Dead Not Die แพร่พันธุ์ไวรัสร้าย มหาลัยนรก

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,516 Views

  • 12 Comments

  • 380 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    18

    Overall
    2,516

ตอนที่ 12 : ตอนที่ 11 วางแผนบุกโจมตี (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 255
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    24 ก.พ. 61

‘นี่คือระบบแจ้งข้อมูลฉุกเฉินในเขตเกาะมรกตซึ่งออกอากาศในช่องความถี่ฉุกเฉิน หากคุณได้ยินสัญญาณฉุกเฉินนี้โปรดตั้งสติให้ดี ขณะนี้ได้มีเชื้อไวรัสระบาดในเขตเกาะมรกต ขอให้ประชาชนทุกคนจงหลบอยู่ภายในเคหะสถานของคุณ เตรียมหาเสบียงอาหาร ยารักษาโรคให้เพียงพอและเฝ้าระวังเชื้อไวรัสอย่างดี ขณะนี้ทางรัฐบาลได้เตรียมอพยพประชาชนที่เหลือรอดบนเกาะซึ่งจะดำเนินการให้เร็วที่สุดและทางการจะประกาศอีกครั้งในเวลาต่อไป ย้ำอีกครั้งนี่คือระบบแจ้งข้อมูลฉุกเฉินในเขตเกาะมรกต....’



~น้ำปั่น~

ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาเห็นภาพแรกคือฝ้าเพดานสีฟ้าอ่อนแปลกตา นี่ไม่ใช่ที่ห้องนอนที่หอฉัน ไม่ใช่ห้องนอนที่บ้านฉัน ข้าวของต่างๆ ที่อยู่ในห้องนี่ ก็ไม่ใช่ของฉันเช่นกัน บางทีฉันก็อยากจะคิดเข้าข้างตัวเองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเพียงความฝันในจินตนาการที่ฉันชอบฝันถึงบ่อยๆ ฝันถึงซอมบี้ หนีและฆ่า แต่ว่ารอยเลือดที่เห็นตามเสื้อผ้าหลงจากที่ฉันบุกขึ้นมานั่งนี่บ่งบอกได้ดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด...เป็นเรื่องจริง

ว่าแต่...ที่นี่ที่ไหน

หลังจากที่ฉันกินอาหารที่บ้านของส่าหรี่อิ่มก็เกิดอาการง่วงนอนขึ้นมา บางทีพวกนั้นอาจจะพาฉันขึ้นมาพักผ่อนข้างบนก็เป็นได้ แต่ว่าบ้านของยัยส่าหรี่มีห้องเล็กๆ แบบนี้ด้วยงั้นหรอ? บ้านของหล่อนน่าจะมีห้องที่ใหญ่กว่านี้รับรองแขกสิ

ฉันลุกออกจากเตียงด้วยอาการมึนหัวแปลกๆ ก่อนจะหลับตาลงแล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งอย่างช้าๆ เพื่อที่จะลุกออกไปนอกประตู ก่อนจะรู้ความจริงที่ว่า นี่ไม่ใช่บ้านส่าหรี่ก็เพราะว่าบ้านหลังนี้เป็นเพียงบ้านเดี่ยวสองชั้นธรรมดา ไม่ใช่คฤหาสน์ที่ถูกสร้างตามแบบของยุโรปเหมือนบ้านของส่าหรี่น่ะสิ

ฉันเดินลงจากบันไดลงมาเรื่อยๆ จนได้ยินเสียงถ่ายทอดสดอะไรบางอย่างจากสถานีวิทยุ จากห้องรับแขกเล็กๆ ตรงทางเดินผ่านหน้าห้องโถง

‘นี่คือระบบแจ้งข้อมูลฉุกเฉินในเขตเกาะมรกตซึ่งออกอากาศในช่องความถี่ฉุกเฉิน หากคุณได้ยินสัญญาณฉุกเฉินนี้โปรดตั้งสติให้ดี ขณะนี้ได้มีเชื้อไวรัสระบาดในเขตเกาะมรกต ขอให้ประชาชนทุกคนจงหลบอยู่ภายในเคหะสถานของคุณ เตรียมหาเสบียงอาหาร ยารักษาโรคให้เพียงพอและเฝ้าระวังเชื้อไวรัสอย่างดี...’

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” ฉันส่งเสียงถามออกไป ภายในห้องรับแขกนั่น มีคนแปลกๆ ที่ฉันเองก็ไม่คุ้นหน้านั่งอยู่ด้วย นอกจากพวกเรา ส่วนส่าหรี่นั่นก็ไม่อยู่บางทีอาจจะอยู่ที่คฤหาสน์นั่นก็ได้

“ตื่นแล้วหรอน้ำ? มานั่งนี่ก่อนสิ” ข้าวปั้นพูดขึ้นก่อนจะชี้มือไปยังเก้าอี้นวมรับแขกข้างที่นั่งเทปเป้ เขาหันมามองฉันแวบนึงก่อนจะหันไปมองวิทยุที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ ฉันจึงเดินลงไปนั่งอย่างว่าง่าย

“นี่คือใคร...” ฉันถาม ก่อนจะหันไปมองบุคคลแปลกหน้าที่ยืนอยู่หัวโต๊ะ เขาสวมชุดวอมสีฟ้าขาวของมหาวิทยาลัยของเรา ดูจากชุดแล้วเป็นชุดของพวกนักศึกษาปีสาม ซึ่งชุดวอมมหาวิทยาลัยในแต่ละชั้นปีจะมีการออกแบบที่แตกต่างกัน เหมือนกันแค่โทนสี ซึ่งเป็นสีฟ้าขาวเท่านั้น เพราะมันคือสีประจำมหาวิทยาลัยของเรา

“ไคท์” เจ้าของร่างสูงในชุดวอมสีฟ้าขาวเอ่ยตอบ ใบหน้าคมเข้มแบบรัสเซียผสมกับดวงตาเรียวรีเหมือนคนเกาหลีนั่นทำให้ฉันคิดถึงพระเอกซีรีย์เรื่องนึงเลยทีเดียว

“ตอบยาวกว่านี้ไม่เป็นรึไงนายเนี่ย” เจมส์บอร์นถามก่อนจะขำออกมาเล็กน้อย

“เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้”

“โห! นั่นทำให้เรารู้จักนายขึ้นเยอะตรงไหนเนี่ย” เจมส์บอร์นยังไม่เลิกกวนประสาท

“แล้วอยากรู้อะไร?”

“มันเกิดอะไรขึ้น?” ฉันถามขึ้นอีกรอบ

“เดี๋ยวฉันเล่าให้ฟังเอง” ข้าวปั้นเริ่มอธิบายตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ในคฤหาสถ์ของส่าหรี่ถึงเรื่องการวางยานอนหลับในอาหารแล้วหนีออกมาจากที่นั่นเพราะส่าหรี่และพ่อของเธอจะทิ้งให้เราถูกซอมบี้ฆ่าตายที่นั่น จนได้รับความช่วยเหลือจากไคท์ ซึ่งเขาเป็นนักยิงปืนที่เป็นมือวางอันกับสองของโลก

“งั้นนายก็แม่นปืนสินะ” เมล่อนที่นั่งอยู่ข้างเจมส์บอร์นถามขึ้น ดูเหมือนว่าเธอจะโดนฤทธิ์ยาสลบมาเหมือนกันแต่กลับฟื้นตัวเร็วกว่าฉัน พอฉันเถียงเรื่องปริมาณยานอนหลับในอาหารที่ฉันอาจได้รับมากกว่า เจมส์บอร์นก็บอกว่าฉันตะกละที่กินมากไปเสียอีก

“อืม”

“หมอนี่จะประหยัดคำพูดไปไหนเนี่ย กลัวดอกพิกุลร่วงจากปากรึไง” เจมส์บอร์นบ่นเบาๆ ก่อนจะโดนฝ่ามือเล็กๆ ของเมล่อนตีที่หน้าขาดังเพี๊ยะ

“เอาเถอะ! ว่าแต่ตอนนี้เราจะทำยังไง” เทปเป้ถามขึ้น ฉันเหลือบไปมองหน้าเขาเล็กน้อย แต่เขาไม่มองกลับมาที่ฉันเลย อยากรู้ในใจของเขาว่าคิดยังไงที่ส่าหรี่ตายไป เสียใจหรือเปล่า เพราะภาพที่เขาสองคนจูบกันมันยังวนเวียนในสมองของฉันอยู่เลย

“เราต้องกลับบ้าน” ข้าวปั้นตอบพร้อมกับหันมามองฉัน เธอลุกขึ้นไปที่หน้าต่างห้องรับแขกก่อนจะเปิดผ้าม่านออก แต่เสียงของไคท์ก็ดังขึ้น

“ปิดผ้าม่านซะ!”

“ทำไม?” ข้าวปั้นหันมาถามแต่ก็สะบัดผ้าม่านลงตามคำสั่งของไคท์

“ตอนนี้เราไม่รู้ว่าพวกมันรู้ตำแหน่งของมนุษย์ปกติได้ยังไง ทั้งๆ ที่มันก็เป็นแค่ซากศพ ไม่รู้ว่ามันใช้ประสาทสัมผัสส่วนไหนบ้าง การมองเห็น การฟังเสียง การดมกลิ่นหรือว่าตรวจจับความร้อนได้ เพราะงั้นเราก็ไม่ควรพิสูจน์ตอนนี้” ไคท์ร่ายยาวทุกคนได้ฟังแล้วถึงกับนิ่งอึ้ง

อึ้งอย่างแรกคือ เราไม่รู้จริงๆ ว่าพวกมันรู้ได้ยังไงว่าแบบไหนคือเหยื่อแล้วแบบไหนคือซากศพเหมือนกัน และหากลองพิสูจน์เอาตอนนี้ เราเองก็ไม่รู้ว่าจะจัดการกับฝูงซอมบี้จำนวนมากข้างนอกนั่นได้ยังไง เพราะจากที่ข้าวเล่าให้ฟังบ้านของไคท์อยู่ห่างจากคฤหาสน์ของส่าหรี่โดยมีบ้านกั้นเพียงแค่หลังเดียว นั่นหมายความว่าฝูงซอมบี้ขนาดใหญ่นั่นอยู่ห่างจากที่นี่ไม่ถึงร้อยเมตรด้วยซ้ำ มันเสี่ยงเกินไปที่จะทำอะไรแบบนั้น

และอึ้งอย่างที่สองคือ ไคท์พูดได้ยาวมากแตกต่างจากเมื่อครู่ลิบลับ

“แต่เราต้องรีบไป ที่บ้านเรามีอาวุธที่จะสามารถใช้ต่อกรพวกมันได้และเพียงพอที่จะหนีไปที่เมืองอัญบุรี” ข้าวแย้ง

เมืองอัญบุรีถูกกักไว้เป็นเขตปลอดเชื้อโรค ซึ่งการจะไปที่เมืองอัญบุรีได้เราต้องออกจากเกาะมรกตนี่เพื่อไปที่แผ่นดินใหญ่ทางฝั่งนั้น เป็นเมืองที่ส่าหรี่และพ่อของเธอจะไปด้วยกันตอนที่วางยาสลบพวกเรา ซึ่งข้าวปั้นก็ได้อธิบายไว้ก่อนแล้ว

“ออกไปตอนนี้ไม่ได้หรอกนะ เพื่อนฝูงรอขย้ำขนาดนั้น สู้หาของกินอร่อยๆ ที่นี่ก็ไม่ได้ ใช่มั้ยไคท์” เจมส์บอร์นหันไปถามขณะที่มือคว้าปีกไก่ทอดน้ำปลาชิ้นสุดท้ายเข้าปาก

“หมดแล้วล่ะ” ไคท์พูด

“อะไรหมด?” เจมส์บอร์นถาม

“ไก่ที่นายกินนั่นน่ะ อาหารมื้อสุดท้ายในบ้านนี้”

เจมส์บอร์นแทบจะคายไก่ทิ้งแต่พอเห็นสีหน้าขยะแขยงของฉัน เมล่อนและข้าวปั้นที่ส่งไปให้หมอนั่นจึงเอาเข้าปากพร้อมละเลียดลิ้มชิมรสอยู่นานสองนานกว่าจะเคี้ยว กว่าจะกลืนสีหน้าบ่งบอกว่าเศร้าใจของน่าสลด

“อยู่ที่นี่ก็ตายอยู่ดี” ข้าวปั้นเปรย

“ออกไปก็ไม่รอดนิ” เจมส์บอร์นที่หลังจากกลืนไก้ชิ้นสุดท้ายเข้าปากก็พูดต่อ

“เอางี้!” ฉันโพล่งขึ้น “อันที่จริงฉันคิดมาสักพักแล้วล่ะนะ แต่ก็ไม่รู้ว่ามันจะได้ผลแบบไหน มันอาจจะดูเหมือนฉันคิดไปเองหรือ ไร้สาระตามประสาพวกติดหนัง ติดการ์ตูน แต่ว่าบางทีมันอาจจะเข้าท่าก็ได้”

“อะไรอ่ะน้ำ ฉันงง” เมล่อนเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าฉันยังไม่ยอมเข้าเรื่อง

“เคยดูไททันหรือเปล่าล่ะ?”

“หมายถึง Attack on titan น่ะหรอ? ชอบๆ” เจมส์บอร์นพูดขึ้นพร้อมปรบมือเปาะแปะ “มีคนชอบอนิเมะเหมือนกันด้วย เธอชอบลีไวล์ด้วยมั้ย ฉันชอบนะ แต่ชอบมิคาสะมากกว่า ชะอุ้ย!”

เจมส์บอร์นชะงักไปพร้อมกับทำตัวสงบเสงี่ยมลงเมื่อเห็นสายตาที่สี่คู่ที่เหลือมองตรงมาที่เขา ที่เหมือนกำลังจะพาออกนอกเรื่อง

“เชิญท่านน้ำปั่นพูดต่อครับ” เจมส์บอร์นทำหน้าเจื่อนๆ ก่อนจะผายมือให้ฉัน

“คือพวกมันก็คล้ายๆ ซอมบี้ตรงที่มันกินคนล่ะนะ แต่พวกนี้จะเคลื่อนไหวไม่ได้ ในเวลากลางคืนซึ่งมันจะเข้าสู่สภาวะที่นอนหลับน่ะ...”

“แต่ว่าตอนล่าสุดที่ออกมานี่มันเคลื่อนไหวตอนกลางคืนได้แล้วนะ! อุ้ย!” เจมส์บอร์นโพล่งออกมา ก่อนจะเห็นสายตาดุๆ ของข้าวปั้นที่ส่งไป ถึงนึกขึ้นได้พร้อมทำท่าเจียมตัว “ผมจะอยู่เงียบๆ ครับ”

“หมายความว่าเราจะออกไปตอนกลางคืนงั้นหรอ?” ไคท์ถามก่อนจะยกมือขึ้นลูบคางเบาๆ “ก็อาจจะได้นะ ถ้ามันใช้สายตาในการมอง มันก็น่าจะลดวิสัยทัศน์ลงไปบ้างล่ะนะ บ้านตรงข้ามบ้านฉันนี่มีจักรยานมีอานหลังอยู่สองคัน เราน่าจะใช้มันได้”

“ทำไมต้องจักรยาน รถของน้ำก็มี” เมล่อนแย้ง

“รถมันมีเสียงมั้ยล่ะ?”

เมล่อนเงียบจากคำตอบของปากไคท์ อาจจะจริงก็ได้ บางทีที่เสียงมันอาจจะดึงดูดพวกซอมบี้มาใกล้เราก็ได้

“งั้นน้ำไปที่บ้านกับข้าวสองคนนะ” ข้าวปั้นหันมาพูดกับฉัน แต่เทปเป้ที่นั่งเงียบไปนานก็ขัดขึ้นมา

“ไม่ได้!”

“อะไรของนาย?” ฉันหันไปจะโวยวายใส่แต่เขาก็ขัดขึ้นมาอีก

“เราจะไม่ให้ผู้หญิงไปตามลำพัง ซึ่งเรามีชายสามคน หญิงสามคนเพราะฉะนั้น...”

“งั้นนายก็ไปกับน้ำปั่นสิ!” เมล่อนพูดขึ้นก่อนจะยักคิ้วให้ฉัน ฉันว่าฉันพอจะเดาความคิดของเธอได้นะ คิดจะให้ฉันได้อยู่กับเทปเป้สินะ แต่เมล่อนไม่รู้เรื่องเทปเป้กับยัยส่าหรี่นั่นสักหน่อยเธอคงไม่เข้าใจ

“ข้าวจะไปด้วย!”

“เธอน่ะเป็นหมอใช่มั้ยล่ะ ช่วยงานฉันพิสูจน์เรื่องสัมผัสของพวกผีดิบพวกนั้นดีกว่า ฉันอยากได้ผีดิบสักสองสามตัวใส่ไว้ในบ้านข้างๆ นี่แล้วเปิดห้องทดลองสักห้อง เธอช่วยฉันแทนดีกว่า ฉันว่าน่าจะได้ประโยชน์กว่านะ อีกอย่างรถมันก็นั่งได้แค่สองคนนี่น่า”

“แต่มันมีสองคัน...” ข้าวปั้นกำลังจะแย้ง

“เอาให้ไคท์กับเมล์ไปหาเสบียงเป็นไง?” เจมส์บอร์นว่าก่อนจะหันไปมองไคท์ ที่ยืนครุ่นคิดอยู่

“ฉันไม่มีปัญหา” ไคท์ว่าก่อนจะเหลือบไปมองเมล่อนที่หน้าเหวอจนอ้าปากค้าง แล้วหันไปทำตาปริบๆ กับเจมส์บอร์น

“ฉันสู้ไม่ได้นะ” เมล่อนรีบแย้ง

“ฉันก็ไม่ได้คิดให้เธอสู้เสียหน่อย ฉันจะให้เธอไปแบกของต่างหาก” เมล่อนอ้าปากค้างอีกรอบ ขณะที่ฉันนึกขำอยู่ในใจ ก็ดูดีอยู่นะ ผู้หญิงแบกของ ส่วนผู้ชายถือปืน ฉันให้สามผ่าน!!

“ตกลงเอาตามนี้ หรือใครว่าไง?” เจมส์บอร์นหันไปถามความเห็นของทุกคน ก่อนที่จะสรุปออกมาเมื่อไม่มีใครโต้แย้ง “ถ้างั้นเรามาวางแผนเลยเป็นไง”




..................................................................................................................



ตอนที่ 12.1 กลับบ้าน (น้ำปั่น vs เทปเป้)

ตอนที่ 12.2 ซุปเปอร์มาร์เกตสยอง (เมล่อน vs ไคท์)

ตอนที่ 12.3 แลปวิจัยซากศพ (ข้าวปั้น vs เจมส์บอร์น)


อยากอ่านตอนไหนก่อนฮ่ะ เลือกๆ เด่วจัดให้!!!!


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

0 ความคิดเห็น