ทาสรักเชลยหัวใจ [พีเรียด]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,313 Views

  • 17 Comments

  • 52 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    37

    Overall
    1,313

ตอนที่ 3 : สถานะใหม่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 169
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    19 มิ.ย. 61

-๓-

สถานะใหม่

 

          เดินทางมานานหลายวัน ในที่สุดก็มาถึงนครหลวงเชียงราชคำ เมืองที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล และมีความเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดในภูมิภาคนี้ ผู้คนต่างเมืองต่างก็อยากเข้ามาทำการค้าขายที่นี่ นั่นเพราะชาวเมืองนี้ล้วนแต่เป็นผู้มีอันจะกิน แต่ทว่ากลับมีนิสัยถือตัว ชอบกดขี่ข่มเหงและดูถูกดูแคลนพลเมืองชั้นล่าง ที่เป็นเชลยศึกถูกเกณฑ์เข้ามาใช้แรงงาน จากเมืองนครประเทศราชทั้งหลายจนกลายเป็นวัฒนธรรมไปแล้ว พวกเขาเหล่านั้นต้องมาอยู่ในฐานะพลเมืองชั้นล่าง ต้องโดนโขกสับอย่างปฏิเสธไม่ได้

            รถม้าที่แสงหล้านั่งอยู่กำลังวิ่งช้าๆ ผ่านเข้าไปในกำแพงเมือง ผู้มาใหม่ทั้งสองคนต่างก็รู้สึกตื่นตากับความใหญ่โตของนครหลวงเชียงราชคำ ทว่ากลับไม่ได้ยินดีปรีดากับการต้องเข้ามาอยู่ที่นี่เลย ภายใต้ความงดงามของบ้านเมืองนี้ คือการเข่นฆ่าเอาชีวิตผู้คนมากมายจากการไปรุกรานเมืองต่างๆ เพื่อแย่งชิงเอาทรัพย์ในดินสินธุ์ในน้ำ เข้ามาทำนุบำรุงบ้านเมืองตัวเองจนรุ่งเรืองได้ถึงขนาดนี้

            “หยุด!” จักรคำที่กำลังนั่งอยู่บนหลังม้าตัวใหญ่ ชูดาบคู่กายขึ้นอย่างสง่างาม เมื่อมาถึงหน้าหอหลวง เหล่าทหารที่ตามมานั้นก็หยุดทัพทันที แล้วตั้งใจรอฟังคำสั่งการจากแม่ทัพใหญ่ “พวกเอ็งทั้งหลายแยกย้ายกลับไปหาครอบครัวและพักผ่อนให้เต็มที่ หากมีการอันใดข้าจะเรียกรวมพลอีกครั้ง” เมื่อสิ้นเสียงเอ่ยของจักรคำ เหล่าบรรดาทหารก็ตอบรับแล้วยิ้มออกมาด้วยความดีใจ ต่างก็พากันแยกย้ายกลับบ้านไป วันนี้พวกเขาทั้งหลายได้กลับมาสู่อ้อมกอดของครอบครัวอีกครั้ง แต่ทว่าบางครอบครัวกลับต้องใจสลายเพราะมีทหารอีกหลายชีวิตที่ต้องพลีชีพเพื่อบ้านเมืองจนกลายเป็นศพไร้ญาติในต่างเมือง

เมื่อทหารแยกย้ายกลับไปแล้ว จักรคำก็ลงจากหลังม้าแล้วเดินตรงมาหาแสงหล้า เขาไม่อยากจะลงจากรถม้าเพื่อมาเหยียบย่ำลงบนผืนแผ่นดินนี้ให้เป็นเสนียดเท้าเลยแม้แต่น้อย

            “ลงมาบัดเดี๋ยวนี้ ข้าจะพาไปเข้าเฝ้าเจ้าหลวงแห่งเชียงราชคำ” จักรคำยืนมองเจ้านายต่างเมืองด้วยสายตาที่แข็งกร้าว เพราะท่าทีของแสงหล้านั้นไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย

            “ข้ามิลง ข้ามิอยากเหยียบย่ำบนผืนแผ่นดินที่อัปรีย์เยี่ยงนี้ ให้เจ้าหลวงของเจ้าออกมาหาข้าข้างนอกได้หรือไม่เล่า” แสงหล้าเอ่ยด้วยคำพูดที่อาจหาญไม่ได้เกรงกลัวอำนาจของผู้ใดแม้แต่น้อย

            “โอหังยิ่งนัก หากมิลงมาข้าจะตัดหัวเจ้าบัดเดี๋ยวนี้” จักรคำชักคมดาบออกจากฝักเล็กน้อย เพื่อข่มขู่อีกฝ่ายให้กลัว แต่แสงหล้ากลับยังชูคอระหงทำหน้านิ่งหยิ่งเพยิดอย่างไม่ยอมแพ้ คำน้อยเห็นท่าไม่ดีจึงพยายามพูดเกลี้ยกล่อมผู้เป็นนาย

            “เจ้านายน้อยลงมาเถิดนะเจ้า ทำเยี่ยงนี้มันหาเป็นเรื่องดีไม่ หากเจ้านายน้อยเป็นอันใดไปข้าเจ้าจักอยู่กับผู้ใดเล่า” คำน้อยเอ่ยกับผู้เป็นนายด้วยความร้อนใจ เขากลัวว่าจักรคำจะทำอย่างที่เอ่ยออกมาจริงๆ

            “เลือกเอานะเจ้าแสงหล้า หากเจ้ายังอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปจงเดินลงมาบัดเดี๋ยวนี้” จักรคำเก็บดาบเข้าฝักเหมือนเดิม แล้วยืนมองดูท่าทีของอีกฝ่าย

            แสงหล้ามองดูข้าไทคนสนิทอย่างชั่งใจ ก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นแล้วเดินลงมาอย่างจำใจ เขาเกลียดผืนแผ่นดินนี้เสียเหลือเกิน หากไม่เห็นแก่คำน้อยเขาคงไม่ลงมาแต่โดยดีเป็นแน่

            “พาเจ้านายของเจ้าเดินตามข้ามา” จักรคำหันไปเอ่ยกับคำน้อยแทนที่จะเป็นแสงหล้า เขาขี้เกียจต่อปากต่อคำกับคนที่เอาแต่ใจตัวเองอย่างนั้น

           

            หอหลวงเมืองเชียงราชคำตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางคุ้มหลวง โดยถูกออกแบบและตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมแบบล้านนา ช่างฝีมือดีทั้งในเมืองและต่างเมืองถูกเกณฑ์เข้ามาช่วยกันบรรจงสร้างอย่างประณีตและงดงาม รอบๆหอหลวงมีทหารเฝ้ายามอย่างเข้มงวด ในตอนนี้เจ้าหลวงกำลังว่าราชการอยู่ภายใน

            เมื่อจักรคำเดินมาถึงหน้าประตูบานใหญ่ทางเข้าหอหลวง ทหารที่เฝ้ายามอยู่ต่างก็วางอาวุธแล้วก้มลงกราบที่พื้นทันที แสงหล้าและคำน้อยที่เดินตามหลังมาติดๆถึงกับประหลาดใจ ทำไมเหล่าบรรดาทหารและข้าไทที่เห็นบุรุษผู้นี้ ถึงได้หมอบกราบราวกับเป็นคนใหญ่โตของบ้านเมืองซะอย่างนั้น

            “เจ้าพ่อข้ากลับมาแล้ว” จักรคำเดินผ่านบรรดาขุนนางทั้งหลายที่นั่งอยู่บนพื้น ตรงเข้าไปหาบิดาอย่างถือวิสาสะ

บนบัลลังค์ตั่งทองที่อยู่ตรงกลางท้องพระโรงมีชายสูงวัยนั่งอยู่อย่างสง่างาม เขาสวมอาภรณ์ที่ถูกถักทอจากเส้นใยที่ทำมาจากทองคำเกือบทั้งหมด ส่วนบนศีรษะก็สวมศิราภรณ์ที่ทำมาจากทองคำเฉกเช่นเดียวกัน สมพระเกียรติของการเป็นเจ้าหลวงแห่งเมืองเชียงราชคำ เมื่อจักรคำเดินขึ้นไปเกือบถึงตั่งทองแล้ว เจ้าตัวก็ก้มลงกราบแทบเท้าบิดาด้วยความคิดถึง เพราะห่างบ้านจากเมืองไปนานหลายเดือน

            “ลูกพ่อกลับมาอย่างปลอดภัยเช่นนี้ แสดงว่าเจ้าได้รับชัยชนะกลับมาฝากพ่อใช่หรือไม่” เจ้าหลวงพรหมมาวงศ์เอ่ยกับบุตรชาย พร้อมกับโน้มตัวลงมาโอบไหล่ทั้งสองข้างรับขวัญลูกชายที่เพิ่งทำศึกกลับมา

            “เป็นอย่างที่เจ้าพ่อเข้าพระทัย ตอนนี้เมืองผาพิงค์ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของเชียงราชคำแล้วเจ้า” จักรคำเอ่ยขึ้นเสียงดัง ทำให้เจ้าหลวงพรหมมาวงศ์พอใจยิ่งนัก รวมถึงบรรดาขุนนางที่อยู่ในหอหลวงต่างก็ส่งเสียงร้องแสดงความดีใจกันอย่างถ้วนหน้า แต่นั่นกลับทำให้แสงหล้าและคำน้อยที่ยืนอยู่กลางท้องพระโรงถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ได้ ทั้งสองเหมือนกำลังถูกผู้คนพวกนี้เยาะเย้ย ที่ได้เข้าไปย่ำยีบ้านเมืองของตัวเองอย่างไร้ศักดิ์ศรี

            “พ่อภูมิใจในตัวเจ้าเหลือเกินลุกขึ้นเถิดลูกพ่อ” เจ้าหลวงเอ่ยกับบุตรชาย แล้วตะโกนลั่นท่ามกลางผู้คนในหอหลวง “นี่คือคนที่จะสืบทอดราชบัลบังค์ต่อจากข้า เจ้าอุปราชจักรคำแห่งเชียงราชคำ” สิ้นเสียงของเจ้าหลวงทุกคนในหอหลวงก็ไหว้สา พร้อมกับตะโกนทรงพระเจริญ เพื่อสรรเสริญความเก่งกาจของเจ้าอุปราชด้วยความจงรักภักดี

            “เจ้าพ่อลูกพาตัวเจ้าฟ้าองค์เล็กแห่งเมืองผาพิงค์มาเข้าเฝ้าด้วยเจ้า” จักรคำหันไปมองชายหนุ่มรูปงามที่ยืนทำหน้าเกรี้ยวกราดอยู่กลางหอหลวง ไม่ให้ความเคารพคนที่นั่งอยู่บนตั่งทองแต่อย่างใด

            “เจ้าฟ้าองค์เล็กแห่งเมืองผาพิงค์ ดูท่าทางโอหังไม่น้อย อยู่ต่อหน้าข้าทำไมเจ้าหานั่งลงบนพื้นไม่” เจ้าหลวงตะโกนลั่นเสียงดัง แต่แสงหล้ากลับยังยืนนิ่งเฉย ดวงตาคู่สวยจ้องเขม็งไปยังเจ้าหลวงอย่างไม่เกรงกลัวในอำนาจ คำน้อยเอื้อมมือเรียวไปลูบที่ฝ่าเท้าของผู้เป็นนาย พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองเพื่อเตือนสติให้ใจเย็นลง

            จักรคำมองใบหน้ารูปงามที่แปดเปื้อนไปด้วยน้ำตาอย่างเห็นใจ ทั้งที่ควรจะโมโหที่อีกฝ่ายไม่ให้ความเคารพบิดาตัวเอง แต่กลับเข้าใจในความรู้สึกของแสงหล้าว่ารู้สึกเจ็บปวดมากเพียงใด ลำพังต้องจากคนที่รักมาก็ถือว่าหนักมากพอแล้ว แต่นี่มาอยู่ในฐานะเชลยยิ่งหนักเข้าไปใหญ่

            แสงหล้าจำยอมนั่งลงที่พื้นข้างคำน้อยอย่างจำยอม แต่ยังคงจ้องมองเจ้าหลวงอย่างแข็งกระด้าง เขารู้แล้วว่าทำไมจักรคำถึงได้มีอำนาจสั่งการใครต่อใคร ที่แท้ก็เป็นถึงเจ้าอุปราชแห่งเมืองเชียงราชคำนี่เอง รู้อย่างนี้แล้วเขายิ่งเกลียดอีกฝ่ายมากขึ้นไปอีก  

            “เชลยจากเมืองเล็กๆเยี่ยงเจ้า ข้าจะสั่งตัดหัวเมื่อใดก็ย่อมได้ เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังท้าทายอำนาจของข้า” หลังจากตั้งสติจนระงับอารมณ์โกรธได้ เจ้าหลวงก็เอ่ยกับเชลยผู้หยิ่งทระนงต่อทันที

            “ข้าหากลัวท่านไม่ ข้าหากลัวเจ้าหลวงที่กระหายเพียงแต่อำนาจ ไร้ศีลธรรมความดีงาม เข่นฆ่าคนอย่างไร้ความปรานีเยี่ยงท่านดอก” แสงหล้าต่อปากต่อคำกับเจ้าหลวงแห่งเมืองเชียงราชคำอย่างไม่เกรงกลัว

            “บังอาจ! ข้าจักมิให้เจ้าได้อยู่สุขสบายเฉกเช่นเชลยจากเมืองอื่นเป็นแน่ เอาตัวมันไปจำตรุบัดเดี๋ยวนี้” เจ้าหลวงชี้หน้าด้วยความเดือดดาล ไม่เคยมีผู้ใดกล้าต่อกรกับเขาถึงเพียงนี้มาก่อน

            “ช้าก่อนเจ้าพ่อ ลูกขอตัวเจ้าหนุ่มรูปงามผู้นี้ไปเป็นเมียอีกคนของลูกได้หรือไม่” เจ้าเมืองแมนที่นั่งอยู่บนตั่งเอ่ยกับบิดา แม้นข้างกายจะมีเจ้านางอยู่แล้วแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย ทำเอาหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างกายถึงกับมองตาขวางด้วยความไม่พอใจ

            “เจ้าพี่จักทำเยี่ยงนี้มิได้ ข้าเจ้าหายอมไม่” เจ้านางเครือแก้วเอ่ยเสียงแหลม ไม่เห็นด้วยกับความคิดของสวามีเลยแม้แต่น้อย

            เจ้านางเครือแก้วเป็นธิดาของเจ้าหลวงเมืองเวียงคุ้ง ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองขึ้นของเชียงราชคำ ไม่ได้ถูกจับตัวมาเป็นเชลยเฉกเช่นแสงหล้า แต่เจ้าหลวงแห่งเมืองเวียงคุ้งส่งตัวธิดามา เพื่อเป็นหลักประกันถึงความจงรักภักดี จึงมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเจ้านายเชลยองค์อื่นๆ หลังจากนั้นไม่นานก็ได้เสกสมรสกับเจ้าเมืองแมน ราชบุตรองค์เล็กของเจ้าหลวงพรหมมาวงค์

            “เมียเจ้าหายอมไม่ เช่นนี้เจ้าจักว่าอย่างใดเมืองแมน” เจ้าหลวงเอ่ยถามบุตรชาย

            แสงหล้าน้ำตาไหลไม่หยุด ชีวิตเขาตอนนี้แทบไม่ต่างจากสัตว์เดียรัจฉานเลยแม้แต่น้อย ถูกกดขี่ข่มเหง ใครจะทำอะไรก็ไม่สามารถขัดขืนหรือตอบโต้ได้เลย

            “ลูกยังยืนยันคำเดิมเจ้าพ่อ ลูกพอใจในตัวเจ้าหนุ่มคนนี้เหลือเกิน” เมืองแมนยังยืนยันคำเดิม แม้นเจ้านางที่อยู่ข้างกายจะทำท่าทางไม่ชอบใจอยู่ตลอดเวลา แต่เมืองแมนก็ไม่ได้ใส่ใจ

            “ข้าขอถูกจำตรุดีกว่าต้องมาเป็นเมียผู้ใด” แสงหล้าเอ่ยขึ้น

            “เจ้าไม่มีสิทธิ์เลือกอันใด ข้าจะเป็นคนพิพากษาชีวิตของเจ้าเอง” เจ้าหลวงตอบกลับทันควัน

            “เจ้าพ่อลูกขอตัวเชลยผู้นี้มาเป็นเมียของลูกได้หรือไม่ ยศศักดิ์ก็มิได้ต้อยต่ำนักเป็นถึงเจ้าฟ้าเมืองผาพิงค์  ขอให้เจ้าแสงหล้ามาอยู่ดูแลลูกในคุ้มเถิดเจ้า” จักรคำเอ่ยปากขอกับบิดา อย่างน้อยถ้าแสงหล้ามาอยู่กับเขา ก็ไม่ต้องตกระกำลำบากมากนัก อีกอย่างก็ไม่อยากให้เจ้านางเครือแก้วกับน้องชายตัวเองต้องมาขุ่นข้องหมองใจกัน

            “ทำไมเจ้าพี่ทำเยี่ยงนี้ ข้าเป็นผู้เอ่ยปากขอเจ้าพ่อก่อน” เมืองแมนลุกขึ้นจากตั่ง เจ้าตัวรู้สึกไม่พอใจพี่ชายตัวเองมากที่มาแย่งคนที่หมายตาไป

            “เจ้าก็มีเจ้านางเครือแก้วอยู่แล้ว เหตุใดถึงไม่ถนอมน้ำใจเมียเจ้าบ้าง” คนเป็นพี่เอ่ยตักเตือนน้องชายตัวเอง

            “มันเป็นเรื่องของข้าเจ้าพี่หาควรมายุ่งไม่”

            “พี่ยังยืนยันคำเดิม พี่จะให้เจ้าแสงหล้าเข้ามาอยู่ในคุ้มของพี่” จักรจำเอ่ยคำขาดกับน้องชาย

            “หายุติธรรมกับข้าไม่ ข้าไม่ยอม เจ้าพี่เกิดมาเพื่อแย่งทุกอย่างจากข้าไป” เมืองแมนจะไม่ยอมท่าเดียว

            “เจ้าพี่หาควรเอ่ยกับเจ้าอุปราชเยี่ยงนั้นไม่ ให้เชลยผู้นั้นไปอยู่ที่คุ้มของเจ้าอุปราชเหมาะสมที่สุดแล้วเจ้า” เครือแก้วเอ่ยกับสวามีตัวเอง เพราะหากแสงหล้าได้ไปอยู่ที่คุ้มกับจักรคำ มันก็เป็นผลดีต่อตัวหล่อนเอง

            “ข้ามิได้ขอความคิดเห็นอันใดจากเจ้า” เมืองแมนหันไปเอ็ดชายาตัวเอง

            “พอได้แล้ว! ข้าจะยกเจ้าเชลยยโสผู้นั้นให้กับจักรคำก็แล้วกัน เห็นแก่ความดีความชอบที่ยกทัพไปตีเมืองผาพิงค์เป็นเมืองขึ้นได้สำเร็จ” ในที่สุดเจ้าหลวงก็ตัดสินความได้

            “แต่เจ้าพ่อ...” เมืองแมนพยายามเอ่ยคัดค้าน

            “คำสั่งของพ่อเป็นอันสิ้นสุด เจ้าหาควรต่อปากต่อคำไม่” เจ้าหลวงพรหมมาวงค์เอ่ยเสียงเข้มกับบุตรชายคนเล็ก

            เมืองแมนได้ยินอย่างนั้นก็ยอมเงียบแต่โดยดี แต่สายตาแห่งความเคียดแค้นชิงชัง ยังคงมองไปที่พี่ชายของตัวเอง เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เด็กแล้วที่เขาต้องเป็นรองให้พี่ชายตัวเอง การเป็นบุตรคนเล็กมันไม่ได้ดีอะไรเลย พี่ชายได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นความรักและความไว้วางใจจากบิดา แถมยังจะได้นั่งบัลลังค์ตั่งทองครองเมืองนี้ต่อจากบิดาอีกด้วย

            “ลูกขอสุมาเจ้า” เมืองแมนยกมือไหว้สาบิดา พร้อมกับทำหน้าเซ็งต่อไป

            “วันนี้เป็นวันดีที่ลูกชายของข้าได้รับชัยชนะกลับมา คืนนี้ข้าจะจัดงานสมโภชต้อนรับการกลับมาของลูกชายข้า พวกเจ้าจงเร่งไปจัดเตรียมงานให้เสร็จโดยเร็ว...ข้าขอจบการว่าราชการเพียงเท่านี้” เจ้าหลวงออกคำสั่งผู้มีหน้าที่รับผิดชอบนั้นๆ ให้รีบไปดำเนินการโดยเร็ว

            “รับด้วยเกล้าพระเจ้าค่ะ” ขุนนางทั้งหลายยกมือไหว้เหนือศีรษะ พร้อมกับส่งเสียงขานรับอย่างพร้อมเพรียงกัน หลังจากนั้นก็ทยอยออกจากหอหลวง จะเหลือก็แต่เจ้านายฝ่ายในเท่านั้น ส่วนแสงหล้าและคำน้อยก็ยังนั่งอยู่กลางท้องพระโรงเช่นเดิม มองดูคนพวกนั้นยิ้มหน้าระรื่นกับความสำเร็จ ที่ได้มาจากการเสียเลือดเนื้อของชาวเมืองผาพิงค์

            “ลูกขอกลับคุ้มไปหาอินเหลาก่อนนะเจ้า” จักรคำเอ่ย ห่างไปหลายเดือนไม่มีวันไหนที่เขาไม่คิดถึงลูกชายเลย ถ้าเจ้าตัวเล็กรู้ว่าเขากลับมาแล้วคงจะดีใจมาก

            “ได้สิลูกพ่อ...อินเหลาบ่นหาเจ้าทุกวันมิเคยขาด บัดนี้คงได้เจอหน้าพ่อสมใจเสียที” เจ้าหลวงเอ่ยกับลูกชาย พร้อมกันนั้นมือหนาก็ตบเบาๆที่ไหล่ สื่อว่ามีความภาคภูมิใจกับบุตรชายคนนี้มากเหลือเกิน

เมืองแมนที่นั่งมองอยู่ถึงกับกำกำปั้นเอาไว้แน่นจนสั่น สายตาคมจ้องมองดูพี่ชายด้วยความอิจฉาริษยา เขาไม่อาจทนมองภาพที่อยู่ตรงหน้าได้ จึงลุกขึ้นแล้วเอ่ยกับคนทั้งสอง

            “ลูกขอกลับคุ้มก่อนนะเจ้า” เมืองแมนยกมือไหว้สาบิดาพร้อมกับเจ้าเครือแก้ว

            “คืนนี้เจ้าอย่าลืมมาร่วมงานด้วยล่ะ เจ้าเองก็ด้วยนะเครือแก้ว” เจ้าหลวงเอ่ย

            “เจ้าค่ะเจ้าพ่อ” หล่อนรับคำแล้วเดินตามหลังสวามีไป

            ขณะเดินผ่านแสงหล้าเมืองแมนก็ไม่วายที่จะส่งยิ้มให้ แต่เจ้าตัวกลับยังคงทำหน้าบึ้งตึงไม่ยอมมองหน้าผู้ใด เขายังคงพึงพอใจในตัวแสงหล้าไม่คลาย หากวันใดมีโอกาสเขาจะทำให้แสงหล้ามาเป็นเมียอีกคนให้จงได้

            “ถ้าเช่นนั้นพ่อกลับคุ้มก่อน เจ้าเองก็จงอย่าประมาทเจ้าเชลยผู้นี้ พ่อกลัวว่ามันจักคิดทำร้ายเจ้าได้” เจ้าหลวงเอ่ยเตือนบุตรชาย เพราะเห็นว่าแสงหล้ายังคงมีความพยศ กลัวว่าอาจจะเป็นอันตรายกับบุตรชายของตนได้

            “ลูกจักระวังตัว มิยอมให้ผู้ใดมาทำอันตรายเป็นอันขาด เจ้าพ่อโปรดวางใจเถิด”

            “เอาเป็นว่าพ่อเชื่อใจลูก หากมีอันใดไม่ชอบมาพากลให้รีบบอกพ่อ”

            “เจ้า”

            เมื่อพูดคุยกับบุตรชายเสร็จแล้ว เจ้าหลวงก็เดินออกไปจากหอหลวง โดยมีทหารเดินตามอารักขาไม่ห่างกาย แต่เมื่อจะเดินผ่านแสงหล้าก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยด้วย...

            “ไปอยู่กับลูกข้าก็อย่าได้ทำตัวเป็นภาระ จงจำให้ขึ้นใจว่าที่นี่ไม่ใช่เมืองของเจ้า อย่าบังอาจทำการอันใดที่ขัดต่อกฏระเบียบของบ้านเมืองข้าเป็นอันขาด” พูดจบก็เดินออกไปจากหอหลวง

            แสงหล้าเอาแต่ก้มหน้าไม่มองใครทั้งนั้น ไม่นึกไม่ฝันว่าตัวเองจะต้องมาตกระกำลำบากที่นี่ แต่ก่อนเคยมีแต่คนนับหน้าถือตา ให้เกียรติให้ความเคารพนับถือ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ต่างจากทาสในเรือนเบี้ยที่ต้องมาคอยรองรับอารมณ์ของคนพวกนี้ ชีวิตมันช่างบัดซบเสียนี่กระไร

            “ลุกขึ้นแล้วตามข้ามา” จักรคำเดินเข้ามาใกล้แล้วเอ่ยขึ้นเสียงดัง ทำให้แสงหล้าหลุดจากภวังค์แล้วเงยหน้าขึ้นไปมอง

            “เจ้านายน้อยลุกขึ้นเถิดเจ้า” คำน้อยรีบพยุงผู้เป็นนายขึ้น กลัวว่าหากช้าไปอาจจะโดนทำโทษก็เป็นได้ เขามาที่นี่เพื่อดูแลรับใช้และปกป้องแสงหล้าไม่ให้โดนใครทำร้าย และอีกอย่างก็คือคอยเตือนสติ เพราะแสงหล้าเป็นคนใจร้อน นั่นเป็นจุดอ่อนที่อาจจะทำให้โดนใครต่อใครเล่นงานได้ง่าย

            “ข้าเดินเองได้คำน้อย แค่นี้เอ็งก็ลำบากเพราะข้ามากพอแล้ว เอ็งมิต้องห่วงอันใด ต่อไปนี้ข้าจักพยายามใจเย็นให้มากขึ้น” แสงหล้าเอ่ยกับข้าไทคนสนิท พร้อมกับยิ้มน้อยๆให้ ความใจร้อนของเขาทำให้คำน้อยต้องเดือดร้อนไปด้วยมาหลายครา จากนี้เขาจะพยายามใจเย็นให้มากขึ้น

            “ข้าเจ้ามิได้ลำบากอันใดเลย เจ้านายน้อยอย่าได้คิดเยี่ยงนั้น”

            “ข้าขอบใจเอ็งมาก ไปกันเถอะ”

            เมื่อพูดคุยกันแล้วทั้งสองก็เดินตามหลังจักรคำไปที่คุ้ม โดยมีทหารเดินตามหลังไปสองนาย จากนี้ไปเขาจะต้องเป็นสมบัติของผู้ชายคนนั้นหรอกหรือนี่ ไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้างแต่เขาจะพยายามลดทิฐิลงมาบ้าง เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างไม่ต้องลำบากมากนัก เผื่อวันหน้าอาจจะมีโอกาสได้กลับไปหาบิดาและพี่ชายที่เมืองผาพิงค์อีกครั้ง

 

 

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เฮลโล....หากคำที่ใช้มันไม่ถูกต้องมากนักอย่าว่าเขานะ เพราะไม่เคยเขียนพีเรียดแนวล้านนาเลย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #15 Mega_Yajiru (@Mega_Yajiru) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 / 10:46
    พ่อจักรคำคนดีของแม่ เจ้าช่างจิตใจงดงามยิ่งนัก
    #15
    0