เศษเสี้ยวใจ

ตอนที่ 9 : เข้าใจผิด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 844
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 103 ครั้ง
    30 ก.ค. 63

      3  เดือนต่อมา  :

    หลังจากวันที่ข้าสนทนากับท่านอ๋อง  ข้ากับท่านอ๋องก็ไม่ได้พบเจอกันอีกเลย  คาดว่าพระองค์น่าจะติดภาระกิจด่วนเป็นแน่  

    “ฮึ่บ  อ๊า  เสร็จสักที”

ข้าบ่นพึมพำพร้อมกับลุกขึ้นขยับร่างกายไปมา  เพื่อให้คล้ายจากอาการปวดเมื่อย  ข้าหยิบชุดสีน้ำเงินเข้ม  ที่ปักด้วยลวดลายเถาวัลย์ยกขึ้นมาสำรวจดูความเรียบร้อย  หลังจากที่นังปักหลังขดหลังแข็งอยู่หลายเดือน  กว่าจะเสร็จเล่นเอาเหนื่อยมากทีเดียว

    “คุณหนูเจ้าค่ะ”

เสียงเจี๋ยวจือเอ่ยเรียกข้า  ตั้งแต่นางยังไม่โผล่หน้ามาให้เห็นเลย

    “เจ้าจะส่งเสียงดังด้วยเหตุอันใด?  อยู่กันเพียงแค่นี้เอง”

ข้าบอกกับนาง  พร้อมกับเก็บอุปกรณ์ที่ใช้ปักลายเสื้อเข้าที่เข้าทางอยู่

    “ขออภับเจ้าค่ะ  เพียงแต่ข้าได้ข่าวมาจากตำหนักองค์ชาย  9  เจ้าค่ะ”

เจี๋ยวจือเอ่ยต่อ  ข้าจึงหันไปสนใจในสิ่งที่นางกำลังพูดอยู่

    “พูดต่อสิ”

ข้าบอกกับนาง

    “ได้ยินมาว่า  คนของเจ้าเมืองเหยาซีที่ซ่องสุมเอาไว้ถูกคนของทางาการจับตัวได้หมดแล้วเจ้าค่ะ  ดูเหมือนองค์ชาย  9  จะหัวเสียอยู่ไม่น้อยเจ้าค่ะ”

เจี๋ยวจือเล่าต่อ  หลังจากข้าได้ยินเช่นนั้นจึงเผลอยกยิ้มร้ายออกมาให้เห็น

   “ใยแมงมุมของเราไปถึงไหนแล้ว?”

ข้าเอ่ยถามเจี๋ยวจือถึงเรื่องที่ข้าให้นางหาคนสืบข่าวเรื่องต่างๆในเมืองหลวง  และภายภาคหน้าข้ากำลังจะเพิ่มใยแมงมุมไปตามเมืองอื่นๆด้วยเช่นกัน  เรื่องใดที่ในอดีตของข้าทำผิดพลาดไป  ข้าในวันนี้จะไม่ทำผิดพลาดเป็นครั้งที่สองแน่  และเพื่อให้ได้ข่าวที่เป็นจริง  ข้าก็ควรจะมีหนอนและใยแมงมุมของข้าในทุกที่สิ  

    “เรื่องนี้คุณหนูไม่ต้องเป็นห่วงเจ้าค่ะ  ข้าได้ทำตามที่คุณหนูแจ้งมาเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ  ทุกคนที่เข้ามาล้วนยอมตาย  แต่จะไม่ยอมคายความลับหรือผู้ที่อยู่เบื้องหลังเด็ดขาดเจ้าค่ะ”

นางเอ่ยต่อ  ข้าจึงมีสีหน้าพึงพอใจเป็นอย่างมาก  เฮ่อ...รู้สึกดีจริงๆที่ได้ยินคำตอบเช่นนี้

    หลายคนคงกำลังสงสัยว่า  ใยแมงมุงที่ข้าพูดถึงคืออะไร  มันก็คือหน่าวยข่าวกรองที่ข้าสร้างขึ้นมาเพื่อหาข่าวจากทั่วทั้งเมืองหลวงแห่งนี้  มิหนำซ้ำมันยังสามารถฆ่าเหยือที่เดินเข้ามาติดกับดักของเราได้อีกด้วย  พูดง่ายๆก็คือ  พวกเขาเป็นได้ทั้งนักฆ่าและคนหาข่าวอย่างไรเล่า  เรื่องนี้ข้าได้เริ่มทำมันขึ้นมาหลังจากย้อนเวลามาแล้ว

    “อืม  ทำได้ดีมาก  ไปบอกพวกเขาด้วยว่า  หากเห็นท่าไม่ดี  ให้ถอยออกมาทันที”

ข้าบอกกับเจี๋ยวจือ  ถึงจะอย่างนั้นข้าก็ไม่เคยปรารถนาให้ใครต้องมาตายเพื่อข้าหรอกนะ  ดังนั้นควรบอกพวกเขาเช่นนี้ถึงจะถูก

    “เจ้าค่ะ”

พูดจบนางก็เดินออกไปทันที

 

 

 

    หลายวันต่อมา  :

    วันนี้ข้ากับเจี๋ยวจือเดินทางมาที่ตลาดในเมือง  ซึ่งข้าเองก็กำลังหาซื้อของใช้จิปาถะเรื่อยเปื่อยเพื่อนำไปตกแต่งเรือนพักของตนเอง  และแอบมาฟังข่าวลือต่างๆในเมือง  ซึ่งที่ๆเหมาะกับการฟังเรื่องเหล่านี้ก็คงไม่พ้นโรงน้ำชาแหล่งรวบรวมข่าวสารที่ดีที่สุด

    “นี่ๆข้าได้ข่าวว่าฝ่าบาททรงสั่งปลดเจ้าเมืองเหยาซี  ข้อหากบฎ  จริงหรือไม่?”

บุรุษคนหนึ่งเอ่ยถามบุรุษอีกคนที่เป็นสหายของเขา

    “ใช่ๆ  ข้าเองก็ได้ข่าวมาเช่นนี้เหมือนกัน”

บุรุษที่เป็นสหายของเขาตอบ

    “นี่ๆข้าได้ยินว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลจางเป็นหญิงงามล่มเมือง  เมื่อวานนางพึ่งจะนำข้าวสารมาแจกจ่ายให้กับชาวบ้าน”

    “นั้นสิๆ  หญิงใดเล่าจะเทียบเท่านางได้  งามทั้งใจ  งามทั้งตัวเลย  เจ้าว่าเช่นนั้นหรือไม่?”

เสียงพูดคุยของกลุ่มหญิงสาวชาวบ้านที่นั่งอยู่ข้างๆโต๊ะข้าพูดคุยกัน

     “เชอะ  คุณหนูฟู่งดงามสุดในใต้หล้านี้  มีใครจะงดงามเท่าคุณหนูท่านนี้อีกกันเล่า”

หญิงสาวอีกกลุ่มเดินเข้ามาในโรงน้ำชาก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเสียงดัง

    “งามแต่ตัว  แต่จิตใจกับต่ำตม  มันจะมีประโยชน์อันใดเล่า”

หญิงสาวจากกลุ่มที่นั่งอยู่ก่อนในโรงน้ำชาเอ่ยขึ้นมาบ้าง

    “เหอะ  คุณหนูที่เอาแต่พึ่งพิงบิดา  มารดา  ของตนเอง  จนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้  มันก็ไม่ต่างกันนักหรอกนะ”

กลุ่มหญิงสาวที่พึ่งเข้ามาใหญ่เอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง  

    “คุณหนูดูเหมือนพวกเขากำลังทะเลาะกันนะเจ้าค่ะ”

เจี๋ยวจือเอ่ยทัก  ข้าจึงพยักหน้าส่งไปให้นาง  ก่อนจะยกน้ำชาขึ้นจิบเบาๆ  และนั่งดูเหตุการณ์ในโรงน้ำชาต่อ

   “เจ้าว่าอันใดนะ?”

กลุ่มหญิงสาวที่นั่งอยู่ก่อนแล้วเอ่ยถามเสียงดังลั่น  พร้อมกับปรี่ตัวเข้าไปหมายจะตะบันหน้าคนที่เอ่ยเมื่อครู่ทันที

    “ทำไม?  เจ้าจะทำไมข้า  ห่ะ!”

หญิงสาวที่พูดก่อนหน้าเอ่ยอีกครั้ง  ก่อนจะปรี่ตัวเข้าหาคนกลุ่มนั้นทันที  ทั้งสองกลุ่มจึงทะเลาะตบตีกันจนโรงน้ำชาแทบแตก  ส่วนข้ากับเจี๋ยวจือ  ก็ทำได้เพียงไปหลบอยู่มุมๆหนึ่งในโรงน้ำชาเท่านั้น  ในมือของข้าถือถ้วยน้ำชา  ที่มีน้ำชาอยู่  ส่วนเจี๋ยวจือก็ถือกาชาเอาไว้  ข้ายกน้ำชาขึ้นจิบเบาๆ  ดูเหตุการณ์ตรงหน้า  ส่วนเจี๋ยวจือก็เติมน้ำชาใส่ถ้วยในมือของข้าให้  เมื่อเห็นว่ามันใกล้จะหมดแล้ว

     “เจ้าๆ”

    “ว๊ายอ๊าย”

    ตุบตับๆๆ

ความวุ่นวายภายในโรงน้ำชาทำเอาแขกที่อยู่ชั้นบนซึ่งเป็นแขกสูงศักดิ์มองลงมาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ชั้นล่างอย่างเอื่อมๆ  ที่โรงน้ำชาแห่งนี้มีทั้งหมด  2  ชั้น  โดยชั้นล่างเป็นผู้คนขาจรไปมา  ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านธรรมดา  ส่วนชั้นบนส่วนใหญ่เป็นชนชั้นสูง  ลูกท่านหลานเธอกันทั้งนั้น

 

 

    ชั้นบนของโรงน้ำชา  ในห้องส่วนตัว  :

    “ท่านอ๋องผิงเพคะ  นี้เป็น.......”

หญิงสาวใบหน้างดงาม  คิ้วเรียวโค้งสวย  ดวงตากลมโตสีดำเป็นประกาย  จมูกโด่งเป็นสัน  ริมฝีปากเล็กหยักงดงามแต่งแต้มริมฝีปากด้วยสีเหมือนลูกพีช  ดูงดงามยิ่งนัก  กำลังอธิบายถึงเรื่องราวมากมายที่นางตามสืบมาได้

    “อืม  ให้คนของเราจับตาดูพวกเขาเอาไว้ให้ดีๆ  หากมีความเคลื่อนไหวอะไรรีบมารายงานข้า”

ท่านอ๋องผิงเอ่ย  ก่อนจะยกชาขึ้นจิบ

    “เพคะ”

    โครมคราม!

    ตุบตับ!

เสียงดังมากมายจากชั้นล่างทำให้ท่านอ๋องผิงถึงกับขมวดคิ้วเรียวเข้าหากันด้วยความหงุดหงิด

    “ด้านล่างเกิดเรื่องอันใดกันขึ้น?”

ท่านอ๋องเอ่ยถามองครักษ์ที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้อง

    “เรียนท่านอ๋อง  มีหญิงสาวกำลังตบตีกันอยู่พ่ะย่ะค่ะ”

องค์รักษ์คนหนึ่งเปิดประตูเข้ามารายงาน

    “พวกเจ้าไปจัดการแยกพวกเขาทีสิ”

ท่านอ๋องออกคำสั่งองครักษ์ของพระองค์  ก่อนจะหันกลับมาสนทนากับหญิงสาวตรงหน้าอีกครั้ง

 

    องค์รักษ์หนุ่มเมื่อได้รับคำสั่งจากท่านอ๋องก็รีบเดินตรงลงมาชั้นล่างพร้อมกับเพื่อนองครักษ์ของเขา  2-3  คนทันที

    “เอ๋ะ!  คุณหนูนั่นใช่องครักษ์ประจำตัวของท่านอ๋องหรือไม่เจ้าค่ะ?”

เจี๋ยวจือเอ่ยถามทันทีหลังจากมองเห็นองครักษ์หนุ่มกลุ่มหนึ่งเดินลงมาจากชั้นบน  อี้เฟิ่งจึงหันไปมองตามสายตาของสาวใช้ของตน  ก็พบกับองครักษ์ของท่านอ๋องผิงจริงๆ  

    ‘เหตุใดพวกเขาจึงมาอยู่ที่นี่?  ถ้าองครักษ์อยู่ที่นี่  เช่นนั้นอ๋องผิงก็ต้องอยู่ที่นี่ด้วยนะสิ’

 อี้เฟิ่งคิด  นางจึงมองหาท่านอ๋องผิงรอบๆบริเวณที่นางยืนอยู่  แต่ก็ไม่พบท่านอ๋องเลย

    ‘หรือเขาจะอยู่บนชั้น  2  กัน’

อี้เฟิ่งคิด  แต่ในระหว่างที่นางกำลังคิดอยู่นั้น  บุรุษที่นางมองหาอยู่เมื่อครู่ได้เดินลงบันไดมาพอดี  อี้เฟิ่งกำลังจะเดินเข้าไปทักทายบุรุษผู้นั้น  แต่ก็ต้องชะงักฝีเท้าลงเมื่อนางมองเห็นหญิงสาวดวงหน้างดงามกำลังเดินตามพระองค์ลงมา  มิหนำซ้ำพระองค์ยังช่วยประคองนางเดินลงมาอีกด้วย  อี้เฟิ่งเมื่อเห็นเช่นนั้นจึงรีบหันหน้าหนีไปทางอื่นทันที  เพื่อไม่ให้ท่านอ๋องได้เห็นนาง  จนท่านอ๋องผิงเดินผ่านนางไป  อี้เฟิ่งจึงหันกลับไปมองแผ่นหลังเหยียดตรงของเขาที่กำลังเดินห่างออกไป

    “คะคุณหนู”

เจี๋ยวจือกำลังจะเอ่ยถามว่าบุรุษเมื่อครู่ใช่ท่านอ๋องผิงหรือไม่?  แต่ดูเหมือนว่าคงไม่ใช่เวลาที่นางควรจะถามเรื่องนี้  เพราะเวลานี้คุณหนูของนางกำลังโศกเศร้ายิ่งนัก

 

 

    2  ชั่วยามต่อมา  :

    หลังจากตอนนั้นหญิงสาวก็เอาแต่เหม่อลอยล่องลอยไปที่ใดก็ไม่อาจรู้ได้  นางกำลังนั่งคิดถึงเรื่องตอนนั้นที่นางเห็นท่านอ๋องกับหญิงสาวใบหน้างดงามคนนั้นกำลังพูดคุยกันอย่างสนิทสนม  อี้เฟิ่งเปิดกล่องเสื้อสีน้ำเงินเข้มที่นางปักลายไม้เอาไว้ขึ้นมาดู  ก่อนจะเผลอลูบมันไปมาเบาๆ  ใช่แล้วเสื้อตัวนี้นางตั้งใจทำให้กับท่านอ๋องผิงนั้นเอง

    “คุณหนูยามซวีแล้วนะเจ้าค่ะ”

เจี๋ยวจือเอ่ยเตือนเวลาให้กับคุณหนูของนาง  แต่ดูเหมือนคุณหนูของนางจะไม่ได้ขยับตัวหรือพูดอันใดเลย  นางจึงเป็นห่วงคุณหนูของนางยิ่งนัก  

    “คุณหนู”

เจี๋ยวจือเอ่ยเรียกอีกครั้งอย่างนึกเป็นห่วง

    “อืม  ข้ารู้แล้ว”

อี้เฟิ่งเอ่ย  ก่อนจะเดินขึ้นไปนอนบนเตียงนอนของนางอย่างไม่ได้บอกกล่าวหรือพูดอะไรอีก  เจี๋ยวจือมองดูการกระทำของคุณหนูของนาง  ก็เข้าใจได้ทันทีว่าคุณหนูของนางเวลานี้คงเสียใจเป็นอย่างมาก  เจี๋ยวจือมองดูหญิงสาวนอนลงที่เตียงก่อนจะดึงสายตากลับมาที่เสื้อตัวหนึ่งที่ถูกพับเก็บเอาไว้เป็นอย่างดีในกล่อง

    “เฮ่อ....”

นางถอนหายใจทันทีที่มองเห็น  ก่อนจะเก็บมันเข้าที่เข้าทาง  และตรงเข้าไปห่มผ้าให้กับคุณหนูของนาง

.

.

.

    ข้านอนหลับตาลงจนเจี๋ยวจือเดินออกไปจากห้อง  จึงลืมตาขึ้นมาใหม่

    ‘ข้าควรถามเขาตรงๆดีหรือไม่?  ว่าสตรีผู้นั้นเป็นใคร’

ข้าคิดในใจ  ก่อนจะพลิกตัวไปอีกด้าน

    ‘แล้วจะถามว่าอันใดเล่า?  สตรีผู้นั้นเป็นใคร?  มีความสัมพันธ์อันใดกับพระองค์อย่างนั้นหรือ?  เฮ่อ....’

ข้าเอ่ยถามตนเองอีกครั้ง  ก่อนจะถอนหายใจออกมายาวๆ

    ‘น่าอายแย่เลย  เขาคงหัวเราะเยาะข้าเป็นแน่  แล้วถ้าเกิดเขาบอกว่านางเป็นคนรักของเขาเล่า?  ข้าจะทำอย่างไร?’

ข้าคิดอีกครั้ง  ก่อนจะพลิกตัวไปอีกด้าน

    พรึบ!

ข้าลุกขึ้นนั่งบนเตียงทันที  เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าแต่เดิม  ที่ข้าย้อนเวลากลับมาเพื่อแก้ไขเรื่องที่ข้าทำพลาดไป  หาได้เกี่ยวกับท่านอ๋องไม่?  ไม่ว่าเขาจะอยู่หรือจะไป  มันก็หาใช่เรื่องที่ข้าต้องทุกข์อันใดไม่?  ข้าควรดึงตัวเองกลับมาที่เป้าหมายเดิมสิถึงจะถูก

    “มีสติหน่อยอี้เฟิ่ง  เจ้าต้องทำภาระกิจของเจ้าให้สำเร็จสิ  เจ้าต้องปกป้องครอบครัวของเจ้าให้ได้  ต้องทำให้ได้”

ข้าเอ่ยกับตัวเองเพื่อเรียกสติของตนเองกลับมา  เมื่อข้าคิดได้เช่นนั้นข้าจึงเดินไปหยิบกล่องเสื้อที่ตัวเองนั่งปักหลังขดหลังแข็งเป็นเวลาหลายเดือนออกมา  และเดินออกไปด้านนอกเพื่อหวังว่าจะเผามันทิ้งไปเสีย  

    ‘ข้าควรเลิกคิดอะไรเพ้อเจ้อได้แล้ว  ไม่มีบุรุษคนใดรักเดียวใจเดียวอย่างที่เจ้าต้องการ  ลืมๆมันไปเสีย’

ข้าบอกกับตนเอง  ก่อนจะหยิบตะเกียงขึ้นมาและจับปลายเสื้อสีน้ำเงินเข้มที่ข้าอุส่าปักเอาไว้ขึ้นมา

    “เจ้าลังเลใจอันใดอยู่?”

ข้าถามตนเองเมื่อจู่ๆมือก็สั่นขึ้นเสียอย่างนั้น  จนต้องวางตะเกียงลง  และกางเสื้อตัวนั้นออกดูอีกครั้ง

    “เฮ่อ...เจ้ามันขี้ขลาดนัก”

ข้าเอ่ยกับตนเองอีกครั้งเมื่อตนเองไม่กล้าพอที่จะตัดใจเผามันทิ้งได้

    “ดึกดื่นป่านนี้แล้ว  เจ้ายังไม่นอนอีกรึ?”

เสียงของท่านอ๋องผิงเอ่ยทัก  ข้าจึงตกใจเป็นอย่างมาก  ก่อนจะรีบซ่อนเสื้อสีน้ำเงินเข้มตัวนั้นเอาไว้ข้างหลังของตนเองทันที

    “เพคะ”

ข้าเอ่ย  ก่อนจะยิ้มแห้งๆส่งไปให้กับท่านอ๋อง

    “เจ้าซ่อนอันใดเอาไว้?”

ท่านอ๋องเอ่ยถาม  พร้อมกับหรี่ตามองอย่างจับผิด

    “หะหาไม่เพคะ  หม่อมฉันมิได้ซ่อนสิ่งใดไว้”

ข้าตอบเขา  แต่มีหรืออ๋องผิงจะเชื่อ  พระองค์โน้มตัวลงมาก่อนจะใช้มือคว้าเอาเสื้อที่ข้าซ่อนไว้ด้านหลัง

    “อย่านะเพคะ  หม่อมฉันไม่ได้ซ่อนสิ่งใดไว้”

ข้าบอกกับพระองค์

    “เช่นนั้นข้าขอดูหน่อย”

ท่านอ๋องเอ่ย

    “ไม่ได้เพคะ”

ข้าว่า  ก่อนจะหันหลบซ้ายทีขวาที

   “ว๊าย!”

ข้าตกใจมากจนเผลอร้องออกมา  เมื่อจู่ๆข้าก็สะดุดจนชนเข้ากับแผงอกของท่านอ๋องผิงทันที  ข้ากำลังจะผละตัวออกห่างจากพระองค์  แต่ก็ถูกพระองค์กอดเอวเอาไว้เสียก่อน

    “ปะปล่อยนะเพคะ”

ข้าบอกกับพระองค์  ก่อนจะพยายามดิ้นรนออกจากอ้อมแขนของพระองค์

    “ไม่”

ท่านอ๋องเอ่ย  หลังจากเชิดค้างของข้าขึ้นมา  เพื่อให้ข้าได้สบเข้ากับดวงตาของเขา

    พรึบ!

    “เอาคืนมานะเพคะ”

ข้าเอ่ยพร้อมกับพยายามคว้าเอาเสื้อที่ท่านอ๋องหยิบฉวยเอาไปตอนที่ข้าเผลอตัวเมื่อครู่  แต่ท่านอ๋องก็หาได้สนใจในคำพูดของข้าไม่  พระองค์กางเสื้อออกดูทันที

    “ฝีมือปราณีตใช้ได้เลยนะ”

ท่านอ๋องเอ่ยชม  ส่วนข้าหน้าบึ่ง  หันหน้าหนีไปทางอื่น

    “เจ้าปักให้ข้าหรือ?”

ท่านอ๋องเอ่ยถามหลังจากเอาเสื้อทาบลงบนตัวของพระองค์แล้ว

    “หามิได้เพคะ  หม่อมฉันกำลังจะเผามันทิ้ง”

ข้าบอกกับพระองค์

    “ไม่จริง  ก็เห็นๆอยู่ว่ามันพอดีกับตัวข้า  แล้วเจ้าจะเผามันทิ้งด้วยเหตุอันใด?”

อ๋องผิงเอ่ยถาม

    “หม่อมฉันคิดว่ามันคงไม่เหมาะกับพระองค์เพคะ”

ข้าตอบ

    “เจ้าโกรธข้าด้วยเรื่องอันใด?”

ท่านอ๋องเอ่ยถามเมื่อรู้สึกว่าข้าทำตัวผิดแปลกไป

    “มิได้เพคะ  หม่อมฉันจะโกรธพระองค์ได้เช่นไร?  หม่อมฉันก็เป็นเพียง  ว่าที่ชายาเท่านั้น”

ข้าเอ่ย  แต่แปลกพอข้าพูดเรื่องนี้ขึ้นมา  ข้ากับรู้สึกเจ็บปวดใจเป็นอย่างมาก

    หมับ

ท่านอ๋องดึงตัวข้าเข้าไปหาพระองค์อีกครั้ง  พร้อมกับสีหน้าแววตาที่เปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก  จะบอกว่าโกรธก็น่าจะใช่  จะบอกว่าเจ็บปวดอยู่ก็น่าจะใช่อีก

    “อย่าพูดแบบนี้อีก  เจ้ามีค่ามากสำหรับข้า”

ท่านอ๋องเอ่ย  ทำเอาหัวใจของข้าถึงกับกระตุกเกร็งขึ้นมาเอาดื่อๆ  สายตาที่จริงจังในคำพูดเหล่านั้น  มันทำให้หัวใจของข้าอ่อนยวบลงหลายส่วน

    “เช่นนั้นสตรีที่อยู่กับพระองค์นางเป็นใครกันเล่าเพคะ?”

ข้าเอ่ยถามพระองค์  พร้อมกับน้ำตาคลอเบ้า  ท่านอ๋องนิ่งเงียบไปครู่เหมือนกับว่ากำลังคุ้นคิดอะไรบางอย่าง  ก่อนจะยกยิ้มขึ้นมาซะอย่างนั้น

    “เจ้า  หึงหวงข้ารึ?”

ท่านอ๋องเอ่ยถามด้วยสีหน้าแววตาดีใจยิ่งนัก  แต่ข้ากับไม่กล้าพอที่จะสบตากับดวงตาคู่นั้นของเขา  จึงทำได้เพียงหลบสายตาคู่นั้น

    “นี่  อี้เฟิ่ง  ข้ามีเพียงเจ้า  อย่าห่วงเลย  นางเป็นเพียงสายของข้าที่ส่งไปสืบงานเท่านั้น  เพื่อไม่ให้ใครสงสัยข้าจึงต้องแสร้งแสดงละครเช่นนั้นออกไป”

ท่านอ๋องเอ่ย  ก่อนจะโน้มตัวลงจูบลงที่กลางหน้าผากของข้า  มันช่างรู้สึกอบอุ่นหัวใจยิ่งนัก  ข้าจึงสวมกอดบุรุษตรงหน้าทันที

 

 

    1  เค่อต่อมา  :

    “คราวหน้าเจ้าอย่าได้คิดเองเออเองคนเดียวอีกเชียว  มีอันใดสงสัยให้ถามข้าโดยตรง  เข้าใจรึไม่?”

ท่านอ๋องเอ่ยถามหลังจากที่นั่งเล่าเรื่องทั้งหมดที่คุยกับสตรีผู้นั้นให้ข้าฟังแล้ว  รวมทั้งความสัมพันธ์ของพระองค์กับสตรีนางนั้นด้วย

    “เพคะ”.

ข้าตอบพร้อมกับท่าทางเขินอายกับการกระทำของตนเอง

    “เอาละ  นี้ก็ดึกมากแล้ว  เจ้ารีบเข้านอนเถอะ”

ท่านอ๋องเอ่ยก่อนจะลูบหัวของข้าเบาๆ

    “เช่นนั้นพระองค์กลับดีๆนะเพคะ  หม่อมฉันขอตัวก่อน”

ข้าบอกกับท่านอ๋องก่อนจะก้มหัวเคารพพระองค์  แต่ทว่าท่านอ๋องกลับดึงข้าเข้าไปหาและประกบริมฝีปากของพระองค์ลงมาที่ริมฝีปากของข้า  ข้าเบิกตากว้างด้วยความตกใจ  ก่อนจะหลับตาลงช้าๆเพื่อรับจูบอันแสนหวานของเขาเอาไว้

 

 

    แสงจันทร์สาดส่องทั่วนภา  หญิงสาวชายหนุ่มเชยชมลิ้มรสริมฝีปากอันแสนหวาน  เนินนานแนบชิดเกี้ยวรัดเหนี่ยวรั้งยื้อหยุดฉุดใจผูกรัก  สายลมอ่อนไหวโบกสบัดพัดผ่านร่างทั้งสอง  กลิ่นหอมข้างกายไม่อาจแหนงหน่าย  ยามผมพริวปลิวตามลมชมโฉมสะคราญ  นวลหน้างดงาม  งามล่มเมือง

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 103 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

14 ความคิดเห็น

  1. #13 fenrir_m (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2563 / 16:48
    จะซ้ำรอยเดิมมั้ยแค่เปลี่ยนคน
    #13
    0
  2. #11 pook1819 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2563 / 23:28
    และแล้วไรท์ก็กลับมา
    #11
    0
  3. #10 Sara1405 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2563 / 17:52
    อร้ายย เขิน...รีบมาต่อตอนต่อไปนะค่ะรออยู่ค่ะจะนานแค่ไหนเขาก็รอแค่ไม่เทกันก็พอ...อิอิอิ
    #10
    0