Dead Not Die แพร่พันธุ์ไวรัสร้าย มหาลัยนรก

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,516 Views

  • 12 Comments

  • 380 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    18

    Overall
    2,516

ตอนที่ 11 : ตอนที่ 10 สไนเปอร์ลอบสังหาร (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 265
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    24 ก.พ. 61



สุดท้ายเราทั้งหมดก็ข้ามกำแพงมาจนถึงบ้านของส่าหรี่ได้ในที่สุด โดยได้รับความช่วยเหลือของเหล่าบอดี้การ์ดจากบ้านของส่าหรี่ ฉันคงคิดว่าพวกบอดี้การ์ดนี่เป็นคนช่วยฉันจากพวกซอมบี้ร็อคไวเลอร์นั่นแล้วถ้าไม่ติดที่ว่าวิถีกระสุนที่ยิงมานั่น มันมาจากอีกทางนึง ซึ่งไม่ใช่จากทางคฤหาสน์ของส่าหรี่ และพวกเขาเพิ่งจะรู้ว่าเรามาก็ตอนที่ได้ยิงเสียงปืนนั่นเอง

จากนั้นพวกซอมบี้ส่วนหนึ่งจึงยกโขยงมาทางเราจนได้พวกบอดี้การ์ดนั่นช่วยเหลือ

และตอนนี้เราทั้งหมดก็เข้ามาในคฤหาสน์อันใหญ่โตนี่แล้ว และตรงหน้าของเราคือผู้ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเมืองนี้

นายพลทหารราบที่สี่ จอมพลอิทธิฤทธิ์  วิศาลไพรโกศล!!

“คุณพ่อ!!” ส่าหรี่ในสภาพที่เลือดเปรอะเปื้อนบนชุดกาวน์ ผมเผ้ายุ่งเหยิงวิ่งเข้าไปกอดบุพการรีที่ชื่อว่าพ่อของตัวเองอย่างโหยหา คนเป็นพ่อกอดลูกตอบ พร้อมกับลูบผมปลอบใจ

“พ่อเชื่ออยู่แล้วว่าลูกต้องเอาตัวรอดได้ ดีใจจริงๆ ที่ตัดสินใจรอลูกที่นี่” นายพลใหญ่ยิ้มก่อนจะลูบหลังส่าหรี่เบาๆ

“อาอิทธิ์ สวัสดีครับ” เทปเป้ยกมือไหว้นายพล ก่อนที่พวกเราที่เหลือจะยกมือไหว้ตามไปด้วย

“อ่าวเป้? โอ้ มาส่งลูกให้อารึ? ขอบใจมาก” นายพลผละออกจากลูกสาวตัวเอง ก่อนจะเดินมาตบไหล่ของเทปเป้อย่างขอบคุณ

“ทุกคนช่วยกันน่ะครับ”

“งั้นรึ? เอ๋! สองคนนี่หน้าตาคุ้นๆ” นายพลหันมาหาฉันกับข้าวปั้นที่ยืนอยู่ด้วยกัน “ลูกของสารวัตรกัมปนาทสินะ?”

“ค่ะ” ข้าวปั้นเป็นคนตอบ

“งั้นก็คนกันเองทั้งนั้นล่ะสิ เอ้า! พวกเธอไปหาอาหารมารับรองแขกหน่อยเร้ว!” นายพลหันไปสั่งแม่บ้านที่ยืนอยู่อีกฝั่งนึงของบ้านบ้าน ก่อนจะพาเราทั้งหมดเดินตรงไปยังห้องอาหารทันที

หลังจากที่เข้ามานห้องอาหารแล้วเราทุกคนก็ถูกเชิญให้นั่งบนโต๊ะหรูที่ยาวพอให้คนเข้ามากินอาหารได้เกือบร้อยคน เหล่าแม่บ้านต่างจัดเตรียมอาหารได้อย่างรวดเร็วราวสั่งได้สารพัดอาหารถูกทยอยออกมาเรียงรายหน้าตาหน้ากินไปหมด

“ทานกันให้อร่อยนะ คิดเสียว่านี่เป็นบ้านของตัวเองแล้วกัน อ้อ! ส่าหรี่มาคุยกับพ่อแปบนึงสิลูก” นายพลว่าก่อนจะเดินนำออกไป ส่าหรี่ที่นั่งอยู่ข้างๆ เทปเป้จึงลุกออกไปอย่างเสียไม่ได้

“แปลกนะ” เจมส์บอร์นว่าขึ้นหลังจากที่คล้อยหลังนายพลและส่าหรี่ไปแล้ว

“แปลกอะไร” ฉันถามขึ้น ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบไก่ทอดกระเทียมที่อยู่ด้านหน้าเข้าปาก ตั้งแต่เมื่อเช้ายังไม่ได้กินข้าวเลย หิวชะมัด!

“เขาเอาอาหารมาให้เรามากขนาดนี้ ไม่คิดจะเก็บเอาไว้กินตอนที่เสบียงหมดเลยรึไง” เจมส์บอร์นพูดจบฉันจึงเริ่มคิดตาม

นั่นสิ!

“ข้าวขอตัวไปห้องน้ำแปบนึงนะ” ข้าวปั้นพูดจบก็ลุกขึ้นไปเลย ทั้งๆ ที่เพิ่งดื่มน้ำเปล่าไปแค่ครึ่งแก้ว ฉันหันไปมองข้าวปั้นที่เดินออกไปทางเดียวกับที่นายพลและส่าหรี่เดินออกไปพอดี



~ข้าวปั้น~

ฉันรู้สึกแปลกๆ มาสักพักนึงแล้วถึงสาเหตุที่นายพลต้อนรับเราเป็นอย่างดีแบบนี้ มันมีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลเอาเสียเลย สถานการณ์ที่ตึงเครียดทางด้านนอกนั่นแตกต่างจากสถานการณ์ที่สร้างให้ดูผ่อนคลายที่ภายในบ้านนี่เอามากๆ ทั้งรอยยิ้ม ท่าทางของนายพลคนนั้น ไม่ใช่สิ่งที่คนปกติทั่วไปแสดง

เขาควรอพยพออกไป ควรจะกระตือรือร้นหาลูกสาวของเขามากกว่านี้ ควรเตรียมหนี ไม่ใช่ยิ้มสบายใจอยู่ในบ้านที่ห้อมล้อมไปด้วยซากศพกินคน

“พ่อว่าไงนะคะ!!” เสียงของส่าหรี่ รุ่นน้องที่คณะฉันดังขึ้นจากทางอีกด้านนึงของทางเดิน และด้วยความที่ฉันอยากรู้อยู่แล้ว จึงไม่รีรอที่จะหยุดฟัง

“อาหารพวกนั้น พ่อให้แม่บ้านวางยานอนหลับไว้แล้ว หลังจากที่มันออกฤทธิ์เราก็จะไปจากที่นี่ เมืองอัญบุรีที่ฝั่งแผ่นดินใหญ่ ถูกสร้างเป็นเขตปลอดภัยจากเชื้อไวรัสนี่ เราจะหนีไปให้เร็วที่สุด อีกไม่เกินสิบนาทีจะมีเฮลิคอปเตอร์มารับเราที่นี่” นายพลพูดอย่างใจเย็น

“พ่อจะทิ้งพวกเขางั้นหรอ?”

“อืม! งั้นพาเทปเป้ไปด้วยก็ได้ ยังไงเขาก็เป็นว่าที่คู่หมั้นของลูก”

“ว่าที่คู่หมั้น?”

ว่าที่คู่หมั้นงั้นหรอ? บอกได้เลยว่านี่คือข่าวใหม่ ฉันเองก็เพิ่งจะรู้ว่าเทปเป้เป็นว่าที่คู่หมั้นของส่าหรี่ น้ำปั่นเองน่าจะยังไม่รู้ ส่วนเรื่องที่เขาสองคนจูบกันในห้องแลปนั่นฉันก็เริ่มเดาออกได้ลางๆ

“เทปเป้น่าจะรู้เรื่องนี้จากพ่อเขาอยู่แล้ว แต่พ่อไม่ได้บอกลูกเพราะกลัวลูกจะไม่ยอมรับ แต่ถ้าลูกไม่ต้องการให้เขามีชีวิตอยู่ เราก็จะทิ้งเขาไว้ที่นี่เหมือนพวกนั้น”

ทิ้ง...ไว้ที่นี่

พวกเขากะจะทิ้งเราไว้ที่นี่จริงๆ แถมวางยานอนหลับลงในอาหารด้วย

พวกสารเลว!

ฉันรีบกลับไปยังห้องอาหารทันทีอย่างเร่งรีบแต่กลับไปชนกับร่างหนาของใครสักคนเข้าอย่างจัง ก่อนที่ฉันจะได้ส่งเสียงอะไรเล็ดลอดออกมา มือหนาใหญ่ก็ตะปบเขาปากฉันก่อนจะลากฉันหลบไปยังอีกมุมทันที

“ชู่ววว ฉันได้ยินแล้ว”

“เจมส์บอร์น” ฉันพูดอู้อี้ผ่านมือของเจมส์บอร์นก่อนที่หมอนั่นจะค่อยๆ เลื่อนมือออก

“อ่าใช่ ฉันเองคนหล่อ”

ฉันเหลือบมองหน้าคนหล่อที่ยักคิ้วอย่างกวนบาทาให้สองทีอย่างหมั้นไส้เล็กๆ อันที่จริงฉันหมั้นไส้มาตั้งแต่บอกว่าจะดูแลเมล์เองตอนที่อยู่ในรถแล้ว ช่างเป็นผู้ชายที่เก๊กที่สุดที่เคยเห็นมา

“แล้วจะเอาไง”

“เราจะชิงเอาเฮลิคอปเตอร์นั่นมาแล้วหนีไปซะเองไง” เจมส์บอร์นพูดจบก็ยักคิ้วอีกสองที ฉันถอนหายใจแรงๆ อย่างเหนื่อยใจ โคตรเก๊กเลยอ่ะ

หลังจากนั้นเราสองคนจึงกลับมายังห้องอาหารเดิม เห็นน้ำปั้นกับเมล่อนกำลังตั้งหน้าตั้งตากินอาหารอย่างสบายใจ เจมส์บอร์นตาโตก่อนจะอ้าปากเตรียมพูดแต่ฉันห้ามไว้

“ปล่อยให้เขาได้กินเถอะ” ฉันพูดเบาๆ ให้เจมส์ได้ยินแค่สองคน

“แต่ว่า...”

“น้ำปั่นฉันดูแลได้ ส่วนนายน่ะ จะดูแลเมล์ไม่ใช่รึไง” ฉันท้วง เจมส์บอร์นจึงยอมเงียบไปอย่างจำนน อย่างน้อยให้สองคนนี่ได้กินอิ่มก็พอ ส่วนที่เหลือเราจะจัดการเอง

“นายไม่กินอะไรหน่อยหรอเทปเป้?” เจมส์บอร์นถามขึ้นก่อนจะนั่งลงข้างๆ เทปเป้ โดยมีฝั่งตรงข้ามเป็นเมล่อน

“ไม่ล่ะ!”

“อืมมม ถ้าสมมุติว่าส่าหรี่กับท่านนายพลอะไรนั่นจะหนีไปที่อื่นแล้วพานายไปด้วย นายจะไปรึเปล่า?” เจมส์บอร์นพูดจบ ฉันก็หันขวับไปหาเขาทันทีทั้งๆ ที่ยังไม่ทันได้ลงนั่งข้างน้ำปั่นเลยด้วยซ้ำ คิดจะทำอะไรล่ะเนี่ย?

“นายพูดเรื่องอะไร” เทปเป้หันไปมองหน้าเจมส์บอร์นอย่างไม่เข้าใจ แต่หมอนั่นกลับยักไหล่กวนๆ ก่อนจะตอบกลับไป

“แค่ลองสมมุติดูน่ะ”

“ถ้าไม่มีพวกนายไปด้วย ฉันก็ไม่ไปหรอก” เทปเป้พูดจบก็หันมามองน้ำปั่นที่ก้มหน้าก้มตากินอย่างไม่สนใจ แต่ฉันว่าเธอกำลังสนใจแต่แกล้งไม่สนใจต่างหากล่ะ

“งั้นตกลงตามนี้นะข้าวหมก แผนสอง” เจมส์บอร์นหันมาบอกฉันก่อนจะยักคิ้วให้ฉันอีกสองที ก่อนที่ฉันจะทำหน้างงใส่ แผนสองอะไร? ฉันยังไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย แล้วชื่อฉันเป็นข้าวหมกไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? โคตรจะคิดไปเองเลย

“สองคนนี่พูดเรื่องอะไรกันน่ะ” เมล่อนหันมาถามหลังจากที่เคี้ยวสลัดผักในปากหมด

“ความลับครับผม!” เจมส์บอร์นพูดก่อนที่ฉันจะรู้สึกขำอยู่ในใจ ความลับงั้นหรอ? เป็นความลับที่แม้แต่ฉันเองยังไม่รู้เลย

“อ่าห์ อิ่ม! สงสัยหนังท้องตึงหนังตาก็เริ่มหย่อนซะแล้วสิ” น้ำปั่นพูดขึ้นหลังจากเริ่มโงนเงนไปมาเหมือนพร้อมจะดิ่งโลกตลอดเวลา ฉันรีบเข้าไปประคองทันที

“น้ำเป็นอะไรรึเปล่า? น้ำ!”

หลังจากนั้นไม่นานเกินรอยานอนหลับที่นายพลใส่ลงไปในอาหารก็เริ่มออกฤทธิ์ น้ำปั่นหลับไปในอ้อมแขนของฉัน ส่วนเมล่อนก็หลับคอพับลงไปกับเก้าอี้ แล้วก็เจมส์บอร์น... หมอนั่นหลับจนร่วงเก้าอี้เอาหัวโหม่งพื้นโลกไปแล้ว!!

อะไรกัน? ไหนบอกว่าจะชิงเฮลิคอปเตอร์ไง ทำไมถึงได้หลับไปได้ล่ะ หรือว่าหมอนี่ก็กินอาหารเข้าไปเหมือนกัน ให้ตายเถอะ! แล้วฉันจะทำยังไงล่ะ

“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย” เทปเป้ถามอย่างงงๆ ก่อนจะเดินเข้าไปดึงตัวเจมส์บอร์นขึ้นมาจากพื้น “นี่เจมส์ตื่นสิ! นายเป็นอะไรกันเนี่ย?”

“พี่เทปเป้ เราไปกันเถอะค่ะ” เสียงของส่าหรี่ที่เดินเข้ามาพร้อมกับดึงแขนข้างนึงของเทปเป้ขึ้น

“ไปไหนล่ะ พวกนี้เป็นอะไรก็ไม่รู้เราจะพาเขาไปได้ยังไง” เทปเป้ยืนขึ้นก่อนจะพยายามแกะมือของส่าหรี่ออก

“ก็ทิ้งไว้ที่นี่สิ” เป็นเสียงของนายพลที่เดินตามเข้ามาอีกคน “อ่าว? เธอไม่สลบไปกับพวกนั้นด้วยงั้นหรอ? ช่วยไม่ได้นะ จัดการ!”

สิ้นเสียงของนายพล บอดี้การ์ดสองนายก็กรู่กันเข้ามากระชากตัวฉันออกจากน้ำปั่นแล้วจับตัวฉันเอาไว้แน่น คิดว่าแรงผู้ชายสองคนนี่จะทำอะไรฉันได้งั้นหรอ? แต่ยังหรอก ฉันจะยังไม่จัดการมันตอนนี้

“ไปเถอะ เฮลิคอปเตอร์มาถึงแล้ว เราต้องรีบไป” ทันทีที่นายพลพูดจบเสียใบพัดที่ดังสนั่นก็เริ่มกังขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะบินลงต่ำใกล้ๆ ลานจอดตอนนี้ถ้าเดาไม่ผิด คงเป็นลานกว้างหน้าบ้าน ฉันคงต้องทำตามแผนเดิมนั่นคือชิงเฮลิคอปเตอร์ของมันมาแต่ฉันคงไม่สามารถพาทุกคนออกไปได้พร้อมๆ กันแน่ๆ ไอ้เจมส์บอร์นติ๊งต๊องทำไมมาทิ้งกันด้านๆ แบบนี้นะ

“ผมไม่ไปไหนทั้งนั้น เพื่อนๆ ผมทุกคนยังอยู่ที่นี่” เทปเป้ยืนกรานพร้อมกับสะบัดมือของส่าหรี่ออกแล้ววิ่งเข้ามาหาน้ำปั่นทันที เอาล่ะ! ฉันมีเพื่อนชิงเฮลิคอปเตอร์แล้ว และเขากับฉันน่าจะพาเมล่อนและน้ำปั่นออกไปได้ ส่วนนับสืบขี้เก๊กนั่น ปล่อยให้นอนอืดตายในคฤหาสน์นี่แหล่ะ

“งั้นก็ช่วยไม่ได้” นายพลหันไปลากตัวลูกสาวของเขาที่พยายามขัดขืนและก่อนจะเดินออกไปจากห้อง นายพลได้ส่งสัญญาณอะไรบางอย่างให้ลูกน้องก่อนที่มันจะพยักหน้ากันอย่างเข้าใจ

และฉันเองก็เข้าใจ

หมัดหนาใหญ่พุ่งเข้ามาบริเวณกลางลำตัวฉัน ฉันบิดตัวหลบได้ย่างหวุดหวิดเพราะด้วยความตัวเล็กอยู่แล้วจึงได้เปรียบ ฉันสะบัดแขนทั้งสองข้างจนทำให้บอดี้การ์ดสองคนชนกันด้านหน้า แล้วกระโดดถีบมันคนแรกให้ไปกระแทกกับคนที่สองจนเซล้มไปบนโต๊ะอาหาร จานอาหารที่เรียงรายแตกกระจายเกลื่อนพื้นและก่อนที่มันจะได้เข้ามาอีกรอบเทปเป้ก็ยกเก้าอี้ฟาดหัวมันสองคนจนสลบไป

“รีบไปเถอะ” ฉันว่าก่อนจะเข้าไปพยุงน้ำปั่นแต่ช้ากว่าเทปเป้ ที่ช้อนตัวเธอขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว ฉันจึงหันไปดึงแขนของเมล่อนมาพาดบ่าตัวเองแล้วเดินตามออกไปทันที

เมื่อพ้นประตูห้องอาหารมาแล้ว เหล่าบอดี้การ์ดนับสิบก็กรู่เข้ามาล้อมพวกเราจนเต็มห้องโถง บ้าจริง! แล้วเราจะออกไปได้อย่างไงล่ะ

ผัวะ!

ตุ้บ!

ตั๊บ!

เสียงการต่อสู้ดังขึ้นทำให้ฉันหันไปดูอย่างสนใจ บุคคลที่เข้มาช่วยนั่นไม่ใช่ใครแต่เป็นไอ้นักสืบขี้เก๊กนั่นแหล่ะ

“ไม่ปลุกเลยนะ น้องข้าวเหนียวปิ้ง” เสียงกวนๆ ของเจมส์บอร์นบ่นก่อนจะเตะบอดี้การ์ดคนนึงไปกระแทกกับแจกันที่มุมห้องโถงจนแตก ฉันกลอกตาอย่างเหนื่อยหน่ายกับการเรียกชื่อของหมอนั่นก่อนจะปล่อยเมล่อนลงกับพื้นช้าๆ ก่อนจะเข้าไปจัดการกับบอดี้การ์ดอีกคนที่กำลังจะเข้ามาจัดการฉัน

“เห็นหลับเป็นตายแบบนั้นปลุกไปก็ไม่ได้ผลหรอก” ฉันพูดขึ้นขณะที่ต่อยบอดี้การ์ดคนนึงคนคว่ำลงกับพื้น

“ฉันไม่ได้หลับจริง ฉันแกล้งหลับ บอกแล้วไงว่าแผนสองๆ” เจมส์บอร์นตอบกลับแล้วกระโดดถีบบอดี้การ์ดอีกคนจนกระเด็น

“อ๋อหรอ? ไม่เห็นรู้เลยว่าวางแผนอะไรแบบนั้นกับนายเมื่อไหร่”

“เธอนี่ไม่เก็ตเลย”

ฉันหัวเราะเบาๆ แม้ว่าตอนนี้จะสู้อยู่จนไม่ได้หันไปมองหน้าเจมส์บอร์นแต่เชื่อได้ว่าหมอนั่นต้องยักคิ้วสองทีอยู่แน่ๆ

ส่วนเทปเป้น่ะ ถึงจะอุ้มต่อสู้อยู่เขาก็ไม่ยอมปล่อยน้ำปั่นลงแม้แต่น้อยและไม่ยอมให้น้ำปั่น ได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้นี่ด้วย

ผัวะ!

ตุ้บ!

เสียงร่างบอดี้การ์ดคนสุดท้ายหล่นลงกระแทกพื้นเป็นที่เรียบร้อย เจมส์บอร์นจึงเดินเข้ามาอุ้มเมล่อนเอาไว้ในอ้อมกอดเหมือนที่เทปเป้ทำกับน้ำปั่นก่อนนะเดินออกมาจากบ้านอย่างรวดเร็ว และภาพตรงหน้าทำให้เราต้องตกตะลึง

เหล่าซากศพที่สามารถปีนขึ้นมาบนกำแพงได้จนสำเร็จพุ่งเข้ามาในรั้วบ้านหมายจัดการมนุษย์เป็นๆ เฮลิคอปเตอร์ที่จอดอยู่บนลานหญ้ารีบขับเคลื่อนใบพัดเพื่อเตรียมตัวขึ้น แต่ส่าหรี่ที่หันมาเห็นเทปเป้พอดีจึงรีบลงมาโดยไม่ทันสังเกตว่ามีซากศพเข้ามาประชิดเฮลิคอปเตอร์เสียแล้ว

“พี่เทปเป้! ทางนี้... กรี๊ดดดดดดด!” ร่างของส่าหรี่โดยซากศพตัวนึงดึงเข้าไปกัดอย่างเต็มๆ ต้นคอขาวสวยของเธอถูกมันกัดจนเส้นเลือดใหญ่ขาด เลือดสีแดงสดทะลักออกมาราวท่อแตก นายพลมองภาพตรงหน้าของตัวเองอย่างตกใจก่อนจะกันไปสั่งคนขับเฮลิคอปเตอร์ให้บินขึ้นทันที

แต่ช้าเกินไปเฮลิคอปเตอร์คันนั้นถูกพวกซากศพเกาะขึ้นไปด้วยแล้วมันก็เกาะต่อๆ กันไปอีกหลายตัวจนยั้วเยี้ยไต่ขึ้นไปบนเฮลิคอปเตอร์เหมือนในหนัง world war Z ที่น้ำแนชอบดูไม่มีผิดจนเฮลิคอปเตอร์นั่นขึ้นไปไม่ไหวตกลงมาระเบิดตู้มไปทั่วลานบ้านเสียงระเบิดดังสั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ ทั้งฉัน เจมส์บอร์นและเทปเป้เมื่อเห็นแบบนั้นจึงวิ่งไปที่กำแพงในทางที่เรามาทันที

ฉันปีนขึ้นไปก่อนแล้วจึงดึงช่วยเทปเป้เพื่อพาน้ำปั่นขึ้นมาอย่างทุลักทุเล แต่ทว่า...

“แฮ่!!!!” ซากศพราวๆ ห้าตัวกำลังวิ่งมาทางนี้ เจมส์บอร์นกระโดดขึ้นลงอย่างร้อนใจ

“พาเมล่อนขึ้นไปที พาเมล่อนขึ้นไปเร็ว!!”

ทำไมทีนี้เรียกชื่อเมล่อนถูกวะ

ฉันพยายามดึงตัวเมล่อนขึ้นมาข้างบนแต่ด้วยความที่ฉันตื่นตัวเกินไป เหงื่อที่มือจึงออกมาจนชุ่มและลื่นไปหมดร่างของเมล่อนจึงร่วงลงไปกระแทกกับเจมส์บอร์นจนล้มลงไปทันที

“ซวยละ!” ฉันพูดขึ้นเบาๆ ก่อนจะเตรียมกระโดดลงไปช่วย เพราะพวกซากศพนั่นเข้ามาใกล้จนเกือบถึงตัวแล้ว

ปัง!

ปัง!

ปัง!

ปัง!

ปัง!

เสียงกระสุนห้านัดติดกันดังขึ้น กระสุนแหวกอากาศเข้าเจาะกะโหลกพวกซากศพได้อย่างแม่นยำ ฉันหันไปหาวิถีกระสุนโดยทันที

ผู้ชายคนนึงในชุดวอร์มสีฟ้าขาวของสไนเปอร์ลอบฆ่าเป็นชุดแบบเดียวกับชุดวอร์มของมหาลัยของฉัน เขาคนนั้นขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ใหญ่ของบ้านหลังเดียวกับที่ฉันปีนกำแพงจะข้ามไป สีชุดนั่นเด่นชัดตัดกับสีเขียวของต้นไม้ แว่นตาที่สวมอยู่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการยิงถูกเปิดออกให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาอย่างช้าๆ

“เร็วเข้าสิ! ฉันจะช่วยยิงสกัดให้” 


เฮียไคท์มาแล้วววว เปิดตัวอย่างหล่อออออ ^O^



ช่วงนี้ไรท์ทำงาน อาจลงให้ช้าหน่อยนะฮ่ะ แต่ถ้ากำลังใจดีเดี๋ยวจะรีบปั่นลงให้ พล็อตเรื่องตอนนี้เต็มหัวแต่ไม่มีเวลาลงเลยต้องขออภัยฮ่ะ แล้วเจอกันเมื่อท่านต้อง​การเรา #แอ๋แฮ่! ^^


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

0 ความคิดเห็น