ทาสรักเชลยหัวใจ [พีเรียด]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,313 Views

  • 17 Comments

  • 52 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    37

    Overall
    1,313

ตอนที่ 1 : เสียเอกราช

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 237
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    30 พ.ค. 61

-๑-

เสียเอกราช

 

          เสียงปืนใหญ่ดังระงมจากภายนอกคุ้ม ทำให้ชายหนุ่มรูปร่างเล็ก ใบหน้าเรียวรูปไข่ ที่กำลังนอนหลับใหลอยู่บนเตียงต้องสะดุ้งตื่นกลางดึก เจ้าตัวรีบลุกขึ้นนั่งแล้วหยิบเสื้อคลุมที่วางพาดอยู่หัวเตียงมาสวมใส่ ในระหว่างนั้นประตูไม้ที่ถูกแกะสลักเป็นลายกนกดูงดงามอ่อนช้อยก็ถูกเปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของข้าไทคนสนิท คำน้อย ก้มลงกราบบนพื้นแล้วเอ่ยรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

            “เกิดเหตุการณ์อันใดขึ้นคำน้อย” ผู้เป็นเจ้านายเอ่ยถามด้วยสีหน้าตระหนก

            “มีข้าศึกนำกำลังเข้ามาโจมตีเมืองเจ้า” คำน้อยเอ่ยรายงานผู้เป็นนายด้วยสีหน้าเป็นกังวล

            “แล้วเจ้าพ่อกับเจ้าพี่ล่ะอยู่ที่ใด” สิ่งแรกที่ แสงหล้า นึกถึงนั่นคือบิดาและพี่ชายที่อยู่อีกคุ้ม หากมีการศึกเยี่ยงนี้เจ้าตัวทราบดีว่าคนทั้งสองจะต้องออกไปปกป้องบ้านเมือง ไม่ให้ข้าศึกเข้ามารุกรานได้เป็นอันขาด นั่นหมายความว่ามีโอกาสที่จะได้รับอันตรายจนถึงแก่ชีวิต

            “เจ้าหลวงกับเจ้าอุปราชนำทัพไปสู้กับพวกมันที่ลานศึกเจ้า”

            “ข้าจะออกไปช่วยเจ้าพ่อกับเจ้าพี่ขับไล่พวกมันออกจากเมือง” ว่าแล้วก็รีบหยิบดาบประจำกายที่วางอยู่ใต้หมอนออกมา หมายจะออกไปช่วยบิดาและพี่ชายปกป้องบ้านเมือง

            “อย่าออกไปเลยเจ้า เจ้าอุปราชให้ข้าเจ้าพาเจ้านายน้อยหนีออกไปทางด้านหลังคุ้ม ก่อนที่พวกมันจะบุกเข้ามาในหอคำ” คำน้อยได้รับคำสั่งจากเจ้าอุปราช ก่อนจะออกไปที่ลานศึกหน้ากำแพงเมือง

            “ไม่! ข้าจะออกไปสู้กับพวกมัน” ว่าแล้วแสงหล้าก็ลุกขึ้นจะเดินออกไปจากคุ้ม แต่คำน้อยรีบรั้งขาผู้เป็นนายไว้ไม่ให้ออกไป

            “เจ้านายน้อยอย่าไปเลยนะเจ้า การศึกเยี่ยงนี้มันอันตรายนะเจ้า”

            “ยิ่งอันตรายข้ายิ่งต้องออกไป เจ้าพ่อกับเจ้าพี่จะเป็นตายร้ายดียังไงข้าก็หารู้ไม่” แสงหล้าไม่ฟังคำทัดทานจากข้าไทคนสนิท สลัดขาก้าวไปข้างหน้าจนหลุดพ้นจากการเกาะกุม แล้วรีบวิ่งออกไปยังกำแพงเมือง คำน้อยได้แต่รีบวิ่งตามไปด้วยความกังวลใจ

            แสงหล้าวิ่งออกไปจากคุ้มแล้วมองไปรอบๆก็แทบจะขาดใจ เมื่อเห็นคุ้มต่างๆถูกปืนใหญ่ยิงเข้ามาจนพังพินาจ ควันไฟที่ลอยคละคลุ้งไปทั่วอาณาบริเวณทำให้รู้สึกหดหู่ใจยิ่งนัก เจ้าตัวกัดฟันวิ่งขึ้นไปบนกำแพงเมืองเพื่อมองหาบิดาและพี่ชายที่ลานศึก ดูเหมือนว่าตอนนี้ทุกอย่างมันจะสายเกินไปเสียแล้ว นั่นเพราะกำลังพลที่เคยมีหลายพัน บ่างส่วนนอนตายระเนระนาดจนเกลื่อนไปทั่วลานศึกหน้าประตูเมือง บางส่วนต้องวางอาวุธลงบนพื้นอย่างจำยอม เพราะตอนนี้บิดาและพี่ชายของตนถูกข้าศึกฝ่ายตรงข้ามจับตัวเอาไว้เสียแล้ว น้ำแห่งความเสียใจไหลพรุ่งพรูลงมาเป็นสาย แสงหล้าทรุดตัวนั่งคุกเข่าลงบนกำแพงเมืองอย่างสิ้นหวัง

            “เจ้าพ่อ!” แสงหล้าตะโกนไปสุดเสียงหวังจะให้อีกฝ่ายได้รับรู้ ว่าตัวเองยังอยู่ตรงนี้ไม่ได้หนีไปไหน

            “โธ่! แสงหล้าลูกพ่อทำไมเจ้าไม่หนีไป” เจ้าหลวงแสงคำ เปรยออกมาเบาๆ น้ำตาแห่งความพ่ายแพ้หยดแหมะลงบนผืนแผ่นดินเกิด ตอนนี้เขาไม่สามารถปกป้องบ้านเมืองเอาไว้ได้เสียแล้ว แม้นตายคงไม่กล้าไปพบหน้าบรรพบุรุษ ที่เคยต่อสู้เสียเลือดเสียเนื้อเพื่อผืนแผ่นดินนี้มาในอดีต

            “แสงหล้าน้องพี่รีบหนีไป!แสงชัย ตะโกนเสียงดัง ขณะโดนทหารของอีกฝ่ายคุมตัวเอาไว้

            ดูเหมือนว่าน้องชายจะไม่ฟังสิ่งที่เขาพูดออกไป กลับลงจากกำแพงเมืองเดินอย่างอาจหาญมายังลานศึกพร้อมกับข้าไทคนสนิท ในมือก็ถือดาบคู่กายยืนประจันหน้ากับข้าศึกฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่เกรงกลัว

            “นี่คงเป็นแก้วตาดวงใจของเจ้าหลวงเมืองผาพิงค์สินะ” จักรคำ แม่ทัพของเชียงราชคำเอ่ยขึ้นเสียงดัง เมื่อเห็นความอาจหาญของชายหนุ่มรูปงามที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็แค่นยิ้มอย่างพอใจ

            “ทำไมลูกไม่หนีไป” เจ้าหลวงแสงคำเอ่ยกับบุตรชายคนเล็ก

            “จะให้ลูกหนีไปได้เยี่ยงไร ในเมื่อตอนนี้เจ้าพ่อกับเจ้าพี่กำลังตกอยู่ในอันตราย ลูกทำเยี่ยงนั้นไม่ได้” แสงหล้าร้องไห้อย่างหนักหน่วงเมื่อเห็นสภาพของคนที่รักทั้งสอง ถูกจับนั่งคุกเข่าอยู่บนแผ่นดินของตัวเองอย่างไร้ศักดิ์ศรี

            “ข้าว่าเราไปทำข้อตกลงกันในหอคำดีหรือไม่” จักรคำเอ่ย

            “ข้าไม่มีทางให้เจ้าเข้าไปเหยียบในหอคำเป็นอันขาด” เจ้าหลวงแสงคำเอ่ยออกมาด้วยความเด็ดเดี่ยว เขาไม่มีทางให้พวกศัตรูที่มาข่มเหงชาวเมืองผาพิงค์ เข้าไปเหยียบในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองเป็นอันขาด

            “เจ้าหลวงไม่มีสิทธิ์พูดอันใดแล้ว คุมตัวทุกคนเข้าไปในหอคำบัดเดี๋ยวนี้” สิ้นคำสั่งเหล่าทหารของเชียงราชคำก็เข้าไปจับตัวแสงหล้าและคำน้อยทันที ส่วนเจ้าหลวงแสงคำและเจ้าแสงชัยก็ถูกจับให้ลุกขึ้น แล้วคุมตัวเดินตรงไปยังหอคำ ซึ่งเป็นสถานที่ว่าข้อราชการและเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ของเมืองผาพิงค์

 

            ทั้งหมดถูกคุมตัวเข้ามายังหอคำแล้วถูกจับให้นั่งคุกเข่าอยู่ในท้องพระโรง เจ้าหลวงแสงคำมองดูบังลังค์ตั่งทองที่เคยนั่งว่าราชการอย่างคับแค้นใจ ตอนนี้ศัตรูต่างถิ่นได้เขามาเหยียบในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ของบ้านเมือง มันเป็นอะไรที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของคนเป็นเจ้าหลวงเสียเหลือเกิน

            จักรคำเดินขึ้นไปยืนอยู่ตรงหน้าบัลลังค์ตั่งทองอย่างอุกอาจ แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้นั่งลงแต่อย่างใดเพราะยังให้เกียรติกับเจ้าหลวงของเมืองนี้อยู่นั่นเอง

            “ลงมาจากหอคำบัดเดี๋ยวนี้” แสงชัยตะโกนลั่นใส่หน้าแม่ทัพของเชียงราชคำอย่างเดือดดาล

            “ข้าคงทำตามที่เจ้าร้องขอไม่ได้เพราะตอนนี้ เมืองผาพิงค์ได้เป็นเมืองขึ้นของนครหลวงเชียงราชคำอย่างเป็นทางการแล้ว เจ้าหลวงมีหน้าที่ส่งเครื่องบรรณการไปถวายราชสำนัก นครหลวงเชียงราชคำเป็นประจำทุกปีไม่ให้ขาด ไม่เช่นนั้นแล้วจะถือว่าพวกท่านกระด้างกระเดื่อง” จักรคำประกาศกร้าวต่อหน้าเจ้าหลวงและบรรดาข้าราชบริพารที่ถูกคุมตัวอยู่ในหอคำ

            “ข้าไม่ยอมให้เมืองผาพิงค์ตกเป็นเบี้ยล่างของพวกเจ้าแน่นอน” เจ้าหลวงแสงคำกำหมัดแน่น โกรธแค้นจนใบหน้าสั่นเทา เพ่งมองคนที่ยืนอยู่หน้าบังลังค์ตั่งทองของตัวเองอย่างเคียดแค้น

            “หากมันผู้ใดไม่ยอมรับ ข้าก็ต้องกำจัดให้สิ้นซากไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น...แม้แต่เจ้าหลวง” จักรคำประกาศกร้าวเสียงดังอย่างเด็ดขาด ทำให้ทุกคนที่ถูกคุมตัวก้มหน้าลงอย่างเกรงกลัวในอำนาจ ยกเว้นแสงหล้าที่จ้องมองเขม็งอย่างไม่เกรงกลัวแต่อย่างใด

            “มีอันใดจะพูดกับข้าหรือไม่เจ้าแสงหล้า” จักรคำยิ้มเยาะเมื่อเห็นความกล้าของอีกฝ่าย

            “ข้า-เกลียด-เจ้า” แสงหล้าเอ่ยเสียงต่ำแบบเน้นคำบ่งบอกว่ากำลังโกรธแค้นเหลือทน

            “ถ้าข้าเป็นเจ้าจะไม่พูดเยี่ยงนี้ เพราะวันพรุ่งเจ้าจะต้องกลับไปที่นครหลวงเชียงราชคำกับข้า” พูดแล้วก็ยิ้มเยาะอย่างผู้มีชัย ทำเอาแสงหล้าถึงกับหน้าซีดเผือดขึ้นมาทันที

            “มะ...หมายความว่าเยี่ยงไร” เมื่อได้ยินอย่างนั้นทำเอาแสงหล้าถึงกับทรุดตัวลงบนพื้นจนคำน้อยรีบพยุงตัวเอาไว้

            “แม้ตอนนี้เมืองผาพิงค์เป็นเมืองขึ้นของนครหลวงเชียงราชคำแล้ว แต่ทุกอย่างที่นี่จะยังคงเหมือนเดิม ตั่งทองนี้ยังคงเป็นของเจ้าหลวง เว้นแต่ข้าจะต้องพาเจ้าแสงหล้ากลับไปที่นครหลวงเชียงราชคำด้วยเพื่อเป็นประกันว่าเจ้าหลวงแห่งเมืองผาพิงค์จะไม่กระด้างกระเดื่องต่อเมืองของข้า หากวันใดที่พวกท่านคิดก่อการกบฏ เจ้าแสงหล้าจะหามีชีวิตอยู่ต่อไม่” จักรคำเอ่ย

            “ข้าไม่ไปข้าจะขอตายอยู่ที่นี่” แสงหล้ารีบปฏิเสธทันควัน เขาไม่มีทางไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองแน่นอน หากตายก็ขอตายที่เมืองผาพิงค์เท่านั้น

            “ทำไมพวกข้าจะต้องทำตามที่เจ้าบอกด้วย” แสงชัยเอ่ยขึ้น

            “ถ้าพวกท่านไม่ยอมรับการเป็นเมืองขึ้น ข้าจะพังที่นี่ให้ราบคาบ และไม่ไว้ชีวิตผู้ใดแม้แต่คนเดียว คนฉลาดอย่างเจ้าคงรู้ดีว่าจะเลือกทางไหน” แม้จะให้ทางเลือกแต่ก็เหมือนเป็นการบีบบังคับให้เลือกสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ

            แสงชัยกำหมัดแน่นเมื่อหมดหนทางที่จะเอาชนะอีกฝ่ายได้ เขาไม่มีทางให้ประชาชนต้องมาเดือดร้อนเพราะความรั้นของตัวเองเป็นแน่ แต่ก็เป็นห่วงน้องชายมากเหลือเกิน กลัวว่าจะไปตกระกำลำบากที่ต่างเมือง ยิ่งไปอยู่ในฐานะเชลยแล้วยิ่งปวดใจ

            “ข้าขอไปแทนน้องข้าได้หรือไม่” แสงชัยเอ่ยขึ้นอย่างเด็ดเดี่ยว

            “ไม่! เอาข้าไปแทนเถิด” เจ้าหลวงแสงคำเอ่ยขึ้นถัดจากนั้น ทำเอาบุตรชายทั้งสองหันไปมองหน้าทันที

            “ไม่นะเจ้าพ่อ” แสงหล้าเอ่ยน้ำตานองหน้า

            “พ่อแก่แล้วให้พ่อไปยังดีกว่าให้ลูกของพ่อต้องไปตกระกำลำบาก” เจ้าหลวงแสงคำเอ่ยกับบุตรชาย

            “พวกท่านไม่มีสิทธิ์เลือก คนที่จะต้องไปคือเจ้าแสงหล้าเท่านั้น” จักรคำยื่นคำขาด

            “ท่านพ่อไม่ต้องห่วง ลูกจะไปเพื่อบ้านเมืองของเรา เพื่อประชาชนของเรา เจ้าพ่อกับเจ้าพี่ต้องอยู่ที่นี่ เป็นเสาหลักให้ชาวเมืองนะเจ้า..ฮึก” เมื่อเลี่ยงไม่ได้ แสงหล้าก็พยายามรวบรวมสติแล้วทำใจฮึดสู้อีกครั้ง เลือดนักสู้ในตัวเขามันยังเข้มข้นอยู่ไม่หาย

            เมื่อได้ยินคำพูดที่เด็ดเดี่ยวของแสงหล้า ทั้งสองก็น้ำตาร่วงแล้วพยักหน้ารับอย่างเสียมิได้ แม้จะเจ็บปวดเพียงใด แต่เพื่อให้บ้านเมืองได้เดินหน้าต่อไป ทั้งสองจะต้องทนรับความเจ็บปวดนี้ให้ได้

            “ขอให้ข้าเจ้าติดตามไปรับใช้เจ้านายน้อยด้วยเถิดเจ้า” คำน้อยยกมือไหว้จักรคำวอนขอไปรับใช้เจ้านายที่ต่างเมืองด้วย

            “เจ้าต้องอยู่ที่นี่ดูแลเจ้าพ่อนะคำน้อย” แสงหล้าเอ่ยกับข้าไทคนสนิท แต่คำน้อยกลับส่ายหน้าร้องไห้แล้วซบหน้าลงที่ฝ่าเท้าของผู้เป็นนาย

            “ข้าอนุญาต” จักรคำเห็นว่าหากไปอยู่ที่นั่นเพียงลำพังอาจจะทำให้แสงหล้ารู้สึกโดดเดี่ยว หากมีเพื่อนคุยอาจจะทำให้รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง เขาเองก็ไม่ใช่คนใจร้ายไส้ระกำขนาดนั้น ทุกอย่างที่ทำลงไปเพราะเป็นคำสั่งของบิดาเท่านั้นเอง

            “ขอบน้ำใจเจ้า” รอยยิ้มปรากฏบนหน้าของคำน้อย เขาจ้องมองหน้าผู้เป็นนายแล้วร้องไห้ด้วยความดีใจ อย่างน้อยก็จะได้ไปดูแลอย่างใกล้ชิดที่ต่างเมือง

            “เอาล่ะข้าจะให้พวกท่านไปพักผ่อนในคุ้มเสียก่อน แต่อย่าเพิ่งดีใจไป เพราะทหารของข้าจะตรึงกำลังไว้ทั่วเมือง หากผู้ใดคิดกระด้างกระเดื่องขึ้นมา ข้าจะจับตัดหัวทันทีไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น ส่วนเจ้าแสงหล้าเตรียมตัวให้พร้อม เพราะวันพรุ่งเจ้าต้องเดินทางกลับเชียงราชคำกับข้าตั้งแต่เช้าตรู่” จักรคำประกาศกร้าวให้คนที่อยู่ในหอคำรับทราบก่อนจะเดินออกไป แต่ยังคงสั่งทหารให้ตรึงกำลังไว้ทุกจุดอย่างเข้มงวด

 

            หลังจากจักรคำเดินออกไปแล้ว สามคนพ่อลูกก็โผเข้ามากอดกันทันที แสงหล้าซบหน้าลงบนตักบิดาราวกับจะไม่มีโอกาสกลับมาสัมผัสไออุ่นนี้อีกตลอดชีวิต ส่วนแสงชัยก็มองน้องชายด้วยความสงสารและคับแค้นใจ สักวันเขาจะต้องพาตัวน้องชายกลับมาที่นี่ให้ได้

            “พ่อผิดเองที่ไม่สามารถปกป้องบ้านเมืองเราจากพวกเชียงราชคำได้” เจ้าหลวงแสงคำเอ่ยอย่างตัดพ้อคิดว่าเป็นความผิดของตัวเองที่ไม่สามารถรักษาเอกราชของบ้านเมืองไว้ได้ แถมบุตรชายคนเล็กยังต้องถูกนำตัวไปเป็นตัวเชลยที่เมืองนั้นอีกด้วย

            “เจ้าพ่ออย่าโทษตัวเองเลยเจ้า คนที่ผิดคือพวกมัน” แสงชัยเอ่ยปลอบใจบิดา

            “ลูกให้สัญญาว่าจะดูแลตัวเองให้ดี เจ้าพ่อกับเจ้าพี่ไม่ต้องเป็นห่วง” แสงหล้าเอ่ยกับคนทั้งสอง

            “พี่สัญญาว่าจะพาน้องกลับมาให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยชีวิตพี่ก็ตาม” แสงชัยให้สัญญากับน้องชาย พลางใช้มือหนาลูบไล้ที่เรือนผมอย่างปลอบโยน

            “เจ้าพี่อย่าพูดเยี่ยงนั้น น้องจะอดทนอยู่ที่นั่นให้ได้ รอวันที่ผาพิงค์เป็นอิสระอีกครั้ง”

            “เอ็งต้องดูแลน้องข้าให้ดีนะคำน้อย” แสงสัยหันไปเอ่ยกับข้าไทที่เขาไว้ใจได้

            “เจ้า..ข้าเจ้าจะไม่ให้ผู้ใดมาทำร้ายเจ้านายน้อยได้เป็นอันขาด” คำน้อยให้สัญญากับเจ้านายทั้งสอง

            “ขอบน้ำใจเอ็งมาก” เจ้าหลวงเอ่ย

            “คืนนี้ลูกขอนอนที่คุ้มเจ้าพ่อเป็นคืนสุดท้ายได้หรือไม่เจ้า” ตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยห่างบ้านห่างเมืองไปไหนเลยแม้แต่หนเดียว คิดแล้วก็แทบจะขาดใจเสียเหลือเกิน

            “ได้สิลูกคืนนี้พ่อจะไม่ให้เจ้าห่างอกพ่อแม้แต่น้อย”

            “ลูกจะพาทหารที่เหลือมาเฝ้าอารักขาที่หน้าคุ้มหลวงทั้งคืน เจ้าพ่อจะได้ไม่ต้องทรงกังวลอันใด” แสงชัยเอ่ย

            “เจ้าเองก็ควรไปพักเอาแรงเสียก่อนปล่อยให้ทหารมันอยู่เฝ้ายามเป็นพอ”

            “ถ้าเช่นนั้นลูกจะไปอยู่ที่คุ้มกับเจ้าพ่อและน้อง จะได้วางใจว่าเจ้าพ่อจะทรงปลอดภัย” เจ้าหลวงพยักหน้ารับแล้วหันไปเอ่ยกับคำน้อยอีกที

            “คำน้อยเอ็งพาลูกข้าไปเก็บสัมภาระที่คุ้มก่อน แล้วค่อยพามาที่คุ้มหลวง” เจ้าหลวงแสงคำเอ่ยกับข้าไท

            “เจ้า” คำน้อยตอบรับ

            “ลูกขอไปเก็บสัมภาระที่คุ้มก่อน หากเสร็จแล้วลูกจะไปหาเจ้าพ่อที่คุ้มนะเจ้า” แสงหล้าเอ่ยกับบิดาแล้วก้มกราบแทบเท้า หลังจากนั้นก็ลุกขึ้นเดินออกจากหอคำโดยมีข้าไทคนสนิทเดินตามหลังไป

            เมื่อแสงหล้าออกไปจากหอคำแล้ว เจ้าหลวงได้เดินขึ้นไปนั่งบนบัลลังค์ตั่งทองอย่างเศร้าใจ ขณะที่แสงชัยก็นั่งลงบนตั่งด้านล่าง ส่วนข้าราชบริพารต่างก็พากันนั่งร้องไห้ระงมด้วยความเสียใจ จากเมืองเล็กๆที่เคยปกครองตัวเองมาอย่างยาวนาน แต่วันนี้กลับต้องมาเสียเอกราชให้กับเมืองใหญ่ที่กระหายสงครามอย่างนครหลวงเชียงราชคำ เจ้าหลวงแสงคำพยายามทำใจยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ เพื่อจะฟื้นฟูและสร้างเมืองให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เผื่อในอนาคตจะหาทางแยกตัวเป็นอิสระอีกครั้ง และพาตัวบุตรชายคนเล็กกลับมาที่เมืองผาพิงค์ให้จงได้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #13 Mega_Yajiru (@Mega_Yajiru) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 / 10:26
    ดีอะ ตั่งต่างมาก อ่านต่อไปเจ้า
    #13
    0