*ดองชั่วคราว*「 คืนฝันหวนสู่ข้างกายท่าน 」

ตอนที่ 2 : ตอนที่ ๒ เข้าสู่ร่างไร้วิญญาณของเอเดลนาร์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 216
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    4 ธ.ค. 60



     เธอรู้สึกตื่นตกใจเป็นอันมาก...ทันทีที่เธอลืมตาตื่นขึ้นมา เธอก็พบกับท้องทะเลกว้างใหญ่ตรงหน้าของเธอ เธอก้มมองแขนทั้งสองข้างที่เรียวเล็กและบอบบางเสียยิ่งกว่ากระดาษ และร่างกายที่ดูผอมบางกว่าปกติดังเช่นที่หญิงสาวควรจะเป็น หัวสมองเต็มไปด้วยความทรงจำแปลกๆของบุตรสาวดยุกนามว่า 'เอเดลนาร์' 

     ร่างที่ชื่อเอเดลนาร์นี้จะเรียกว่าเป็นร่างที่ไร้จิตวิญญาณก็ว่าได้ ในความทรงจำนั้นไม่มีความรู้สึกและอารมณ์เข้าร่วมเลยแม้แต่น้อย จากความทรงจำนี้ข้าได้เข้าใจว่าเอเดลนาร์เป็นทายาทของท่านดยุกเอเดน แห่งอาณาจักรลักซ์เซเนียร์หนึ่งในห้าอาณาจักรยิ่งใหญ่แห่งโลกใบนี้

     และเธอก็มีหมั้นหมายไว้กับบุรุษผู้หนึ่งในอาณาจักรค้างเคียงที่ไม่ทราบว่าคืออาณาจักรใด ทว่าเหนือสิ่งอื่นใด ยุคสมัยที่เธอได้จากมานั้นคือยุคสมัยโบราณกาลนานนับหลายพันปีที่แล้ว กระทั้งระบบการปกครอง เวทมนต์และความรู้ต่างๆก็แปรเปลี่ยนไปจากเดิมมาก มากเสียไม่เหลือต้นฉบับใดๆเลย...

     ด้วยความที่ว่าท่านหญิงเอเดลนาร์นั้นมีขาที่พิการไม่สามารถเดินเหินได้ จึงมักจะถูกเด็กวัยเดียวกันกลั่นแกล้งภายในสถานศึกษาประจำลักซ์เซเนียร์ แม้จะมีพลังเวทมนต์แต่ก็ไม่ได้รับการปฎิบัติเท่าเทียมกับเด็กนักเรียนคนอื่นๆ และด้วยเป็นร่างกายที่ดูไร้สติเหม่อลอย ไม่มีจิตวิญญาณ จึงไม่เคยเอ่ยปากตอบโต้ใครกลับไป จึ่งไม่สามารถฟ้องบิดาซึ่งก็คือท่านดยุกได้ มีเพียงสาวใช้ที่คอยเข็นเก้าอี้หรืออุ้มพาเธอไปยังสถานที่ต่างๆ และคอยปฎิบัติดูเป็นอย่างดี

     แม้จะถูกไล่ออกจากเอกเวทยมนต์ แต่ในเรื่องความสามารถทางด้านการคำนวน และกฎหมาย ร่างของท่านหญิงเอเดลนาร์กลับสามารถทำได้อย่างดีเยี่ยม สามารถท่องและคำนวนได้อย่างแม่นยำ ดังนั้นจึงกลายมาเป็นนักเรียนเอกกฎหมายและเอกวิชาคำนวนศาสตร์แทน

     เรียกได้ว่า'เอเดลนาร์'เป็นเหมือนหุ่นไม้ไร้อารมณ์และจิตวิญญาณ...ทว่าตอนนี้เธอกลายเป็นหุ่นคนที่มีไส้ในและจิตวิญญาณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว...โดยท่านเทพเจ้าส่งเธอยัดเข้ามาภายในหุ่นตัวนี้ เพื่อทำอะไรบางอย่าง...

     "ท่านหญิง...ดิฉันจะป้อนโจ๊กร้อนๆนะคะ" เสียงของสาวใช้วัยเด็กเอ่ย สาวใช้คนนี้ชื่อว่ารีเบล รีเบลเป็นสาวใช้ที่ดูแลเธอมาอย่างดี อยู่ในวัยเดียวกันและไม่เคยทำร้ายหรือด่าเอเดลนาร์แม้แต่น้อย นับได้ว่าเป็นคนดีที่เธอ 'โอเดลนาร์'ควรจะดีต่อด้วย

     "อือ..." เธอเอ่ยรับเบาๆ ภายใต้ห้องรับประทานอาหารในคฤหาสน์หลังงามหลังนี้ หลังจากที่เอ่ยรับไปนั้นทั่วทั้งห้องก็ตกสู่ความตกตะลึง

     "เอเดลนาร์..ลูกพูดได้" เสียงใหญ่ๆของดยุกเอเดนเอ่ยอย่างประหลาดใจ เขาวางช้อนในมือที่กำลังจะตักโจ๊กอร่อยๆยามเช้าเข้าปากลงกับชามสีขาวใบงาม

     "ค่ะ" เธอกล่าวและเริ่มยิ้มบางๆ

     "ถือว่าสวรรค์เมตตาเราแล้ว ลูกเอ๋ย!" ดยุกเอเดนเอ่ย เขารีบโผ่เข้ามาสวมกอดเธอทันทีหลังจากที่วางช้อนกระเบื้องไว้ในชามโจ๊กร้อนๆ ร่างของชายวัยกลางคนเต็มไปด้วยความดีอกดีใจอย่างไม่อาจหักห้ามได้ เมื่อเห็นว่าลูกสาวที่ตั้งแต่เกิดมานั้น ไร้อารมณ์ในตอนนี้กลับดูมีชีวิตชีวา กระทั้งสามารถยิ้มและเอื้อนเอ่ยได้

     นี้นับว่าปาฎิหารแล้ว...!

     "ลูก...ที่ผ่านมาเหมือนถูกปิดกั้นจากโลก ตั้งแต่วันที่เห็นแสงสีขาวประหลายจากฟากฟ้า ลูกก็เริ่มรู้สึกตัว ลูกขออภัยท่านพ่อด้วยที่ไม่ได้บอกกล่าวตั้งแต่แรกๆ ลูกไม่รู้จะทำตัวอย่างไรดี" เธอกล่าวและหรี่ตาลงเล็กน้อยตอนนี้กำลังปั้นแต่งเรื่องแปลกๆให้พวกเขาไม่สงสัยไปก่อน

     "เรื่องนั้นช้างมันเถอะ ขอแค่เจ้ากลับมามีชีวิตชีวา พอก็สุขใจแล้ว!" ท่านดยุกแห่งเอเดนกล่าวอีกครั้ง และคว้าชามโจ๊กจากมือของรีเบลมา ค่อยๆป้อนเธออย่างช้าๆ ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความสุข ช่วงนี้ยังคงเป็นฤดูหนาว แขนของเธอจึงยังคงไม่สามารถขยับได้ดั่งใจ

     แต่จากความทรงจำของร่างเปล่าๆนี้แล้ว เธอสามารถขยับแขนยกของเบาๆได้อยู่ ที่พิการก็คือขาทั้งสองข้างตั้งแต่ช่วงหัวเข่าลงไปก็เท่านั้น...

     "ท่านพ่อ...ต่อไปนี้ท่านจะต้องมีความสุขให้มากๆนะคะ ลูกเห็นท่านเป็นทุกข์จากภายใน เห็นแล้วลูกปวดใจยิ่งนัก ตอนนี้ลูกหายเป็นปกติแล้ว ลูกจะทำให้ท่านมีความสุขนะคะ" เธอกล่าวและยิ้มหลังจากที่ทานโจ๊กไปหนึ่งชามเต็มๆ ต่อด้วยทานยาบำรุงที่ท่านพ่อสั่งมาให้รีเบลช่วยป้อนแทน

     "ลูกช่างน่ารักเสียจริง" ท่านพ่อกล่าวด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม หลังจากที่เขากลับไปนั่งที่หัวมุมโต๊ะซึ่งอยู่ข้างเธอๆ ต่อจากนั้นเราก็รับประทานโจ๊กกันไปเงียบๆ จากความทรงจำแล้วเธอในวัยเด็กๆถูกท่านพ่อเป็นผู้พาไปหาหมอรักษาต่างๆนาๆ แต่ก็ไม่สามารถกลับเป็นเหมือนคนปกติได้ 

     แต่เคยมีนักบวชผู้หนึ่งกล่าวกับท่านพ่อว่า 'ร่างกายของเด็กคนนี้มาแล้ว ขาดแต่จิตวิญญาณ สักวันหนึ่งดาวตกจากประกายฟากฟ้าจะส่งจิตวิญญาณของนางลงมา อย่าได้ห่วงไป...'

     ดังนั้นเธอเลยใช้เรื่องนี้หลอกท่านพ่อและคนอื่นๆ เพราะตอนที่เธอลืมตาขึ้นมาก็พบว่ารีเบลกำลังเข็นรถของเธอไปยังชายถนนฝั่งทะเลของเมืองท่าเอเรสเมื่อสามวันก่อน เมื่อลืมตาเธอก็พบกับดาวตกที่พุ่งลงมาจากฟากฟ้าเลยถือโอกาสใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้เสียหน่อย


     "ท่านพ่อค่ะ ใกล้เวลาแล้ว ลูกต้องรีบไปที่สถานศึกษา ลูกขอลานะคะ" เธอกล่าวอย่างยิ้มแย้มและคอมหัวให้ผู้เป็นพ่ออย่างนอบน้อม ส่วนผู้เป็นพ่อเมื่อได้ยินก็ผงกหัวรับเบาๆและยิ้มตอบกลับมาด้วยความห่วงใย

     ดยุกแห่งเอเดนช่างรักลูกสาวของตนยิ่งเสียจริง...

     จนกระทั้งรีเบลเข็นเธอเข้ามาภ้ายในห้องนอนที่ดูเรียบหรูของตน เธอก็กวาดสายตามองไปรอบๆห้องที่ตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม ภายในห้องไม่ได้มีข้าวของมากมายนัก แต่เต็มไปด้วยข้างของของอิสตรีชั้นสูง 
     ตอนนี้รีเบลกำลังหยิบชุดสีขาวชายลูกไม้ออกมา ก่อนหน้านั้นลำตัวจนถึงช่วงเอวของเธอถูกรัดด้วยสิ่งยุคที่สมัยนี้เรียกว่า'คอร์เซ็ท'เพื่อให้ช่วงเอวเรียวสวย จากนั้นก็สวมชุดสีขาวตัวยาวกล่อมพื้นทับ ตามด้วยเสื้อชั้นนอกสีขาวเข้าชุด ตัวชุดแม้จะดูเรียบง่ายแต่ก็เป็นผ้าเนื้อดีราคาแพงระดับราชวงศ์ตัดใส่กัน

     "ท่านหญิงจะสวมเครื่องประดับไหมเจ้าค่ะ...เมื่อก่อนข้าน้อยไม่กล้าสวมให้โดยพละการ ได้แต่" รีเบลกล่าวน้ำเสียงดูหวั่นๆ จากความทรงจำรีเบลไม่กล้าตัดสินใจอะไรให้เธอโดยพละการ มีเพียงถามท่านพ่อและถามหัวหน้าคนใช้อาวุโส หรือท่านพ่อบ้านเท่านั้น

     เธอคงยังไม่ชิน...คงเพราะว่าไม่เคยพบกับเอเดลนาร์ที่ไส้ในเป็นเธอโอเดลนาร์นั้นเองกระมั้งนะ...

     "เจ้าคิดว่าชิ้นใดเหมาะกันละ" เธอกล่าวเบาสีหน้าเป็นมิตร และมองไปที่กล่องเครื่องดับมากมายภายในลิ้นชักของห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์แห่งนี้ ทั้งมุกล้ำค่า พลอย ไพลิน อัญมณีหายากหลากสี เพชร เงิน และทอง ต่างมีอยู่เต็มชั้นเรียงรายกันไปหมด

     "เจ้าค่ะ!" สาวใช้ตัวน้อยยิ้มและหันไปดูเครื่องประดับชุดอื่นอย่างใสใจและคิดอย่างรอบคอบ

     ภายในชั้นเครื่องประดับที่ถูกเปิดออกมาที่ละชั้น เธอก็สัมผัสได้ถึงน้ำยาเวทที่ปรุงขึ้นมาเคลืบผิวชั้นของเครื่องประดับเพื่อรักษาความมันวาว และความคงทน ถึงกลิ่นและสูตรจะต่างออกไปบ้างตามยุคสมัย แต่คุณภาพจัดว่าใช้ได้เลยทีเดียว...

     "ไม่เลวเท่าไหร่..." เธอเอ่ยเบาๆ และลูบสัมผัสผิวของอัญมณีสีแดงภายในกล่องกำมะหยี่ที่ถูกเปิดขึ้นมา เธอไม่ได้ชอบสีแดงหรอกนะ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเจ้าเครื่องประดับชิ้นนี้น่าเกลียดหรอก แค่ไม่ใคร่ชอบสีแดงก็เท่านั้น...

     "เมื่อสักครู่ท่านหญิงพึมพำอะไรหรือคะ?" สาวใช้ตัวน้อยถามเธอ "ท่านคิดว่าชุดนี้เหมาะไหมเจ้าค่ะ"

     "เปล่าหรอก...ข้าคิดว่าสวมอะไรเรียบง่ายเสียดีกว่า" เธอกล่าวและหันไปมองชุดเครื่องประดับที่ดูหรูหราหนักคอแล้วก็ได้แค่ส่ายหัวไปมา ไปรำเรียนที่สถานศึกษา หาใช่แต่งตัวไปงานเต้นรำ เพียงแค่ผูกผ้าพันคอสีขาวผืนเล็กๆห้อยชายไว้ด้านข้าง ต่างหูก็สวมไข่มุกห้อยระยาเม็ดงามก็พอ จากนั้นก็สวมถุงมือสีขาวหนาๆกันหนาวเป็นอันเสร็จสิ้น

     หลังจากนั้นก็เกล้าผมสีเงินที่ยาวถึวงช่วงเอวโดยใช้เชือกสีขาวเส้นเล็กๆ หลายๆ เส้นมัดแล้วรวบเกล้าตามขั้นตอน ตอนนี้ภาพที่ปรากฎภายในกระจกกรอบทองนั้นเผยให้เห็นถึงโฉมงามพิสุทธิ์นางหนึ่ง ริมฝีปากสีแดงระเรือ แก้มสีส้มสุขภาพดี นับว่าร่างกายนี้งดงามพอตัวเลยทีเดียว...

     "สะ สวยจังเลยเจ้าค่ะ!" รีเบลเอ่ยด้วยความตกตะลึง

     ก็ใครใช่ให้เธอ ร่างหุ่นทำทรงผมปล่อยยาวไม่เป็นทรงกัน ใบหน้าซีดเซียวไร้การประทินโฉม เมื่อรวมกับใบหน้าเหม่อลอยดูไร้วิญญาณแล้ว แม้จะงดงามแต่ก็น่ากลัวคล้ายคนวิกลจริต ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้หรอก! 

     "ไม่หรอก ท่านหญิงผู้โฉมงามยังมีอีกมากในสถานศึกษา เราทำตัวเรียบง่ายก็พอ" เธอกล่าวและรับผ้าคลุมขนสัตว์สีเทามาคลุมตัวโดยที่รีเบลเป็นผู้ช่วยอย่างช้าๆไม่รีบไม่ร้อนในการผูกเชือก ก่อนจะพยุงเธอไปยังรถเข็น ตัวรถเข็นที่เธอนั่งนั้นทำจากโลหะสีเงินแกะสลักและทำเป็นลวดลายสวนงาม กระทั้งเบาะและพนักพิงก็ทำจากผ้านุ่มสบาย

     ส่วนบนหน้าตักของเธอมีเตาพกอุ่นๆไว้คลายหนาว

     "เจ้าค่ะ ถ้าอย่างนั้นไปกันเถอะ ไปสายย่อมๆไม่ดี ใช่ไหม" เธอเอ่ย ระยะนี้ต้องหมั่นถามเจ้าสาวใช้ตัวน้อยบ่อยๆ หาอะไรมาคุยจะได้สนิทสนมกันไวๆ และทำความคุ้นเคยกันเอาไว้หากมีอะไรเกิดขึ้นจะได้ช่วยกันจนผ่านพ้นไปได้

. . .

     หลังจากที่รีเบลรถเข็นของเธอไปตามตัวอาหารต่างๆ โดยตอนแรกนั้นจะต้องเข้ามาที่อาคารส่วนกลางก่อน แล้วจึงแยกไปตามตึกอาคารต่างๆตามแต่ละเอกวิชา ในสถานศึกษานั้นเรียกได้ว่ามีความใหญ่โตโอฬารมาก แต่ละตึกอาหารมีอยู่หลายสิบชั้นได้ มีสวนสมุนไพรและดอกไม้ รวมทั้งศาลาต่างๆเพื่ออำนวยความสะดวกให้แกนักเรียนในเอกต่างๆ

     สถานศึกษาแห่งลักซ์เซเนียร์นั้น มีเอกที่ขึ้นชื่อที่สุดก็คือหนึ่งเอกเวทมนต์ ซึ่งจะสอนศาสตร์เวทต่างๆ ให้กับนักเรียนที่มีพลังเวทภายในกาย ศาสตร์การร่ายคาถา ศาสตร์การรีดเร้นพลัง ศาสตร์การคิดค้นคาถา ศาสตร์การป้องกัน ธาตุศาสตร์ และศาสตร์แขนกอื่นๆอีกมากมาย เอกที่นี้คือเอกที่พิเศษที่สุดเพราะรวบรวมไปด้วยบุคคลชั้นสูงและเชื้อพระวงศ์ที่เข้ามาเรียน

     ส่วนเอกกฎหมายที่เธอเรียนนั้น จะเรียนเกี่ยวกับกฎหมายสามัญ และกฎหมายสำหรับบุคคลซึ่งมีพลังเวทย์ ผ่านการท่องตำราและการใช้ศาสตร์ในการพูดเพื่อตัดสินและพิจารณาคดีกว่าและข้อขัดแย้งในราชอาณาจักร ผู้ที่สามารถเข้าได้จะมีความสามารถในการต่อกรกับผู้ใช้เวทย์หรือความสามารถในการป้องกันตัวเองจากอันตรายของการมีส่วนร่วมในคดี
      ส่วนเอกคำนวณนั้นเกี่ยวกับการคำนวณโครงสร้างสูตรและสมการเวทมนต์ เพื่อใช้ในการตรวจสอบคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยพลเมืองผู้มีพลังเวทย์ ทั้งสองเอกถือว่ามีความเกี่ยวข้องกันจึงอยู่ภายในตึกอาคารเดียวกัน ซึ่งก็มีคนจำนวนไม่น้อยไม่มากในการเรียนเอกนี้

     หากเป็นคนธรรมดาสามัญละก็คงจะเรียนเอกดนตรี ศิลปะแขนงๆต่าง หากเป็นบุรุษทั่วๆไปก็มักจะเรียนศาสตร์อัศวิน หรือเข้าสถาบันของนักเรียนเตรียมทหาร

     "สมัยก่อนท่านเคยเรียนอยู่ตึกนี้..." จู่ๆ รีเบลก็เอ่ยขึ้นสายตามองเข้าไปยังกลุ่มผู้คนที่รวมตัวกันอยู่ไกลสุดสายตาของเธอ

     เอเดลนาร์อดสายตามองไปยังสนามฝึกพื้นหินอ่อนกว้างๆ ห่างจากอาคารรตึกเรียนที่ใหญ่โตโอฬารและน่าพิสมัยมามากพอสมควร มันขว้างกันด้วยสวนและ บริเวณลานฝึกนั้นเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมากที่กำลังมุงดูการประลองของใครสักคน

     "เจ้าอยากดูหรือ" เธอถาม

     "เจ้าค่ะ" รีเบลตอบมาตามความจริง

     สำหรับโลกนี้เวทมนต์นับว่าเป็นี่น่าสนใจเสมอ...ไม่เหมือนโลกสมัยยุคของเธอ ที่เวทมนต์เป็นพลังที่น่ารังเกียจ แต่เมื่อผู้คนได้เกิดความเข้าใจในพลังที่แตกต่างกันจึงเริ่มกลายมาเป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิตไปโดยปริยาย

     "ไปดูเถอะ" เธอบอกและรีเบลก็เข็นเก้าอี้พาเธอมายังอีกฝากของของลานฝึก โดยใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะเดินมาถึงสถานที่แห่งนี้ รีเบลบอกว่าถัดจากนี้ไปเดินลัดเลาะไปซักหน่อยก็ถึงตึกเรียนของเธอแล้ว พอีเวลาให้ชมการประลองที่สนามฝึกอยู่บ้าง

     เสียงพลังเวทปะทะกันยังคงดังกึกก้องต่อเนื่อง...

     เธอได้แต่มองดูภาพนี้อย่างช้าๆ

     ปรากฎภาพของบุรุษสองคนที่ยังคงร่ายคาถาเกิดประกายแสงหลากสีต่างๆ ปะทะเข้าใส่กันครั้งแล้วครั้งเล่า คนผู้หนึ่งผมสีดำเข้มใบหน้าหล่อเหลา กับคนอีกผู้หนึ่งซึ่งมีผมประกายสีทองรูปหน้าคมเข้ม ในความทรงจำของร่างนี้ไม่ได้บรรจุคนทั้งสองใสเอาไว้

     แต่คงจะต้องเป็นบุคคลที่มีความสำคัญกับสถานศึกษาเป็นแน่...เธอปรายตามองริมฝีปากของบุรุษทั้งสองที่ร่ายคาถาของยุคสมัยนี้ใส่กัน และบังเอิญนั้นเธอกลับได้ยินบทร่ายคาถาสมัยเก่ายุคของตน บทที่ว่าด้วยการเรียกมังกรเพลิง มันเป็นคาถาที่อาศัยความเชี่ยวชาญเป็นอย่างมากแต่ก็ไม่ได้ยากสำหรับเธอ

     แต่ดดูเหมือน...จะ...ไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่ คงเรียกได้แค่พลังไฟของมังกรเพลิงเสียมากกว่านะ?

     วงเวทอักขระปรากฎขึ้นล้อมด้วยไฟที่ด้านหน้าของชายผมสีทอง พอชายผู้นั้นปล่อยพลังเพลิงมังกรก็พวยพุ่งออกมาพร้อมๆกับเสียงคำรามก็ดังไปทั่วอาณาบริเวณเป็นวงกว้าง เสาหินที่บริเวณหัวมุมทั้งที่ขว้างกันแรงปะทะของเวทมนต์เริ่มปริแตกและพังทลายลง

     ไอร้อนกระจายไปทั่ว ผู้คนที่คอยดูการประลองภายในสนามฝึกแห่งนี้เริ่มวิ่งและถอยห่างไปเรื่อยๆ คอยดูอยู่ไกลๆ แต่ทว่าเมื่อเธอหันตัวไปมองรีเบลที่ยืนอยู่ข้างแล้วแล้วละก็ เธอพบว่า รีเบลนั้นได้...สลบไปเสียแล้ว!

     "เจ้า! ระวัง!" เสียงของชายผมสีดำใบหน้าหล่อเหลา หันมาบอกทางเธอ เขาสร้างม่านกำแพงใสๆขึ้นมารอรับการโจมตีของพลังมังกรสีเพลิง

     "ลูวิค การประลองยังไม่จบ!" เสียงของชายผมทองเอ่ยและทันใดนั้นเพลิงของมังกรก็พุ่งออกมาจากวงเวทย์ ปะทะเข้ากับม่านพลังสีใสที่ชายผู้ถึงเรียกว่า'ลูวิค'เป็นคนสร้างขึ้นมาอย่างจัง

     ตูม!

     "เจ้ากำลังเสียสติ! คาถาบทนี้ร้ายแรงเกินไปแล้ว เจ้าไม่ห่วงคนรอบข้างบ้างรึไง! เชน!" ลูกวิคตะโกนในขณะที่เธอยังคงนิ่งเฉย ดูเหมือนม่านพลังจะไม่สามารถต้านทานได้ไหวในการปกป้องชายที่ชื่อลูกวิคและเธอไปพร้อมๆกัน

     "ก็ถ้าข้าไม่เอาจริง! มีหรือที่เจ้าจะสู้สุดฝีมือ" บุรุษที่ถูกขานนามว่า'เชน'กล่าว ใบหน้าของเขานั้นดูจริงจังมาก แปลกที่ผิวกายของเขาเริ่มที่จะแดงเหมือนคนถูกไฟลวก ละอองไอร้อนของไฟมังกรเพลิงนั้นมีอาณุภาพร้ายแรง ขนาดไม่สามารถใช้คาถาได้อย่างสมบูรณ์ หากเรียกมาได้สมบูรณ์ที่นี้คงถูกทำลายหายไปครึ่งซึกแน่

     แต่แล้วบุรุษตรงหน้าของเธอก็พึมพำคาถาขึ้น...

     "คาถาพายุลมหนาวทำอะไรเพลิงมังกรไม่ได้หรอก..." เธอกล่าวเบาๆ และจ้องไปยังสภาพบรรยากาศที่ยังคงร้อนระอุ กระทั้งผิวของเธอก็เริ่มร้อนเสียแล้ว...

     "เจ้า...?" ลูวิคดูประหลาดใจ ก่อนจะเลิดพึมพำคาถาที่ใช้ทันที

     "จะสยบเพลิงของมังกร เจ้าต้องใช้ไอเย็นจากหุบเขาทากอน...แต่คงทำไม่ได้ เช่นนั้นก็ต้องทำลายวงเวทอัญเชิญทิ้งซะ" เธอกล่าวและค่อยๆ ยกนิ้วชี้ไปยังบุรุษที่ชื่อเชน "แต่ข้าไม่มีพลังมากพอ ท่านต้องร่ายคาทาตามข้า" เธอกล่าวอย่างเป็นมิตร

     "ได้!" เขากล่าวและออกเสียงตามที่เธอกล่าว มันเป็นภาษาแปลกๆที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน พอตั้งแต่เริ่มร่ายคาถาร่างกายรู้สึกได้ถึงพลังเต็มเปี่ยม พอจ้องมองเพ่งไปที่วงเวทอักขระสีเพลิงนั้น แค่พริบตาเดียว วงเวทนั้นก็ถูกทำลายทิ้ง ส่งเสียงดังไปทั่ว

     เพล้ง!

     ไอร้อนหายอย่างช้าๆ บรรยากาศกลับสงบร่มเย็นเหมือนครั้งแรกๆของการประลองที่เกิดขึ้น มันช่างเป็นคาถาที่น่าตกตะลึงเสียจริง มีอาณุภาพสามารถทำลายคาถาใหญ่ๆตรงหน้าของเชนได้

     "เจ้าเป็นใครกัน?" ลูวิคกล่าว ร่างภายใต้ชุดคลุมสีเทาเอ่ย แววตาเต็มไปด้วยความสงสัยและความประหลาดใจที่ไม่สามารถเก็บได้มิดชิด ใบหน้าหล่อเหลาดูสนใจเธอมาเสียทีเดียว

     "แค่กๆๆ!" เธอแสร้งไอและใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากอย่างรวดเร็วด้วยท่าทีของผู้ดี "ขายหน้าท่านแล้ว...สิ่งที่ข้าพูดไป ข้าจำมาจากตำราในหอสมุดก็เท่านั้น ไม่รู้ว่าจะใช้ได้จริงๆ" เธอกล่าวและหันหน้าตั้งตรง นัยนต์ตาลู่ต่ำไม่มองไปที่ใคร จ้องเพียงแต่เบื้องหน้าเท่านั้น

     "งั้นรึ แต่ก็นับว่าเจ้าเรียนรู้มาได้ดี ในเมื่อสาวใช่ของเจ้า..."

     "ข้าไม่ถนัดศาสตร์แห่งเวทมนต์ รบกวนท่านช่วยใช้มนต์ปลุกสาวใช้ของข้าขึ้นมาด้วยเถิด" เธอกล่าวอย่างนอบน้อม และเหล่ตามองไปที่สาวใช้ แม่รีเบลน้อยที่สลบไปตั้งแต่ถูกไอร้อนของเพลิงมังกร...ส่วนบุรุษที่ชื่อเชนก็มีผู้คน ไม่สิ เพื่อนกระมั้ง ที่พาเขาหอบหิ้วไปยังห้องพยาบาลหรือออะไรก็ตาม

     "ได้!" เขารับปากและสะบัดมือเหมือนโปรยพงบางอย่างที่เป็นละอองแสงสีเขียว ไม่นานนักแม่สาวใช้ของเธอก็ฟื้นคืนสติและลุกขึ้นมารีบขอโทษขอโพยเธอใหญ่ ทำให้เธอเกือบต้องได้รับอันตราย

     "ท่านหญิงข้าน้อยขอโทษด้วยนะเจ้าค่ะ ที่ดูแลท่านไม่ดี" รีเบลกล่าวและแทบจะก้มกราบเธอเลยทีเดียวหากเธอไม่ยั้งมือห้ามเอาไว้ มิเช่นนั้นคงได้เป็นที่สนใจแก่คนรอบข้างเป็นแน่

     "...เจ้าเป็นผู้ที่มีธาตุน้ำอ่อนแอ โดนเพียงเล็กน้อยก็สลบไป ไม่แปลกหรอก เรื่องนี้โทษเจ้าไม่ได้" เธอกล่าวสายตายังคงมองตรงไปยังหนทางด้านหน้าเพียงอย่างเดียว "ไปกันเถอะ ข้ายังมีหัวข้อกฎหมายที่ต้องถกเถียงกับท่านอาจารย์" เธอกล่าวตัดบท เมื่อรีเบลพยักหน้าก็เริ่มเข็นรถเข็นอย่างช้าๆ

     "ประเดี๋ยว!" เสียงของลูวิคดังไล่หลังเธอมา "นามของเจ้าละท่านหญิง!" 

     "เอเดลนาร์" เธอเอ่ยและคลียิ้มแม้จะไม่ได้หันไปมองเขาก็ตาม

     เมื่อพ้นจากระยะของสนามฝึกมาได้ระยะหนึ่งเธอก็เริ่มเอ่ยถามกับรีเบลถึงชื่อของชายทั้งสอง ว่าพวกเขาเป็นใครกัน พลังเวทภายในกายไม่ธรรมดา จัดว่าสูงพอสมควร กระทั้งยังรู้จักใช้คาถาชั้นสูงของยุคสมัยนี้อย่างคล่องแคล้ว คงจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงพอสมควร

     "ทั้งสองคนเป็นหนึ่งในกลุ่มหัวกะทิของเอกเวทมนต์ ท่านชายเชน เป็นบุตรชายของตระกูลแฟร์ลอร์น ตระกูลขึ้นชื่อด้วยคาถาไฟ ส่วนผู้ชายที่คุยกับท่านหญิงชื่อลูวิค...มะ..มีบรรดาศักดิ์เป็นถึงดยุก ของตระกูลเซ็นเทอร์ริก เชี่ยวชาญคาถาลม เป็นคู่แข่งกับท่านชายเชน เจ้าค่ะ" รีเบลกล่าวคราวๆด้วยเสียงค่อยๆและเบา

     "อ๋อ..." เธอขานรับเบาๆเช่นกัน

     ภาพของบุรุษผมสีดำไว้ยาวรวบต่ำและสวมหมวกทรงสูงสีเทาเช่นเดียวกับผ้าคลุม ดูเหมือนจะพอเข้าใจศาสตร์ในการทำลายคาถาอยู่บ้าง จากความทรงจำของเธอศาสตร์ทำลายคาถานั้นสูญหายมากกว่าหนึ่งร้อยปี ไม่แปลกที่เขาะสนใจเธอเสียขนาดนี้

     "หลังเลิกเรียน ไม่ต้องรีบกลับนัก ข้าจะอยู่อานหนังสือที่หอสมุดใหญ่เสียหน่อย" เธอกล่าว

     ยุคสมัยนี้เธอยังคงต้องศึกษาให้มา เพื่อที่จะได้ปรับตัว...วันนี้เธออยากรู้ถึงจุดจบพันปีของมหาสงครามในครั้งนั้น ว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุใดโลกยุคสมัยนี้ถึงช่างแตกต่างจากโลกยุคสมัยของเธอยิ่งนักนะ

     "เจ้าค่ะ!"







...จบตอน...


1 คอมเม้นท์ = 100 กำลังใจ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น

  1. #4 alexandrite1 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2560 / 13:27
    ว้าว เนื้อเรื่องน่าติดตามดีค่ะ รอตอนต่อไปนะคะ
    #4
    0
  2. #3 นางฟ้าในนิทาน (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2560 / 13:23
    นางหายพิการยังอะ
    #3
    0
  3. #2 BBeem555 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2560 / 18:00
    นางหายพิการแล้วใช้ป่ะ
    #2
    0