแข็งแกร่งเมื่อใด พลังเวทที่เธอใช้จะยิ่งรุนแรงยิ่งกว่าเดิม แต่แค่นี้ก็เพียงพอที่เธอจะสั่งสอนคนเล่นๆแล้ว "พาข้าเข้าไปนั่งที่ได้แล้ว" เธอเอ่ยและรีเบลก็ทำตามอย่างว่าง่ายพาเธอเข้าไปยังที่นั่งที่จัดเอาไว้ข้างๆลูวิค

     ตอนนี้ลูกวิคกำลังนิ่งเงียบนัยน์ตาไร้เงาแวววาว แปลว่าเขาถูกภาพหลอนเป็นแน่...

     "ชาของท่านหายร้อนแล้ว..." เธอกล่าวเบาๆ แล้วแอบคลายภาพมายาของลูวิคลงให้กลับสู่สภาวะปกติ แล้วมองดูพวกคนอ่อนแอจมอยู่ในภวังค์ภาพมายาศาสตร์โบราณซะ

     ทันทีที่เธอคลายมนต์ออก ลูวิคก็หัวเราะเบาๆ

     "มีอะไรบ้างที่ข้าไม่รู้ท่านหญิง" เขากล่าวเบาๆ แล้วหัวเราะในลำคอ นิ้วโบกชี้ปัดไปมา แก้วชาพร้อมน้ำชาร้อนๆก็ถูกเสิร์ฟวางดุจสั่งได้ดังใจ

     "ข้าเพิ่งลองเรียนมา ท่านว่ามันน่าสนใจหรือไม่ ข้าใช้เวลาสามวันเชียวนะ" เธอคลียิ้มบางๆ  และเล่าถึงความพยายามของตนสุดๆในการได้มาซึ่งคาถานี้ ซึ่งทุกๆอย่างไปพูดไปล้วนเป็นการโป้ปดทั้งสิ้น จนกระทั้งลูวิคเอ่ยขึ้น...

     "ไม่คิดจะคลายมนต์ลงหรือไงท่านหญิง สหายของข้าเหล่านี้คงได้เดือดดาลเป็นแน่" เขากล่าว

     "พวกเขาไม่ใช้สหายของข้า...แค่กๆ!" เธอแสร้งทำเป็นไอต่อ ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น "อีกสักครู่พวกเขาก็สามารถคลายมนต์บทนี้ลงได้" แล้วเธอก็ไอต่ออีกครั้ง ในมือประคองถ้วยชาร้อนๆด้วยความระมัดระวัง ก่อนจะค่อยๆชิบมันอย่างช้าๆ น้ำชากานี้รสชาติดีมาก ขนมหวานบนโต๊ะเริศรสสุดๆ

     "ดี แสบไม่เบานักนะท่านหญิง" ท่านดยุกลูวิคเอ่ยชมเธอ 

     "เรื่องเล็กน้อย" เธอกล่าวและคลียิ้มบางๆ "ช่วงนี้ข้าสุขภาพไม่สู่ดีเท่าไหร่ ขออภัยเรื่องมารยาทด้วย" เธอกล่าวบอกดักคอใครบางคนเอาไว้ก่อน แน่นอนว่าสตรีที่อยู่ในชุดสีแดงเพลิงตรงหน้าของเธอนั้น สามารถคลายมนต์มายาลวงจิตระดับล่างได้แล้ว

     เมื่อดูจากสีหน้า...คงจะเหนื่อยแย่? 

     รึเปล่านะ?

     "ไม่เลวสำหรับมนต์มายา" สตรีในชุดสีแดงเพลิงกล่าว คงจะเป็น...ซินดร้า บุตรสาวของคหบดีผู้ร่ำรวยในราชอาณาจักรแห่งนี้ สตรีผู้ขึ้นชื่อเรื่องคาถาโจมตีในรูปแบบต่างๆ และคาถามายา จากที่ดูระดับพลังเวทก็ดูสูงไล่เลี่ยพอกันๆ กับท่านดยุกลูวิค

     "..." เธอไม่ตอบยังคงจิบชาอย่างเงียบๆ จนกระทั้งเริ่มเอ่ยปากในที่สุด "ขอบคุณ" เธอเอ่ยอย่างขอไปที สตรีผู้นี้นี่อะไร บังอาจมาต่อกรกับเธอโอเดลนาร์ นี้มันตบหน้ากันชัดๆเลย!

     แปะ แปะ แปะ!

     "ง่ายๆ? นี้นับได้ว่าเจ้าเชี่ยวชาญมนต์มายาเลยทีเดียว อาศัยสื่อโดยเสียงโดยไข่มุก ไม่เลวๆ ข้าแม็กซ์เวล ยินดีที่ได้พบท่านหญิง" ชายผมสีทองเอ่ย เขาผู้นี้อยู่ในชุดสีน้ำเงินกรมท่าเหมือนเครื่องแบบอะไรสักอย่าง... ข้างกายเหน็บดาบเล่มยาวเอาไว้ ดูเหมือนเขาคงจะ...ไม่ใช่นักเวท คงจะเป็นพวกอัศวินกระมั้ง เขาผู้นี้เองที่ตบมือให้หล่อน ท่าทางองอาจสมชายชาตรี ดูจากฝ่ามือแล้วเขาคงชำนาญการใช้ดาบไม่น้อย

     "ชมเกินไปแล้วค่ะ"เธอกล่าวแล้วจิบชาต่ออย่างช้าๆไม่รีบร้อน "ข้าไหนเลยจะเชี่ยวชาญ"

     "ไม่นึกว่าในสถานศึกษาจะเก็บซ่อนผู้มีฝีมือเอาไว้อยู่อีก" เสียงของบุรุษอีกคนกล่าว ชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีทองแดง เขาอยู่ในชุดเครื่องแบบเช่นเดียวกับคุณชายแม็กซ์เวล "ข้าชื่อจาร์คัน ยืนดีที่ได้รู้จักท่านหญิง" เขากล่าวอย่างมีไมตรี สีหน้านั้นยังคงรักษาเอาไว้ซึ่งกิริยามารยาทแบบอัศวิน

     เธอทำเพียงปรายตามองและคลียิ้มอย่างเป็นมิตร หากเป็นแต่ก่อนเธอจะไม่ยิ้มให้ใครง่ายๆ นอกจากคนผู้นั้น...ที่ต้องยิ้มบ่อยๆเช่นนี้ก็เพราะสถานการณ์ยังคับล้วนๆ

     "ข้าหาได้เก่งมากมาย ก็แค่ใช้เพียงหลักการต่างๆ อันที่จริง ข้าหาได้ใช้ไข่มุกที่ร่วงหลุดเสียหน่อย..." สิ้นเสียงโต๊ะน้ำชาที่เริ่มมีสีสันก็เงียบลงทันที

     ด้วยความสงสัยและสิ่งที่เหนือการคาดหมาย!





...จบตอน...


1 คอมเม้นท์ = 100 กำลังใจ




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น

  1. #5 ASTorigami (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2560 / 01:05
    มาต่ออีกนะคะ
    #5
    0