ทาสรักเชลยหัวใจ [พีเรียด]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,326 Views

  • 17 Comments

  • 50 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    50

    Overall
    1,326

ตอนที่ 9 : เมียรอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 124
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    26 ก.ย. 61

บทที่ 9

เมียรอง

 

          แสงหล้านั่งร้อนใจอยู่ภายในตำหนักทั้งคืนโดยไม่หลับไม่นอน จนตอนนี้รุ่งเช้าของวันใหม่แล้วแต่ทว่ายังไม่มีวี่แววว่าจะตามตัวคำน้อยเจอเลยสักนิด เขากลัวว่าข้าไทคนสนิทจะได้รับอันตรายจนถึงแก่ชีวิต แต่ในใจก็ยังหวังว่าจะได้เห็นหน้าคำน้อยอีกครั้งอย่างปลอดภัย

            “เจ้าควรจักไปนอนพักผ่อนเสียบ้างนะแสงหล้า” จักรคำเดินเข้ามาหาก่อนจะนั่งลงข้างกัน จับมือเรียวทั้งสองข้างขึ้นมากุมไว้เพื่อให้กำลังใจ

            “ฮึก ข้ากลัวเหลือเกินเจ้าพี่ ข้ากลัวว่าคำน้อยจักเป็นอันตรายถึงชีวิต จนถึงเพลานี้แล้วแต่ยังไม่มีวี่แววว่าจักเจอ”

            “ข้าเชื่อว่าอีกไม่นานทหารจักต้องนำข่าวดีมาแจ้งเป็นแน่แท้”

            “ขอให้มันเป็นเยี่ยงนั้น หากคำน้อยรอดปลอดภัยกลับมาข้าจักพามันไปถือศีลกับตนบุญที่วัดสักเจ็ดวัน”

            “หากข้าไม่ติดกิจอันใดจักไปกับพวกเจ้าด้วย”

            ก่อนที่แสงหล้าจะเอ่ยตอบกลับไป นางข้าไทที่นั่งเฝ้าอยู่นอกตำหนักก็รีบวิ่งเข้ามากล่าวรายงานอย่างหน้าตาตื่น

            “เกิดเหตุอันใดขึ้นรึ!” จักรคำลุกขึ้นจากตั่งเมื่อเห็นท่าทีตื่นตระหนกของนางข้าไท

            “คำน้อยกลับมาแล้วเจ้า แต่...”

            “คำน้อยกลับมาแล้ว” ได้ยินอย่างนั้นแสงหล้าก็ยิ้มกว้างขึ้นมาทันที ความเศร้าโศกเมื่อครู่หายเป็นปลิดทิ้ง ก่อนจะรีบวิ่งออกไปที่หน้าคุ้มไม่รอผู้ใด

            “แต่อันใดบอกข้ามา” จักรคำยังค้างคาใจกับสิ่งที่นางข้าไทจะบอก

            “แต่คำน้อยนั่งบนเสลี่ยงมาพร้อมกับเจ้าเมืองแมนเจ้าค่ะ”

            “เมืองแมนงั้นรึ!” จักรคำเอ่ยเบาๆ ขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย กลอกลูกตาไปมาเหมือนกังวลอะไรอยู่ในใจก่อนจะรีบวิ่งตามแสงหล้าออกไป

 

            แสงหล้าวิ่งออกมาจนถึงหน้าคุ้มก็เจอกับภาพที่ทำให้ต้องประหลาดใจ คำน้อยนั่งอยู่บนเสลี่ยงภายในอ้อมแขนของเมืองแมน สีหน้าของคำน้อยมีแต่ความหวาดกลัวฉายออกมา บ่งบอกว่าไม่ได้เต็มใจกับการกระทำของเมืองแมนเลยสักนิด เห็นอย่างนั้นแสงหล้าก็กำมือแน่น รู้สึกโมโหขั้นสุด เพราะเข้าใจว่าเมืองแมนคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์เลวร้ายในครั้งนี้

            เมื่อเสลี่ยงถูกทหารหนุ่มรูปร่างล่ำสันทั้งสี่วางลงบนพื้นแล้วเมืองแมนก็ลุกขึ้น เดินพยุงร่างที่ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงของคำน้อยมาหยุดอยู่ตรงหน้าแสงหล้า ราวกับต้องการยั่วให้อีกฝ่ายรู้สึกโมโหโกรธาซะอย่างนั้น

            “คำน้อยเอ็งเป็นอย่างใดบ้าง ข้าเป็นห่วงเอ็งทั้งคืนเลยรู้หรือไม่” แสงหล้าหันไปเอ่ยกับคำน้อยพร้อมทั้งร้องไห้ด้วยความดีใจเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายปลอดภัยกลับมา แม้จะอยู่ในสภาพอิดโรยก็ตามที

            “เจ้านายน้อยของข้าเจ้า ฮึก” คำน้อยร้องไห้มองหน้าผู้เป็นนายตาละห้อย ก่อนจะทำท่าก้มลงกราบแทบเท้าแต่ทว่าเมืองแมนกลับรั้งตัวไว้เสียก่อน

            “หยุด! ต่อจากไปนี้เจ้าห้ามก้มลงกราบแทบเท้าผู้ใดอีกเด็ดขาด เพราะเจ้าคือเมียของข้าแล้ว” เมืองแมนประกาศต่อหน้าบรรดาทหารและนางข้าไทที่กำลังนั่งมองอยู่ลานหญ้าหน้าคุ้ม

            “เจ้าหมายความว่าอย่างใด เจ้าสินะที่เป็นผู้สั่งการให้ไอ้พวกเลวระยำนั่นมาทำร้ายพวกข้า” แสงหล้าแทบไม่เชื่อสิ่งที่ตัวเองได้ยิน คำน้อยได้กลายเป็นเมียของเมืองแมนไปแล้วหรือนี่ เขาไม่อยากจะเชื่อเลย

            “ข้าหาทำเยี่ยงนั้นไม่ คนอย่างข้าไม่ทำเรื่องเช่นนั้นให้เสียศักดิ์ศรีดอก หากแต่ข้าเป็นผู้ไปช่วยคำน้อยไว้ต่างหากเล่า และตอนนี้คำน้อยก็ตกลงปลงใจที่จักเป็นเมียข้าแล้ว” เมืองแมนยิ้มเยาะคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ในเมื่อเขาไม่ได้ตัวแสงหล้ามาเป็นเมีย แต่เอาคำน้อยผู้ซึ่งเป็นที่รักและไว้ใจมากที่สุดไปเป็นเมียให้อีกฝ่ายทรมานใจเล่นก็ยังดี

            ครั้งแรกที่เห็นคำน้อยนั่งบนเสลี่ยงมาพร้อมกับเมืองแมนคำป้อก็น้ำตาตกในทันที เขาเป็นเพียงแค่ทหารผู้ต้อยต่ำจึงไม่อาจปกป้องคนรักจากเมืองแมนได้เลย นั่นทำให้เขากำมือแน่นนั่งตัวสั่นเทาด้วยความโมโห หากเมืองแมนไร้ซึ่งยศถาบรรดาศักดิ์เขาคงจะวิ่งไปแย่งตัวคำน้อยมาแล้วกระทืบชายผู้นั้นให้จมดินเสีย

            “ไม่มีทาง! คำน้อยไม่มีทางยอมเป็นเมียเจ้า เจ้าข่มเหงคำน้อยใช่หรือไม่”

            “หากไม่เชื่อ เจ้าควรถามคำน้อยเองว่าข้าได้บังคับขืนใจมันหรือไม่” เมืองแมนเอ่ยด้วยความมั่นอกมั่นใจ ยืนยิ้มอย่างผู้ชนะ หากใครได้มาเห็นคงจะหมั่นไส้ชายผู้นี้เข้ากระดูกดำเป็นแน่แท้

            “บอกข้ามาคำน้อยว่าเอ็งโดนมันบังคับขืนใจใช่หรือไม่” แสงหล้าหันไปเอ่ยกับข้าไทคนสนิท ที่ตอนนี้เอาแต่ยืนน้ำตาไหลลงมาเป็นทาง สภาพของคำน้อยแทบไม่เหลือเค้าคนที่เคยมีชีวิตชีวาเลยด้วยซ้ำ

            “ข้าเจ้า ฮึก เป็นฝ่ายยอมเจ้าเมืองแมนเองเจ้า” คำน้อยก้มหน้าพูดไม่กล้าสบตาผู้เป็นนาย

            “ข้าไม่เชื่อว่าเอ็งจักทำเยี่ยงนั้น กล่าวความจริงออกมาบัดเดี๋ยวนี้คำน้อย นี่คือคำสั่งของข้าผู้เป็นนายของเจ้า” แสงหล้าตะโกนใส่หน้าด้วยความโมโห เขามั่นใจว่าคำน้อยโดนเมืองแมนบังคับให้พูดอย่างนี้ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสาเหตุใด

            “ข้าเจ้า....ฮึก”

            “หยุดเถอะแสงหล้า อย่าเพิ่งไปคาดคั้นเอาความจริงตอนนี้เลย ข้าเองก็เชื่อเหมือนเจ้าว่าคำน้อยคงโดนใครบางคนบังคับขู่เข็ญเป็นแน่” จักรคำเดินเข้ามายืนโอบไหล่แสงหล้าเพื่อร่วมต่อกรกับน้องชายต่างมารดาอีกแรง

            เมื่อเห็นพี่ชายเมืองแมนก็ยกมือขึ้นไหว้สา แต่ทว่ามันกลับเป็นการทักทายอย่างไม่เต็มใจนัก ตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยคิดว่าจักรคำเป็นพี่ชายเลยสักนิด ทั้งสองเป็นพี่น้องต่างมารดา จักรคือโอรสที่กำเนิดจากเจ้านางหลวง ส่วนเมืองแมนกำเนิดจากพระสนมเอก หลังจากมารดาของทั้งสองได้เสียชีวิตพร้อมกันจากอุบัติเหตุทางเรือเมื่อหลายปีก่อน ทำให้ตอนนี้เจ้าหลวงนั่งอยู่บนตั่งทองโดยไร้ซึ่งเจ้านางหลวงและสนมเอกเคียงกาย แต่ทว่าก็ยังคงมีสนมนางอื่นๆ ที่เข้ามาถวายตัวอยู่ไม่ขาด การเป็นลูกที่เกิดจากเมียน้อยทำให้เมืองแมนอยู่นอกสายตาของผู้เป็นบิดามาโดยตลอด นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาต้องการเอาชนะพี่ชายตนเองไม่เว้นแม้กระทั่งผู้เป็นบิดามาโดยตลอด

            “เจ้าพี่กล่าวเยี่ยงนี้หมายความถึงข้าใช่หรือไม่” เมืองแมนชักสีหน้าใส่ผู้เป็นพี่ชายด้วยความไม่พอใจ

            “ข้าไม่ได้เอ่ยชื่อผู้ใด แต่หากเจ้าไม่ได้ทำเยี่ยงนั้นก็หาต้องร้อนตัวไม่”

            “กล่าวอันใดเจ้าพี่ก็คงไม่รับฟัง ที่ข้ามาเพราะต้องการจะแจ้งให้เมียของเจ้าพี่รู้ว่า ต่อจากไปนี้คำน้อยจักไปอยู่ที่คุ้มกับข้าในฐานะเมียรอง มียศเป็นเจ้าให้สมฐานะกับข้า”

            “ไม่ได้! ข้าไม่มีวันให้คำน้อยไปอยู่กับเจ้าเด็ดขาด คำน้อยเป็นคนของข้า”

            “แต่คำน้อยเป็นเมียข้าแล้ว อีกอย่างควรให้คำน้อยเป็นผู้ตัดสินใจเอง...ดีหรือไม่เล่า” เมืองแมนกระตุกยิ้มเยาะอย่างผู้มีชัย

            “หากเอ็งตัดสินใจไปอยู่กับผู้ชายคนนี้ข้ากับเอ็งขาดกัน นับจากนี้ถือซะว่าเราไม่เคยรู้จักกันและข้าจะถือว่าเจ้าไม่ใช่คนเมืองผาพิงค์อีกต่อไป” แสงหล้าเอาเรื่องนี้มาขู่เพื่อให้คำน้อยกล้าที่จะเอาชนะความกลัว เขารู้ว่าตอนนี้เมืองแมนต้องขู่อะไรบางอย่างเอาไว้แน่นอน

            “เอ็งหาต้องกลัวผู้ใดไม่ เพราะนอกจากเจ้าหลวงแล้วข้าถือว่ามีอำนาจสูงสุดแล้ว ข้าจักปกป้องเอ็งไม่ให้ถูกโดนผู้ใดทำร้ายได้แน่ กล่าวสิ่งที่เอ็งต้องการจริงๆ ออกมาเถอะคำน้อย” จักรคำเอ่ยเพื่อคำน้อยมีความมั่นใจว่าจะปลอดภัยหากเอ่ยปฏิเสธเมืองแมนออกมา

            ได้ยินอย่างนั้นเมืองแมนก็จ้องมองผู้เป็นพี่ชายตาเขม็ง กำมือไว้แน่นอย่างอาฆาตแค้น

            “ข้าเจ้า....ข้าเจ้าจักไปอยู่ที่คุ้มกับเจ้าเมืองแมนเจ้า”

            “คำน้อย! เอ็งกล่าวอันใดออกมารู้ตัวรึไม่ เหตุใดล่ะคำน้อย! เหตุใดเจ้าถึง...” แสงหล้าตะโกนใส่หน้า ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโมโห เขาอยากจะรู้ว่าเหตุผลใดที่ทำให้คำน้อยกลัวเมืองแมนถึงเพียงนี้

            “ข้าเจ้าต้องขอสุมาเจ้านายน้อยด้วยนะเจ้า ข้าเจ้าต้องการมีชีวิตที่สุขสบาย ข้าเจ้าไม่อยากเป็นข้าไทไปตลอดชีวิต” นั่นคือเหตุผลที่คำน้อยเอ่ยกับผู้เป็นเจ้านาย แม้ว่าคำพูดจะตัดรอนความสัมพันธ์แต่ทว่าเจ้าตัวกลับน้ำตาไหลลงมาเป็นทาง

            “เอ็งโกหก! เอ็งไมใช่คนมักใหญ่ใฝ่สูง บอกความจริงกับข้ามาว่าเอ็งทำเยี่ยงนี้ด้วยเหตุผลอันใด” แสงหล้าเองก็น้ำตาไหลพรากไม่ต่างกัน จักรคำเห็นอย่างนั้นก็โอบไหล่บางเอาไว้แน่นเพื่อปลอบประโลมใจ

            “ข้าเจ้ากล่าวความจริงแล้ว จากนี้ไปข้าเจ้าคงไม่ได้มารับใช้เจ้านายน้อยอีกต่อไปแล้ว ดูแลตัวเองด้วยนะเจ้า”

            พูดจบคำน้อยก็ปรายตาหนีไปอีกทาง แต่ทว่ากลับเห็นคนรักกำลังจ้องมองมาด้วยดวงตาที่แดงก่ำ เห็นอย่างนั้นก็ทำให้หัวใจที่เจ็บปวดอยู่แล้วเพิ่มทวีคูณขึ้นไปอีก คำป้อคงจะโกรธเกลียดเขาไปแล้วเพราะเพิ่งจะบอกรักกันเพียงแค่ไม่กี่วัน เขากลับกลายเป็นอื่นไปเสียแล้ว ก่อนที่จะเสียใจไปมากกว่านี้คำน้อยจึงตัดใจหันกลับมามองหน้าแสงหล้าอีกครั้ง

            “ชัดเจนเยี่ยงนี้แล้วหาควรมีข้อสงสัยอันใดไม่ ข้าขอตัวกลับคุ้มพร้อมกับเมียสุดที่รักของข้าก่อน” เมืองแมนเอ่ยก่อนจะโน้มใบหน้าไปหอมแก้มคำน้อยฟอดหนึ่ง เอื้อมมือไปโอบไหล่เอาไว้แน่น

            “ข้าขอให้เจ้าคำน้อยโชคดีมีสุขกับชีวิตใหม่ ต่อจากนี้ไปหากเจอหน้าหาควรต้องทักกันไม่ เพราะข้าไม่อยากสนทนากับคนเยี่ยงนี้”

พูดจบแสงหล้าก็เดินกลับเข้าไปในตำหนัก เขาไม่อาจทนรับฟังเรื่องที่สุดแสนจะเจ็บปวดอย่างนี้ได้อีกแล้ว เขารักคำน้อยไม่ต่างจากพี่น้องร่วมสายเลือด แต่ทำไมคำน้อยถึงได้ทำกับเขาอย่างนี้ ตอนนี้เขาไม่เหลือใครพอที่จะปรับทุกข์ในเมืองนี้ได้อีกแล้ว

            “ข้าเจ้าฝากเจ้านายน้อยด้วยนะเจ้า” คำน้อยยกมือไหว้สาจักรคำด้วยใบหน้าเศร้า

            “ไม่ต้องห่วงนายของเจ้าดอก ข้าจักดูแลแสงหล้าด้วยชีวิต หากมีอันใดที่ทำให้เอ็งไม่สบายใจ คุ้มนี้ยินดีต้อนรับเจ้าเสมอนะคำน้อย” จักรคำเอ่ย

            “ข้าเจ้าคงไม่กลับมาที่นี่อีกแล้ว”

            “ได้ยินชัดเจนแล้วนะเจ้าพี่ คำน้อยต้องการไปอยู่ที่คุ้มกับข้าอย่างเต็มใจ หาควรมีเรื่องต้องเป็นห่วงไม่ ข้าลาล่ะ” เมืองแมนยกมือไหว้สาก่อนจะหันหลังกลับพร้อมคำน้อย

            “ช้าก่อน!

            ได้ยินอย่างนั้นทั้งสองก็หยุดชะงัก ก่อนจะหันกลับมามองจักรคำพร้อมกัน

            “มีอันใดอีกรึเจ้าพี่”

            “หากเจ้าคิดว่าทำเยี่ยงนี้แล้วทุกอย่างมันจักดีขึ้น ข้าบอกไว้เลยว่าไม่มีทาง หากเจ้าเอาคำน้อยเข้าไปอยู่ในคุ้มด้วยอีกคน เจ้าคิดรึว่าเครือแก้วจักยอมแต่โดยดี”

            “เจ้าพี่หาควรยุ่งกับเรื่องของข้าไม่” เมืองแมนถลึงตาใส่ผู้เป็นพี่ชายด้วยสีหน้าไม่เป็นมิตร

            “ข้าเตือนเจ้าแล้วนะ”

            “หาต้องเตือนข้าไม่ เจ้าพี่เป็นเพียงพี่ชายไม่ใช่พ่อ!” เมืองแมนพูดเน้นเสียงคำสุดท้าย ก่อนจะเดินขึ้นเสลี่ยงไปพร้อมกับคำน้อย

            “กลับคุ้ม!

            คำป้อได้แต่มองตามหลังคนรักอย่างอาลัยอาวรณ์ ไม่มีอีกแล้วสินะข้าไทที่ชื่อคำน้อย มีแต่เจ้าคำน้อยผู้เป็นชายารองของเจ้าราชวงศ์ ใช่สินะ! เขาเป็นเพียงคำป้อผู้ต่ำต้อยไม่มียศศักดิ์อันใดที่จะทำให้คำน้อยสบายได้ เป็นอย่างนี้ก็ดีเหมือนกันเห็นคนรักอยู่ดีมีสุขเขาควรจะดีใจด้วย

            “ข้าดูออกว่าเอ็งกับคำน้อยหาใช่เพื่อนร่วมห้องธรรมดาไม่” จักรคำเอ่ยกับข้าไทคนสนิทเมื่อเห็นว่าคำป้อมีสีหน้าเศร้าอย่างเห็นได้ชัด

            “ข้าเจ้าดีใจที่คำน้อยได้ดิบได้ดี เป็นถึงชายารองของเจ้าเมืองแมน” กล่าวจบคำป้อก็ถอนหายใจเสียงดัง บ่งบอกว่าสิ่งที่พูดกับความรู้สึกภายในใจไม่ตรงกันเลยสักนิด

            “ข้ารู้ว่าเอ็งเสียใจมากแค่ไหน แต่เชื่อข้าเถอะว่าหากเราเป็นคู่กันแล้ว วันหนึ่งจักต้องได้กลับมาครองคู่กันอีกเป็นแน่”

            “ข้าเจ้าไม่ได้หวังเยี่ยงนั้น แต่ข้าเจ้าหวังเพียงว่าคำน้อยจักอยู่ที่นั่นอย่างมีความสุข เท่านั้นข้าเจ้าก็ดีใจมากแล้ว”

            “ข้าเองก็หวังให้มันเป็นเยี่ยงนั้น” จักรคำกล่าวด้วยสีหน้าเป็นกังวล เขารู้จักนิสัยน้องชายดี อีกฝ่ายต้องการเอาชนะเป็นที่สุด การเอาคำน้อยไปเป็นเมียอีกคนโดยไม่ใช่เพราะความรัก แต่ต้องการเอาชนะเขาและแสงหล้าเท่านั้นเอง เขากลัวว่าคำน้อยจะถูกเครือแก้วเล่นงานจนทำให้ไม่มีความสุข โดยที่เมืองแมนเองก็อาจจะไม่ได้สนใจมากนัก

 

            เหมันต์เดินเข้าไปในตำหนักก็เจอแสงหล้ากำลังนั่งร้องไห้เสียใจอยู่ เขาจึงเดินเข้าไปนั่งข้างกันก่อนจะโอบกอดไหล่บางเอาไว้เพื่อให้กำลังใจ

            “ทำใจเสียเถอะคำน้อยตัดสินใจแล้ว”

            “ฮือๆๆ ข้าน้อยใจเหลือเกินที่คำน้อยไม่ยอมกล่าวความจริงกับข้า ทั้งที่เราก็มีกันเพียงแค่สองคน เหตุใดคำน้อยถึงทำเยี่ยงนี้” แสงหล้าเสียใจเป็นที่สุด หากคำน้อยเอ่ยกับเขาตามจริงว่าโดนเมืองแมนบังคับขืนใจ เขาเองก็พร้อมที่จะปกป้องด้วยชีวิต แต่ทว่าอีกฝ่ายกลับเลือกที่จะยอมไปกับเมืองแมนโดยไม่ปรึกษาเขาก่อนเลยสักคำ

            “ข้าเชื่อว่าคำน้อยต้องมีเหตุผล เจ้าเองก็รู้จักนิสัยคำน้อยดีไม่ใช่หรือ คำน้อยไม่ได้เป็นคนเหลวไหลเยี่ยงนั้นสักหน่อย”

            “ไม่ว่าจักด้วยเหตุผลอันใดคำน้อยก็ควรมาปรึกษาข้าก่อนในฐานะเจ้านาย แต่มันกลับตัดสินใจตอบรับไปเยี่ยงนั้นแล้วข้าจักช่วยอันใดมันได้เล่าเจ้าพี่”

            “ข้าเชื่อว่าสักวันคำน้อยจักเป็นฝ่ายพูดความจริงกับเจ้าเอง ให้เวลาคำน้อยสักระยะ เจ้าก็เห็นว่าสภาพคำน้อยเป็นเช่นไร แรงจะยืนก็หามีไม่ ตอนนี้สภาพจิตใจของคำน้อยก็ใช่ว่าจะสู้ดีนัก ข้าสัญญาว่าจักหาทางทำให้คำน้อยกลับมาอยู่ที่คุ้มให้จงได้”

            “เจ้าพี่ต้องช่วยคำน้อยกลับมาให้ได้นะเจ้า ข้าไม่ควรเอ่ยกับคำน้อยเยี่ยงนั้นเลย ป่านนี้มันคงจักไม่สบายใจอยู่เป็นแน่แท้” เมื่อความโมโหโกรธาในใจสงบลงแสงหล้าก็รู้สึกผิด นึกถึงเมื่อครั้งที่คำน้อยเอาชีวิตตัวเองเข้าไปเสี่ยงเพื่อช่วยให้เขารอดพ้นจากเงื้อมมือของไอ้พวกจัญไรนั่น ก็ทำให้ความระแวงในใจหายเป็นปลิดทิ้ง เขาไม่ควรจะด่าว่าคำน้อยแต่ควรหาวิธีช่วยต่างหาก

            “อย่าได้เป็นกังวลอันใดเลย ไปพักผ่อนเถอะเจ้าเองก็อดหลับอดนอนมาทั้งคืนไม่ใช่รึ”

            “เจ้า” แสงหล้าตอบรับแต่ยังคงกอดอีกฝ่ายเอาไว้แน่นอย่างลืมตัว

            “หรือเจ้าจักนั่งกอดข้าอยู่ที่นี่จนถึงรุ่งเช้า” จักรคำเอ่ยขณะกระชับอ้อมแขนไว้แน่น ยิ้มกริ่มอย่างพอใจ

            เมื่อรู้ตัวแสงหล้าก็ทำหน้าเหลอหลาคลายอ้อมกอดทันที ใบหน้าขาวแดงก่ำด้วยความเขินอาย เมื่อครู่เขามัวแต่ร้องไห้เสียใจพออีกฝ่ายเข้ามาปลอบจึงเผลอตัวไป คิดได้อย่างนั้นก็อยากจะตบหน้าตัวเองสักฉาดเพื่อเตือนสติว่าไม่ควรทำอย่างนี้อีก

            “อย่าทำหน้าราวกับเจ้าทำผิดเยี่ยงนั้น ข้าดีใจที่เราได้มีโอกาสใกล้ชิดสนิทสนมกันเยี่ยงนี้ เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าข้าเสน่หาในตัวเจ้ามาตลอดนะแสงหล้า แต่คนอย่างข้าคงได้เพียงแค่หวังลมๆ แล้งๆ เพราะรู้ดีว่าเจ้าหาชายตาแลคนเลวเยี่ยงข้าไม่” จักรคำไม่ลังเลที่จะบอกความรู้สึกภายในใจให้อีกฝ่ายรับรู้ อย่างน้อยหากทำอะไรรุ่มร่ามไปแสงหล้าจะได้รู้ตัวว่ามันเกิดจากความรู้สึกของเขาจริงๆ

            “เจ้าพี่พูดอันใดข้าหาเข้าใจไม่”

            แสงหล้าหลบตาเขาก่อนจะรีบเดินเลี่ยงเข้าไปในห้องนอน จักรคำได้แต่มองตามหลังด้วยรอยยิ้มที่มีหวัง สักวันเขาจะทำให้อีกฝ่ายใจอ่อนยอมรับมิตรไมตรีที่มอบให้อย่างเต็มใจ...เขาจะรอวันนั้น

            เมื่อเข้ามาในห้องนอนแล้วแสงหล้าก็เดินไปนั่งลงบนเตียง ก่อนจะนึกถึงประโยคที่จักรคำเอ่ยเมื่อสักครู่ อีกฝ่ายมีใจให้เขางั้นเหรอเป็นไปไม่ได้ แล้วเหตุใดหัวใจเขาจะต้องเต้นแรงไม่เป็นจังหวะเมื่อได้ยินอย่างนั้น มันเกิดอะไรขึ้นกับความรู้สึกของเขากันแน่ ทำไมแค่คำพูดเพียงไม่กี่คำก็ทำให้เขารู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัวแถมยังต้องมานั่งอมยิ้มอยู่คนเดียวอย่างนี้อีกด้วย

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

0 ความคิดเห็น