ทาสรักเชลยหัวใจ [พีเรียด]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,323 Views

  • 17 Comments

  • 50 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    47

    Overall
    1,323

ตอนที่ 8 : โดนย่ำยี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 154
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    20 ก.ย. 61

บทที่ 8

โดนย่ำยี

 

          ในที่สุดค่ำคืนที่ทุกคนในเมืองรอคอยก็มาถึง งานสมโภชเมืองประจำปีถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่อลังการ โคมลอยถูกปล่อยขึ้นบนท้องฟ้าโดยเจ้าหลวงผู้เป็นประมุขสูงสุดของชาวเมือง ตามด้วยเจ้านายชั้นสูงทุกพระองค์และขุนนางตามลำดับ ทำให้ท้องฟ้าที่เคยมืดมิดกลับมีความสว่างไสวจากโคมลอยนับร้อย ดูแล้วช่างเป็นภาพที่สวยงามยิ่งนัก

            หลังจากปล่อยโคมลอยแล้วก็ถึงพิธีการสำคัญ นั่นคือการสักการะผีบรรพบุรุษที่คอยปกปักรักษาบ้านเมืองมาตลอด เมื่อพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ผ่านพ้นไปแล้ว ทั้งหมดก็นั่งชมการแสดงชุดพิเศษจากนางรำนับร้อยชีวิต ที่คัดเลือกมาจากธิดาของขุนนางชั้นผู้ใหญ่และต้องเป็นสาวพรหมจรรย์เพียงเท่านั้น ทั้งหมดพร้อมใจกันร่ายรำอย่างสวยงามอ่อนช้อย เข้ากับจังหวะเพลงมโหรีที่ถูกบรรเลงจากนักดนตรียอดฝีมือของวังหลวง เพิ่มสีสันความครึกครื้นให้กับงานในวันนี้ได้เป็นอย่างดี

            แสงหล้าตีหน้านิ่งนั่งอยู่บนตั่งข้างกายจักรคำ เขาไม่ได้มีอารมณ์ร่วมในงานครั้งนี้เลยแม้แต่น้อย แต่ทว่าจักรคำกลับพยายามชักชวนให้ดูโน่นนี่นั่นอยู่เรื่อยๆ เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกเบื่อจนเกินไป

ส่วนคนที่นั่งอีกฝั่งของเจ้าหลวงก็คือเมืองแมนและเครือแก้ว เมืองแมนมักจะส่งสายตามองแสงหล้าอยู่บ่อยครั้งจนเครือแก้วต้องสะกิดเตือนสติผู้เป็นสวามีอยู่เนืองๆ พร้อมทั้งเหลือบตามองแสงหล้าด้วยความไม่พอใจ

            “เจ้าพี่หาควรมองมันเยี่ยงนั้นไม่” เครือแก้วเอ่ยกับสวามีด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก

            “เหตุใดข้าจักมองไม่ได้” แม้ว่าจะโดนชายาเอ่ยปากห้าม แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกเกรงใจเลยแม้แต่สักนิด

            “เจ้าพี่!” เครือแก้วนั่งหน้าบูดบึ้งเมื่อไม่สามารถห้ามสวามีได้ เจ้าหล่อนรอจังหวะที่จะเล่นงานแสงหล้าอย่างใจจดใจจ่อ รอให้สองคนนั้นออกจากบริเวณพิธีก่อนเถอะ หล่อนจะสั่งให้คนจัดการมันให้เสียศูนย์เลยทีเดียว

 

            เมื่อเห็นว่าการแสดงของเหล่าบรรดานางรำใกล้จะจบลงแล้ว แสงหล้าจึงเอ่ยขอจักรคำกลับไปยังคุ้มตามที่เคยได้พูดคุยกันไว้ก่อนหน้านี้

            “เจ้าพี่ข้าขอตัวกลับไปที่คุ้มก่อนนะเจ้า” แสงหล้าหันไปเอ่ยกับคนที่นั่งอยู่ข้างกัน

            “ก่อนกลับคุ้มเจ้าควรไปไหว้สาเจ้าหลวงก่อน ข้าจักเป็นคนกราบทูลเจ้าพ่อเองว่าเจ้าไม่สบาย”

            “เจ้า” แสงหล้าพยักหน้ารับ

            จากนั้นทั้งสองก็ลุกขึ้นจากตั่งก่อนจะหันไปเอ่ยกับเจ้าหลวงพรหมมาวงศ์

            “เจ้าพ่อเจ้า แสงหล้ารู้สึกไม่ค่อยสบายตัว ข้าอยากขอประทานอนุญาตให้แสงหล้ากลับไปที่คุ้มก่อนได้หรือไม่เจ้า”

            “จักกลับก็กลับไปข้าหาสนใจไม่ แล้วเจ้าจักไปกับเมียหรืออยู่กับข้า”

            “ข้าจักอยู่ร่วมงานจนกว่าเจ้าพ่อจักกลับคุ้มเจ้า”

            “ดีมากปล่อยให้คนของเจ้ากลับคุ้มไปเสีย จักได้ไม่อยู่ขวางหูขวางตาข้า” ว่าแล้วเจ้าหลวงก็หันไปสนใจนางรำตรงหน้าต่อ

            แสงหล้าพยายามควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ให้เดือดไปมากกว่านี้ ไม่งั้นมีหวังเขาได้ต่อปากต่อคำกับเจ้าหลวงอย่างแน่นอน ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เจ้าหลวงพรหมมาวงศ์ไม่เคยพูดจาดีๆ กับเขาเลยสักครั้ง นั่นทำให้แสงหล้าเองก็ไม่อยากจะให้ความเคารพอีกฝ่ายอยู่เหมือนกัน เพียงแต่เห็นแก่จักรคำเท่านั้นเขาจึงยอม

            จักรคำจับมือแสงหล้าไว้แน่นพยายามปลอบใจไม่ให้คิดมาก พอได้รับสัมผัสนั้นก็ทำให้แสงหล้าสามารถสงบสติอารมณ์ได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะมองหน้าอีกฝ่ายส่งยิ้มน้อยๆ ให้

            “เดี๋ยวข้าจักให้ทหารไปส่งเจ้าถึงที่คุ้ม”

            “ไม่เป็นไรดอกเจ้าพี่ ข้ากับคำน้อยกลับกันเองได้”

            “ถ้าเช่นนั้นก็ระวังตัวด้วยข้าเป็นห่วง”

            “เจ้า” แสงหล้าส่งยิ้มน้อยๆ ให้ก่อนจะยกมือไหว้สาเจ้าหลวงตามมารยาท แล้วหันไปเอ่ยกับคำน้อย “คำน้อยเราไปกันเถอะ”

            “เจ้า”

            แสงหล้าเดินนำหน้าออกไปจากบริเวณพิธีด้วยความโล่งใจ เขาเบื่อที่จะต้องนั่งปั้นหน้าอยู่ในงานเต็มทนแล้ว

 

            “ข้าเบื่อที่จะนั่งปั้นหน้าอยู่ที่นั่นเต็มทนแล้วคำน้อย” แสงหล้าบ่นในระหว่างเดินกลับไปที่คุ้ม วันนี้ทุกคนไปรวมตัวกันที่บริเวณงานทำให้ตามถนนหนทางต่างๆ ค่อนข้างจะเงียบเหงาไม่มีผู้คนพลุกพล่านเลยสักนิด

            “ข้าเจ้าเองก็เหมือนกันเจ้า ไม่ชอบใจที่เห็นพวกขุนนางนั่งดื่มเมรัยหัวเราะลั่นราวกับคนไร้สติเยี่ยงนั้น”

            “บรรยากาศเยี่ยงนี้เหมาะแก่การหนีกลับไปที่บ้านเมืองเราเสียจริงคำน้อย แต่ถ้าเราหนีไปชาวเมืองผาพิงค์จักต้องเดือดร้อนอีกเป็นแน่” เขาอยากทำอย่างที่พูดมากเหลือเกิน แต่ทว่าหากทำไปแล้วจะทำให้บ้านเกิดเมืองนอนต้องมีสงครามขึ้นอีกครั้งอย่างแน่นอน

            “เจ้านายน้อยระวังเจ้า!” คำน้อยเห็นชายฉกรรจ์โพกผ้าสีดำปกปิดใบหน้าเอาไว้ ยืนถือมีดคมกริบรออยู่ตรงหน้า เห็นอย่างนั้นเจ้าตัวก็รู้แล้วว่าทั้งสองคนไม่ได้มาดีอย่างแน่นอน

            “พวกเอ็งเป็นใคร เหตุใดถึงกล้ามาขวางทางข้าเยี่ยงนี้” แสงหล้าเอ่ยกับชายฉกรรจ์ทั้งสองอย่างไม่เกรงกลัว

            “พวกข้าก็กำลังเป็นผัวพวกเจ้าทั้งสองคนยังไงล่ะหึๆ” หาใช่เสียงของชายทั้งสองที่ยืนอยู่ตรงหน้า แต่กลับเป็นคนที่ยืนดักอยู่ด้านหลังต่างหาก

            “อย่าเข้ามาใกล้เจ้านายน้อยของข้าเด็ดขาด ออกไปบัดเดี๋ยวนี้!” คำน้อยรีบวิ่งเข้าไปบังตัวแสงหล้าเอาไว้

            “เหตุใดพวกข้าต้องฟังเอ็งด้วยล่ะจับตัวพวกมันไป หากพวกเอ็งกระดิกตัวแม้แต่น้อยรับรองว่ามีดที่อยู่ในมือไอ้สองคนนั่นกรีดที่คอหอยพวกเอ็งแน่”

            ได้ยินอย่างนั้นแสงหล้าและคำน้อยก็มองหน้ากัน สื่อว่าให้ยอมๆ ไปก่อนเพราะตอนนี้พวกเขากำลังเป็นรองอย่างเห็นได้ชัด

            “เอ็งจะพาพวกข้าไปที่ใด” แสงหล้าเอ่ยถามขณะโดนจับตัวให้เดินลัดเลาะออกไปตามทางลัด จนในที่สุดก็ออกมานอกกำแพงคุ้มหลวง

            “อย่าถามให้มากความถึงแล้วเดี๋ยวพวกเอ็งก็รู้เองล่ะหึๆ”

            แสงหล้ากำลังคิดหาทางหนีแต่ทว่ายิ่งเดินไปเรื่อยๆ แสงไฟจากบริเวณพื้นที่จัดงานสมโภชน์เมืองยิ่งริบหรี่ลงไปเรื่อยๆ เดินผ่านทุ่งนามาได้สักพักก็เจอกับกระท่อมหลังเล็กๆ  

            “เข้าไปข้างในบัดเดี๋ยวนี้” หนึ่งในกลุ่มโจรออกคำสั่งเสียงดัง แต่ทว่าทั้งสองยังคงยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนใดๆ

            “พวกเอ็งช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียแล้วนี่คือชายาแห่งเจ้าอุปราช หากเจ้าอุปราชทรงทราบว่าพวกเอ็งทำเยี่ยงนี้มีหวังพวกเจ้าหัวหลุดจากบ่าแน่” คำน้อยพยายามถ่วงเวลาหาทางหนีทีไล่ ก่อนจะมองเห็นท่อนไม้วางอยู่บนพื้นจึงคิดอะไรดีๆ ออก

            “พวกข้าหากลัวไม่รีบเข้าไปในกระท่อมเร็ว!

            คำน้อยขยิบตาให้ผู้เป็นนายเพื่อส่งสัญญาณให้รีบหนีไป เพราะในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้าเจ้าตัวกำลังจะเสี่ยงชีวิตเพื่อให้แสงหล้ามีโอกาสได้หนีออกไป

            “โอ๊ย!! ข้าปวดท้องเหลือเกิน” คำน้อยกุมท้องเอาไว้ร้องโอดโอยล้มลงที่พื้น ก่อนจะหยิบท่อนไม้ขึ้นมาฟาดไปที่ไอ้โจรคนหนึ่งจนล้มพับลงกับพื้น ส่วนสองคนที่เหลือก็รุมทึ้งเข้ามาหาคำน้อยทันที

            “ฤทธิ์เยอะนักนะ มึงได้เจ็บตัวแน่” แม้ว่าทั้งสองจะมีมีดอยู่ในมือแต่คำน้อยก็ไม่เกรงกลัว เขาฟาดไม้เข้าไปไม่ยั้ง

“เจ้านายน้อยหนีไป ไม่ต้องห่วงข้าเจ้า”

แสงหล้าลังเลแวบหนึ่งก่อนจะตัดสินใจรีบวิ่งหนีไป เขาจะไม่ให้การเสียสละของคำน้อยต้องเสียเปล่า เพราะอย่างน้อยหากรอดไปก็มีโอกาสที่จะเรียกให้คนมาช่วยได้

 

แสงหล้าวิ่งหนีสุดชีวิตอย่างทุกลักทุเล โดยมีหนึ่งในกลุ่มโจรวิ่งตามมาติดๆ วิ่งมานานจนแสงหล้าเริ่มอ่อนแรง ทำให้ไอ้โจรคนนั้นเกือบจะตามมาทัน แต่ทว่าโชคดีที่โชคดีที่เขาเจอกับจักรคำเข้าเสียก่อน ทำให้มันรีบวิ่งหนีไปทันทีที่เห็นเจ้าอุปราช

            “เจ้าพี่ช่วยข้าด้วยฮือๆ” ด้วยความกลัวแสงหล้าจึงกอดจักรคำเอาไว้แน่น ร้องไห้เสียงดังด้วยความตื่นตกใจ

            “พวกเอ็งตามมันไปจับตัวมันมาให้จงได้”

            “เจ้า”

            เมื่อรับคำสั่งแล้วทหารที่ติดตามมาก็รีบวิ่งตามไอ้โจรคนนั้นไป ส่วนจักรคำยังคงกอดปลอบใจชายาอยู่อย่างนั้น เมื่อหายตกใจแล้วแสงหล้าก็นึกถึงคำน้อยขึ้นมาทันที จึงผละตัวออกมาแล้วรีบบอกจักรคำให้ไปช่วย

            “เจ้าพี่ช่วยคำน้อยด้วย คำน้อยกำลังตกอยู่ในอันตราย”

            “พาข้าไปหาคำน้อยบัดเดี๋ยวนี้”

            แสงหล้าวิ่งนำหน้าไปยังกระท่อมกลางทุ่ง เมื่อไปถึงก็พบว่าไอ้โจรทั้งสองคนที่ไม่ได้ตามเขาไปนั้นได้โดนฆ่าตายเสียแล้ว เห็นอย่างนั้นแสงหล้าจึงรีบเข้าไปในกระท่อมเพื่อหาตัวคำน้อย

            “คำน้อยเอ็งอยู่ที่ใด คำน้อย ฮือๆๆ” แสงหล้าตะโกนเรียกแต่ก็ไม่เจอแม้แต่เงาของคำน้อย เขาไม่เชื่อว่าคนอย่างคำน้อยจะฆ่าทั้งสองคนนี้ได้ แสดงว่าต้องมีใครที่เข้ามาช่วยหรือไม่ก็พาตัวคำน้อยไปอีกที

            “เห็นคำน้อยหรือไม่” จักรคำหันไปเอ่ยถามขณะนั่งสังเกตลักษณะการตายของทั้งสองคน

            “คำน้อยไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วเจ้า คำน้อยเอ็งอยู่ที่ใดกันแน่นะข้าเป็นห่วงเอ็งเหลือเกิน” แสงหล้าทำอะไรไม่ถูกได้แต่เดินวนไปมาอย่างเป็นกังวล

            “อย่าเป็นกังวลไปเลยข้าจักให้คนไปตามหาตัวคำน้อยจนเจอแน่นอน”

            “คำน้อยเสี่ยงชีวิตช่วยข้าไว้หากมันเป็นอันใดไปข้าจักไม่มีวันยอมให้อภัยตนเองเด็ดขาด”

            “ข้าสัญญาวางใจได้”

            ในระหว่างนั้นทหารที่ตามชายฉกรรจ์อีกคนที่เหลือไปก็เดินเข้ามาหาจักรคำ

            “จับตัวมันมาได้หรือไม่”

            “มันหนีไปได้เจ้า มันรู้ทางหนีทีไล่ต้องเป็นคนในเมืองนี้แน่นอนเจ้า”

            “ถ้าเช่นนั้นตามตามตัวมันมาให้ได้ พวกเอ็งนำศพไอ้สองคนนี้ไปแขวนไว้บนเสากลางเมือง ประกาศให้ชาวบ้านรับรู้ด้วยว่าพวกมันทำเลวอะไรไว้บ้าง จะได้ไม่ให้ผู้อื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง”

            “เจ้า”

            เมื่อสั่งทหารแล้วจักรคำก็หันมาเอ่ยกับคนที่ยืนอยู่ข้างกัน

            “กลับไปพักผ่อนที่คุ้มเสียก่อน ข้าจักให้ทหารหาตัวคำน้อยทั้งคืนหากไม่เจอจักไม่ยอมหยุดค้นหาเด็ดขาด”

            “เจ้าพี่สัญญากับข้าแล้วนะเจ้า” แสงหล้ายังคงเป็นห่วงคำน้อยไม่หาย

            “ข้าสัญญา เรากลับคุ้มกันเถอะ”

            จักรคำสั่งให้ทหารที่ตามมาด้วยออกตามหาคำน้อยให้หมดทุกซอกทุกมุมของเมืองนี้ ก่อนจะพยุงแสงหล้าเดินกลับไปรอฟังข่าวที่คุ้ม

 

             ในระหว่างที่คำน้อยกำลังจะโดนลากตัวเข้าไปในกระท่อมนั้น ทหารของเมืองแมนก็เข้าไปช่วยเอาไว้การปะทะกันทำให้โจรทั้งสองคนพลาดท่าโดนฆ่าตาย เมืองแมนตั้งใจตามทั้งสองคนออกมาตั้งแต่แรก หมายใจจะเข้ามาเกี้ยวพาราสีแสงหล้า แต่เมื่อเข้ามาช่วยแล้วกลับไม่เห็นแสงหล้าอยู่ตรงนั้นด้วย เขาจึงไม่ยอมให้เสียเวลาเปล่า จึงนำตัวคำน้อยเข้าไปที่คุ้มด้วยอย่างน้อยก็พอแก้ขัดไปได้บ้าง

            ตอนนี้คำน้อยอยู่ในเรือนไม้หลังเล็กๆ ภายในคุ้มของเจ้าราชวงศ์ เขากำลังจ้องมองเมืองแมนด้วยความหวาดกลัว ตอนแรกที่รู้ว่าอีกฝ่ายมาช่วยก็ดีใจจนน้ำตาไหลก้มลงกราบแทบเท้า แต่มันกลับไม่เป็นอย่างที่คิดเมื่อเมืองแมนกลับสั่งทหารให้นำตัวเขามาที่นี่ซะอย่างนั้น

            “ปล่อยข้าเจ้าไปเถอะเจ้าเมืองแมน” คำน้อยนั่งตัวสั่นอยู่มุมห้องยกมือไหว้ด้วยความกลัว

            “ปล่อยให้โง่สิ ในเมื่อไม่ได้นายของเอ็งข้าก็จักเอาเอ็งมาทำเมียแทน รูปร่างหน้าตาผิวพรรณเอ็งก็งามไม่น้อยกว่าแสงหล้าเลยสักนิด เป็นบุญของเอ็งแล้วที่ได้ข้าเป็นผัว” เมืองแมนเดินเข้าไปนั่งตรงหน้าคำน้อย ก่อนจะยกมือขึ้นไปดึงผ้าโพกศีรษะออก ทำให้เรือนผมยาวสลวยถูกปล่อยลงมา จากนั้นเมืองแมนก็เอื้อมมือไปเชยคางให้ตนเองมองใบหน้าสวยได้ถนัดมากขึ้น “งามเหลือเกิน”

            “ปล่อยข้าเจ้าไปเถอะนะ ข้าเจ้ากลัวแล้วฮือๆๆ”

            “ไม่ต้องกลัวข้าจักไม่รุนแรงกับเจ้าดอก หากเจ้ายอมข้าแต่โดยดี”

            “ไม่มีทาง!” คำน้อยผลักเมืองแมนจนล้มลงกับพื้นก่อนจะรีบวิ่งหนีออกมา แต่ยังไม่พ้นประตูเลยด้วยซ้ำเขาก็ถูกกอดจากด้านหลัง ก่อนจะถูกทุ่มตัวลงบนที่นอนที่ถูกปูไว้บนพื้นไม้

            “ฤทธิ์เยอะนักใช่ไหม”

            เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!

            “ฮือๆๆ ปล่อยข้าเจ้าไปเถอะ”

            “ปล่อยแน่แต่ต้องหลังจากที่ข้าเชยชมเรือนร่างของเจ้าจนหมดทุกซอกทุกมุมแล้วเท่านั้นหึๆ” ว่าแล้วเมืองแมนก็ตรึงแขนคำน้อยเอาไว้บนที่นอน ก่อนจะโน้มใบหน้าลงไปซุกไซร้ดอมดมที่ซอกคอขาว

            “ฮือๆๆ ปล่อยข้า” คำน้อยได้แต่อ้อนวอนขอร้องด้วยน้ำตา แต่เมืองแมนกลับไม่ได้ให้ความปรานีเลยสักนิด

            ในเมื่อขัดขืนไปก็ไร้ประโยชน์คำน้อยจึงยอมนอนนิ่งๆ ให้เมืองแมนเสพสมกับเรือนร่างของตนเองอย่างหนำใจ ไม่นานอาภรณ์ที่เคยปกปิดเรือนร่างเอาไว้ก็ถูกปลดเปลื้องออกจนหมด เมื่อทั้งสองอยู่ในสภาพเปลือยเปล่าแล้วเมืองแมนก็กระตุกยิ้ม ก่อนจะสอดใส่ความเป็นชายเข้าไปในตัวคนที่อยู่ใต้ร่าง คำน้อยได้แต่นอนน้ำตาไหลอยู่อย่างนั้น ปล่อยให้อีกฝ่ายย่ำยีซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างป่าเถื่อน

โดนกระทำย่ำยีอย่างนี้แล้วเขาคงไม่อาจกลับไปเป็นของคำป้อได้อีกแล้วสินะ มันน่าละอายใจมากเหลือเกิน....

           

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #4 PAlINAP (@toon2546) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2561 / 09:13
    แง้งง สงสารน้องงงงง
    #4
    0