Dead Not Die แพร่พันธุ์ไวรัสร้าย มหาลัยนรก

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,520 Views

  • 12 Comments

  • 381 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    22

    Overall
    2,520

ตอนที่ 13 : ตอนที่ 12 กลับบ้าน (น้ำปั่น vs เทปเป้) (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 277
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    24 ก.พ. 61


หลังจากวางแผนเสร็จก็ยังพอมีเวลาเหลืออีกราวๆ สามชั่วโมงก่อนตะวันจะตกดิน ฉันจึงกลับมาที่ห้องนอนในตอนแรกแล้วจัดการเอาปืนที่พกติดตัวออกมาตรวจเช็คปรากฏว่ามันยังไม่ได้ปลดเซฟ ถึงจัดการยิงพวกซอมบี้ร็อคไวเลอร์นั่นไม่ได้ คราวนี้ฉันต้องตั้งสติให้ดี บางทีการกลับบ้านคราวนี้อาจมีเรื่องที่ฉันต้องเจอจนรับไม่ได้ก็ได้ อีกอย่างต้องไปกับเทปเป้ด้วยฉันยิ่งต้องกลัว

กลัวใจตัวเอง...

กลัวเขาจะรู้ว่าเรายังเจ็บเพราะเขา

ฉันรื้อกระเป๋าเป้ที่ได้ออกมาจากหอติดตัวไว้ ภายในมีของใช้จำเป็นไม่กี่อย่างเผื่อใช้ยามฉุกเฉิน ก่อนจะปิดกระเป๋าลงแล้ววางไว้ที่เดิม ก่อนจะเอนตัวลงนอนกับเตียงช้าๆ

ก๊อกๆๆ

เสียงเคาะประตูจากด้านนอกดังขึ้น แต่ไม่ทันที่ฉันจะอนุญาตคนจากภายนอกก็เปิดเข้ามาเสียก่อน

“น้ำ!”

“ข้าวหรอ? มีอะไรหรือเปล่า” ฉันถามออกไป เมื่อเห็นว่าเป็นข้าวปั้นที่เดินเข้ามาภายในห้อง สีหน้าที่บ่งบอกถึงความกังวลบนใบหน้าจนปิดไม่มิดนั่นทำให้ฉันรู้สึกไม่ดี

“น้ำต้องไปที่บ้านกับเทปเป้น่ะ ไหวหรือเปล่า?” ข้าวปั้นถามก่อนจะนั่งลงที่ข้างเตียงของฉัน ซึ่งฉันเองก็ดันตัวเองที่นอนอยู่ลุกขึ้นมานั่งที่หัวเตียงด้วยเหมือนกัน

“เป็นห่วงแค่นี้เองหรอ? ระดับฉันน่ะ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แยกแยะได้” ฉันพูดก่อนจะยิ้มออกมาเพื่อให้ข้าวปั้นสบายใจแม้ว่าฉันจะยังรู้สึกกังวลเรื่องนั่นอยู่เหมือนกัน

“ข้าวเป็นฝาแฝดน้ำนะ ข้าวรู้ว่าน้ำรู้สึกยังไง เราเป็นพี่น้องกันต้องช่วยเหลือกันเสมอ ต้องเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายอย่าโกหกความรู้สึกของตัวเองเมื่อไม่สบายใจ เราสองคนเหมือนคนๆ เดียวกัน เพราะฉะนั้นไม่ว่ามีปัญหาอะไรต้องช่วยกันแก้ไข จะไม่ปล่อยผ่านไป จะไม่ทิ้งใครไป...”

“จะต้องอยู่ด้วยกันไปตลอดเหมือนตอนที่เกิดมาด้วยกัน/จะต้องอยู่ด้วยกันไปตลอดเหมือนตอนที่เกิดมาด้วยกัน” เราสองคนพูดพร้อมกันในประโยคสุดท้ายก่อนจะหัวเราะออกมาพร้อมกันทั้งคู่

“ก็นะ พ่อพูดให้ฟังทุกวันจนจำได้ขึ้นใจเหมือนท่องบทอาขยานแล้วล่ะ” ฉันว่าก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ อีกรอบ “เรื่องแค่นั้นน่ะ ช่างเถอะ ฉันจะพยายามไม่สนใจแล้วกัน ว่าแต่ที่ข้าวมาหาฉันเนี่ย คงไม่ใช่แค่เรื่องนี้ใช่มั้ย?”

“อืม”

“แล้วมีอะไรงั้นหรอ?”

“ข้าวอยากให้น้ำเอาอะไรบางอย่างมาจากบ้านด้วย” ข้างปั้นพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังมากขึ้น ทำเอาฉันกดดันนิดหน่อย แต่ฉันก็คิดว่านั่นอาจจะเป็นสิ่งที่สำคัญกับเราในเวลาต่อไปก็ได้



เวลา 19:00 น.

“โอเค! เธอรออยู่หน้าบ้านนี่ก่อน หลังจากที่ฉันเอาจักรยานออกมาแล้วเธอก็กระโดดขึ้นมาเลย ตามนั้นนะ” เทปเป้พูดขึ้นเพื่อนักแนะฉันที่ยืนอยู่หน้าประตูรั้วของบ้านไคท์พร้อมกระเป๋าเป้สะพายหลังคนละใบ ส่วนไคท์กับเมล่อนออกไปก่อนหน้านี้เมื่อสิบนาทีที่แล้ว ตอนที่ไคท์ออกไปนั้น พวกซอมบี้บริเวณหน้าบ้านของส่าหรี่ก็น้อยลงไปแล้ว บางส่วนที่ยังหลงเหลืออยู่ก็ไม่ได้มีทีท่าจะมุ่งหน้ามาโจมตีเราสักเท่าไหร่ ครั้นพอมันรู้ว่าไคท์กับเมล่อนออกมาจึงไล่ตามไปอยู่ไม่กี่ตัว แต่ก็ถูกไคท์ยิงร่วงจนหมด ปืนไคท์เก็บเสียงจึงไม่มีซอมบี้ตัวไหนจับสัญญาณเสียงได้ อีกอย่างเขาไม่ได้ปั่นจักรยานไป ยิงไปหรอก เขาให้เมล่อนปั่นจักรยาน ส่วนเขาคอยจัดการพวกซอมบี้ที่เข้ามาใกล้ จากนั้นก็ออกไปจากหมู่บ้านเลย เป้าหมายคือซุปเปอร์มาร์เก็ตหน้าทางเข้าหมู่บ้าน

และในตอนนี้นั้นเทปเป้ค่อยๆ ย่องไปที่บ้านตรงข้ามเรียบร้อยแล้ว ฉันหันซ้ายขวาเพื่อหาพวกซอมบี้แถวนี้ มีอยู่เจ็ดตัว จากด้านบ้านของส่าหรี่สี่ตัว ทางออกจากซอยสองนี่อีกสามตัว ถ้าซอมบี้ทางด้านบ้านส่าหรี่ไม่ตามมาล่ะก็ สามตัวนั่นฉันจัดการได้สบายอยู่แล้ว

เทปเป้ที่ได้จักรยานแล้วจึงขึ้นคร่อมแล้วปั่นตรงมาหาฉัน เสียงล้อและโซ่ที่ดังขึ้นเรียกความสนใจจากซอมบี้ทางบ้านส่าหรี่ขึ้นมา พวกมันหันซ้ายหันขวาเหมือนได้ยินเสียง และหาที่มาของเสียง ฉันรีบกระโดดขึ้นรถจักรยานที่เบาะหลังก่อนที่พวกมันจะตรงเข้ามา

“สามตัวนั่น เธอจัดการได้มั้ยหรือจะให้ฉันปั่นหนีมันเร็วๆ ดี?” เทปเป้ที่กำลังปั่นจักรยานหันมาถามฉัน

“ฉันจัดการได้” ฉันพูดอย่างมั่นใจ พร้อมดึงด้ามมีดพกที่ข้าวปั้นให้มากระชับในมือแน่น แค่นี้สบายมาก “ปั่นเข้าไปใกล้มันที่สุดนะ”

“ตามนั้น” เทปเป้รับคำก่อนจะเร่งความเร็วของจักรยานเพิ่มมากขึ้น ฉันลอบหันไปมองจากทางด้านหลัง ซอมบี้ตัวเดิมที่เริ่มจับเสียงของล้อรถและโซ่รถที่ดังขึ้นได้ กำลังจะตรงมาทางนี้ แต่ออกเท้าวิ่งได้ไม่ถึงสองก้าว เงาดำมืดของใครสักคนก็วิ่งผ่านไปจัดการมันไว้ได้เสียก่อน ฉันจึงหันมาตั้งสมาธิเพื่อจัดการสามตัวที่เหลือนี่

ซอมบี้ตัวแรกที่กำลังจะเข้าไปใกล้เหมือนมันรู้ตัวว่าเหยื่อเข้ามามันจึงมุ่งหน้าตรงมาทางเราเช่นกัน ในจังหวะที่มันเข้ามาใกล้รถที่สุด ฉันจึงกระโดดลงจากรถจักรยานแล้วฟันฉับ! เข้าที่คอจนหัวเกือบขาด ร่างของมันทรุดลงกับพื้นทันที ฉันเหลือบมองซากศพด้วยหางตา ใบหน้าที่เละเทะเต็มไปด้วยเลือดนั่นกระแทกลงกับพื้น ทำให้สองตัวที่เหลือมุ่งหน้าเข้ามาอย่างพร้อมกัน

เทปเป้จอดจักรยานทันทีที่ฉันโดดลงมาเมื่อกี้ แล้วกระโจนเข้าหาซอมบี้อีกตัวที่วิ่งเข้ามา ฝ่าเท้าหนักๆ ซัดเข้าก้านคอของมันทันที เห็นดังนั้น ฉันจึงวิ่งไปจัดการกับอีกตัวที่มุ่งหน้าไปทางเทปเป้เช่นเดียวกัน ฉันกระโดดถีบกลางยอดอกของซอมบี้อีกตัวจนล้มลงไป ก่อนจะใช้มีดพกในมือแทงเข้าที่กลางกะโหลกมันอย่างจัง

ฉึก!!

ก้อนเลือดเหม็นคาวกระเด็นใส่เสื้อผ้าและใบหน้าฉันเต็มไปหมด ก่อนจะถูกเช็ดออกด้วยแขนเสื้อของฉัน ฉันหันไปดูเทปเป้ที่จัดการหักคอของซอมบี้อีกตัวจนร่วงลงไปเรียบร้อยแล้ว

“ฉันไม่อยากใช้ปืน เดี๋ยวจะกลายเป็นการเรียกมันมาเพิ่ม” เทปเป้ว่าก่อนจะเดินเข้ามาดึงด้ามมีดพกออกจากกระโหลกของซอมบี้ที่ฉันจัดการฆ่ามันไปแล้ว

“ฉันรู้”

ฉันรับมีดจากเทปเป้ก่อนจะใช้มือรูดเลือดออกจากใบมีดช้าๆ จนเลือดเต็มมือ ก้อนเลือดที่ติดมีดเป็นสีแดงเข้มจนเกือบดำ แถมแข็งตัวจนเกือบเป็นวุ้นเละๆ น่าขยะแขยง เทปเป้ดึงมือของฉันที่เปื้อนเลือดเข้าไปเช็ดกับเสื้อนักศึกษาสีขาวของเขา

“ทำอะไรน่ะ” ฉันถามอย่างตกใจ

“เช็ดเลือดไง หรือจะปล่อยไว้แบบนั้น” เทปเป้พูดจบก็ดึงเสื้อมาเช็ดมือฉันจนสะอาด แต่เสื้อของเขากลายเป็นสีแดงกระด่างกระดำเต็มไปหมด “ไปได้แล้วล่ะ ต้องรีบกลับก่อนเที่ยงคืนไม่ใช่หรอ”

พูดจบเขาก็ปล่อยมือฉันก่อนจะเดินไปที่รถจักรยานที่จอดอยู่ ฉันเห็นแบบนั้นแล้วก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าตัวเองใจเต้นแรงเกินไป ฉันหายใจเข้าออกช้าๆ เพื่อสงบใจตัวเองก่อนจะเดินไปซ้อนท้ายจักรยานเขาอย่างรวดเร็ว

ได้เวลากลับบ้านแล้ว...

ต่ออีก 50 %


หลังจากนั้น ตลอดทางที่กลับบ้านก็แทบจะไม่มีพวกซอมบี้ออกมาเพ่นพ่านเลย หากมีก็จะมีอยู่ตามทางซึ่งทิ้งระยะห่างค่อนข้างมาก ซึ่งเทปเป้เองก็พยายามหลบเลี่ยงเส้นทางที่จะปะทะกับพวกซอมบี้แบบตรงๆ หากต้องต่อสู้จริงๆ เขาถึงจะให้ฉันใช้มีดฟันส่วนหัวมันแทน และในตอนนี้นั้นฉันและเทปเป้เองก็มาถึงหน้าบ้านเรียบร้อยแล้ว

จักรยานที่ปั่นพามาถึงบ้านถูกพิงอยู่ข้างๆ กำแพงบ้าน ที่เราสองคนยืนดูอยู่ในขณะนี้ สภาพบ้านยังคงเหมือนทุกๆ ครั้งที่ฉันกลับมาช่วงปิดเทอมหรือช่วงวันหยุดยาว บ้านสไตล์ยุโรปสองชั้นสีนวลตาตั้งอยู่กลังประตูเลื่อนแบบโลหะที่ใช้รีโมทบังคับเปิดปิดถูกล็อกอย่างดีเพื่อป้องกันขโมย ฉันค้นกระเป๋าตัวเองเพื่อใช้รีโมทที่พ่อประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อกดเปิด

ครืดดดดดดดด...

เสียงประตูเลื่อนเปิดออกช้าๆ เสียงเปิดที่ไม่ดังมากแต่ในขณะที่ทุกอย่างเงียบสงบแบบนี้ มันเป็นจุดกำเนิดเสียงที่จะล่อพวกซอมบี้ออกมาดีๆ นี่เอง

ฉันและเทปเป้จึงพากันก้าวข้ามประตูเข้ามาแล้วกดปิดประตูทันที พวกซอมบี้ที่หลงเหลืออยู่แถวนี้คงยังไม่ทันได้ยินเสียงเรียกนี้ล่ะมั้ง

ฉันหวังว่าแบบนั้นนะ

ฝ่าเท้าทั้งสองคู่พากันก้าวเข้ามาหยุดอยู่ที่ประตูบ้านที่ทำจากไม้สักและได้รับการแกะสลักจากช่างมือด้วยความประณีตจนมีราคาที่ค่อนข้างสูงตอนนี้ดูไร้ค่าไปแล้วหากกั้นพวกซอมบี้ที่คิดจะบุกเข้ามา แต่ในใจฉันเชื่อว่าประตูที่แม่เป็นคนเลือกมาจะช่วยยื้อเวลาในขณะที่ฉันไปเก็บของที่ต้องใช้ล่ะนะ

ฉันรื้อกระเป๋าอีกรอบเพื่อหากุญแจที่ข้าวปั้นเอามาให้เมื่อตอนบ่ายมาไขกุญแจที่จะเข้าบ้านแต่กลับหาไม่เจอ ฉันเทกระเป๋าเอาตรงหน้าบ้านตรงนั้นเลย แล้วอาศัยแสงไฟจากหน้าถนนมาใช้หาสิ่งที่ต้องการแต่ก็ไม่พบกุญแจ

“เธอเอากุญแจมารึเปล่า?” เทปเป้ถามขณะที่ก้มลงมาช่วยฉันหา

“เอามาสิ! ฉันเป็นคนเก็บใส่กระเป๋ามากับมือ” ฉันพูดก่อนจะล้วงมือหาในช่องกระเป๋าเล็กๆ หรือกระทั่งหลืบมุมในกระเป๋าแต่ก็ไม่เจออยู่ดี

“หรือเธอไปทำร่วงไว้ที่ไหน?” เทปเป้ถามแล้วเงยหน้าขึ้นมองฉัน ฉันเองก็เงยหน้าขึ้นมาสบตาเข้ากับเขาอีกที

“ไม่ได้ร่วงแน่ๆ เพราะกระเป๋าไม่ได้รั่ว จะมีก็แต่เปิดหารีโมทบ้านที่หน้าประตูบ้านเมื่อ...กี้นี้” น้ำเสียงฉันเบาลงเมื่อนึกได้ก่อนที่เราสองคนจะหันไปมองประตูหน้าบ้านพร้อมๆ กัน ตอนนี้มีซอมบี้ตัวนึงมายืนอยู่หน้าประตูรั้วเสียแล้ว

“เธอนี่มันจริงๆ เลย เดี๋ยวฉันกลับไปเอาเองเธอรอ...”

“ไม่ต้อง!” ฉันรีบแย้งก่อนจะหันมามองหน้าเทปเป้ที่หันกลับมามองหน้าฉันตั้งแต่เมื่อกี้ด้วยใบหน้าที่ไม่สบอารมณ์ ฉันเองก็ไม่สบอารมณ์แล้วเหมือนกัน

“ทำไม?”

“ฉันจะเอาคืนมาเอง ฉันทำร่วงเอง ฉันเก็บเองได้” ฉันกระแทกน้ำเสียงใส่ในตอนสุดท้ายก่อนจะลุกขึ้นตรงไปที่หน้าประตู พยายามหายใจเข้าออกช้าๆ สงบสติอารมณ์ของตัวเองที่พุ่งพ่านในใจ ความรู้สึกต่างๆ ตีรวนไปหมด ฉันควรพยายามคิดเรื่องส่วนรวมในตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่พอเห็นหน้าเขาที่ไหร่ ภาพนั้นก็ลอยวนในหัวทุกครั้ง เจ็บใจตัวเองที่สุด!

ฉันหลบมุมอยู่ที่ข้างประตูรั้วส่วนที่เป็นกำแพงก่อนจะเหลือบมองซอมบี้ที่หน้าประตูที่กำลังชะเง้อมองเข้ามาในบ้าน ฟันของมันกระทบกันดังกึกๆ เนื้อแขนหลุดหลุ่ย ใบหน้าและตามตัวเต็มไปด้วยเลือดและกลิ่นคาวคละคลุ้ง ฉันมองต่ำลงไปก็เห็นพวงกุญแจบ้านตกอยู่ตรงเท้าของมันพอดี และ...

แกร๊ก!

มันเหยียบไปแล้วด้วย

ฉันมองออกไปข้างนอกรั้วเพื่อส่องดูซอมบี้รอบๆ ที่อยู่บริเวณนี้ เผื่อว่าฉันออกไปจัดการจะได้ไม่มีความเสี่ยงที่จะเจอพวกมันในจำนวนมาก

ห้า หก เจ็ด แปด...

เก้าตัว!

ฉันคนเดียวก็ไหวอยู่ล่ะนะ แต่ถ้าอีกฝั่งที่ฉันมองไม่เห็นนี่ออกมามากกว่านี้สักหน่อย ฉันอาจจะแย่เหมือนกัน

เอาไงดีล่ะ?

นึกออกแล้ว!

ฉันมองหาไม้ยาวๆ ในบ้านตัวเองก่อนจะไปเจอกับไม้กวาดทางมะพร้าวข้างกำแพง ถ้าวัดจากความยาวแล้วก็เหลือเฝือที่จะใช้เขี่ยพวงกุญแจเข้ามาใกล้จนสามารถหยิบได้อยู่หรอก แต่ซอมบี้ที่เหยียบพวงกุญแจอยู่นั่น ต้องหาอะไรมาเบี่ยงเบนความสนใจของมัน

ฉันลองจับก้อนหินไม่เล็กมากในบ้านโยนออกไปข้างนอกจนเกิดเสียงดัง พร้อมเสียงกลิ้งของก้อนหินบนพื้นคอนกรีตของถนนจากความเงียบสนิทเหมือนไม่มีสิ่งมีชีวิตเมื่อเกิดเสียงก็ก้องไปทั่วบริเวณ

ซอมบี้ตัวที่ยืนอยู่หน้าบ้านตัวอื่นๆ ที่เข้ามาใกล้ค่อยๆ เบนตัวและกระดูกที่หักจนแทบไม่เห็นรูปร่างตรงไปทางเสียงที่เกิดจากการกระทบของก้อนหินช้าๆ เสียงคำรามฮึ่มฮั่มในลำคอดังออกมาอย่างน่ากลัว ฉันฉวยจังหวะนี้ใช้ด้ามไม้กวาดทางมะพร้าวเขี่ยพวงกุญแจเข้ามาใกล้ทันที

ครืดดดดด...

เสียงลากพวงกุญแจกับพื้นคอนกรีตดังขึ้น ซอมบี้ตัวที่ยืนหน้าบ้านเมื่อครู่นี้ที่กำลังเดินออกไปหยุดชะงักกึกก่อนจะค่อยๆ หันหน้ากลับมาทางฉันอย่างช้าๆ

ดวงตาไร้แววนั่นต้องมองฉันอย่างไม่กระพริบ ก่อนจะวิ่งหน้าพุ่งตรงมาที่หน้าประตูอย่างรวดเร็ว ฉันรีบลากพวงกุญแจเข้ามาจนมือเอื้อมถึง ซอมบี้ตัวนั้นก็พุ่งเข้ามาประชิดประตูรั้ว จนกระแทกกับรั้วโลหะดังตึ้ง!!

ฉันผงะถอยหลังกรูดอย่างรวดเร็ว เสียงคำรามฮึ่มฮั่มดังอย่างน่ากลัว ใบหน้าเละๆ ที่เต็มไปด้วยเลือดแนบของมันกับรั้วประตูอย่างน่าสยดสยอง มือหนาๆ ที่เนื้อหลุดหลุ่ยออกจากแขนยื่นพ้นเข้ามาในรั้วบ้านตามโครงโลหะที่ถูกดัดไว้อย่างสวยงามและแข็งแรง ฉันมองพวงกุญแจที่แค่ลอดมือออกไปไม่มากก็หยิบได้ตรงหน้ารั้วนั่น ก่อนตัดสินใจพุ่งตัวเข้าไปหยิบมันมาอย่างรวดเร็ว

ทันที่ฉันคว้าพวงกุญแจไว้ได้ มือเละๆ ที่เย็นเยียบก็จับต้นแขนฉันไว้ได้อย่างรวดเร็วซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันที่ซอมบี้ตัวอื่นๆ อีกเก้าตัวพุ่งเข้ามาประชิดประตูรั้วเรียบร้อยแล้วเช่นกัน แต่คำนวณจากสายตาแล้วมันมีมากกว่าสิบตัวในตอนนี้ และก่อนที่ฉันจะได้จัดการซอมบี้ที่มาจับแขนฉันนั้น ไม้หน้าสามขนาดเหมาะมือก็ถูกเทปเป้ฟาดลงที่มือของซอมบี้ที่จับมือฉันจนหลุดออกไป ก่อนเทปเป้จะดึงตัวฉันให้ลุกขึ้นแล้วพากันวิ่งไปที่ประตูบ้านทันที

ฉันควานหาลูกกุญแจในมือที่สั่นระรึกอย่างควบคุมไม่ได้ สายตาก็คอยจ้องมองไปทางประตูรั้วของบ้านเห็นพวกมันที่พยายามจะเข้ามาในตัวบ้านอย่างเอาเป็นเอาตาย ทั้งเขย่าทั้งปีน แต่ก็ปีนเข้ามาไม่ได้เพราะประตูถูกติดตั้งระบบกันขโมย ทันทีที่มันปีนขึ้นมาบนจุดสูงสุดของรั้ว กระแสไฟฟ้าจะถูกปล่อยออกมาช็อตผู้ที่ปีน ความแรงของมันไม่สามารถทำให้ตายได้แต่ทำให้สลบไปพักนึงได้ แต่กลับซอมบี้พวกนี้มันแต่ชักกระตุกบนพื้นอยู่ไม่กี่ทีก็ลุกขึ้นมาปีนต่อแล้ว

ฉันจับลูกกุญแจบ้านเสียบเข้าไปในประตูทันทีแล้วบิดออก เราสองคนจึงรีบเข้ามาในบ้านกัน ก่อนที่ฉันจะล็อคกลอนแล้วมองหาสวิทซ์ไฟในบ้าน แต่เทปเป้กลับใช้ไฟฉายที่พกมาออกมาใช้เสียก่อน

“อย่าเปิดไฟเรียกพวกมันเลยนะ เราไม่รู้ว่าแสงจะเรียกพวกมันได้ด้วยรึเปล่า” เทปเป้พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังจนฉันจำนน ก่อนจะใช้แสงไฟจากไฟฉายตรงไปตามห้องโถงของบ้านแล้วมาหยุดยืนที่ประตูอีกห้องหนึ่งที่สร้างขึ้นด้วยโลหะนิรภัย และไม่ใช่แค่ประตูที่เป็นโลหะนิรภัย ทั้งห้องของห้องนี้ต่างหากที่เป็นโลหะนิรภัยซึ่งป้องกันไว้เผื่ออาวุธในนี้เกิดระเบิดขึ้นมาบ้านหลังนี้จะได้ปลอดภัย

ฉันใช้กุญแจอีกดอกไขที่กลอนประตูก่อนจะดังแกร๊กเบาๆ ประตูนิรภัยตรงหน้าจึงเลื่อนเปิดออก ฉันจึงก้าวนำเข้ามาภายในห้อง แสงสว่างที่ทำงานอัตโนมัติเปิดสว่างขึ้นทันทีที่ฉันก้าวเข้ามา อาวุธหลากหลายชนิดถูกตั้งวางไว้บนชั้นอย่างเป็นระเบียบ กินพื้นที่ภายในไปค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่แล้วเป็นอาวุธที่ใช้สำหรับทำสงคราม ซึ่งพ่อของฉันเองก็เคยอยู่ในสงครามมาก่อนเหมือนกัน อาวุธพวกนี้เป็นของที่ทางกองทัพได้นำมาเก็บเอาไว้ที่นี่เพื่อสำรองการเบิกจ่ายนอกเหนือจากในคลังแสงของกองทัพเอง ซึ่งพ่อก็ยินยอม แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องให้พ่อเก็บกุญแจเอาไว้ และกุญแจดอกนั้นพ่อก็เป็นคนเอาให้กับข้าวปั้นเป็นคนดูแล

ฉันเดินไปหยิบปืนและกระสุนอีกจำนวนมากเข้าใส่ในกระเป๋าเป้ของตัวเอง ก่อนที่เทปเป้จะเดินไปอีกทางแล้วลงมือเก็บปืนพร้อมกระสุนใส่กระเป๋าเช่นกัน หลังจากได้กระสุนที่เพียงพอแล้ว ฉันจะเดินไปหยิบปืนพก 9 มม. มาสองกระบอกหลังจากใส่สายรัดรอบเอวที่ใช้เก็บปืนและกระสุนได้นั่นก่อนแล้วจับปืนยัดลงไปเก็บทันทีและไม่ลืมหยิบของที่ข้าวปั้นใช้ให้เอาไปด้วย

ระเบิดเวลาสองลูก ระเบิดแสวงเครื่องสองลูกและเอ็มเคสองหรือที่เรียกๆ กันว่าระเบิดน้อยหน่าอีกสิบลูก

ระเบิดเวลาและระเบิดแสวงเครื่องถูกจับลงไปในกระเป๋าเป้พร้อมกับปืนและกระสุนก่อนหน้านี้ ก่อนที่ฉันจะรูดกระเป๋าปิด เทปเป้ก็เดินมาพอดี

“นั่นระเบิดไม่ใช่หรอ?”

“ใช่! เราต้องใช้”

“มันอันตรายเกินไป...”

“ไม่อันตรายสำหรับพวกมันหรอก” ฉันว่าก่อนจะนึกไปถึงตอนที่ไอยู กัมบี้และตั้งฉ่ายต้องกลายเป็นซอมบี้มาฆ่ากัดกินกันเอง ภาพที่พยายามสลัดออกไปเท่าไหร่ก็ไม่หายไป

“ฉันหมายถึงเธอต่างหาก” เทปเป้พูดเสียงเบาก่อนจะมองหน้าฉันนิ่ง ฉันสบตาสีดำนิลนั่นอย่างหวั่นไหวจนรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรง

“ฉันอยู่กับของพวกนี้ตั้งแต่เด็กๆ แค่นี้น่ะ...”

“ฉันเป็นห่วงเธอ”

คำพูดง่ายๆ ของเขาทำให้ฉันสะอึกจนพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ยืนนิ่งแบบนั้นจนเขาก้าวเข้ามาประชิดตัว

“ฉันอยากอธิบายเรื่องของส่าหรี่...”

“ฉันไม่อยากฟัง!” ฉันขึ้นเสียงทันทีที่ได้ยินชื่อส่าหรี่ก่อนจะก้าวถอยหลังจนไปติดกับชั้นวางระเบิดกับดักและระเบิดน้อยหน่าที่อยู่ติดกัน

“เราเป็นว่าที่คู่หมั้น ที่ถูกผู้ใหญ่หมายหมั้นตั้งแต่เด็กๆ คงเคยอ่านนิยายแนวนี้สินะ” เทปเป้เดินตามเข้ามาจนประชิดตัว ก่อนจะเท้าแขนไว้กับชั้นวางทั้งสองข้างเป็นเสมือนกรงเหล็กที่กั้นไม่ให้ฉันออกไปได้ “แต่เรื่องนี้มีแค่ฉันที่รู้แต่ก็ไม่เคยเห็นหน้ารู้แค่ชื่อและนามสกุล ส่าหรี่ไม่เคยรู้ว่าฉันเป็นคู่หมั้นเขา พอฉันเห็นชื่อและนามสกุลเขาครั้งแรกที่เสื้อกาวน์ในห้องแลปนั่นฉันถึงรู้ว่านี่คือคู่หมั้นฉันเอง”

“แล้วมาบอกฉันทำไม?”

“หลังจากที่ฉันประคองเขาขึ้นมา แล้วกำลังจะออกไปช่วยเธอ เธอจึงล้มเซลงพอฉันดึงขึ้นและพาเขาออกไปด้วย เขาก็ดึงหน้าฉันเข้าไปจูบ ฉันพยายามจะดันออกจนเธอเข้ามา” เทปเป้เล่าต่อโดยไม่คิดจะตอบคำถามของฉัน “ฉันไม่ได้ชอบส่าหรี่ ฉันแค่ดูแลเขาในสิ่งที่ว่าที่คู่หมั้นควรทำ”

“แล้วทำไมถึงปล่อยให้เธอตายล่ะ?”

“เพราะฉันอุ้มเธออยู่ไง ฉันอุ้มเธอออกมาดูแลเธอ จนไม่สามารถดูแลส่าหรี่ได้อีก” เทปเป้พูดเสียงนุ่มจนฉันรู้สึกว่าหัวใจของตัวเองตอนนี้มันกลับไปรักเขาจนหมดหัวใจอีกครั้ง และอีกครั้ง “ขอโทษที่ไปช่วยเธอตอนไปรับข้าวปั้นไม่ได้ ขอโทษที่ยิงซอมบี้ร็อคไวเลอร์นั่นไม่ได้ เพราะมือฉันสั่นไปหมดเมื่อเห็นภาพที่เธอกำลังแย่ ฉันน่ะ...”

“ขอบคุณนะเทปเป้ เรากลับกันเหอะ” ฉันยิ้มก่อนจะจับมือของเทปเป้เอาไว้ก่อนจะดึงมือเขาเพื่อจะออกไปจากที่นี่ด้วยกันแต่เทปเป้กลับจับมือฉันแน่นก่อนจะดึงตัวฉันเข้าไปประชิดตัวแล้วก้มตัวลงมาประทับริมฝีปากลงมาทันทีโดยที่ฉันไม่ทันทั้งตัว

ฟันเรียวกัดปากล่างฉันเบาๆ ก่อนฉันจะเผยอออกจะประท้วง ลิ้นเรียวอุ่นๆ ก็สอดแทรกเข้ามาเกี่ยวกระหวัดลิ้นเล็กอย่างรวดเร็ว จูบของเขาช่างอบอุ่นและอ่อนโยนจนฉันเคลิ้มและรู้สึกตัวเบาๆ ลง

เอ๊ะ! ตัวเบาๆ

ทันทีที่เทปเป้ผละออกจากริมฝีปากฉัน ฉันจึงได้สำรวจแล้วก็พบว่ากระเป๋าเป้ของฉันที่บรรจุวัตถุระเบิดนั่นไปสะพายอยู่บนไหล่ของเทปเป้เป็นที่เรียบร้อยเสียแล้ว

“กระเป๋านี้ฉันถือให้เอง ไปกันเถอะ” เทปเป้อมยิ้มอย่างพอใจก่อนจะเดินออกไปจากห้องนิรภัยทันทีปล่อยให้ฉันยืนงงค้างอยู่พักนึงก่อนจะรีบตามออกไป

ตึง!!

ตึงงง!!

เสียงดังที่หน้าประตูทำให้ฉันเดาออกทันทีว่าพวกมันยังคงอยู่ที่หน้าประตูรั้วเป็นแน่ หลังจากที่ฉันปิดห้องนิรภัยและล็อกประตูบ้านจนมาถึงสนามด้านนอกจึงได้เห็นว่าพวกมันเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากที่ดูๆ แล้วก็ไม่น่าจะเกิน 20 ตัวแต่ถ้าพวกมันเข้ามาพร้อมกันแบบนี้ ฉันกับเทปเป้เองก็แย่เหมือนกัน

แต่กลัวทำไมล่ะ คลังแสงขนาดหย่อมอยู่ในกระเป๋าสองใบนี้แล้ว ฮ่าๆ หัวเราะแบบสะใจนิดๆ อีกอย่างก็มีระเบิดอีกต่างหาก

ลองเลยมั้ยล่ะ?

ฉันดึงระเบิดมือออกมาจากสายรัดข้างตัว เพราะนอกจากในกระเป๋าสิบลูกนั่นแล้ว ฉันยังเอาไว้ที่ตัวอีกสองลูกเผื่อเหตุฉุกเฉิน แต่ตอนนี้ฉันอยากลองใช้จริงมากกว่า พ่อเองก็เคยสอนเรื่องระเบิดนี่เหมือนกัน เอาล่ะนะ...

ฉันดึงสลักออกทันทีก่อนจะขว้างออกไปนอกรั้ว ตรงที่พวกซอมบี้กำลังเกาะปีนป่ายกันอยู่ ทันทีที่ข้างออกไปแล้วฉันจึงดึงตัวเทปเป้ลงกับพื้นหญ้าเพื่อหลบแรงระเบิด

บึ้ม!!!!!

เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ ระเบิดซอมบี้พวกนั้นจนชิ้นเนื้อหลุดกระเด็น อวัยวะบางส่วนตกลงมาในสนามหญ้าบ้านของฉันด้วย กลิ่นไหม้ของเนื้อลอยเข้าจมูกจนรู้สึกเหม็น ไฟไหม้ลุกท่วมบริเวณหน้าบ้าน ฉันรีบกดรีโมทเปิดประตูรถ แล้วพากันวิ่งไปที่รถจักรยานอย่างรวดเร็วผ่านกองไฟที่ยังไม่มอดและไม่ลืมกดเลื่อนประตูปิดเหมือนเดิม

ได้เวลากลับฐานทัพชั่วคราวแล้วล่ะ






ลงครบแล้วนะฮ่ะ ตอนต่อไปจะอัพให้เร็วขึ้นฮ่ะ ตอนนี้มีความละมุนนิดๆ เพราะตั้งแต่เปิดเรื่องมายังไม่มีฉากหวานๆ เลย มีแต่ฉากยิงกันเลือดสาด ถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถ

ลงตอนต่อไป ซุปเปอร์มาร์เกตสยอง (เมล่อน & ไคท์)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

0 ความคิดเห็น