ทาสรักเชลยหัวใจ [พีเรียด]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,313 Views

  • 17 Comments

  • 52 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    37

    Overall
    1,313

ตอนที่ 2 : จากบ้าน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 171
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    4 มิ.ย. 61

-๒-

จากบ้าน

 

          บรรยากาศหน้ากำแพงเมืองตอนนี้อบอวลไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจ เสียงร่ำไห้ของเหล่าข้าไทที่เคยรับใช้ใกล้ชิดเจ้าแสงหล้าดังระงมไปทั่วพระนคร ไม่ต่างจากผู้เป็นเจ้าเมืองและเจ้าอุปราชที่ยอมแสดงความอ่อนแอหลั่งน้ำตาต่อหน้าข้าราชบริพาร การจากลาครั้งนี้ไม่ต่างจากเมื่อครั้งที่เมืองผาพิงค์สูญเสียเจ้านางหลวงเมื่อหลายปีที่แล้ว

เหล่ากำลังพลบางส่วนของเชียงราชคำเตรียมพร้อมเคลื่อนทับกลับสู่บ้านเกิดเมืองนอน อีกส่วนก็อยู่ควบคุมสถานการณ์ที่เมืองผาพิงค์ไปก่อนสักระยะ ทหารของเมืองผาพิงค์นำสัมภาระของแสงหล้าไปขึ้นไว้บนรถม้าเรียบร้อยแล้ว ส่วนจักรคำยืนถือดาบคู่กายจ้องมองเจ้านายน้อยแห่งเมืองผาพิงค์กอดกับบิดาร่ำไห้แทบจะขาดใจ เจ้าตัวดูแล้วก็รู้สึกสงสารอยู่ไม่น้อยแต่สงครามก็คือสงคราม ไม่ว่ายังไงก็ต้องมีคนแพ้คนชนะ ต้องมีฝ่ายที่สูญเสียนั่นคือสัจธรรม

            “ดูแลตัวเองดีๆนะลูกพ่อ” หลังจากกอดกันอยู่นาน เจ้าหลวงแสงคำก็ผละตัวบุตรชายออกมาแล้วมองหน้าให้ชัดๆอีกครั้งก่อนจะไม่ได้เห็นอีกนาน มันเป็นช่วงเวลาที่สุดแสนจะเจ็บปวดไม่ต่างจากตอนที่สูญเสียเมียสุดที่รักไปจากโรคร้ายเมื่อหลายปีก่อน

            “เจ้า...ลูกจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุดเจ้าพ่ออย่าได้เป็นกังวลอันใดเลยนะเจ้า” แสงหล้าจ้องมองบิดาอย่างไม่วางตา เขาอยากหยุดเวลาเอาไว้อย่างนี้ตลอดไป ไม่อยากจากทุกคนที่นี่ไปไหนเลย ขณะคิดน้ำตาแห่งความเสียใจก็ไหลลงมาเป็นสายไม่ยอมหยุด

            “พ่อสัญญาว่าจะพาเจ้ากลับมาบ้านเราให้จงได้ พ่อรักลูกมาก ขอผีหลวงช่วยตามไปปกปักรักษาลูกที่เชียงราชคำด้วยเถิด” เจ้าหลวงแสงคำเอ่ยกับบุตรชาย

            “ลูกจะรอวันนั้นเจ้า...ไม่ว่าจะกี่ปีกี่เดือนหรือตลอดชีวิตลูกก็จะรอ ลูกขอกราบทูลลาเจ้าพ่อ” พูดแล้วก็โผเข้ากอดบิดาอีกครั้ง หลังจากนั้นก็ก้มลงกราบแทบเท้าบิดา พร้อมทั้งแนบแก้มขาวประทับบนฝ่าเท้าอย่างอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะลุกขึ้นไปร่ำลาผู้เป็นพี่ชายต่อ

            “ฝากดูแลเจ้าพ่อด้วยนะเจ้า น้องขอกราบทูลลาหากมีบุญวาสนาเราคงได้กลับมาพบเจอกันอย่างพร้อมหน้าอีกครั้งเจ้า” แสงหล้าเอ่ยกับพี่ชายแล้วโผเข้ากอด

            “น้องไม่ต้องห่วงพี่จะดูแลเจ้าพ่อเองอย่าได้เป็นกังวลอันใด อยู่ที่นั่นน้องต้องดูแลตัวเองดีๆอย่าให้ผู้ใดมารังแกน้องได้เป็นอันขาด จงภูมิใจในเลือดขัตติยาแห่งเมืองผาพิงค์ ไม่ว่าจะเกิดอันใดขึ้นน้องต้องเข้มแข็ง หากวันใดฟ้าดินเห็นใจเราคงได้เจอกันอีกครั้ง” แสงชัยเองก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่เช่นกัน วันนี้เจ้าอุปราชได้หลั่งน้ำตาให้กับชาวเมืองได้เห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต

            “น้องจะรอวันที่เราได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกนะเจ้า” ว่าแล้วก็ก้มลงกราบแทบเท้าผู้เป็นพี่ชาย

            ระหว่างนั้นจักรคำที่ยืนรออยู่เห็นควรแก่เวลาที่จะออกเดินทางแล้วจึงเอ่ยแจ้ง...

            “ถึงควรแก่เวลาที่ต้องออกเดินทางกันแล้ว เจ้าแสงหล้าจงขึ้นไปยังรถม้าบัดเดี๋ยวนี้”

            คำน้อยได้ยินก็รีบก้มลงกราบแทบเท้าลาเจ้านายทั้งสองพระองค์ทันที

            “ข้าเจ้าขอกราบทูลลาเจ้าหลวงและเจ้าแสงชัยเจ้า”

            “ดูแลลูกข้าให้ดีนะคำน้อย แสงหล้าไม่มีผู้ใดนอกจากเจ้าแล้ว จงทำหน้าที่แทนข้าอย่าให้ข้าต้องผิดหวัง ส่วนเจ้าก็ต้องดูแลตัวเองด้วยนะ” เจ้าหลวงเอ่ย

            “ข้าเจ้าจะดูแลเจ้านายน้อยให้ดีที่สุด หากแม้นตายแทนได้ข้าเจ้าก็จะทำ” คำน้อยให้คำสัญญากับเจ้าหลวง

บิดาและมารดาของคำน้อยเป็นข้าไทในคุ้มหลวงมาก่อน ทั้งสองเสียชีวิตด้วยโรคระบาดเมื่อครั้งคำน้อยยังเป็นเด็ก เจ้าหลวงสงสารเลยให้มาเป็นเพื่อนเล่นและรับใช้บุตรชายคนเล็กตั้งแต่นั้นมา นั่นทำให้ทั้งสองผูกพันกันมาตั้งแต่เด็ก เป็นทั้งเพื่อนและข้าไทคนสนิทไปพร้อมๆกัน

            หลังจากร่ำลากันแล้วแสงหล้าก็เดินขึ้นไปนั่งบนรถม้า แต่กลับส่งสายตาเศร้าไปที่บิดาและพี่ชายอย่างไม่วางตา จากไปครั้งนี้ไม่รู้จะมีโอกาสได้หวนกลับมาที่บ้านเกิดเมืองนอนอีกหรือไม่ แต่ถึงอย่างไรเขาก็จะอดทนเพื่อให้บ้านเมืองไม่ต้องถูกไอ้พวกคนบ้าอำนาจมาทำลายอีกครั้ง

 

            จากเมืองผาพิงค์ไปยังเชียงราชคำต้องใช้เวลาเดินทางนานหลายวัน ทำให้ต้องแวะพักระหว่างทางอยู่บ่อยครั้ง จากวันที่ออกมาจากเมืองผาพิงค์ตอนนี้ก็เข้าสู่วันที่เจ็ดแล้ว แสงหล้าได้พบเจอกับอะไรหลายๆอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน ก็ทำให้คลายความเศร้าใจลงไปได้บ้าง แต่ถึงยังไงเจ้าตัวก็ไม่มีทางลืมความสูญเสียครั้งนี้ไปแน่นอน เหมือนเป็นการย้ำเตือนว่าเชียงราชคำเคยทำอะไรกับเมืองผาพิงค์ไว้บ้าง

            “คำน้อยเอ็งเดินไหวหรือไม่” ออกเดินทางมาได้สักพักแสงหล้าก็หันไปเอ่ยถามข้าไท ที่เดินตากแดดเคียงข้างรถม้ามาตลอดทางไม่เคยห่าง เห็นแล้วแสงหล้าก็รู้สึกสงสารที่คำน้อยต้องมาตกระกำลำบากกับเขาไปด้วย

            “ข้าเจ้าทนไหว” แม้ความจริงคำน้อยเริ่มจะอ่อนแรงแล้วแต่ต้องตอบออกไปอย่างนั้น เพื่อไม่ให้ผู้เป็นนายต้องเป็นห่วง

            “แต่สีหน้าเอ็งดูไม่ค่อยดี” แสงหล้าสังเกตเห็นใบหน้าที่ซีดเซียวของคำน้อยก็เริ่มจะเป็นห่วง กลัวว่าจะเป็นลมเป็นแล้งไปเสียก่อน

            “ข้าเจ้ามิเป็นอันใดจริงๆเจ้านายน้อย” พูดจบคำน้อยก็เป็นลมล้มลงทันที

            “คำน้อย!! หยุดบัดเดี๋ยวนี้คำน้อยเป็นลม” แสงหล้าตะโกนสั่งให้เหล่าทหารที่กำลังบังคับรถม้าหยุดทันที

            “หยุดรถม้าบัดเดี๋ยวนี้!” จักรคำตะโกนลั่นเมื่อได้ยินเสียง แล้วบังคับม้าขี่มายังต้นเสียง

            ระหว่างนั้นแสงหล้าก็รีบลงจากรถม้าแล้วพยุงร่างคำน้อยขึ้นมากอดไว้

            “คำน้อยเอ็งอย่าเป็นอันใดไปนะ...พวกเจ้าช่วยพาคนของข้าเข้าไปในร่มบัดเดี๋ยวนี้” แสงหล้าตะโกนสั่งทหารที่อยู่ใกล้ให้มาช่วยพาคำน้อยไปยังร่มไม้ที่อยู่ไม่ไกล

            “สงสัยเป็นลมแดดมิเป็นอันใดดอก” จักรคำลงจากม้าแล้วเอ่ยกับแสงหล้า แต่อีกฝ่ายกลับเหลือบตามองอย่างไม่เป็นมิตร แล้วเดินตามหลังเข้าไปหาคำน้อยที่ใต้ร่มไม้ใหญ่

            เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น จักรคำจึงสั่งให้ทุกคนพักเอาแรงเสียก่อนค่อยออกเดินทางอีกครั้งวันพรุ่งนี้

            “คำน้อยเป็นอย่างใดบ้าง” แสงหล้าเอายาหอมให้ข้าไทคนสนิทสูดกลิ่นอยู่นานจนเริ่มรู้สึกตัวขึ้นมา

            “เจ้านายน้อยข้าเป็นอันใด” คำน้อยค่อยๆลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ ก็เห็นว่าตัวเองกำลังหนุนศีรษะอยู่บนตักของผู้เป็นนาย

            “เอ็งเป็นลมหมดสติหลังจากคุยกับข้า พักผ่อนให้เพียงพอเถิดคืนนี้เราจะพักกันที่นี่แล้วค่อยเดินทางต่อในวันพรุ่ง” แสงหล้าเอ่ยพร้อมกับส่งยิ้มให้

            “ข้าเจ้ารู้สึกดีขึ้นแล้ว” คำน้อยเอ่ยพร้อมพยุงตัวจะลุกขึ้นมา

            “ถ้าเช่นนั้นไปล้างหน้าล้างตาที่ลำธารกันเถิด ข้าได้ยินพวกทหารเอ่ยกันว่ามีลำธารแถวนี้ เอ็งก็จะได้รู้สึกดีขึ้นมาด้วยหากได้น้ำเย็นๆล้างหน้า”

            “ถ้าเช่นนั้นข้าเจ้าขอไปเตรียมผ้าให้เจ้านายน้อยก่อนนะเจ้า”

            “ข้าจะรอเอ็งอยู่ตรงนี้แล้วเราค่อยไปพร้อมกัน”

            “เจ้า” คำน้อยค่อยๆลุกขึ้นแล้วเดินไปที่รถม้า

            หลังจากคำน้อยเดินไปแล้ว จักรคำก็เดินเข้ามาหาหมายจะเข้ามาถามอีกฝ่ายว่าต้องการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ แสงหล้าเห็นหน้าจักรคำก็แทบจะไม่มองหน้า แถมยังหันหลังให้อีกต่างหาก แม้จะร่วมเดินทางกันมาหลายวันแล้ว แต่แสงหล้าก็พยายามไม่ให้อีกฝ่ายเข้ามาตีสนิทแม้แต่น้อย

            “ใยไม่มองหน้าข้าเจ้าแสงหล้า” จักรคำเห็นท่าทีของอีกฝ่ายก็ถึงกับขำออกมา เจ้านายน้อยผู้ทระนงตนแห่งเมืองผาพิงค์ช่างสมคำล่ำลือจริงๆ ไม่ยอมพูดจาดีๆกับเขาแม้แต่ครั้งเดียว

            “ใยข้าต้องมองหน้าเจ้าด้วย ข้าไม่อาจทนมองใบหน้าของฆาตกร ที่เข่นฆ่าประชาชนของข้าอย่างโหดเหี้ยมได้” แสงหล้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แข็งกระด้าง

            ระว่างนั้นคำน้อยก็เดินเข้ามาพอดี เมื่อเห็นจักรคำก็ก้มหน้าแล้วเข้าไปนั่งลงข้างๆผู้เป็นนาย

            “เจ้าดีขึ้นแล้วรึ” จักรคำเอ่ยถาม

            “เจ้า” คำน้อยก้มหน้าตอบ

            “ไปกันเถิดคำน้อย” ว่าแล้วก็ลุกขึ้นยืนทันที ส่วนคำน้อยก็รีบลุกขึ้นตามผู้เป็นนาย

            “จะไปไหนกันรึ” ก่อนทั้งสองจะเดินไปจักรคำก็เอ่ยถามขึ้นมาก่อน

            “ไม่ใช่เรื่องของเจ้าหลีกทางให้ข้าด้วย” จักรคำตั้งใจจะยืนขวางทางไม่ให้ไปไหนจนกว่าอีกฝ่ายจะยอมตอบ ในตอนนี้เขาต้องดูแลควบคุมไม่ให้อีกฝ่ายคลาดสายตาแม้แต่วินาทีเดียว

            “ถ้าไม่บอกข้าก็ไม่ให้ออกไปไหนทั้งนั้น อย่าลืมว่าเจ้าอยู่ในฐานะเชลยหามีสิทธิ์ต่อปากต่อคำกับข้าไม่” จักรคำย้ำสถานะของอีกฝ่ายให้ฟังชัดๆอีกครั้ง

            “ข้าไม่ลืมว่าอยู่ในสถานะใด ถ้าเช่นนั้นข้าขอนุญาตไปล้างหน้าที่ลำธารได้หรือไม่เล่า” แสงหล้าเอ่ยประชดประชันเสียงดัง

            “ได้...แต่ข้าต้องไปกับเจ้าด้วยเชิญ..” จักรคำผายมือเชิญอีกฝ่ายให้เดินนำไป แสงหล้าถอนหายใจแล้วเดินนำหน้าไปด้วยอารมณ์ที่บูดบึ้ง

            เดินมาไม่ไกลก็ถึงลำธารขนาดใหญ่ที่มีต้นน้ำมาจากภูเขาสูง ตลอดทั้งสองฝั่งมีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาจนปกคลุมเป็นร่มเงา บรรยากาศดีเช่นนี้ทำให้คนที่มาเยือนต่างก็รู้สึกผ่อนคลาย ลืมเรื่องทุกข์ใจไปในชั่วขณะได้เลยทีเดียว

            “เย็นชื่นใจเหลือเกินคำน้อย” เมื่อวักน้ำขึ้นมาล้างหน้าแล้วแสงหล้าก็เอ่ยกับข้าไทคนสนิททันที นอกจากน้ำจะใสจนเห็นตัวปลาแหวกว่ายไปมาแล้วยังเย็นฉ่ำสดชื่นอีกด้วย

            “เห็นเจ้านายน้อยรู้สึกดีข้าเจ้าก็ดีใจ” คำน้อยตอบขณะยืนมองผู้เป็นนายนั่งวักน้ำมาล้างหน้าอยู่ริมลำธาร

            “ทำไมเอ็งไม่ลงมาล่ะ..เร็วๆ” แสงหล้ากวักมือเรียก

            “เจ้า” คำน้อยวางผ้าที่ถือมาด้วยลงบนพื้นแล้วเดินลงไปวักน้ำมาล้างหน้าบ้าง ลำธารใสน้ำเย็นทำให้ความเมื่อยล้าที่มีอยู่หายเป็นปลิดทิ้งโดยทันที

            “ทำไมเจ้าไม่อาบเลยล่ะมาถึงที่แล้ว” จักรคำที่ยืนมองอยู่นานเอ่ยแนะนำ เพราะเห็นท่าทีของคนทั้งสองมีความสุขกับการได้อยู่ที่นี่

            “เรื่องของข้า” แสงหล้าตอบด้วยน้ำเสียงห้วนสั้น แล้วเหลือบตามองอย่างไม่สบอารมณ์

            “ถูกต้องมันไม่ใช่มันเรื่องของข้า แต่บอกไว้ก่อนว่าจะไม่อนุญาตให้เจ้ามาที่นี่อีกแล้ว ถ้าไม่อาบตอนนี้ก็ไม่มีโอกาสแล้วเลือกเอา” จักรคำยืนกอดอกเอ่ยกับคนทั้งสอง

            “เจ้านายน้อยข้าเจ้าว่าอาบให้เสร็จตอนนี้ก็ดีนะเจ้า อย่างใดข้าเจ้าก็ได้เตรียมผ้ามาให้เจ้านายน้อยแล้ว” เมื่อได้ยินที่จักรคำเอ่ยจึงแนะนำผู้เป็นนายให้รีบคว้าโอกาสเอาไว้เสียก่อน

            “ได้ข้าจะอาบแต่..เจ้าต้องไปจากที่นี่เสียก่อน” แสงหล้าหันไปต่อรองกับจักรคำ

            “ทำไมข้าจะต้องไปด้วยเจ้าอายอะไรรึเจ้าแสงหล้า หรือเจ้ามีอะไรที่ข้าไม่มีอย่างนั้นรึ” จักรคำมองหน้าอีกฝ่ายอย่างเป็นต่อ พร้อมจ้องมองไปที่เรือนร่างอย่างไม่ละสายตาตั้งใจจะหยอกเล่น

            “ข้าไม่จำเป็นต้องตอบเจ้า”

            “เอาล่ะๆข้าจะปล่อยให้เจ้าได้อาบน้ำที่ลำธารนี้อย่างสบายใจ ส่วนข้าจะไปเดินสำรวจแถวๆนี้รอ เสร็จตอนไหนก็เรียกข้าละกัน” จักรคำเอ่ย

            “พูดแล้วก็ไปสิรออะไรรึ” แสงหล้าเอ่ยปากไล่อีกฝ่ายทันที

            จักรคำเดินออกจากตรงนั้นแล้วเข้าไปในป่าไม้ทึบเพื่อสำรวจพื้นที่ เมื่อมั่นใจว่าอีกฝ่ายไปแล้วแสงหล้าแล้วก็รีบถอดเสื้อวางไว้บนฝั่ง ก้าวขาลงไปแช่ตัวในน้ำเย็นๆอย่างสบายใจ นานมากแล้วที่เขาไม่ได้สัมผัสกับความรู้สึกผ่อนคลายจากธรรมชาติอย่างนี้

            “คำน้อยลงมาเล่นน้ำกับข้าสิ” แสงหล้าเอ่ยเชิญชวนขณะอยู่ในน้ำ

            “มิเป็นไรเจ้า ข้าเจ้าจะรออยู่บนฝั่งคอยดูเผื่อมีใครเข้ามาที่นี่ เจ้านายน้อยจะได้เล่นน้ำอย่างสบายใจ” ข้าไทผู้ซื่อสัตย์ยังคงทำหน้าที่ได้ดีเสมอไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม

            “ถ้าเช่นนั้นให้ข้าลงไปเล่นด้วยได้หรือไม่” เสียงจักรคำดังมาแต่ไกลทำเอาแสงหล้าถึงกับรีบเดินลงไปยังน้ำบริเวณน้ำลึกเพื่ออำพรางตัวไม่ให้อีกฝ่ายเห็นเรือนกายอันขาวนวล

            “นี่เจ้ากล้าดียังไง ไหนบอกจะเดินไปสำรวจป่าแล้วใยกลับมาที่นี่อีก” แสงหล้าตะโกนเสียงดังจากกลางลำธาร

            “ข้าเดินสำรวจเสร็จแล้ว ก็รีบกลับมาดูว่าทานหนีไปที่ใดแล้วหรือไม่เล่า” จักรคำตอบกลับหน้าตาเฉย

            “ข้าไม่มีทางหนีให้เสื่อมเสียพระเกียรติเจ้าพ่อข้าเป็นแน่ ถ้าหากข้าคิดเช่นนั้นตั้งแต่แรก ตอนนี้เจ้าคงไม่ได้เห็นหน้าข้าอยู่ตรงนี้แน่ ออกไปบัดเดี๋ยวนี้คนชั้นต่ำเช่นเจ้าอย่ามาบังอาจมองดูเรือนกายข้า” แสงหล้าเข้าใจว่าจักรคำเป็นแค่แม่ทัพคนหนึ่งเท่านั้น หารู้ไม่ว่าเป็นถึงเจ้าอุปราชแห่งเชียงราชคำ

            “ใยข้าจะทำเยี่ยงนั้นไม่ได้” จักรคำยังคงไม่ยอมหยุดต่อปากต่อคำกับอีกฝ่าย

            “ก็ข้าเป็นถึงเจ้าฟ้าแห่งเมืองผาพิงค์แต่เจ้าเป็นแค่แม่ทัพคนหนึ่งของเชียงราชคำเท่านั้น แค่นี้เจ้ายังไม่เข้าใจอีกรึ ในสมองคงคิดแต่เรื่องเข่นฆ่าคนอื่นกระมังถึงได้โง่เยี่ยงนี้” แสงหล้ายังคงก่นด่าอีกฝ่ายไม่ยอมหยุด ทำให้คำน้อยรู้สึกกลัวว่าผู้เป็นนายจะโดนจักรคำเล่นงาน เพราะตอนนี้อยู่ในสถานะเชลยหากจักรคำจะทำอะไรก็ย่อมได้

            “ใช่! ข้ามันเป็นแค่คนชั้นต่ำ แต่ก็อย่าลืมนะว่าตอนนี้ข้าจักทำอันใดเจ้าก็ย่อมได้ ระวังปากเอาไว้ด้วย ไม่แน่หากไปถึงเชียงราชคำแล้วเจ้าอาจจะต้องพึ่งข้าก็เป็นได้” จักรคำยิ้มกริ่มให้อีกฝ่ายอย่างเป็นต่อ

            “ถึงข้าจะต้องตายก็ไม่มีวันเอ่ยปากข้อร้องเจ้าเป็นอันขาดจำไว้ด้วย” พูดจบแสงหล้าก็รู้สึกเกร็งๆที่ท่อนขาจนไม่สามารถพยุงตัวในน้ำได้ ใช่แล้วตอนนี้ขาของแสงหล้ากำลังเป็นตะคริว “ชะ..ช่วยด้วย” เมื่อรู้ตัวว่ากำลังจะจมน้ำแสงหล้ารีบตะโกนขอความช่วยเหลือทันที

            “เจ้านายน้อยเป็นอันใดเจ้า” จักรคำเห็นอย่างนั้นก็รีบวิ่งไปที่ริมลำธารพร้อมจะช่วยเหลือทันที

            “ขาข้ามันปวดเกร็งไปหมดแล้วคำน้อย” แสงหล้าพยายามใช้สองมือว่ายน้ำพยุงตัวเองไม่ให้จมลงไป

            จักรคำไม่รอช้ารีบวางดาบลงบนพื้นแล้วกระโดดลงไปช่วยทันที เมื่อถึงตัวแสงหล้าแล้วจักรคำก็ยื่นมือไปหมายจะคว้าตัวเข้ามากอดไว้ แต่กลับโดนอีกฝ่ายปฏิเสธการช่วยเหลือ เพราะตอนนี้แสงหล้ากำลังเปลือยกายอยู่นั่นเอง

            “อย่าบังอาจมาแตะตัวข้า” มือเรียวพยายามผลักไปที่อกแกร่ง แม้ตัวเองกำลังจะจมน้ำอยู่แล้วก็ตาม

            “เจ้าอยากตายรึ” จักรคำตะโกนใส่หน้าด้วยความโมโห จะตายอยู่แล้วยังมีหน้ามาถือเนื้อถือตัวอยู่อีก มันน่าปล่อยให้ตายเสียเหลือเกิน

            “เจ้านายน้อยให้ท่านแม่ทัพช่วยเถิดเจ้า” คำน้อยรีบตะโกนลงไปเพราะห่วงชีวิตของผู้เป็นนายมากกว่าสิ่งอื่นใด

            “ไม่!ข้าขอตายดีกว่าให้คนอย่างเจ้ามาแตะตัวข้า..โอ๊ย!” พูดจบก็ต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

            “ทำอย่างกับข้าอยากแตะตัวเจ้านักล่ะ” จักรคำเอ่ยแล้วใช้มือหนาโอบรัดบริเวณลำคอว่ายน้ำพาอีกฝ่ายเข้าฝั่งจนสำเร็จ

            หลังจากขึ้นมาแล้วคำน้อยก็รีบนำผ้าไปปกปิดเรือนร่างของผู้เป็นนายไว้แล้วช่วยนวดบริเวณขาให้

            “โอ๊ย!! ข้าเจ็บคำน้อย” แม้จะขึ้นฝั่งได้แล้วแสงหล้าก็ยังร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด

            “เจ้านายน้อยอยู่นิ่งๆก่อนเจ้า ข้าเจ้ากำลังนวดให้” คำน้อยมีสีหน้าตระหนก เขาไม่น่าปล่อยให้ผู้เป็นนายลงไปเล่นน้ำเพียงลำพังเลย

            “รู้หรือไม่ว่าความหยิ่งยโสของเจ้าจักทำให้เจ้าตายโดยไม่รู้ตัว” จักรคำยืนมองอยู่ไม่ไกล เจ้าตัวอดไม่ไหวที่จะต่อว่าอีกฝ่าย ตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยเห็นใครหยิ่งผยองอย่างนี้มาก่อน

            “ข้าไม่สนอันใด เพราะตอนนี้ก็เหมือนตายทั้งเป็นอยู่แล้ว” แม้จะยังทำหน้าเหยเกเพราะความเจ็บปวดอยู่ แต่แสงหล้าก็ยังตอบกลับอีกฝ่ายอย่างไม่ยอมแพ้

            “สงสัยคงจะหายปวดแล้วกระมัง ได้เพลากลับกันแล้ว” พูดจบจักรคำก็นั่งยองๆลงแล้วเอื้อมมือหนาไปช้อนตัวอุ้มคนเจ็บขึ้นในท่าเจ้าสาวทันที

            “เจ้าจักทำอันใด ปล่อยข้าลงบัดเดี๋ยวนี้” มือเรียวทุบเข้าที่อกแกร่งเต็มแรง

            “ท่านแม่ทัพปปล่อยเจ้านายน้อยของข้าลงเถิดเจ้า”

            “ถ้าข้าปล่อยแล้วเมื่อใดจะเดินไปถึงเล่า”

            เมื่อได้ยินอย่างนั้นคำน้อยก็เห็นด้วย เพราะตอนนี้ตะวันก็เริ่มจะคล้อยต่ำลงเรื่อยๆแล้ว

            “แต่...” แสงหล้าพยายามจะเถียงขึ้นมาอีกครั้งแต่กลับโดนอีกฝ่ายดักคอเอาไว้เสียก่อน

            “ห้ามพูดอันใดไม่เช่นนั้นข้าจักทิ้งเจ้าไว้ให้พวกเสือมันกินอยู่ที่นี่” เมื่อไม่ยอมฟังกันจักรคำก็จำเป็นต้องใช้ไม้แข็งบ้างแล้ว

            แสงหล้าได้ยินอย่างนั้นก็สงบปากสงบคำทันที เขายังไม่อยากกลายเป็นผีเฝ้าป่าในตอนนี้ จะต้องรักษาชีวิตเอาไว้เพื่อจะได้เจอหน้าบิดาและพี่ชายอีกครั้ง และที่สำคัญเขาจะอยู่รอดูความพินาศย่อยยับของเชียงราชคำให้จงได้         

           

           

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #14 Mega_Yajiru (@Mega_Yajiru) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 / 10:35
    ข้าอยากเห็นความขาวนี้บ้างเหลือเกินเจ้า
    #14
    0