ทาสรักเชลยหัวใจ [พีเรียด]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,323 Views

  • 17 Comments

  • 50 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    47

    Overall
    1,323

ตอนที่ 7 : ตอบรัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 98
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    4 ก.ย. 61

บทที่ 7

ตอบรัก

 

          เรือนนอนน้อยๆ ภายในเขตคุ้มเจ้าอุปราช คำป้อกำลังช่วยเพื่อนร่วมห้องประคบรอยฟกช้ำบนใบหน้าให้อย่างเบามือ คนเจ็บได้แต่นั่งนิ่งจ้องมองใบหน้าคมอย่างเขินอาย

            “เอ็งเจ็บหรือไม่คำน้อย” ชายหนุ่มร่างสูงเอ่ยกับหนุ่มน้อยที่บอบบางกว่า

            “เจ็บสิถามได้”

            “หากข้าอยู่ด้วย คงไม่ปล่อยให้เอ็งเจ็บตัวเช่นนี้ดอก”

            “เอ็งจะตบตีกับอีเขียนแทนข้ารึ” คำน้อยยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อได้พูดจากวนประสาท

            “ข้าเป็นชายจักทำเยี่ยงนั้นได้อย่างไรเล่า เพียงแต่ข้าจักห้ามพวกเอ็งไม่ให้ตบตีกัน”

            “นี่เอ็งหาว่าข้าไม่สมเป็นชายรึ”

            “ข้าเปล่า!” คำป้อทำหน้างงเล็กน้อยเมื่อโดนอีกฝ่ายทำหน้าค้อนใส่

            “ก็เอ็งหมายความเยี่ยงนั้น หาว่าข้าทำตัวไม่สมชายไปมีเรื่องกับสตรีเพศ”

            “ข้าขอโทษ ข้าลืมไปว่าเอ็ง...เป็นชายเยี่ยงข้า”

            “ทำไมเอ็งพูดเยี่ยงนั้นข้าไม่สมเป็นชายตรงส่วนใดรึ”

            “เอ็งไม่ได้เป็นชายในสายตาข้าเลยคำน้อย ตัวของเอ็งผอมบางกว่าอีเขียนเสียด้วยซ้ำ ใบหน้าเอ็งก็สะสวยเกินหญิงใดในเมืองนี้ ผิวกายเอ็งนวลเนียนนักจนหามีที่ติไม่ อย่างนี้แล้วเอ็งจักคิดว่าตนเป็นชายอยู่อีกหรือ” คำป้อไม่พูดเปล่า กลับกวาดตามองทุกสัดส่วนบนเรือนร่างของคำน้อยพร้อมทั้งกลืนน้ำลายลงคอ เขายิ้มมุมปากให้เพื่อนร่วมห้องอย่างมีนัยแอบแฝง ทำเอาคำน้อยถึงกับทำหน้าไม่ถูก เพราะรู้สึกได้ว่าตนเองกำลังจะโดนอีกฝ่ายเกี้ยวพาราสี

            “อย่างไรข้าก็เป็นชาย แม้เอ็งจักยกยอข้ามากกว่านี้ ข้าก็ไม่สนใจเอ็งดอก”

            “เป็นเพียงเพราะข้าเป็นข้าไทผู้ต่ำต้อยอย่างนั้นรึ” คำป้อหลบตาหลงอย่างเจียมตัว

            “หาใช่เยี่ยงนั้นไม่ ข้าเพียงแต่คิดว่าเราทั้งสองไม่ควรคิดอันใดเกินเลย เพราะข้าเป็นเพียงเชลยต่างเมือง จึงไม่อยากผูกใจไว้กับผู้ใด เพราะในสักวันข้าก็ต้องกลับบ้านเมืองข้าอยู่ดี” ใช่แล้วเขาไม่ได้ปิดกั้นเพียงเพราะเรื่องฐานะหรือชนชั้น เพียงแต่เขาไม่ใช่คนบ้านเมืองนี้ หากเปิดใจรักใครเข้าสักคนสักวันก็ต้องจากกันอยู่ดี และทำให้รู้สึกเจ็บปวดมากกว่านี้เสียอีก สำหรับเขาแล้วคำป้อเป็นเพื่อนที่ดีมากคนหนึ่ง ไม่เคยรังเกียจเดียดฉันท์ที่เขาเป็นเชลย นั่นคือมิตรภาพที่ดีที่เขาควรรักษาระดับมันไว้เพียงแค่คำว่าเพื่อนเท่านั้น มันน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้ แม้ว่าเขาเองก็มีใจเอนเอียงให้ไปแล้วก็ตาม

            “สักวันข้าจักทำให้เอ็งเปิดใจให้ข้า หากเรามีใจให้กันจริงๆ ไม่ว่าจักอยู่ที่ใดเราก็มีความสุขได้ข้าเชื่ออย่างนั้น”

            “ข้าไม่อยากให้เอ็งเสียเวลากันคนอย่างข้า หญิงงามเมืองนี้มีเยอะนัก เอ็งจักเอาผู้ใดมาทำเมียก็ย่อมได้นะคำป้อ”

            “แต่ข้าหมายปองเอ็งเพียงคนเดียว เอ็งก็รู้ว่าข้าถูกชะตาเอ็งตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน แต่ถ้าเอ็งต้องการเยี่ยงนั้นข้าก็จักพยายามห้ามใจตนเอง แต่ข้าไม่สัญญาว่าจักทำได้นานเท่าใด”

            “ขอบน้ำใจที่เอ็งมีความรู้สึกที่ดีให้กับข้านะ” คำน้อยส่งยิ้มให้อย่างรู้สึกผิด จริงๆ แล้วเขาไม่ควรจะเมินเฉยกับความรู้สึกนี้เสียด้วยซ้ำ เพราะลึกๆ ในใจลึกก็รู้สึกดีกับอีกฝ่ายอยู่เหมือนกัน

 

            ณ คุ้มเจ้าราชวงศ์เมืองแมน

            เครือแก้วนั่งร้อนรนจิตใจอยู่ภายในตำหนัก โดยมีนางข้าไทคนสนิทนั่งเฝ้ารับใช้อยู่ไม่ห่างกาย ตอนนี้ใบหน้าของเขียนเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ จากการเปิดศึกกับคำน้อยมาเมื่อช่วงเช้า

            “มึงช่วยกูคิดหน่อยสิวะอีเขียน กูจักทำอย่างใดกับไอ้สองตัวเชลยต่างด้าวพวกนั้นดี กูชังน้ำหน้าพวกมันนัก” เจ้าหล่อนเอ่ยกับข้าไทด้วยสีหน้าอาฆาตแค้น

            “ข้าเจ้าว่าส่งคนไปจับตัวพวกมันมาทรมานดีหรือไม่เจ้าคะ”

            “มึงเอาสมองส่วนใดคิดวะอีเขียน” เครือแก้วหันขวับไปชำเลืองมองนางเขียน ก่อนจะเอานิ้วชี้จิ้มที่กลางหน้าผาก จนศีรษะของเขียนโน้มไปตามน้ำหนักมือ

            “โอ๊ย! ข้าเจ้าเจ็บนะเจ้าคะเจ้านาง” นั่นเพราะรอยช้ำเก่ายังไม่หายดี แต่ต้องมาได้รับแรงกระแทกเพิ่มอีก

            “มึงจักได้จำให้ขึ้นใจ ก่อนออกความคิดเห็นควรตรองให้ดีเสียก่อน ที่คุ้มเจ้าอุปราชมีทหารเฝ้ายามนับร้อย มึงคิดว่าจักเข้าหาตัวมันได้อย่างใดวะ”

            “หากเข้าหาตัวมันไม่ได้ ก็ให้มันออกมานอกคุ้มสิเจ้าคะ” เขียนเสนอความคิดเห็นด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์

            เครือแก้วได้ยินอย่างนั้นก็เบิกตากว้าง เริ่มเห็นด้วยกับความคิดของนางข้าไทแล้ว

            “เออว่ะ เอ็งนี่ก็ฉลาดเหมือนกันนี่หว่า”

            “เจ้าค่ะเจ้านาง” เขียนเริ่มยิ้มออก ขยับตัวเข้าไปใกล้ผู้เป็นนายอย่างภูมิอกภูมิใจ

            “แล้วจักทำอย่างใดให้พวกมันออกมาจากคุ้มได้ กูคิดหาหนทางไม่ออกเลยจริงๆ” เครือแก้วนั่งคิดหาหนทาง แต่ก็ยังคิดไม่ออกเสียที

            เห็นอย่างนั้นนางเขียนก็ทำหน้าเบื่อหน่ายผู้เป็นนาย ด่าว่าเธอโง่เง่าเต่าตุ่นแต่กลับต้องให้เธอช่วยคิดตลอดทุกครั้ง....สรุปใครโง่กันแน่ก็ไม่รู้

            “อีกไม่กี่วันก็จะมีงานสมโภชน์เมืองนี่เจ้าคะ มีหรือที่พวกมันจะไม่ไปร่วมงานเจ้าคะ”

            “เออว่ะอีเขียน ทำไมกูนึกไม่ได้ คราวนี้ล่ะข้าจักทำให้พวกมันได้สัมผัสกับความเจ็บปวด ข้าจักส่งคนไปจับพวกมันทำเมีย แค่คิดก็สนุกแล้วว่ะอีเขียน” ว่าแล้วเจ้าหล่อนก็หัวเราะเสียงดังท่วมตำหนัก ส่วนเขียนเองก็หัวเราะตามน้ำ แถมยังเสียงดังกว่าผู้เป็นนายอีกด้วยซ้ำ

            เครือแก้วปรายตามองนางข้าไทอย่างไม่สบอารมณ์ นั่นเพราะอีกฝ่ายทำตัวเกินหน้าเกินตา

            “อีเขียน!

            “อุ๊ย! ข้าเจ้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ” เขียนรีบยกมือขึ้นมาปิดปากตนเองไว้ทันที

            “มึงจงไปว่าจ้างชายฉกรรจ์นอกกำแพงเมืองสักสี่คน สั่งงานและให้ค่าตอบแทนสมน้ำสมเนื้อกับพวกมันด้วย กำชับพวกมันด้วยว่าห้ามให้ใครรู้เรื่องนี้เด็ดขาด”

            “เจ้าค่ะ ข้าเจ้าจักรีบไปจัดการบัดเดี๋ยวนี้ล่ะเจ้าค่ะ” ว่าแล้วเขียนก็ก้มลงกราบแทบเท้าผู้เป็นนาย ก่อนจะเดินเข่าออกไปจากตำหนัก

            เครือแก้วนั่งชูคอบนตั่งยิ้มอย่างโหดเหี้ยมผิดนิสัยสตรีทั่วไป แค่เห็นหน้าครั้งแรกในหอหลวงเธอก็ไม่ชอบแล้ว ยิ่งสวามีของเธอหลงใหลอยากได้มาเป็นชายาเพิ่มอีกคนยิ่งทำให้เกลียดเข้าไปใหญ่ หากฆ่าได้เธอก็จะทำ แต่มันยังไม่ใช่ตอนนี้ รอให้สวามีเธอได้ขึ้นเป็นเจ้าหลวง ส่วนเธอก็จะได้เป็นเจ้านางหลวง ถึงเวลานั้นแล้วเธอจะสั่งตัดหัวใครก็ย่อมได้

*-*-*-*-*-*-*-*

            อีกไม่กี่วันงานสมโภชน์เมืองก็จะเริ่มต้นขึ้นแล้ว งานนี้เป็นงานประจำปีใหญ่ที่สุดของชาวเมืองเชียงราชคำ เจ้าหลวงจะใช้โอกาสนี้บวงสรวงผีหลวงและบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ ที่คอยปกป้องบ้านเมืองมาตลอด ชาวเมืองทุกคนจะต้องมาเข้าเฝ้าเจ้าหลวงที่ลานหน้ากำแพงเมือง นอกจากนั้นยังมีงานมหรสพสมโภชน์ตลอดทั้งเจ็ดวันเจ็ดคืนอีกด้วย

จักรคำได้จัดหาเครื่องแต่งกายมาให้แสงหล้า เพื่อสวมใส่ในงานสมโภชน์เมืองในฐานะชายาของเจ้าอุปราช ในงานนี้เจ้านายทุกพระองค์จะต้องแต่งกายให้ถูกต้องตามจารีตประเพณีและลำดับยศ แม้ว่าจะเป็นชายาที่เป็นเชลยจากต่างเมืองก็ตาม

            “วางไว้ตรงนี้แล้วออกไปได้”

            “เจ้าค่ะ”

            จักรคำสั่งให้ข้าไทนำเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายจากคลังหลวงมาวางไว้บนโต๊ะ นั่นทำให้แสงหล้าที่กำลังนั่งปักผ้าอยู่นั้นต้องวางมือ แล้วหันไปมองหน้าผู้มาใหม่เชิงตั้งคำถาม

            “อันใดรึเจ้าพี่”

            จักรคำส่งยิ้มให้ก่อนจะเอ่ยเสียงละมุนนุ่มหู “ข้านำชุดมาให้เจ้า อีกไม่กี่วันก็จะมีงานสมโภชน์เมือง เจ้าต้องสวมชุดตามราชประเพณีของเชียงราชคำเข้าร่วมงานในฐานะชายาข้าด้วย”

            “ไม่! ข้าไม่ยอมสวมใส่อาภรณ์ของเมืองนี้เด็ดขาด”

            “เจ้าต้องใส่ หามีข้อแม้ไม่”

            “ข้าไม่ไป ข้าจักอยู่ที่คุ้ม ข้าเป็นเพียงเชลยเหตุใดเจ้าพี่ถึงต้องบังคับข้าด้วย” เขาไม่มีทางไปแน่นอน ไม่อยากเห็นผู้คนเมืองนี้มีความสุขสนุกสนาน ในขณะที่บ้านเมืองของเขาเองเพิ่งผ่านการสูญเสียมาไม่นาน

            “เพราะเจ้าคือเมียข้าอย่างใดเล่า อีกอย่างนี่ก็เป็นคำสั่งของเจ้าพ่อ ทุกคนต้องไปร่วมงานสมโภชน์เมืองในครั้งนี้โดยไม่มีข้อยกเว้น”

            “แต่ข้าไม่อาจทนเห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของคนเมืองนี้ได้ ในขณะที่ชาวเมืองผาพิงค์เพิ่งผ่านการสูญเสียครั้งใหญ่มาไม่นาน”

            จักรคำได้ยินอย่างนั้นก็เข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่าย แต่เขาจำเป็นต้องพาแสงหล้าไปร่วมงานด้วย แค่ให้บิดาเห็นหน้าเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องอยู่ร่วมจนจบงานก็ได้

            “ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้า แต่หากเจ้าไม่ไปให้เจ้าพ่อเห็นหน้าเลย เจ้าจักต้องอาญาและโดนเจ้าพ่อลงทัณฑ์ และข้าก็ไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น นั่นเพราะข้าเป็นห่วงเจ้า” จักรคำพยายามพูดจาหว่านล้อมให้อีกฝ่ายคล้อยตามและยอมใจอ่อนให้ได้

            “หากเจ้าพี่ไม่สบายใจข้าจักไปร่วมงานด้วย แต่ขออยู่เพียงไม่นานได้หรือไม่”

            “ได้สิ ข้าจักทูลเจ้าพ่อว่าเจ้าไม่สบายจึงขอตัวกลับมาที่คุ้มก่อน”

            “ขอบน้ำใจเจ้าพี่ที่คอยช่วยเหลือข้ามาตลอด”

            “ข้าบอกแล้วอย่างใดเล่า ว่าข้าจักทำให้เจ้าอยู่ที่นี่อย่างมีความสุขและไม่มีอันตรายใดๆ ข้าเองก็รู้สึกผิดที่เคยทำเยี่ยงนั้นกับเมืองของเจ้า ข้าไม่ได้ร้องขอให้เจ้าเห็นใจ เพียงแค่อยากให้เจ้าวางใจว่าข้าจักดูแลเจ้าให้อยู่ดีมีสุขในขณะอยู่ที่นี่ได้” จักรคำเผยความในใจให้อีกฝ่ายรับรู้ เขารู้ดีว่ามันอาจยากที่จะทำให้แสงหล้าลืมเรื่องราวในอดีตได้ แต่ทว่าเขาเองก็อยากให้ความโกรธและความเกลียดชังมันลดทอนน้อยลงให้มากที่สุด

            “แม้มันอาจยากที่จักลืมเรื่องพวกนั้นไปจากใจได้ แต่ช่วงเวลาที่อยู่ที่นี่ข้าจักแสร้งทำเป็นลืม เพื่อความสบายใจของท่าน”

            “ข้าดีใจเหลือเกินที่ได้ยินเจ้าเอ่ยเยี่ยงนี้ ข้าขอสัญญาว่าจักไม่ให้ผู้ใดมาทำอันตรายเจ้าได้เด็ดขาด”

            ทั้งสองยิ้มให้กันอย่างเป็นมิตรเป็นครั้งแรก ความดีงามของจักรคำค่อยๆ ทำลายกำแพงทิฐิของแสงหล้าลง จนอีกฝ่ายเริ่มยอมที่จะรับฟังและทำตามอย่างว่าง่าย นั่นเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับการเริ่มต้นความสัมพันธ์คนทั้งสอง

 

            ในเรือนนอนน้อยๆ ภายในเขตรั้วคุ้มเจ้าอุปราช แสงสีส้มจากตะเกียงที่เปล่งออกมา ทำให้ห้องที่เคยมืดมิดกลับสว่างไสวขึ้น เผยให้เห็นการเคลื่อนไหวของชายหนุ่มรูปงามผู้เป็นเจ้าของห้องทั้งสอง คำน้อยกำลังนั่งพนมมือสวดมนต์ไหว้พระ ซึ่งทำเป็นประจำทุกคืนก่อนเข้านอนอยู่แล้ว ส่วนคำป้อก็เอาแต่นั่งมองแล้วยิ้มตามอย่างมีความสุข

            “เอ็งไม่เบื่อรึที่ต้องมาสวดมนต์เยี่ยงนี้ทุกคืน” คำป้อเอ่ยถาม พร้อมกับยิ้มไม่ยอมหุบ

            “เหตุใดข้าต้องเบื่อด้วยล่ะ การสวดมนต์ก่อนนอนจักทำให้เรานอนหลับฝันดี เอ็งก็ควรทำด้วย”

            “หากเป็นเยี่ยงนั้นวันหลังข้าจักสวดมนต์พร้อมเอ็งดีหรือไม่” คำป้อขยับตัวเข้ามานั่งใกล้ๆ แต่คำน้อยกลับห้ามการกระทำนั้นด้วยแววตาที่ดุดัน

            “กลับไปอยู่บนที่นอนของเอ็งเลย ข้าง่วงแล้ว”

            “แต่ข้ายังไม่ง่วง”

            “นั่นมันก็เรื่องของเอ็งข้านอนล่ะ” ว่าแล้วคำน้อยก็เอนหลังลงบนพื้นไม้ที่มีเพียงผ้าผืนบางปูรองไว้ ก่อนจะนอนตะแคงหันหลังให้อีกฝ่าย

            คำป้อเห็นท่าทีของคำน้อยก็ยิ้มอย่างเอ็นดู เขาไม่ยอมแพ้หรอกเพราะหมายใจกับหนุ่มรูปงามคนนี้แล้ว จะต้องทำให้อีกฝ่ายยอมเปิดใจให้ได้ คำป้อเดินเข้าไปใกล้แล้วนอนตะแคงข้าง มองหน้าคำน้อยแล้วยิ้มอยู่อย่างนั้น คนที่หลับตานอนกำลังจะเข้าสู่ห้วงนิทรา รู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังจ้องมองอยู่จึงลืมตาขึ้นมาดู

            “คำป้อ! เหตุใดเอ็งไม่ไปนอนในที่ของเอ็งเล่า มานอนจ้องหน้าข้าอยู่ได้” คำน้อยเอ่ยทั้งที่ยังนอนอยู่อย่างนั้น ส่งสายตาดุให้แต่ใบหน้ากลับเปลี่ยนสีจนสังเกตได้ชัดเจน

            “เหตุใดสีหน้าเจ้าจึงแดงปานลูกตำลึงเยี่ยงนั้นด้วยเล่า เอ็งเขินข้ารึ”

            “เหตุใดข้าต้องเขินเอ็งด้วยเล่า อย่าสำคัญตัวไปนักเลย” ว่าแล้วคำน้อยก็หมุนตัวนอนหันหลังให้ เพราะไม่กล้าสบตาผู้ชายที่ทำให้หัวใจเขาสั่นไหวในตอนนี้

            “หากไม่เขินก็หันกลับมามองหน้าข้าสิ”

            “ไม่! เหตุใดข้าต้องทำตามคำสั่งเอ็งด้วย”

            “หากเอ็งไม่หันมาข้าก็จักทำเยี่ยงนี้” ว่าแล้วคำป้อก็เขยิบตัวเข้าไปกอดอีกฝ่ายไว้จากด้านหลัง ล็อกตัวไว้แน่นไม่ยอมให้คำน้อยหนีจากเขาไปไหนได้

            “เอ็งทำบ้าอะไรปล่อยข้าบัดเดี๋ยวนี้” คำน้อยพยายามเอ่ยห้าม มือเรียวหยิกเข้าที่แขนของอีกฝ่ายเพื่อให้คลายอ้อมกอด แต่คำป้อไม่ยอมปล่อย กลับซุกใบหน้าคมเข้ามาดอมดมที่ซอกคอขาวแทน กลิ่นกายของคำน้อยทำให้เขาลืมความเจ็บปวดที่แขนได้ดีเลยทีเดียว

            “เหตุใดตัวเอ็งถึงได้หอมเยี่ยงนี้ ข้ารักเอ็งนะคำน้อย”

            “ไอ้คนบะ...” คำน้อยกำลังจะพ่นคำก่นด่าออกมา แต่ทว่าคำป้อกลับทำอะไรบางอย่างให้เขาต้องสะดุด โดยการสวมกำไลทองที่ข้อมือให้นั่นเอง

            “ข้าจักไม่ยอมให้เอ็งเป็นของผู้อื่น เป็นเมียข้าเถอะนะคำน้อย ข้าสัญญาว่าจักรักและดูแลเจ้าไปตลอดชีวิต” เสียงเข้มเอ่ยเบาๆ ที่ข้างใบหู แต่ทว่าคำน้อยกลับได้ยินมันชัดเจนทุกถ้อยคำ

            หัวใจของคำน้อยเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ แม้จะอยากปฏิเสธออกไปเหมือนคราวที่แล้ว แต่ทว่าหัวใจเขากลับเรียกร้องหาแต่ผู้ชายคนนี้ แล้วอย่างนี้จะปฏิเสธต่อไปได้อย่างไร หรือมันควรแก่เวลาที่เขาจะต้องเรียนรู้กับคำว่ารักแล้ว

            “เอ็งทำถึงขนาดนี้แล้วข้าจักปฏิเสธได้เยี่ยงใดเล่า” แม้จะรู้สึกอายอยู่ไม่น้อยแต่เจ้าตัวก็กล้าที่จะจับมือของคำป้อมาประสานไว้

            “ข้าดีใจมากเหลือเกิน ข้าจะมีเมียแล้วโว้ย”

            คำป้อยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เมื่ออีกฝ่ายตอบรับ เจ้าตัวกอดรัดคนรักเอาไว้แน่นให้ชื่นใจ ก่อนจะพลิกตัวคนที่อยู่ในอ้อมกอดให้มาสบตากัน แววตาของคนทั้งสองเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข คำป้อไม่รอช้ารีบโน้มใบหน้าเข้าไปจุมพิตที่กลางหน้าผากนุ่ม เลื่อนลงมาคลอเคลียตามพวงแก้มขาว โดยมีจุดหมายปลายทางที่ริมฝีปากบาง และในคืนนั้นดวงใจทั้งสองก็ประสานเป็นหนึ่งเดียว ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านทางหน้าต่าง เผยให้เห็นเรือนร่างอันเปลือยเปล่าที่กำลังโอบกอดซึ่งกันและกัน มอบอุ่นไอรักผ่านสัมผัสทางกายอย่างไม่มีเหน็ดเหนื่อย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

0 ความคิดเห็น