Dead Not Die แพร่พันธุ์ไวรัสร้าย มหาลัยนรก

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,520 Views

  • 12 Comments

  • 381 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    22

    Overall
    2,520

ตอนที่ 2 : ตอนที่ 1 จุดเริ่มต้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 848
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    30 ม.ค. 61

สามเดือนก่อน

 ท่ามกลางเมืองหลวงที่เงียบสงัดที่ไม่เหลือร่องรอยของสิ่งมีชีวิตให้เห็น หญิงสาวในชุดเสื้อแขนกุดกางเกงขาสั้นพร้อมอาวุธคู่กาย ไม่ว่าจะเป็นมีดยาวหนึ่งศอกสองด้ามที่กลางหลังหรือจะเป็นปืนสั้นและปืนยาวที่เหน็บไว้ที่ขาสองข้าง หญิงสาวที่มีพลังเหนือธรรมชาติจากการทดลองของอัมเบลล่าคอร์ปอเรชั่น เธอคนนั้นก็คือ...

“เฮ้! น้ำ แกเอาปากกาเมจิกฉันไปไว้ไหนเนี่ย?”

เธอคือสาวนักบู๊...

ชื่อของเธอคือ...

“น้ำปั่น!!”

“โอ๊ย! อะไรเล่ายัยเมล์ แกกำลังรบกวนเวลาสำคัญของฉันนะเว้ย!” ฉันโวยวายใส่เมล์หรือเมล่อน เพื่อนสาวรูมเมตของฉันที่กำลังยืนปั้นหน้าโหดใส่ฉันพร้อมเฉ่งได้ทุกเมื่อ

“เวลาสำคัญของแกคือการเอาเวลาทำงานกลุ่มของเราไปดูหนังซอมบี้บ้าบอนี้หรอ ถามจริง! ฉันเห็นแกดูจนฉันจำได้แล้วนะว่าฉากต่อไปจะเป็นยังไงน่ะ แกไม่เบื่อบ้างรึไง!!”

“แก ถ้าแกชอบอะไรสักอย่างแล้วอ่ะนะ ไม่ว่าจะเป็นยังไง จะดูบ่อยแค่ไหน เราจะไม่เบื่อมันเลย เชื่อสิ!” ฉันเถียงก่อนจะหันไปสนใจหนังตรงหน้าต่อ ฉันไม่มีอารมณ์ทำงานหรอกนะ ถ้าดูหนังยังไม่จบน่ะ มันค้างคา

“สาธุ!! ขอให้แกได้แฟนเป็นซอมบี้ เพี้ยง!”

“อุ๊ยตาย! ฉันไม่คิดจะมีแฟนตอนนี้หรอกย่ะ!”

“ย่ะ! ก็ตั้งแต่แกเลิกกับนายเทปเป้ไป แกก็ไม่เคยคบใครอีกเลยนี่หน่า อิๆ โอ๊ย!” เมล่อนร้องขึ้นก่อนจะทำตาเขียวใส่ฉันเมื่อโดนฉันขว้างหมอนใบเขื่องของฉันใส่เข้า “อะไรล่ะ ยอมรับความจริงไม่ได้รึไง”

“เลิกพูดชื่อหมอนั้นเลยนะ ได้ยินก็พะอืดพะอมจะแย่”

“ตัดใจไม่ขาดล่ะสิ”

“หยุดพูดนะ! ถ้าแกพูดอีกฉันจะไม่ช่วยทำงานกลุ่มจริงๆ ด้วย”

“โอ๊ย!!! คิดว่าง้อรึไง? ลบชื่อแกออกก็หมดเรื่องล่ะ อ้อ! ที่แน่ๆ เอาปากกาเมจิกฉันมาด้วย จะเอาไปเขียนแล็ป”

“อยู่ในกระเป๋านู้น ไปหยิบเอาดิ” ฉันว่าก่อนจะปิดโน้ตบุ๊คของตัวเองอย่างหมดอารมณ์ อย่างน้อยค้างคาเรื่องหนังก็ยังดีกว่าโดนตัดชื่อออกจากกลุ่มล่ะนะเพื่อจะออกไปทำงานกลุ่มกับเพื่อนที่ห้องตรงข้าม

“ว๊าย!!”

“อะไรแก เมล์ มีอะไร?” ฉันรีบลุกขึ้นไปหาเมล่อนที่โต๊ะหนังสือตัวเองทันที ก่อนจะเห็นบางอย่างในมือของเมล่อนที่เป็นเหตุทำให้เธอตกใจ

“นะ...นี่มันอะไรกันน่ะ?”

“ฮ่ะๆ นี่หรอ ปืนปลอมน่ะ”

“แน่ใจหรอ? ทะ...ทำไมมันหนักเหมือนของจริงเลยล่ะ”

“เอ่อ! ก็ของจริงน่ะแหล่ะ แต่...”

“แล้วทำไมแกเก็บเอาไว้กับตัวอย่างนี้!! ถ้ามันเกิดลั่นโป้งป้างขึ้นมาจะทำยังไง แล้วปืนนี้จดทะเบียนรึยังก็ไม่รู้ แกคิดบ้างไหมเนี่ย? โอ๊ย! ตายแล้ว! แล้วนี่ถ้าเกิดกรรมการหอมาค้นห้องล่ะก็ แกกับฉันได้หาที่อยู่ใหม่แน่น้ำเอ๊ย ดีไม่ดีโดนจับข้อหาพกปืนในที่สาธารณะโดยไมได้รับอนุญาตอีก งานเข้าๆ งานเข้าแน่ๆ”

“เดี๋ยวดิเมล์! แกก็รู้ว่าพ่อฉันเป็นตำรวจปืนนี่จดทะเบียนอยู่แล้ว แล้วมันก็ไม่ลั่นหรอก ฉันล็อกเซฟตี้ไว้อย่างดี ส่วนกรรมการหอก็ไม่ต้องกลัว อย่าลืมดิ พี่สาวฉันทำงานในองค์การนักศึกษาน่ะ" ฉันพูดจบก็ดึงปืนออกมาจากมือของเมล่อนทันทีก่อนจะเก็บเข้ากระเป๋าตัวเอง จะให้ใครรู้ได้ไงล่ะว่าที่ฉันต้องพกปืนตลอดเวลาน่ะเพราะอะไร T^T

“แล้วน้ำพกไว้ทำไม หรือว่าแกไปมีเรื่องกับพวกแก็งมาเฟียข้ามชาติ”

โห! คิดไปนั่น ฉันไม่ใช่อันธพาลที่จะไปมีเรื่องกับพวกมีอิทธิพลขนาดนั้นสักหน่อย

“แกก็อ่านนิยายมากไป”

“หรือแค่พกไว้ป้องกันตัว”

เออ! เหตุผลนี้ดีแหะ

“ก็... เออ! ใช่ เพราะงั้นแหล่ะ”

“แววตาแกดูหลุกหลิกวะ น้ำโกหกแน่ๆ แกพกเพราะว่ากลัวซอมบี้ใช่ไหม??”

ฉันเบิกตากว้างด้วยความตกใจ อาจเพราะฉันดูหนังแนวซอมบี้มากไปจนเกิดกลัวขึ้นมา แต่มันก็อาจเป็นไปได้นี่หน่า เดี๋ยวนี้วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าขึ้นมาก ใครจะไปรู้ว่าสักวันนึงจะมีคนไปค้นพบอาวุธชีวภาพที่ทำให้คนกลายเป็นซากศพก็ได้ 

“มะ...ไม่ใช่นะ”

“ฉันว่าใช่แน่ๆ น้ำนี่โกหกไม่เนียนเลยจริงๆ อ่ะ ให้ตาย! ดูมากจนฟุ้งซ่านไปหมดแล้ว เลิกดูได้ก็ดีนะ ไร้สาระมากเลย แล้วไหนปากกาเมจิกฉัน อ้อ! นี่ไง” เมล่อนส่ายหัวอย่างระอาก่อนจะหันไปเจอกระเป๋าปากกาของฉันที่โดนหนังสือสามสี่เล่มทับจนแทบจะมองไม่เห็นตัวกระเป๋า เมล่อนนี่ตาดีชะมัด! ฉันเป็นเจ้าของยังไม่เห็นเลยอ่ะ แถมลืมไปแล้วด้วย นึกว่ายังอยู่ในกระเป๋า เมล่อนเลยไปเจอแจ็กพอตเข้า 

ฉันชื่อน้ำปั่น เพื่อนๆ เรียกฉันว่าน้ำ ฉันเป็นพวกบ้าซอมบี้ ชอบมากกับหนังแนวนี้เรียกว่าหลงใหลเลยล่ะ หลายคนก็สงสัยว่าหญิงสาวหน้าตาสาวน่ารัก จิ้มลิ้มอย่างฉันกลายเป็นพวกบ้าหนังซอมบี้ได้ยังไง ทั้งๆ ที่มีหนังซีรีย์น่ารักโนเนะแบบเกาหลีหรือญี่ปุ่นทั่วบ้านทั่วเมือง ทำไมถึงมาชอบหนังแปลกๆ ยิงหัวกันเลือดสาด

คำตอบยากไปนิดสำหรับฉัน อาจเป็นเพราะว่าพ่อฉันเป็นตำรวจ แม่ฉันเป็นหมอ การที่ครอบครัวฉันจะมาดูหนังรักโรแมนติกล่ะก็...ฝันไปได้เลย พ่อฉันน่ะชอบบู๊เป็นชีวิตจิตใจ แหงล่ะ! ก็เป็นถึงหน่วยปราบปรามพิเศษนี่หน่า ส่วนแม่น่ะ ชอบดูหนังไซไฟ แนววิทยาศาสตร์งี้ หนังสไตล์ซอมบี้ก็เลยเหมือนจะตอบโจทย์ทุกอย่างได้อย่างลงตัว

ซึ่งน่าแปลก! ในขณะที่ฉันชอบดูหนังซอมบี้ พี่สาวฝาแฝดของฉันหรือข้าวปั้นกลับชอบดูหนังแบบแม่มากกว่า เธอใฝ่ฝันว่าจะเป็นหมอเหมือนแม่ ก็เลยเลือกเรียนแพทยศาสตร์ ซึ่งก็ทำได้ดีซะด้วย ส่วนฉันหันมาเรียนทางวิศวกรรมไฟฟ้ามากกว่า ผลการเรียนออกมาได้เกือบตก ไม่ถึงเกือบเต็มด้วยซ้ำ ก็แหม! ตอนขอแม่เรียนตำรวจก็ไม่อนุญาตนี่หน่า เลยหนีมาเรียนอะไรอย่างนี้แทนซะ ไม่คิดว่าจะเป็นการฆ่าตัวตายทางอ้อม 

เลิกเรื่องเศร้ามาเล่าเรื่องงานต่อ

หลังจากที่เมล่อนลากฉันออกมาห้องตรงข้ามแล้ว เธอก็ให้ฉันเขียนไดเรกชั่นแล็ปตั้งแต่แรก โชคดีที่เรื่องการวาดรูป การวางแผนพวกนี้ฉันถนัด อาจเพราะว่าฉันเรียนรู้มาจากหนังมากก็ได้เนอะ

“เออ พวกแกฉันสงสัยจังว่าทำไมอาจารย์ศิรินยาถึงชอบไปหมกอยู่ในห้องแล็ปตลอดด้วยวะ” ตั้งฉ่ายเพื่อนร่วมชั้นของฉันถามขึ้น

“เห็นว่าแกทำการทดลองทางสรีระของมนุษย์นะ” ไอยูว่า

“ไม่ใช่ๆ รุ่นพี่บอกว่าแกเป็นคนเอ๋อๆ พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง แล้วที่แกอยู่ในห้องแล็ปน่ะเพราะว่าแกคุยกับสามีแกต่างหาก” กัมบี้แย้งขึ้น

“สามีแกตายไปแล้วไม่ใช่รึไง?” เมล่อนว่า

“ก็นั่นแหล่ะ เพราะแกสติไม่ดีไง”

“สติไม่ดีแล้วยังสอนอยู่ในมหาลัยได้ไง” ตั้งฉ่ายถามอย่างสงสัย

“นั่นสิ! เรื่องนี้ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”

“สงสัยสามีแกเป็นซอมบี้มั้ง!” ฉันเอ่ยขึ้นลอยๆ แต่ตั้งฉ่าย ไอยูและกัมบี้ต่างร้องโวยวายใส่ฉันใหญ่โต

“ยัยน้ำบ้า แกก็รู้ว่าพวกฉันกลัวผี จะพูดขึ้นมาทำไมวะ!” กัมบี้ว่าก่อนจะฟาดมือใส่ฉันดังผั๊วะ!

“โอ๊ย! เจ็บนะ นั่นมือหรือฝ่าเท้ากันแน่ห๊ะ อีกอย่างนะซอมบี้ไม่ใช่ผีสักหน่อย มันเป็นซากศพเดินได้ต่างหาก”

“เรียกอีกอย่างว่าผีดิบ! ระวังนะ! ถ้ามันมาจริงๆ แกน่ะจะโดนกัดคนแรก” เมล่อนว่าก่อนจะส่ายหน้าใส่ฉัน

“เหอะ! ถ้ามาจริงนะ ฉันคนนึงนี่หล่ะ ที่ไอ้ซอมบี้จะไม่ได้แตะต้องแม้แต่ผิวหนัง แล้วถ้าซอมบี้ตัวไหนกล้าเข้าใกล้ฉันล่ะก็ ฉันจะระเบิดหัวมันให้กระจุยเลย!” ฉันพูดอย่างมาดมั่น โดยไม่ได้รู้เลยว่าของจริงกำลังจะมาอีกไม่นานนี้



 “ให้ตายเหอะ! พวกมันเต็มไปหมด น้ำ! ทำไงดี”

“บ้าเอ๊ย! ฉันไม่ยอมตายอย่างนี้หรอก”

ปังๆๆๆ

“น้ำ! กระสุนเราจะหมดแล้วนะ”

“วิ่งไปที่ทางหนีไฟเร็วเข้า ฉันจะสกัดพวกมันเอาไว้เอง!!”

ปังๆๆๆๆๆ

“ฉันไม่ยอมตายหรอกน่า!! โธ่เว้ย”

ปังๆๆๆ

เสียงปืนดังกึกก้องไปทั่วอาคารขนาดใหญ่ ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่นี่ที่ไหน และฉันมาทำอะไรที่นี่ แต่ที่ฉันจำได้คือ ฉันเห็นซอมบี้เต็มไปหมดทั้งเมือง พวกมันกัดกินคนเป็นแล้วหลังจากนั้น พวกคนเป็นก็ตายแล้วลุกขึ้นมากัดกินคนเป็นต่อ นี่มันเป็นความฝันที่แย่ที่สุด

ใช่แล้ว*!*

มันเป็นแค่ความฝัน*!*

ฉันรู้สึกชินไปซะแล้วที่ฝันแบบนี้และทุกครั้งในความฝัน ฉันก็จะถูกกัดแล้วก็กลายไปเป็นซอมบี้เหมือนพวกมัน

กริ๊ก*!*

“บ้าเอ๊ย!! กระสุนหมด!”

ฉันโยนปืนทิ้งอย่างไม่ใยดี ก่อนจะคว้ามีดพกยาวคืบนึงที่เหน็บข้างเอวออกมา แค่ฟันที่หัว ฟันที่หัวเท่านั้น*!*

ฉัวะ*!*

ฉึก*!*

ซอมบี้ตัวแล้วตัวเล่าที่ถูกฉันฟันหัวขาด ตอนนี้คู่หูของฉันหายไปแล้ว นั่นหมายถึงฉันโดนทิ้งให้อยู่สู้กับซอมบี้หิวโซพวกนี้ตามลำพัง น่ารักซะไม่มี ดูแต่ละตัวสิ*! มีแต่แผลเหวอะหวะ เน่าเฟะและส่งกลิ่นเหม็นแทบอ้วก*

ฉันต้องรอด*!*

ผัวะ*!*

ซอมบี้ตัวนึงโดนฉันเตะกระเด็นออกไปข้างๆ ฉันรีบวิ่งไปที่ประตูหนีไฟที่คู่หูของฉันออกไป ก่อนที่ฉันต้องชะงักเท้าเอาไว้แค่นั้น เมื่อเห็นคนตรงหน้า

ไม่สิ*! เขาเป็นซอมบี้ผีดิบไปแล้ว*

เทปเป้หรือเป้แฟนเก่าของฉัน อาจจะไม่ใช่แฟนเก่าเพราะฉันเองก็ไม่ได้มีแฟนใหม่ มีแต่หมอนั่นน่ะแหล่ะที่ควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้ามาให้ฉันเจอตลอด ตอนนี้เขาใส่เสื้อช็อบของสาขาวิศวยานยนต์ที่โชกไปด้วยเลือด บริเวณลำคอมีรอยถูกกัดเป็นแผลลึกแลดูน่าสยดสยอง ใบหน้าซีดเซียวไร้สีเลือด แต่ยังคงความหล่อแบบหนุ่มเท่ของคณะวิศวะไว้ได้ ก็เป็นถึงเดือนคณะนี่หน่า

“เทปเป้! นะ...นาย ไม่นะ! กรี๊ดดด!”

เทปเป้ในร่างไร้แววตาพุ่งเข้ามาหาฉันก่อนจะพยายามกัดฉัน ในขณะที่ฉันกำลังขัดขืน ซอมบี้ตัวอื่นๆ ได้โอกาสมันวิ่งเข้ามาหาฉันเหมือนเห็นฉันเป็นเนื้อชั้นเลิศ ที่หวานมันและน่ากิน

“ไม่น้า!!”


เวลา******06:30 น.

ปึงๆๆๆ

ฉันลืมตาขึ้นมาด้วยความเหนื่อยหอบ ฉันรอดแล้ว! ให้ตาย ฉันนึกว่าฉันจะโดนกัดซะแล้วสิ ฮู่วว... แล้วนี่เสียงใครมาเคาะประตูแต่เช้ากันเนี่ย ยิ่งห้องนี้มีแค่ฉันกับเมล่อนสองคนซะด้วยเพราะเป็นห้องพิเศษถ้าเทียบกับโรงแรมก็คงเป็นห้องเดอะลุกซ์หรือห้องสวีทประมาณนั้น มีห้องครัวแยกออกไปใกล้กับห้องโถง มีห้องนอนห้องเดียวแยกสองเตียงแต่ไม่มีประตูกั้น มีเพียงม่านมู่ลี่สีเขียวที่ฉันเอามาติดเอาไว้กั้นห้องนอนกับห้องโถง

“โอ้ยยยย... ใครมาเคาะประตูแต่เช้าเนี่ยยย เมล์ลุกไปเปิดประตูหน่อยดิ” ฉันเรียกเมล่อนที่นอนอยู่เตียงถัดไป ยัยนั่นบิดตัวแล้วเอาหมอนอุดหูก่อนตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงอู้อี้

“น้ำก็ลุกเองดิ ฉันง่วงจะแย่แล้ว กว่างานจะเสร็จก็ปาไปเกือบตีสี่ ฉันนอนยังไม่ถึงสามชั่วโมงเลยนะ”

นั่นหมายความว่ายังไงเมล่อนมันก็ไม่ลุกสินะ!

ปึงๆๆๆๆๆ

เสียงเคาะประตูดังขึ้นกว่าเดิม ฉันลุกจากเตียงด้วยท่าทางงัวเงียออกมาเปิดประตู ให้ตายดิ ถ้าไม่มีธุระสำคัญแล้วมาปลุกฉันในเวลาเช้าแบบนี้ได้เห็นดีกันแน่ วันนี้ฉันอุตส่าห์ว่าจะนอนตื่นสายๆ เพราะมีเรียนบ่ายหน่อยนะ

กริ๊ก!

ผั๊วะ!!

ทันทีที่ประตูห้องฉันเปิดออก ภาพของไอยูและตั้งฉ่ายที่กำลังหิ้วปีกของกัมบี้ในสภาพเลือดโชกไปทั้งตัว ก็ดันประตูเข้ามาในห้องทันที ในขณะที่ข้างนอกห้องมืดมิดมีเพียงแสงแดดจากนอกระเบียงสาดส่องเข้ามาเล็กน้อยทำให้เห็นร่างคนจำนวนหนึ่ง ที่กำลังเดินมาทางนี้ด้วยท่าทางกึ่งหลับกึ่งตื่น

“ช่วยเราด้วยน้ำ” ไอยูร้องก่อนจะดันประตูห้องฉันให้ปิดลงอย่างแน่นหนา เสียงทุบประตูปึงปังจากด้านนอกดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย บี้เป็นอะไร?” ฉันร้องเสียงดัง เมล่อนที่ได้ยินเสียงรีบกระโดดลงมาจากเตียงมาดูอาการกัมบี้ทันที

“มีแผลหรอ? รอแป๊บนึงนะ เดี๋ยวฉันหากล่องปฐมพยาบาลก่อน” เมล่อนหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง ก่อนจะวิ่งไปที่ลิ้นชักแล้วลงมือลื้อของทันที

“เกิดอะไรขึ้นไอยู ตั้งฉ่ายบอกฉันสิ!”

“ฉะ...ฉันไม่รู้ ตอนแรกมีคนมาเคาะห้องเราแล้ว บี้ก็เป็นคนไปเปิดประตูมันก็เห็นว่าเป็นพี่กรรมการหอคนหนึ่ง พอมันจะถามว่ามีอะไรหรือเปล่าพี่เขาก็กระโดดมากัดคอบี้เราก็เลยลากบี้มาที่ห้องแกที่อยู่ตรงข้ามห้องเรานี่ไง” ไอยูเล่าด้วยสีหน้าหวาดผวาอย่างน่าสงสารก่อนจะโผเข้ากอดกับตั้งฉ่ายที่นั่งอยู่ข้างๆ

“ให้ตาย! เหมือนหนังซอมบี้ที่ฉันดูเมื่อคืนเป๊ะ แล้วถ้าเกิดบี้ตายล่ะก็ มันก็จะเป็นซอมบี้มากัดเราต่อ พระเจ้าช่วย! นี่มันเป็นเรื่องจริงได้ยังไงเนี่ย” ฉันอุทานขึ้นมาอย่างไม่เชื่อ ก่อนจะใช้มือจับชีพจรของกัมบี้ที่ข้อมือ “หัวใจยังเต้นอยู่นี่หว่า แต่อ่อนแรงมาก”

“แก นี่ยา! ทำแผลให้บี้ที” เมล่อนยื่นกล่องปฐมพยาบาลให้ฉัน เย้ย! แกจะให้ฉันช่วยชีวิตหรือจะให้ฉันฆ่ายัยบี้แน่วะ ฉันทำแผลคนไม่เป็น T^T

“ฉันว่าแกทำเองเหอะ!”

“เฮ้ย! น้ำพี่แกเรียนหมอ แม่แกก็เป็นหมอแต่แกกลับทำแผลง่ายๆ ไม่เป็นรึไง?”

“เรียกว่าทำไม่ได้ง่ายกว่า”

“เชื่อเขาเลย”

เอาเถ๊อะ! จะว่าอะไรฉันก็เอ้า! ใช่สิ! ฉันมันทำแผลใครไม่เป็น รักษาใครไม่ได้ ขนาดหมาตัวเองโดนรถชนขาหัก พอฉันช่วยใส่เฝือกให้เท่านั้นแหล่ะ ไม่ถึงสองวันมันก็ลาจากโลกไปเลย ฉันผิดตรงไหน? ฉันเอาเหล็กมาดัด เอาปูนมาฉาบแบบที่แม่เคยทำให้คนไข้ อ้อ! แต่เป็นปูนซีเมนต์ตราช้าง เนื้อแน่น ทนทาน นานนับศตวรรษด้วยนะ แถมฉันยังเองเชือกมาคล้องที่ขาวันไว้กับคอเหมือนคนไข้อีกต่างหาก ไม่รู้ว่ามันใจเสาะตายได้ยังไงเนอะ (กล้าถาม?)

หลังจากนั้นแม่ฉันก็สั่งว่าห้ามรักษาใครอีกไม่ว่าจะคนหรือสัตว์ ฮึก! ฉันก็เสียใจเป็นนะ

“เฮ้ย! บี้แกเป็นอะไรวะ” ตั้งฉ่ายร้องเสียงหลง เมื่อร่างของกัมบี้เริ่มเกร็งกระตุกขึ้นมาเล็กน้อยพร้อมกับใบหน้าที่เหยเกด้วยความเจ็บปวด

“บะ..บี้ อย่าเป็นอะไรนะ ฮือๆ”

“หรือว่า...”

“หรือว่าอะไรอ่ะน้ำ” เมล่อนที่พยายามกดแผลเพื่อห้ามเลือดหันมาถามฉัน

“หรือว่าบี้กำลังจะตายแล้วก็กลายเป็นซะ...ซอมบี้”

“ไม่จริง ไม่จริงนะ! น้ำอย่าพูดอย่างนั้นสิไอกลัวนะ ฮืออออ” ไอยูร้องไห้หนักขึ้น ตั้งฉ่ายที่อยู่ข้างๆ กอดปลอบใจไม่ห่าง ฉันเคยบอกมั๊ยว่าสองคนนี้เป็นเลสเบี้ยน ไอยูเพื่อนสาวที่แสนน่ารักของฉันกับไอ้สาวห้าวตั้งฉ่ายที่ผู้ชายเห็นแล้วต้องรู้สึกเสียดายของกันเป็นแถบๆ

ฉันรีบวิ่งไปล้วงปืนในกระเป๋าตัวเองมาถือไว้เพื่อป้องกันตัวทันทีก่อนจะปลดเซฟตี้ออก แล้วเล็งปืนไปที่หัวของกัมบี้และพร้อมยิงทันทีเมื่อถูกจู่โจม

“เฮ้ย! น้ำนั่นแกจะทำอะไรวะ” ตั้งฉ่ายหันมาถามฉัน ที่ถือปืนในมือแน่น

“น้ำ! นี่บี้เพื่อนเรานะ” เมล่อนร้องเตือนก่อนจะเอาตัวเองบังร่างของกัมบี้เอาไว้ ถึงเป็นเพื่อนฉันก็ต้องทำ มือที่จับกระบอกปืนสั่นระริกด้วยความกลัว ไม่! ฉันต้องไม่กลัว ถึงฉันจะรักษาชีวิตหมาที่ตายไม่ได้ แต่คนที่ยังไม่ตายยังไงก็ต้องมีชีวิตอยู่

“น้ำ นั่นปืนปลอมใช่มั๊ย? บอกเราสิน้ำ บอกเรา! บอกเราว่าน้ำพูดเล่น” ไอยูถามด้วยสีหน้าหวาดหวั่นและตกตะลึงพร้อมคราบน้ำตาบนใบหน้า

“ไอยู นั่นปืนจริง ยิงได้จริงๆ” เมล่อนตอบในขณะที่มือยังคงกดแผลไว้ ร่างของกัมบี้กระตุกถี่ขึ้น ดวงตาเบิกกว้างอย่างน่ากลัว เส้นเลือดปูดโปนบนใบหน้านั่นทำให้ฉันอดนึกถึงหนังผีซอมบี้เมือคืนนี้ไม่ได้

“ทุกคนถอยออกมาเร็วเข้า!” ฉันร้องขึ้น แต่ไม่มีใครขยับเขยื้อนตัวไปไหนแม้แต่คนเดียว ไอยูก็เอาแต่ร้องไห้กอดอยู่กับตั้งฉ่าย ส่วนเมล่อนก็พยายามกดแผลเพื่อให้เลือดหยุดไหล แต่ดูเหมือนว่ากัมบี้จะโดดกัดที่เส้นเลือดใหญ่ เลือดเลยไม่หยุดไหลเอาง่ายๆ แบบนี้ ตอนนี้เลือดของกัมบี้เลยเจิ่งนองไปทั่วพื้นห้องไปแล้ว

เสียงทุบประตูที่หน้าห้องเงียบหายไปแล้วจึงเหลือแต่เราห้าคนภายในห้องและจะเหลือเพียงสี่คนกับซอมบี้อีกหนึ่งตัวในอีกไม่นานนี้

“ฉะ...ฉันทนไม่ไหวแล้ว ไอยู! ตั้งฉ่าย!” กัมบี้พูดด้วยน้ำเสียงติดขัด เลือดสีแดงสดทะลักออกจากปาก มองหน้าไอยูกับตั้งฉ่าย

“ไม่นะบี้ ฉันไม่ยอมนะ” ไอยูร้องก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ

“ฉันไม่ไหวแล้วจริงๆ ไอ นะ...น้ำปั่น! มานี่หน่อยสิ ฉะ...ฉันมีอะไรบางอย่างจะ บอ...บอกแก” สายตาวิงวอนของกัมบี้ทำเอาฉันใจอ่อนยวบ เอาเข้าจริงๆ ฉันว่าฉันคงไม่กล้ายิงบี้มันด้วยซ้ำ ฉันใจอ่อนเกินไป จะว่าฉันปอดแหกก็คงไม่ผิด ฉันไม่ใช่อลิซแบบในหนังเรื่อง Resident Evil ที่บู๊ดุเดือดไม่ไว้หน้าใคร ฉันอาจจะยอมตายหรือกลายเป็นซอมบี้ไปเองก็ได้

“มีอะไรงั้นหรอ?” ฉันเดินเข้าไปหากัมบี้ ก่อนจะพยุงร่างที่โชกเลือดของกัมบี้ขึ้นมาบนตักตัวเอง นี่ถ้าหากมันกลายเป็นซอมบี้จริงฉันคงโดนกัดเป็นคนแรก

“ระ...เรื่องที่ฉันจะบอกเธอนั้น ธะ...เธอต้องสัญญาก่อนนะว่า จะ...ไม่โกรธ ฉะ...ฉัน หรือว่าไอยู และ...ตั้งฉะ...ฉ่าย”

“ทำไมฉันต้องโกรธด้วยล่ะ”

“สะ...สัญญาก่อนสิ!”

“แล้วมันเรื่องอะไรล่ะ แกก็บอกมาสิ!”

“กะ... แกต้องสัญญาก่อน”

“เออๆ สัญญาก็สัญญา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคอขาดบาดตายฉันก็จะไม่โกรธ โอเค้! ทีนี้จะบอกฉันได้รึยังว่าเรื่องอะไร??”

“ดะ...ดีมาก”

“...”

“ฉะ...ฉันจะบอกแกว่า... ฉัน...”

“...”

โครม!!!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

0 ความคิดเห็น