เศษเสี้ยวใจ

ตอนที่ 8 : 'เจ้าคงไม่ได้ตกหลุมรักข้า ใช่ไหม?'

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,563
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 108 ครั้ง
    30 ก.ค. 63

     วันต่อมา :

    “คุณหนู  จริงๆแล้วให้บ่าวมาเองก็ได้นะเจ้าค่ะ  ท่านไม่เห็นต้องมาเองเลย”

เจี๋ยวจือเอ่ยหลังจากที่เดินตามข้ามาที่ร้านแพรไหมได้สักครู่ใหญ่ๆแล้ว

    “ไม่ได้  มาเองดีกว่า  ข้าจะได้เลือกผ้าแพร่สีที่ข้าต้องการด้วย”

ข้าตอบนาง  พร้อมกับมองหาผ้าแบบที่ข้าต้องการ

    “คุณหนูหลิว”

เสียงบุรุษเอ่ยเรียกข้า  ข้าจึงหันไปมองที่มาของเสียง

    “ถวายพระพรองค์ชายเก้าเพคะ”

ข้าเอ่ยพร้อมกับก้มหัวทำความเคารพหลังจากที่หันไปพบกับองค์ชายแล้ว

    “จะเจอตัวเจ้าได้นี้  ลำบากเสียจริง”

องค์ชายเอ่ย  พร้อมกับยิ้มหวานส่งมาให้  ยิ้มนี้สามารถละลายใจหญิงสาวได้เลย  แต่ยกเว้นกับข้าละนะ  

    “องค์ชายก็กล่าวเกินไปเพคะ”

ข้าเอ่ย

    “ข้ายังไม่ได้กินอะไรมาเลย  เจ้าไปหาอะไรกินเป็นเพื่อนข้าประเดี๋ยวสิ”

องค์ชายเก้าเอ่ยต่อ  

    “หม่อมฉัน  ต้อง.....เอ๋ะ! เดี๋ยวสิเพคะ”

ข้ากำลังจะปฏิเสธแต่ก็ถูกไป๋หลีคว้าเอาข้อมือและเดินออกไปจากร้านผ้าแพรทันที  ไอ้ชั่วนี้เอาอีกแล้ว  ข้าละเกลียดนัก  ข้าบ่นในใจ

 

    1  เค่อต่อมา :

    ข้าก็ถูกไป๋หลีลากมาหยุดที่โรงเตี้ยมแห่งหนึ่ง

    “เสี่ยวเออร์  ข้าขอ........คุณหนูหลิวเจ้าจะรับอะไร?”

ไป๋หลีเอ่ยถาม

    “หม่อมฉันทานมาแล้วเพคะ  เชิญองค์ชายเสวยคนเดียวเถอะเพคะ”

ข้าตอบก่อนจะหันหน้าหนีไปทางอื่น  เหอะให้ตายสิ  น่ารำคาญชะมัด

    “ถ้าเช่นนั้นข้าขอแค่นั้นพอ”

ไป๋หลีหันไปบอกกับเสี่ยวเออร์ต่อ

    “กว่าจะได้อยู่กับเจ้า  รู้หรือไม่ว่าข้าลำบากมากขนาดไหน?”

ไป๋หลีเอ่ยต่อ  เหอะ แล้วใครบอกให้เจ้าอยากเจอข้าเองเล่า  ข้าคิด  

    “เจ้าใจร้ายเกินไปแล้วนะ  หรือว่าเจ้ากลัวท่านอ๋องผิง  งั้นหรือ?”

ไป๋หลีพูดต่อ  ข้าจึงหันไปมองเขาก่อนจะยิ้มแห้งๆส่งไป

    “เพคะ  ท่านอ๋องน่ากลัวเป็นอย่างมาก  หม่อมฉันว่าพระองค์อย่ามาเจอหม่อมฉันอีกเลยนะเพคะ...”

    “ไม่  ข้าทนไม่ได้หรอกนะ  แค่ข้าไม่ได้เจอเจ้าแค่วันเดียว  ข้าก็เหมือนจะตายให้ได้  เจ้าอย่าใจร้ายกับข้านักเลย  ข้าเคยบอกเจ้าไปแล้วว่าข้าไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใครนอกจากเจ้า”

ไป๋หลีพูดแทรกขึ้นมาในขณะที่ข้ากำลังจะอ้าปากพูดต่อ  เหอะ  คำพูดเช่นนี้ข้าควรจะดีใจสินะ  คนหลอกลวงอย่างเจ้ามีอะไรที่พูดจริงบ้าง   ข้าละเกลียดคำพูดเช่นนี้ของเจ้าเสียจริง  ทำไม? ชาติที่แล้วข้าถึงได้โง่แต่งกับเจ้ากัน

    “อี้เฟิ่งๆ”

ไป๋หลีเอ่ยพร้อมกับยื่นมือมากุมมือของข้า  แต่ข้าก็ดึงมือกลับมาได้ทัน

    “องค์ชาย  หม่อมฉันเป็นว่าที่ชายาของท่านอ๋องผิงนะเพคะ  เพราะฉะนั้นอย่าทำเช่นนี้อีกเลย”

ข้าหันไปต่อว่าเขา  ก่อนจะทำสีหน้าเหนื่อยๆ

    “แต่ข้า.....”

    “อี้เฟิ่ง”

เสียงของบุรุษอีกคนเอ่ยแทรกขึ้นมาในขณะที่ไป๋หลีกำลังจะพูดอะไรต่อก็ไม่รู้  จึงทำให้ข้ากับไป๋หลีชะงักงันเพียงครู่  ก่อนจะหันไปมองบุรุษที่พึ่งเดินมาถึงโต๊ะที่เรานั่งอยู่

    “ถวายพระพรท่านอ๋อง”

ข้ากับไป๋หลีพูดพร้อมกัน

    “เจ้าจะกลับรึยัง?  ข้าจะไปส่ง”

ท่านอ๋องพูดต่อ  ไป๋หลีเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็กำหมัดแน่น

    “เพคะ”

ข้าตอบก่อนจะเดินออกจากเก้าอี้และกำลังจะเดินตามอ๋องผิงออกไป  แต่ก็ถูกไป๋หลีคว้าข้อมือเอาไว้

    “องค์ชายเก้า  เจ้าคงไม่ได้คิดจะแทงข้างหลังข้าหรอกนะ?”

อ๋องผิงเอ่ยถามทันทีเมื่อเห็นเช่นนั้น  ไป๋หลีไม่ได้พูดอะไรออกมา  เพียงแค่ยอมปล่อยข้อมือของข้าแต่โดยดี  หลังจากที่สบตากับอ๋องผิงแล้ว  แววตาดุดันเช่นนั้นแม้แต่ข้าเอง  ยังแอบขนลุกเลย

    “ไปกันเถอะเพคะ”

ข้าพูดแทรกขึ้นมาก่อนจะเดินนำหน้าท่านอ๋องผิงออกไป  ที่จริงข้าก็อยากให้อ๋องผิงฆ่าเขาเสียตอนนี้เลยด้วยซ้ำไป แ ต่ติดที่ว่าเวลานี้ผู้คนกำลังจ้องมองมาที่พวกเรา  3  คนเป็นตาเดียว

     

 

    1  เค่อต่อมา :

    “เจ้านี่  จริงๆเลย  ขนาดปิดบังใบหน้าไว้แล้ว  ยังจะดึงดูดผู้คนได้อีก”

ท่านอ๋องเอ่ยชม  

    “จะใช่รึเพคะ?  หม่อมฉันคิดว่าพวกเขาน่าจะมองท่านอ๋องกับองค์ชายเก้าเสียมากกว่า”

ข้าเอ่ยต่อ

    “ว่าแต่พระองค์มาที่นี่ได้อย่างไรเพคะ?”

ข้าเอ่ยถามเมื่อนึกสงสัย  แต่ถ้าให้ข้าเดาคงจะเป็นคนของเขาที่เฝ้าดูแลข้าไปแจ้งเป็นแน่

    “คนของข้าไปแจ้งนะ บอกว่าเจ้ากำลังลำบาก  ข้าจึงรีบมาที่นี่ยังไงเล่า”

ท่านอ๋องตอบ  นั้นประไร

    “เจ้าจะไปที่ใดต่อรึไม่?”

ท่านอ๋องเอ่ยถาม

    “ลานฝึกหน่วยอาชาเหล็กเพคะ”

ข้าตอบ  จะว่าไปตั้งแต่ชาติที่แล้วข้าก็ไม่เคยสนใจพี่สาว  พี่ชาย  ของข้าเลยว่าพวกเขาเป็นอยู่เช่นไร?  เพราะฉะนั้นชาตินี้ข้าจะดูแลเอาใจใส่พวกเขาให้ดีที่สุด  ข้าจะดูแลคนรอบข้างของข้าไม่ให้พวกเขาเสียใจเพราะข้าอีก

    “ได้  ข้าพาเจ้าไป”

ท่านอ๋องพูดก่อนจะอุ้มข้าขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนของเขา  

    “เอ๋ะ!! ท่านอ๋องจะทำอะไรเพคะ?”

ข้าเอ่ยถามทันทีเมื่อเห็นเช่นนั้น

    “ก็พาเจ้าไปหน่วยอาชาเหล็กอย่างไรเล่า  แต่มันไกลพอสมควรหากให้เจ้าไปเองคงใช้เวลา 3 วันกว่าจะถึง  แต่หากไปกับข้า  ไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็ถึงแล้ว”

อ๋องผิงตอบพร้อมอธิบาย  ไกลเกิ๊น  ข้าคิด  แต่ไปแบบนี้มันก็....

    “หึ  เกาะแน่นๆเล่า  ตกลงไป  ข้าไม่รู้ด้วยนะ”

ท่านอ๋องพูดต่อ  เมื่อได้ยินเช่นนั้นข้าจึงกอดคอท่านอ๋องไว้แน่น  และท่านอ๋องก็ใช้วิชาตัวเบาพาข้าไปลานฝึกทันที  

    “เจ้ากลัวรึ?”

ท่านอ๋องเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าข้าหลับตาปี๋ไม่ยอมลืมตาขึ้นมามองดูวิวทิวทัศน์ด้านล่างเลย

    “เพคะ”

ข้าตอบ

   “มีข้าอยู่เจ้ากลัวอันใด?  ข้าไม่ปล่อยเจ้าตกลงไปหรอกนะ หึๆ”

ท่านอ๋องพูดพร้อมกับหัวเราะเบาๆ  เชอะ  ข้าจึงค่อยๆลืมตาขึ้นมามองช้าๆ  แต่ทว่าสิ่งที่ข้าเห็นคือ  แผงอกแกร่งของท่านอ๋อง  ใบหน้าที่หล่อเหลาคมคาย  ปากหยักได้รูป  จมูกโด่งเป็นสัน  ดวงตาเรียวยาวรับกับคิ้วเรียวดั่งกระบี่ของเขาได้เป็นอย่างดี

    “หน้าข้ามีอันใดน่ามองนักรึ?  เจ้าจึงได้จ้องมองหน้าข้าเสียขนาดนี้”

ท่านอ๋องเอ่ยถามพร้อมกับก้มลงมาจ้องมองใบหน้าของข้า  ข้าจึงหันหน้าหนีไปทางอื่นที่ตอนนี้เริ่มมีสีแดงระเรื้อขึ้นมาด้วยความเคอะเขิน  

    “เจ้ายังไม่ได้ตอบข้าเลยนะ”

ท่านอ๋องเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง  เมื่อเห็นว่าข้าเงียบไม่ยอมพูดอะไรต่อ  ชิ จะให้ข้าตอบว่าพราะท่านหล่อเหลาเกินห้ามใจได้ยังไงกันเล่า?  ข้าคิด

    “ไม่มีอะไรเพคะ  หม่อมฉันเพียงแค่คิดอะไรเพลินๆ”

ข้าตอบ

    “เจ้าคงไม่ได้ตกหลุมรักข้า  ใช่ไหม?”

เฮือก.....นี้ท่านอ๋องถามเช่นนี้เลยหรือ?  แล้วคิดบ้างหรือไม่ว่าข้าควรตอบท่านเช่นไรดี?

    “หึหึ”

ท่านอ๋องหัวเราะ นี้เขาแกล้งข้าใช่หรือไม่ ท่านนี้มัน......

    “ถึงแล้ว”

ท่านอ๋องพูดพร้อมกับวางข้าลงบนพื้นหญ้าที่ห่างจากลานฝึกพอสมควร  มองเห็นอยู่ลิบๆ  แต่ทว่าในขณะที่ข้าจะเดินออกห่างจากแผงอกของเขา  ขาข้าก็อ่อนแรงจนเซถลา  อ๋องผิงจึงคว้าตัวข้าเข้าไปหาแผงอกของเขาอีกครั้ง  ก่อนข้าจะเงยขึ้นมองใบหน้าของพระองค์  และเป็นเวลาเดียวกันกับที่พระองค์ก็มองลงมาที่ข้าเช่นเดียวกัน  จึงทำให้เราทั้งคู่จ้องมองดวงตาของกันและกันอยู่  

    “เจ้านี่  ทำให้คนคลั้งได้ตลอดเลยนะ”

ท่านอ๋องเอ่ยพร้อมกับยกยิ้มอย่างพอใจ  ข้าจึงผละตัวออกห่างจากแผงอกของพระองค์ทันที

    “ไปกันเถอะ”

ท่านอ๋องเอ่ยก่อนจะเดินนำข้าไป  ให้ตายเถอะ  ชาติก่อนท่านไปอยู่ไหนมา?  หากเจอท่านก่อนไป๋หลี  ข้าคงเลือกท่านเป็นแน่  ข้าคิดไปหัวใจก็เต้นแรงไป  จนยากที่จะควบคุม

 

 

 

     “ถวายพระพรท่านอ๋อง”

กลุ่มบุรุษนับ  100  ที่ฝึกซ้อมอยู่กลางลานฝึกพูดขึ้นพร้อมกับก้มหัวทำความเคารพท่านอ๋องพร้อมๆกัน  แบบนี้ก็น่าอายไปนะ  ข้าคิด  ก่อนจะมองหา  ท่านพี่หลีโหว่ที่น่าจะอยู่แถวๆนี้  เพราะท่านพี่เป็นแม่ทัพหน่วยอาชาเหล็กนี้น๊า

    “อืม  พวกเจ้าฝึกกันต่อเถอะ”

ท่านอ๋องเอ่ยก่อนจะเดินจูงมือข้าไปที่กระโจมใหญ่หลังหนึ่ง  ทหารทุกคนเมื่อเห็นเช่นนั้นก็เริ่มพูดคุยกันไปต่างๆนาๆ  และที่ทำให้ข้าไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเป็นว่าที่ชายาตามที่พวกเขาคิดกันได้ก็คือ  กำไลหยกทมิฬที่ข้อมือข้างซ้ายของข้านะสิ  เฮ่อ....

    “เอ๋ะ!! ถะถวายพระพรท่านอ๋อง”

ท่านพี่หลีโหว่เอ่ยพร้อมกับทำความเคารพหลังจากที่ข้ากับท่านอ๋องเดินเข้ามาในกระโจมแล้ว  ด้วยสีหน้าตกใจที่เห็นข้า

    “ตามสบายเถอะ เรื่องที่หัวเมืองเหยาซีเล่า?”

ท่านอ๋องเอ่ยถามทันทีที่เดินเข้ามาถึง  อืมจะว่าไปเหยาซีนี้ก็เป็นหัวเมืองใหญ่อยู่นะ  รู้สึกว่าเมื่อชาติที่แล้วบุตรีของเจ้าเมือง  นางได้แต่งเข้ามาเป็นสนมของไป๋หลีนี้น๊า   เหอะ ใยจิ้งจอกน้อยนั้น

    “พูดมาเถอะ”

ท่านอ๋องสั่ง  เมื่อเห็นท่านพี่หลีโหว่ลังเลใจพร้อมกับจ้องมองหน้าข้าไม่วางตา  โธ่ๆ คิดว่าข้าไม่ควรอยู่ฟังด้วยสินะ

    “เพคะ  ตอนนี้เจ้าเมืองเหยาซียังไม่มีความคืบหน้าอะไรเลยเพคะ ทางเราเองก็ส่งคนไปจับตาดูเอาไว้แล้ว”

ท่านพี่หลีโหว่พูดต่อ  อืม  มาถูกทางแล้วละท่านพี่  ถ้าข้าจำไม่ผิดละก็  เจ้าเมืองเหยาซีร่วมมือกับองค์ชายเก้าเพื่อกำจัดองค์ชายองค์อื่นๆ และการรอบสังหารฮ่องเต้องค์ปัจจุบันซึ่งเป็นถึงบิดาแท้ๆของตนเอง  แต่ว่าข้าไม่มีทางให้พวกเขาได้สมหวังแน่  เอ๋ะ!! จริงสิข้ารู้ว่าพวกมันซ่อนกองกำลังเมืองเหยาซีไว้ที่ไหนนี้น๊า  เช่นนั้นก็...

    “ท่านอ๋อง  เมืองเหยาซีใช่เมืองที่มีหุบเขาอาถรรพ์  อะไรนั้นรึไหมเพคะ?”

ข้าเอ่ยถามหลังจากที่ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง

    “ใช่”

ท่านอ๋องตอบ  พร้อมกับจ้องมองหน้าของข้าราวกับว่ากำลังคาดหวังหรือรออะไรบางอย่าง  นี่ท่านคงไม่คิดว่าข้ารู้อะไรหรอกใช่ไหม?

    “อืม  เหตุใดไม่ลองให้คนไปดูที่นั่นเล่าเพคะ”

ข้าออกความคิดเห็น  ก่อนจะยกยิ้มชั่วร้ายที่มุมปาก  แต่ก็ไม่มีใครทันได้เห็น  เพราะข้าปิดหน้าเอาไว้อยู่

    “แม่ทัพหลิว  ให้คนไปสำรวจที่นั่นด้วย”

ท่านอ๋องออกคำสั่ง  ท่านพี่นิ่งอึ้งไปเพียงครู่  คงไม่คิดว่าท่านอ๋องจะเชื่อที่ข้าพูดสินะ  แต่นางเองก็เห็นด้วย  

    “เพคะ”

ท่านพี่รับคำสั่งก่อนจะเดินออกไปจากกระโจม

    “ท่านไม่คิดจะสงสัย  หรือเอ่ยแย้งข้าหน่อยรึ?”

ข้าเอ่ยถามพร้อมกับเดินไปนั่งที่เก้าอี้ด้านใน  ท่านอ๋องเองก็เดินมานั่งลงข้างๆข้า

    “ไม่  เพราะข้าเองก็เห็นว่ามันน่าสงสัยเช่นเดียวกัน  ไปสำรวจไว้ก็ไม่เสียหายอะไร”

ท่านอ๋องตอบ  

    “เจ้าจะกลับเมื่อไหร่ก็บอกข้าแล้วกัน  ข้าจะออกไปข้างนอกเสียหน่อย”

ท่านอ๋องพูดจบก็เดินออกไปทันที  นี้พวกเขาจะทิ้งข้าไว้คนเดียวหรือ?  เหอะ... แต่คิดอีกทีก็ดีเหมือนกัน  ข้าเองก็จะได้มีเวลาคิดอะไรหน่อย  ถ้าหากเป็นช่วงนี้เมื่อชาติที่แล้ว  ถัดจากนี้ไปอีก 6 เดือน ข้าก็จะได้แต่งเข้าตำหนักองค์ชายไป๋หลี  แล้วหลังจากนั้นละ  อืม...ใช่แล้ว ท่านพี่หลีโหว่ถูกสั่งให้ไปประจำการที่ชายแดน  เนื่องจากแคว้นหานหนิงรุกราน  สาเหตุเล่า  อ๋อ จำได้แล้ว  เพราะองค์ชายลำดับที่ 3 ของพวกเขาถูกทหารของเราสังหาร  ซึ่งรายละเอียดเรื่องนี้ข้าก็ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น  แต่ข้าคิดว่าไป๋หลีต้องมีส่วนร่วมในเรื่องนี้เป็นแน่  แล้วจะขัดขวางเรื่องนี้ได้เช่นไรกัน?  

    “อืม...ข้าต้องหาทางไม่ให้องค์ชายท่านนั้นถูกสังหาร  แต่เดี๋ยวนะ! จะห้ามยังไง? เฮ่อ...”

เกินความสามารถจริงๆนั้นแหละ  แต่ถ้าให้จับตาดูไป๋หลี  และก็คนสนิทของเขาด้วยเล่า  ไม่แน่เราอาจจะรู้ว่าเขาลงมือเมื่อไหร่?  ถ้าช่วยองค์ชายท่านนั้นได้  ทุกอย่างก็น่าจะไม่เกิดอะไรขึ้นแล้ว  สงสัยงานนี้คงต้องให้ท่านอ๋องช่วยซะแล้ว  แต่จะบอกพระองค์ยังไง?

    “โอ้ย....บ้าจริง  คิดไม่ออก”

ข้าบ่นพึมพำคนเดียวอีกครั้ง

    “ดูเจ้าเครียดๆนะ”

ท่านพี่หลูโหว่เอ่ยทักหลังจากที่เดินเข้ามาในกระโจมแล้ว

    “เปล่าเจ้าค่ะ  ท่านพี่”

ข้าเอ่ย  พร้อมกับส่งยิ้มแห้งๆไปให้

    “หึ  เจ้ามีอันใดในใจก็พูดมาเถอะ”

ท่านพี่เอ่ยถามต่อ  ก่อนจะเดินมานั่งลงข้างๆข้า

    “ข้าแค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อยนะเจ้าค่ะ  ท่านพี่อย่าห่วงข้านักเลย”

ข้าตอบ  ท่านพี่หันมาจ้องมองใบหน้าของข้าครู่หนึ่ง  ก่อนจะหันไปทางอื่น

    “เจ้าไม่ได้ชอบพอกับท่านอ๋องก็บอกท่านไปดีๆ  จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง”

ท่านพี่เอ่ยต่อ  ดะเดี๋ยวๆนะ  ท่านพี่คิดไปไหนเนี้ย? คงไม่ได้คิดว่าข้าเครียดเพราะเรื่องนี้หรอกนะ...

    “ท่านพี่  น่าจะเข้าใจอะไรผิดไปนะเจ้าค่ะ”

ข้าเอ่ยต่อ

    “เข้าใจผิดรึ?  อ๋อ เช่นนั้นเจ้าก็ชอบท่านอ๋องสินะ”

ท่านพี่พูดต่อ

    “นะนั้นก็ไม่ใช่”

ข้าตอบพร้อมกับตกใจเล็กน้อย  

    “ท่านอย่าพูดอะไรแปลกๆจะได้ไหมเจ้าค่ะ”

ข้าหันไปต่อว่าท่านพี่หลูโหว่ต่อทันที  

    “หึหึ  งั้นหรือ?  ดูแล้วข้าว่าเจ้าเองก็คง.......”

    “ท่านพี่”

ข้าหันไปตวาดท่านพี่ทันที  เพื่อหยุดประโยคต่อไปที่ท่านพี่กำลังจะพูดออกมา

    “เอาละๆ  ไม่ใช่ก็ไม่ใช่  หึหึ”

ท่านพี่พูดต่อ  แต่ก็ยังแอบขำอยู่เช่นเดิม  ชิ

   “ว่าแต่  เจ้าจะรอกลับพร้อมพี่เลยหรือไม่?”

ท่านพี่หลูโหว่เอ่ยถามต่อ

    “ท่านอ๋องบอกจะไปส่งจ้าค่ะ”

ข้าตอบ  ท่านพี่ไม่ได้พูดอะไรเพียงแค่พยักหน้ารับรู้เท่านั้น

    “ท่านพี่  คนจากข่าวกรองของท่านพี่เจียงหรัน  นอกจากหาข่าวแล้ว  พวกเขายังทำอะไรได้บ้างเจ้าคะ?”

ข้าเอ่ยถาม

    “ก็ถ้าจำเป็นจริงๆก็มีงานสังหารด้วยนะ”

ท่านพี่ตอบ ว่าแล้วเชียว  พวกเขาคงต้องฝึกเรื่องพวกนี้ด้วยสินะ

    “ว่าแต่เจ้าถามทำไม?”

ท่านพี่เอ่ยถาม

    “ข้าแค่อยากรู้นะเจ้าค่ะ”

ข้าตอบ  ก่อนจะยิ้มกลบเกลื่อน

 

 

 

 

    2  ชั่วยามต่อมา :

    ณ  จวนตระกูลหลิว :

    “นานแล้วที่แม่กับพ่อไม่ได้ฟังเจ้าเล่นพิณเลย”

ท่านแม่เอ่ยขึ้นมาในขณะที่ข้ากำลังชงชาให้พวกท่านดื่ม

    “ท่านแม่อยากฟังรึเจ้าคะ?”

ข้าเอ่ยถาม  ท่านแม่จึงพยักหน้าขึ้นลง  บอกว่าใช่

    “เจี๋ยวจือ  ไปหยิบพิณที่ห้องข้ามา”

ข้าหันไปบอกกับนาง  นางพยักหน้าก่อนจะรีบเดินออกไป

    “เอ๋ะ!ท่านอ๋อง  ถวาย....”

    “ไม่ต้องมากพิธี  นั่งลงเถอะ”

ท่านอ๋องเอ่ยห้ามทันทีก่อนที่ท่านพ่อจะก้มหัวคุกเข่าลง  ท่านพ่อจึงยืนค้างเอาไว้เพียงแค่นั้น  ก่อนจะนั่งลงแต่โดยดี  พร้อมกับคนอื่นๆ

    “ดูท่า  ข้าจะมาถูกเวลา”

ท่านอ๋องเอ่ยเมื่อมองเห็นว่าบ่าวรับใช้ของข้าถือพิณมาวางไว้ตรงด้านหน้าของข้าพอดี

    “เพคะ  บุตรีของหม่อมฉันกำลังจะบรรเลงพิณให้ฟังเพคะ”

ท่านแม่ตอบ  ท่านอ๋องจึงหันหน้ามาจ้องมองข้าอย่างสนอกสนใจ  ข้าเองเมื่อเห็นเช่นนั้นก็เริ่มลงมือบรรเลงเพลงพิณทันที

 

 

    สายตาที่อ๋องผิงจ้องมองอี้เฟิ่งทำเอานางเขินอายจนกลั้นไว้ไม่อยู่  ใบหน้าที่แดงระเรื้อออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ  โดยที่นางไม่ต้องแต่งเติมอะไรมากนักบนใบหน้าของนาง   แววตาที่มองสบกันไปมาของคนทั้งคู่  ทำให้ผู้คนรอบข้างแอบเคอะเขินแทน  บ้างก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ บุรุษหนุ่มรูปงาม  กับหญิงสาวงามล้มเมือง  ราวกับภาพวาดที่ถูกจิตกรฝีมือดีขีดเขียนขึ้นมา  งดงามยิ่งนัก  

    แปะๆๆ

เสียงตบมือดังสนั่นจวนหลังจากที่อี้เฟิ่งบรรเลงเพลงจบ

    “ไพรเราะเสียจริง  ข้าพึ่งรู้ว่า  ว่าที่ชายาของข้าจะบรรเลงพิณได้ไพรเราะจับใจเช่นนี้”

ท่านอ๋องผิงเอ่ยชื่นชม  ทำเอาคนที่ฟังถึงกับอึ้งไปตามๆกัน  กับคำว่า  ‘ว่าที่ชายา’  พูดออกมาได้เต็มปากเต็มคำ  

    “ขอบพระทัยเพคะ  ท่านอ๋อง”

อี้เฟิ่งตอบ

    “คราวหลังเรียกข้าว่าเทียนหลงเถอะ”

ท่านอ๋องพูดต่อทำเอาทุกคนอึ้งหนักเข้าไปอีก  ให้นางเรียกพระนามของพระองค์เชียวรึ?  กู่ถิงคิด

    “เพคะ  ท่านพี่เทียนหลง”

อี้เฟิ่งตอบ  พร้อมกับแก้มที่เริ่มแดงขึ้นมาอีกครั้ง

 

 

 

    1  เค่อต่อมา :

   “เห็นว่าเจ้าอยากคุยกับข้า?”

ท่านอ๋องผิงเอ่ยถามหลังจากที่ท่านพ่อกับท่านแม่ขอแยกตัวออกไปแล้ว  จึงเหลือเพียงข้ากับท่านอ๋องสองคนเท่านั้น

    “เพคะ  หม่อมฉันมีเรื่องให้พระองค์ช่วยเพคะ”

ข้าตอบก่อนจะยกชาขึ้นจิบเบาๆ

    “เรื่องอันใด?”

ท่านอ๋องเอ่ยถามอีกที

    “หม่อมฉันอยากให้พระองค์จับตาดูความเคลื่อนไหวขององค์ชาย 9  และคนสนิททุกคนขององค์ชาย 9 เพคะ ถ้าเป็นไปได้กับองค์ชายจากแคว้นหานหนิงด้วยจะยิ่งดีเพคะ”

ข้าตอบ  พร้อมกับสีหน้าแววตาจริงจัง

    “เจ้ามีเหตุผลอันใด?”

ท่านอ๋องเอ่ยถามอีกครั้ง

    “มีเพคะ  หม่อมฉันลองคิดทบทวนหลายครั้งแล้วเพคะ  ตั้งแต่เรื่องปัญหากบฏ 4 หัวเมือง  เรื่องที่องค์ชาย 9 ย้ายมาอยู่ในเมืองหลวง  และเรื่องที่จู่ๆกบฏก็เงียบไป  หม่อมคิดว่าอาจจะมีคนจัดฉากเอาไว้เพคะ  และที่สำคัญคนเหล่านั้นทำเช่นนี้เพื่ออะไร?  หากไม่ใช่......”

ข้าตอบก่อนจะหยุดพูดในประโยคสุดท้าย

    “แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น  มันก็ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับองค์ชาย 9 กับ องค์ชายต่างแคว้นนี้น๊า”

ท่านอ๋องพูดก่อนจะยกชาขึ้นจิบ  คิดไว้แล้วว่าพระองค์ต้องพูดเช่นนั้น  แต่เรื่องจริงๆที่ข้าอยากจะพูดคือต่อจากนี้ต่างหากเล่า

    “แล้วถ้าหากลองคิดเช่นนี้ดูเล่าเพคะ  สมมุติว่าเรื่องกบฎหัวเมืองเป็นองค์ชาย 9 วางแผนไว้เล่าเพคะ  เพื่อให้พระองค์ได้เข้ามาอยู่ในวังหลวง  หลังจากนั้นก็ให้พวกกบฏเงียบไปสักพัก  และถ้ามี คนที่เป็นเจ้าเมืองรวมอยู่ด้วย  งานก็ง่ายมากขึ้นถ้าจะเคลื่อนพลลับๆข้ามชายแดนไปเพื่อสังหารองค์ชายต่างแคว้นเพื่อให้เกิดสงคราม  แล้วถ้ามีสงครามคนที่ไปปราบปรามก็ต้อง....”

    “แม่ทัพหลิวหลูโหว่  จากนั้นก็ปั่นนิดปั่นหน่อยให้วุ่นวาย  หรือไม่ก็หาทางสร้างผลงาน  เช่นขอไปเจรจากับแคว้นหานหนิงใช่หรือไม่?”

ท่านอ๋องเอ่ยตัดบท  เฮ่อ...ท่านอ๋อง  ท่านคิดได้แค่นี้เองหรือ?   รึว่าไม่อย่างคิดว่าเหล่าองค์ชายจะกล้าสังหารบิดาของตนเองกันแน่  แต่ถึงอย่างนั้น  เราก็ควรคิดถึงแบบเลวร้ายที่สุดสิ

    “แล้วถ้าเลวร้ายกว่านั้นเล่าเพคะ?  สมมุติว่าเป็นโอกาศที่จะลอบปลงพระชนม์องค์ฮ่องเต้ และ...”

    “บังอาจ  มันผู้ใดกล้าคิดเช่นนั้นกัน?”

ท่านอ๋องตะคอกเสียงดังลั่นจนข้าเองยังตกใจ  จึงรีบลุกขึ้นและคุกเข่าลงที่พื้นทันที

    “ขอโปรดทรงอภัยด้วยเพคะ  หม่อมฉันเพียงแค่คิดเผื่อเอาไว้เพคะ  ขอท่านอ๋องโปรดอภัยให้หม่อมฉันด้วย”

ข้าเอ่ยพร้อมกับก้มหัวลงติดพื้น  ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าของพระองค์  ให้ตายเถอะ  ข้าจะถูกประหารหรือไม่?

    “เอาเถอะ  ข้ารู้ว่าเจ้าหวังดี  ข้าจะให้คนของข้าคอยจับตาดูพวกเขาเอาไว้”

ท่านอ๋องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ  ก่อนจะกลับมาพูดจาแบบปกติ

    “เพคะ  ขอบพระทัยเพคะ”

ข้าตอบแต่ยังคงนั่งคุกเข่าก้มหัวติดพื้นเช่นเดิม  เอาจริงๆนะ  ข้าไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองพระองค์เลย  ข้ากล้วมากๆ  ถึงจะไม่เคยเห็นเขาโกรธขนาดนี้ก็เถอะ  แต่แรงกดดันแบบนี้มันก็หนักหนาสากันอยู่นะ

    “เจ้าก็ลุกขึ้นมาได้แล้ว  ข้าไม่ได้โกรธเจ้า  แค่โมโหคนที่คิดจะทำอะไรเช่นนั้นเท่านั้นเอง  ดีเสียอีกที่ยังมีคนนึกถึงเรื่องนี้  ถึงแม้ว่าข้าจะไม่เคยคิดว่าเหล่าองค์ชายจะทำเช่นนั้นได้ก็เถอะ  แต่ก็อย่างที่เจ้าพูดกันไว้ดีกว่าแก้”

ท่านอ๋องพูดต่อ  ข้าจึงเงยหน้าและลุกขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้เช่นเดิม  เฮ่อ...นึกว่าจะตายซะแล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 108 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

14 ความคิดเห็น

  1. #8 pook1819 (@pook1819) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 14:50
    ต๊กใจหมด ใจล่วงไปอยู่ตาตุ่มแล้วหัวใจจิวาย
    #8
    0
  2. #7 เลดี้ไรก้า (@shutima1234) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 13:48
    ขะเขิน คำนี้ไม่เคยเห็นว่ามีใช้ที่ไหน
    หรือไรท์จะหมายถึงคำว่า เคอะเขิน หรือเปล่า ชันษา ก็เขียนแบบนี้นะ คำผิดยังมีอยู่เล็กน้อย
    #7
    0