*ดองชั่วคราว*「 คืนฝันหวนสู่ข้างกายท่าน 」

ตอนที่ 4 : ตอนที่ ๔ งานเลี้ยงน้ำชาที่ขาดความรื่นเริง (๒)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 159
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    9 ก.พ. 61


     กลิ่นชาร้อนๆยังคงหอมหวนน่าลิ้มลอง...

     !

     ทันใดนั้นผิวของน้ำชาก็สั่นไหวกระเพื่อมไปมา โดยฝีมือของสตรีผมสีแดงเพลิงตรงหน้าเธอ เอเดลนาร์เพียงประคองแก้วชาด้วยความระมัดระวัง และมั่นคงยิ่งกว่าเดิม ใบหน้ายังคงไปด้วยความสุขุมรอบคอบไม่มีท่าทีตื่นตระหนกใดๆให้อีกฝ่ายได้เห็น

     "ถ้างั้นเจ้าใช้อะไรกัน? ทำไมข้าถึงไม่รู้สึกพลังเวทใดๆเลยเล่า!" น้ำเสียงของซินดร้านั้นเต็มไปด้วยความสงสัย 

     "ศาสตร์เวทมายา คิดค้นขึ้นในยุคโบราณกาล สมัยที่กองทัพแห่งแสงพ่ายศึกต่อกองทัพแห่งความมืดที่ป่าไร้ชีวา เขาว่ากันว่าที่ป่านั้นถูกครอบงำโดยหนึ่งในจตุจ้าวปีศาจ ป่าไร้ชีวา ทั้งมืด ไร้แสงสว่าง และเต็มไปด้วยเสียงที่น่าสะพรึงกลัว กระทั่งสัตว์อสูรที่แสนป่าเถื่อน...แต่...อันแท้จริงแล้วมันเกิดจากเสียงไอของหนึ่งในจตุจ้าวปีศาจก็เท่านั้น" 

     เธอกล่าวสรุปง่ายๆ แน่นอนว่าการพ่ายศึกในครั้งนั้นเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดศาสตร์เวทมายาขึ้นมา กองทัพแห่งแสงของเธอเริ่มค่อยๆเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาพบว่าการจะเกิดภาพมายาที่ทรงอานุภาพได้ ประการแรกนั้นต้องอาศัยความกลัวในจิตใจของคนที่จะถูกบงการ ความไม่รู้ และความไม่เข้าใจจึงจะทรงอานุภาพ

     เจ้าปีศาจร้ายแห่งเงามายาแค่กำลังเล่นกับความไม่รู้ของคนก็เท่านั้น...แต่...ใครเล่าจะใคร่รู้กันว่าเสียงไอของมัน ช่างคล้ายคลึงกับเสียงของเปลวไฟยามที่กำลังคุกรุ่นของกองทัพแห่งแสงกัน...ทำให้พวกเราต่างมองข้ามมันไปและติดอยู่ในป่าไร้ชีวาหลายต่อหลายวัน

     "สิ่งเล็กๆน้อยๆที่ไม่ใส่ใจและถูกมองข้าม บ้างครั้งกลับเป็นกุญแจครั้งใหญ่ในการเอาชนะศัตรู...เขาเล่าว่าเสียงไอของปีศาจร้ายนั้นแนบเนียนไปกับเสียงของถ่านที่ถูกเผาไหม้ ปั่นหัวผู้คนให้สนใจสิ่งอื่น...ข้าเองก็อาศัยหหลักการเช่นเดียวกันนั้นละ" กล่าวจบเธอก็จิบชาไปหนึ่งคำใหญ่ๆ ก่อนจะวางแก้วชาลงและหลับตาลงทำท่าทางคล้ายคนไม่ใคร่สบายตัว

     "เรื่องเล่านั้นช่างตรงกับสิ่งที่ท่านบรรพบุรุษของข้าเล่ายิ่งนัก ไม่ทราบว่าท่านหญิงได้รู้เรื่องนี้อย่างไรกัน" น้ำเสียงใสเอ่ยขึ้นจากสตรีที่นางหนึ่งซึ่งอยู่ข้างๆซินดร้า ใบหน้างามสง่าเส้นผมบลอนด์ทองและสวมมงกุฎรัดเกล้าเพชรหลากสีสัน ร่างระหงภายใต้ชุดกระโปรงยาวสีขาวหรูหราปักไปด้วยลวดลายจากฝีมือช่างปักชาววัง...

     "บรรพบุรุษขององค์หญิงราเชล?" เสียงของจาร์คันเอ่ยอย่างสงสัย

     ส่วนเอเดลนาร์มองสตรีที่ตนนั้นไม่ได้สังเกตอย่างชัดเจน...เจ้าหญิงงั้นรึ? เธอได้แต่ลอบยิ้มกว้างภายในใจ เส้นผมสีทอง นัน์ตาสีส้มผิวพรรณขาวนวลชมพู

     ท่านบรรพบุรุษขององค์หญิง? 

     คงไม่พ้นหนึ่งในสี่ราชองครักษ์หัวดื้อของเธอเป็นแน่...คงจะเป็นไอเจ้านั้นละมั้ง เจ้าองครักษ์หัวทองนัยน์ตาสีโอปอลไฟ เจ้าคนที่ดื้อเงียบ! เจ้าคนที่พากองทัพเข้าไปติดที่ป่าไร้ชีวานั้น!

     "ตอบข้ามาสิท่านหญิง" องค์หญิงราเชลยังคงถามคำถามที่กดดันเธอไม่ยอมละเลิกเลย

     "ที่ห้องสมุดประจำคฤหาสน์สปาร์ก สมัยที่ท่านพ่อของข้าทำความดี ได้รับความชอบธรรมจากองค์ราชา ท่านพ่อนั้นได้รับบรรดาศักดิ์ดยุกและได้รับตำราหนังสือเก่าแก่เป็นของพระราชทาน องค์หญิงก็รู้...ยิ่งมีหนังสือตำราเก่าแก่ในการครอบครองย่อมหมายถึงฐานะที่ไม่ธรรมดา ไม่แปลกที่หม่อมฉันจะรู้ ก็ในเมื่หนังสือเล่มนั้นมีบันทึกเกี่ยวกับมหาสงครามยุคโบราณกาล" 

     เธอกล่าวไล่อธิบายและเอ่ยตามความจริง แน่นอนว่าอาจจะมีความเท็จเสียสองถึงสามส่วน ไม่เช่นนั้นจะสมจริงได้อย่างไร พอเธอกล่าวจบก็จิบชาทำทีเป็นกระหายน้ำ เสร็จแล้วจึงใช้ผ้าเช็ดหน้าซับคราบที่ริมฝีปากของตนเอง

     องค์หญิงราเชลเงียบลงไป...

     "แปลว่าท่านหญิงอ่านภาษาในตำราโบราณออกอย่างงั้นสินะ"

     "องค์หญิงกล่าวเกินไป ข้าเพียงอาศัยการแปลทีละเล็กละน้อย ไหนจะต้องนำคำมาเทียบกับตำราเล่มอื่นๆอีก ไม่อาจเรียกได้ว่าอ่านได้นัก...แต่ก่อนข้าเองก็เป็นโรคประหลาด ได้แต่รำเรียนเรื่องศาสตร์เวทภายที่บ้านเท่านั้น" 

     ให้ตายสิเธอนี้โป้ปดผู้อื่นไปถึงห้าครั้งแล้ว ทั้งแกล้งไอ ทั้งเสแสร้ง ทำกิริยาเหมือนพวกมนุษย์ในสังคมชนชั้นสูงไม่มีผิดเพี้ยนแม้แต่น้อยเลย!

     "ก็นับว่าทำได้ดี" องค์หญิงกล่าวใบหน้างามของนางดูปราศจากข้อสงสัย 

     "เช่นนั้น เจ้าก็คงจะพอเป็นศาสตร์เวทด้านการต่อสู้บ้างสินะ พอแสดงให้เราเห็นบ้าง ได้หรือไม่ท่านหญิง เล็กๆน้อยๆก็ยังดี" ซินดร้ายังคงเอ่ย หมายจะให้เธอเผยถึงความสามารถที่มี หรือง่ายๆ จะได้ดูว่าสตรีอย่างเธอมีดีอะไรบ้าง

     ก็ไม่ยากไม่เย็นเท่าไหร่...

     "พอขบขัน เล็กๆน้อยๆก็พอ ท่านหญิงร่างกายไม่แข็งแรงนี่" ดยุกลูวิคกล่าวเสริม เป็นการช่วยเหลือเธอทางอ้อม

     "ลูวิค ก็แค่เล็กๆน้อยๆเอง" ซินดร้ากล่าว 

     "นั่นสิ" แม็กซ์เวลเห็นพ้องด้วยกับซินดร้า

     เฮ้อ...

     "ข้าย่อมยินดีจะแสดงความสามารถที่มีให้พวกท่านประจักษ์ หากแต่อย่าได้หัวเราะข้าก็แล้วกัน ข้าผู้มีพลังเวทเพียงน้อยนิด ไม่อาจเทียบใครได้" เธอกล่าว ในประโยคแรกเป็นการบอกว่าตนเองนั้นมีความสามารถ ประโยคที่สองนั้นเป็นการบอกโดยนัยน์ว่าอย่ามาขำทีหลังก็แล้วกัน ข้าจะตอกหน้าทุกๆคนให้หงายเลย!

     "เช่นนั้นข้าจะเป็นคู่มือให้ท่านเอง ในฐานะนักเรียนศาสตร์เวทอันดับสอง" ซินดร้ากล่าว เหตุที่ต้องมาเป็นคู่มือของเธอนั้น คงเพราะว่าเป็นนักเรียนศาสตร์เวทที่มีอันดับสูงที่สุดในงานเลี้ยงน้ำชาแห่งนี้ สองเพราะว่าเป็นถึงงอันดับที่สองจึงสามารถยั้งมือและควบคุมพลังได้ดีกว่าคนอื่นๆ ด้วยเหตุฉะนี้จึงต้องเป็นฝ่ายออกหน้าจึ่งจะเหมาะสมที่สุด

     "ยินดียิ่งที่จะได้ประลองกับผู้มีความสามารถ" เธอยิ้มบางๆ ในขณะที่ลูวิคมีสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย ดูเหมือนความสัมพันธ์ของทั้งสองคนคงจะลึกซึ้งไม่มากก็น้อย คนหนึ่งคอยเกาะตาม คนหนึ่งคอยออกห่าง...

     "จะดีหรือ สองขาของเอเดลนาร์นั้นพิการ คงไม่เหมาะสมเท่าไหร่นะ ซินดร้า ตระกูลสปาร์กอาจจะเอาเรื่องเจ้าได้นะ" องค์หญิงราเชลเอ่ยอย่างห่วงใย แต่แท้จริงแล้ว เธอจงใจใช้คำว่าสองข้าพิการได้อย่างเต็มปากเต็มคำ และออกเสียงเน้นเสียยิ่งกว่าคำไหนๆ

     พวกราชวงศ์ปากร้าย!

     "ผู้กล้าย่อมไม่หวาดกลัว การต่อสู้อย่างสุดกำลังเป็นวิถีของวีรษชน ให้ข้าลองดูก่อนดีหรือไม่เพคะ องค์หญิง" เธอกล่าวและลอบยิ้มอย่างไม่เกรงกลัว 

     "ตามใจเจ้าสิ" องค์หญิงราเชลกล่าว

     "...แต่หากว่ามีอันตรายเกิดขึ้นกับท่านหญิง ข้าจะเข้าไปห้ามการประลองทันที" ลูวิคกล่าวและกุมที่หัวไม้เท้า สองมือของเขาบีบแน่นอย่างไม่พอใจเท่าไหร่นัก ในเมื่อผลเป็นเช่นนี้ก็ต้องยอมรับไป!

     "ไม่ต้องกังวลไปหรอก ลูวิค ก็เป็นเพียงการประลองการร่ายเวทเท่านั้น" ซินดร้ายิ้มเหยบางๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความหยิ่งยโส ก่อนจะที่ร่างของเธอจะก้าวลุกออกจากเก้าอี้ไม้เนื้อดี ไปยังล้านกว้างๆ ข้างโต๊ะน้ำชาที่จัดขึ้นนี้

     ส่วนเธอเอเดลนาร์ ก็ใช้ให้รีเบลเข็นรถพาเธอไปยังลานกว้างๆเช่นเดียวกันซินดร้าที่ยืนสง่ารอเธออยู่แล้ว...ก่อนที่รีเบลจะวิ่งออกไปยืนอยู่ห่างๆอย่างห่วงๆ 

     บริเวณลานกว้างแห่งนี้ไม่ได้ใหญ่ไม่ได้เล็กมากนัก จากการคำนวนคราวๆร่างกายนี้สามารถร่ายคาถาได้มากพอสมควร ซึ่งเธอก็ไม่รู้ว่าจะร่ายคาถาอะไรดี เพราะส่วนใหญ่คาถาของเธอมักจะเป็นคาถาเกี่ยวกับแสง ตอนนี้ได้แต่ลอบสังเกตคู่แข่งตรงหน้าไปก่อนพลางๆ

     เธอเห็นลูซินดร้าตวัดมือเบาๆ ไม้คฑาเล็กๆก็ปรากฎขึ้นภายในมือข้างหนึ่ง เป็นไม้คฑาทำจากไม้เนื้อดีสีน้ำตาลแดงเข้ม แกะสลักลวดลายดูสูงค่า จากที่สัมผัสแล้วจัดว่าเป็นไม้ชั้นยอดและมีอายุหลายร้อนปี คาดว่าคงได้รับสืบทอดต่อกันมาเป็นแน่... ส่วนมืออีกข้างหนึ่งนั้นถือเจ้าลูกบอลโลหะสีทองแปลกตา

     อ่า...อะไรกัน? เอเดลนาร์ได้แต่เก็บความงุนงงเอาไว้ในใจลำพัง

     "กฎการแข่งขันง่ายๆ ก็แค่ร่ายเวทใช้คาถาต้านเจ้าลูกบอลหินสีทองกั้นกันเอาไว้  หากลูกบอลเลยไปถึงเส้นของใครถือว่าเป็นฝ่ายแพ้ อีกกฎคือสามารถใช้คาถาตอบโต้กันไปมาได้ระหว่างที่ดันลูกบอล" ซินดร้ากล่าว

     อ้อ เหมือนการละเล่นทั่วๆไปสินะ ได้!

     "ทันทีที่ลูกบอลหยุดหมุ่นถือว่าเริ่ม" วินดร้ากล่าวอธิบายต่อ 

     ควับ! เจ้าลูกบอลลอยขึ้นไปกลางอากาศเหนือคนทั้งสอง บริเวณที่ลูกบอลลอยขึ้นนั้นเกิดเส้นพลังสีแดง เป็นเส้นที่ซินดร้าว่าเอาไว้ตามกฎกติกา จากนั้นเจ้าลูกบอลก็หมุนไปมา วินาทีนั้นทุกๆ คนต่างอยู่ในสมาธิ ยกเว่นเธอที่ยังคงนั่งเฉยๆ

     !

     เมื่อลูกบอลหยุดเคลื่อนไหว ฉับพลัน เส้นแสงพลังสีแดงก็พุ่งปะทะเข้าดันลูกบอลหมายจะพลักเข้ามาหาเธอ แต่ไม่มีทางหรอก เธอยังคงใช้พลังเวทแสงสีเงินต้านมันเอาไว้ สายตายังคงจดจ้องไปยังซินดร้าที่เริ่มร่ายเวทมนต์สมัยใหม่

     ไม่นานนับลูกไฟแสงสีแดงก็พุ่งมายังเธอคล้ายดาวตก พวกมันออกมาจากวงเวทดาวห้าแฉก เอเดลนาร์ขมวดคิ้วเล็กน้อย นอกจากลูกไฟพวกนั้นของซินดร้าจะยังแข็งแกร่ง มันยังพุ่งเข้ามาราวกับว่าซินดร้าสามารถบังคับมันได้ แน่นอนว่าสิ่งที่ควบคุมโดยผู้คนย่อมร้ายกาจกว่าไหนๆ

     ตูม!

     ลูกไฟแสงสีแดงพุ่งเข้าใส่เธออย่างรวดเร็ว เอเดลนาร์พึมพำร่ายคาถาเบาๆ  ไม่นานวงเวทสีเงินขนาดเท่าชามใบใหญ่ก็ปรากฏขึ้นที่ด้านหลัง ตามมาด้วยเส้นแสงสีเงินเล็กๆ โปรายปรายลงมาราวกับห่าฝน เส้นแสงสีเงินเล็กๆเหล่านี้ล้วนสกัดเจ้าลูกบอลไฟสีแดงได้ทั้งหมด 

     "เต็มที่เถอะ" เธอกล่าวเบาๆ มุมปากยกยิ้ม

     "อย่างนั้นข้าไม่ยั้งมือละนะ!" ซินดร้าเอ่ยพลางโบกสะบัดไม้คฑาด้วยความว่องไว บังเกิดสายลมที่รุนแรง พร้อมด้วยลูกไฟสีแดงเพลิงขนาดใหญ่และรอคอยจังหวะจู่โจมมายังเธอติดๆกันทั้งสามลูก มันถูกควบคุมให้สามารถหลบฝนเส้นพลังสีเงินของเธอได้อย่างแพรวพราว...

     เฮ้อ...เอเดลนาร์หลับตาลงอย่างเหนื่อนใจ เธอร่ายคาถาอีกครั้ง...

     บูม!

     ลูกไฟสีแดงดวงใหญ่ถูกหยุดเอาไว้ และระเบิดหายไปกลางอากาศในจังหวะที่มันพุ่งเข้ามา ตอนนี้กลับเข้าสู่สถานการณ์เหมือนในตอนแรกแล้ว

     เอเดลนาร์อ้าปากหาวเบาๆโดยใช้ผ้าเช็นหน้าปิดปากเอาไว้อย่างผู้ดี...

     เธอเบื่อแล้วนี้คือเรื่องจริง

     !

     พอเธอหาวได้ไม่นานก็ถูกเส้นพลังแสงสีแดงตรึงร่างเอาไว้ ทว่าเธอรู้ตัวอยู่แล้ว ดังนั้นจึงได้แต่ปล่อยๆไป รอจังหวะสวนกลับแล้วเอาชนะเกมกระจอกๆนี้จะดีกว่า  จนกระทั้งลูกไฟสีแดงจำนวนมากต่างกรูเข้ามาหาเธอด้วยความรวดเร็ว กะเอาให้เธอสิ้นสภาพในกระบวนท่าเดียว

     "เอเดลนาร์!" ลูวิคตะโกนเสียงดัง! เข้าลุกขึ้นด้วยความรวดเร็วหมายจะเข้าไปช่วยเอเดลนาร์

     "ท่านดยุก!" องค์หญิงราเชลเอ่ยห้าม "ซินดร้าไม่เล่นแรงขนาดนั้นหรอกหน่า" เธอกล่าวเบาๆ ยกเหตุผลเดียวออกมาขัดขวางลูวิคเอาไว้

     ตูม!

     เสียงระเบิดดังสนันหวั่นไหว มีเพียงควันฝุ่นสีเทาลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณลานโล่ง เมื่อฝุ่นควันหายไป ภาพตรงหน้าของลูวิคก็คือพลังเวทแสงสีเงินของเอเดลนาร์ยังคงผลักต้านลูกบอลสีทองเอาไว้ จนเลยเส้นเขตไปยังฝั่งของซินดร้า ที่พลังเวทแสงสีแดงไม่อาจต่อต้านได้เลย

     ร่างกายของซินดร้าถูกถูกมัดเอาไว้ด้วยเส้นเชือกแสงสีเงินจ้าจนแน่น สองมือไม่อาจร่ายคาถาใดๆได้ ไม้คฑาหล่นตกอยู่บนพื้นหินอ่อนของลานกว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธเคืองอย่างที่สุด จนกลายเป็นโฉมงามแสนอาฆาตแค้นไปเสียแล้ว ลูกไฟสีแดงจำนวนมากยังคงลอยค้างเติ่งอยู่บนอากาศ

     "เจ้าใช้คาถาอะไรกัน!" ซินดร้าเอ่ยอย่างโกรธเกรี้ยว 

     "ก็เพียง...ความสามารถเล็กๆน้อยๆ" เอเดลนาร์คลียิ้มกว้าง เพียงดีดนิ้วครั้งเดียว ลูกไฟสีแดงก็ค่อยๆหายไป ราวกับว่าคาถาที่เพิ่งร่ายถูกยกเลิกไปในที่สุด "ข้าเรียนมาจากคัมภีร์ 'ศาสตร์ต่อต้านเวทมนต์' ก็เท่านั้น...อันที่จริงเอกศาสตร์คำนวณก็สอนวิชาที่ทรงอาณุภาพไม่ใช่น้อยเลยละ" เธอกล่าวแล้วหลับตาลง

     เอกคำนวณจะสอนเรื่องการเข้าใจถึงบทคาถาและขั้นตอนการใช้พลังเวทต่างๆ นอกจากวิชาจำพวกการสร้างคาถาใหม่ๆ หรือการย่อบทร่ายเวทยาวๆให้สั้นลง เธอในร่างนี้ศึกษาและเข้าใจมาเป็นอย่างดี แค่ร่ายคาถาแก้กลับไป หรือเข้าใจถึงจุดอ่อนของเวทมนต์ในแต่ละบท ก็ไม่ยากที่จะคลายคาถาลง

     แต่น่าเสียใจที่วิชานี้ยังไม่สมบูรณ์นักและยากที่จะเข้าใจได้ มีเพียงคนอยู่สองคนในราชอาณาจักรแห่งนี้ที่สามารถใช้เวทคลายคาถาแทรกแซงในบทเวทของคนอื่นลงได้ นั้นก็คือท่านอาจารย์มัสแตง และรุ่นพี่เอริคในเอกคำนวณที่เป็นที่รู้จักกันดีว่าเก่งกาจ ส่วนคนอื่นๆในเอกคำนวณนั้น สามารถแก้กลไกและมนต์คาถาเล็กๆได้เท่านั้น

     "นี้เป็นเพียงการแสดงเล็กๆ น้อยๆ...ข้าไม่ได้เก่งอะไรมากมายหรอก" เธอกล่าวเบาๆ ก่อนที่จะคลายคาถาลงของตนเองลง เนื่องจากไม่สามารถฝืนใช้พลังเวทไปได้มากกว่านี้แล้ว

     "ท่านหญิง!" เสียงของรีเบลดังขึ้นด้วยความตกใจ

     ช่างไม่สบอารมณ์เอาซะเลย...

     แต่ให้ตายสิ การใช้พลังเวทนี้มันกินแรงกายของเธอไปมากจริงๆเลย  เอเดลนาร์คิดก่อนจะหลับตาลงด้วยความอ่อนล้า ร่างกายเริ่มหนักอึ้งอย่างไม่สามารถควบคุมได้เสียเท่าไหร่ เธอสัมผัสได้ถึงของเหลวสีแดงที่ไหลเปอะเปื้อนผิวแก้มขาวซีด ลำคอเปื้อนไปด้วยเลือดที่กระอักออกมา มันมากเสียจนผ้าเช็ดหน้าไม่อาจจะซึมซับได้หมด

     จนกระทั้งร่างของเอเดลนาร์ได้หมดสติลงไป...


. . .

     คฤหาสน์ประจำตระกูลสปาร์ก

     กล่าวกันว่าร่างกายของมนุษย์นั้นอ่อนแอ...

     แต่เธอไม่นึกว่ามันจะบอบบางเสียขนาดนี้ ร่างกายนี้อ่อนแอมากเกินไป กระทั้งคาถาที่เธอใช้ก็ไม่สามารถควบคุมแสงสีเงินเล็กได้อย่างใจ แม้แต่การรีดเร้นพลังที่ทำได้ยากยิ่ง เพียงแค่ทำลายคาถาไปถึงสามสี่คาถา ร่างกายนี้ก็เริ่มหมดแรงเสียแล้ว

     น่าสมเพช!

     "ท่านหญิง เรื่องในวันนี้...ท่านสุดยอดมากเลยเจ้าค่ะ!" รีเบลกล่าวอย่างเอาอกเอาใจ หลังจากที่ป้อนยาสมุนไพรรสขมฝาดให้เธอ ไหนจะยาบำรุงรสชาติไม่ได้เรื่องนั้นอีก

     "ไม่หรอก...มันเป็นเพียงการเล่นเกมเล็กๆน้อยๆ หากเป็นการต่อสู้ ข้าคงไม่มีโอกาสได้ใช้เวทคลายคาถาที่พร้อมจะพุ่งมาหาหรอกนะ" เธอเอ่ยเบาๆ สีหน้าเหนื่อยหน่ายอย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้ "ข้าเองก็เพิ่งจะหายจากโรคนั้นไม่ได้นาน ยังคงต้องการเวลาอีกมากที่จะฟื้นฟูร่างกายนี้" เธอหันไปมองรีเบลที่โบกพัดไปมาให้เธอ ที่พิงกับพนักเก้าอี้รถเข็น

     "ข้าน้อยว่า อีกไม่นานท่านจะต้องเก่งมากๆแน่" รีเบลยิ้มให้กำลังใจ พลางตักช้อนยาบำรุงป้อนเมื่อเธอเผลอตัวอ้าปาก "รุ่นพี่เอริคของคุณหนูนั้นเก่งกาจมาก เขาทำงานกับหน่วยสืบสวนคดีของราชอาณาจักรลักซ์เซเนีย สมัยก่อนเข้ามักมาสอนคุณหนูบ่อยๆ นี่นา"

     "ขอให้เป็นเช่นนั้นทีเถอะ" ว่าแล้วก็ใช้หลังมือดันถ้วยยาบำรุงออกไปไกลๆ ตอนนี้กลิ่นของมันแรงมากเสียจน เธอไม่ได้กลิ่นอะไรอีกต่อไป กระทั้งการสูดอากศบริสุทธิ์ยามเช้าที่แสนหนาวเย็น ยังเป็นเรื่องยากไปด้วยเลย ให้ตายสิ! 

     "วันนี้ท่านลูวิคมาเยี่ยมท่านด้วยนะเจ้าค่ะ ท่านฝากเอาบางสิ่งมาให้ท่านด้วย" รีเบลรีบเอ่ยรางาน 

     "หรือ...ช่างมันเถอะ ไว้ค่อยเปิดดูก็แล้วกัน" เธอเอ่ยแล้วหลับตาลงพักผ่อน สองมือกุมเตาพกร้อนๆเอาไว้ หากว่าสองขากลับมาเดินได้ก็คงจะดีกว่านี้... "มีอะไรอีกไหม ข้าจะพักผ่อนแล้ว" เธอกล่าวเบาๆกับรีเบลพลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ในท่าที่สบายที่สุด

     "ท่านดยุกเอเดนเข้ามาหาท่านช่วงเย็นเจ้าค่ะ ท่านจะคุยเกี่ยวกับเทียบเชิญไปงานเลี้ยงตอนรับคณะทูตจากราชอาณาจักรครูดาร์รอส แล้วก็เรื่องที่ท่านหญิงได้รับบาดเจ็บในงานเลี้ยงน้ำชาของท่านดยุกลูวิค"

     อาณาจักรครูดาร์รอส...อย่างงั้นเหรอ?

     ได้ยินเช่นนี้ชื่อของเคอูรอสก็แวบเข้ามาในหัวสมองน้อยๆ จนทำให้อาการง่วงนอนหายไป ตอนนี้หัวใจของเธอเริ่มกังวลถึงอะไรบางสิ่ง และเกิดความรู้สึกสับสนอย่างไม่อาจห้ามได้



     จนกระทั้งตกเย็น...

     จากการทานอาหารมื้อคำที่ห้องรับประทานอาหารสุดหรูถูกเปลี่ยนให้มาทานที่ห้องของเธอแทน ภายในคฤหาสน์ตระกูลสปาร์กแห่งนี้ มีเพียงเจ้านายสองคนเท่านั้น ก็คือดยุกเอเดนแห่งตระกูลสปาร์ก และบุตรสาวนามว่าเอเดลนาร์ แห่งสปาร์ก ตระกูลสปาร์กถือว่าเป็นตระกูลอันดับต้นๆ มีความสำคัญของราชอาณาจักรแห่งนี้

     "ท่านพ่อ หมายความลูกจะต้องไปร่วมงานสินะคะ" เธอกล่าวด้วยความนอบน้อม มองดูผู้เป็นบิดาของร่างกายนี้

     "ใช่แล้ว วันพรุ่งนี้พ่อจะให้ช่างมาตัดชุดเข้าวังตัวใหม่" ท่านดยุกเอเดนกล่าว "พ่อดีใจนะที่ลูกสามารถใช้พลังเวทได้คล่องและเฉียบคาด แต่พ่อก็เสียใจที่ลูกต้องบาดเจ็บกลับมา..." เขากล่าวเบาๆ

     "ลูกขออภัยด้วยนะคะ" เธอเอ่ยและตีสีหน้าเศร้า

     "เรื่องมันผ่านมาแล้วก็ช่างเถอะ แต่ไหนแต่ไรพ่อก็เห็นเจ้าชอบอ่านตำราเวทศาสตร์โบราณ แต่ก่อนพอพ่อเห็นแบบนั้นไม่ว่าจะหนังสือตำราโบราณ ภาษาเก่าแก่อะไรพ่อก็มักจะหามาให้ลูกเท่าที่หาได้...พ่อไม่แปลกใจเลยที่ลูกจะสามารถใช้คาถาโบราณได้"

     พระเจ้า นี่ท่านกำลังอวยบุตรสาวของตนเองสินะ ท่านดยุกเอเดน...

     แต่มันก็คงจะจริง เอเดลนาร์ชอบแปล และแกะถ้อยคำภาษาโบราณในตำราหรือคัมภีร์เก่าๆ ภายในหอสมุดของคฤหาสน์สปาร์ก เธอมีความรอบรู้และปราดเปรื่องเป็นทุนเดิม ถึงขนาดท่องกฎหมายได้แทบจะทุกหมวด ไหนจะศาสตร์ด้านการคำนวนสูตรที่ยอดเยี่ยม ไม่ว่าคาถาใดๆก็สามารถแก้หรือย่นบทร่ายลงได้ดี

     ในเอกกฎหมายเธอเป็นถึงหนังสือกฎหมายเคลื่อนที่ ส่วนเอกคำนวณเธอเป็นถึงลูกคิดอัจฉริยะ...ไม่ว่าใครจะเข้ามาถาม หรือทดสอบเธอล้วนตอบกลับมาได้หมด แม้ว่าจะตอบแบบห้วนๆทื่อๆประสาหุ่นไร้ชีวิตจิตวิญญาณก็ตามทีเถอะ

     "คงถึงเวลาแล้วที่พ่อจะต้องมอบของวิเศษประจำตระกูลให้เจ้าแล้ว ในฐานะ...ทายาทของท่านดยุก" ท่านดยุกแล้ว แล้วโบกนิ้วเรียกเจ้ากล่องตลับสีเงินยาวให้ลอยเข้ามาใกล้ๆ

     เมื่อเปิดออกดู...

     เธอก็พบบางอย่างที่น่าตกตะลึง!




...จบตอน...


1 คอมเม้นท์ = 100 กำลังใจ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น

  1. #6 นางฟ้าในนิทาน (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2560 / 17:55
    ค้างเลยจ้า
    #6
    0