เศษเสี้ยวใจ

ตอนที่ 10 : ล่าสัตว์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 783
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 81 ครั้ง
    24 ส.ค. 63

     เช้าวันต่อมา :

    เช้าวันนี้ข้ากำลังนั่งดื่มชาอย่างใจเย็นอยู่ที่เรือนพักของตนเอง  ข้ากำลังสบายใจเป็นอย่างมากที่แผนของไป๋หลี่กำลังล่ม  เพราะกองกำลังหลักของมันที่เมืองเหยาซีถูกทางการจับหมดแล้ว  นั้นก็แปลได้อย่างเดียวว่า  มันกำลังลำบากเอามากๆเลยละ  และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ  แรงสนันสนุนของขุนนางส่วนมากที่ในตอนนั้นมันได้มาก็เพราะบิดาของข้า  ถึงท่านจะไม่ชอบมัน  แต่เพราะข้าท่านพ่อจึงยอมสนับสนุนมัน

 

    แต่ว่าในตอนนี้มันได้สูญเสียแรงสนันสนุนจากขุนนางนั้นไปเรียบร้อยแล้ว  เพราะข้า  ไม่ได้โง่เหมือนตอนนั้นอย่างใดเล่า?  หึหึ  แค่คิดก็สนุกแล้ว  มาดูกันสิว่า  เจ้าจะดิ้นรนได้สักเท่าใดกัน?  ข้าคิด  ก่อนจะยกชาขึ้นจิบเบาๆ

 

 

    ณ  ตำหนักองค์ชาย  9  :

 

    เพล้ง!

เสียงถ้วยชาที่ถูกเหวี่ยงลงพื้นเสียงดังสนั่นห้องโถงแห่งนี้  บุรุษที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวงามที่ถูกแกะสลักมาเป็นอย่างดี  กำลังมีสีหน้าบึ่งตึง  และเย็นชาเป็นอย่างมาก  งานที่เขาวางแผนเอาไว้พังไม่เป็นท่า  ทั้งเรื่องกองกำลังที่เมืองเหยาซี  และเรื่องของหลิวอี้เฟิ่งอีก  เขาต้องสูญเสียทั้งกองกำลังหลัก  และแรงสนับสนุนจากเหล่าขุนนางไป  มันน่าเจ็บใจนัก

 

    ไป๋หลี่กำหมัดแน่นด้วยความโกรธ  ‘ทำไมๆ  มันถึงเป็นเช่นนี้?  ทำไมกัน?’  เขาคิดแต่กับไม่มีคำตอบใดๆในคำถามเหล่านั้น

    “อ๋องผิง  เจ้าคนชั่ว”

ไป๋หลี่เอ่ยออกมารอดไรฟันเพราะเขาขบกรามเอาไว้แน่น  หากไม่ใช่เพราะอ๋องผิงนำกองกำลังเข้าไปปราบปรามที่นั่น  เขาคงไม่มีสภาพเช่นนี้

    ‘ข้าต้องหาทางดึงตระกูลหลิวมาให้ได้  เพราะนอกจากจะได้แรงสนับสนุนจากขุนนางแล้ว  ข้ายังได้กองกำลังที่ขึ้นตรงกับแม่ทัพหลิวหลี่โหว่อีกด้วย  ใช่แล้วกองกำลังอาชาเหล็กนั้นเอง’

ไป๋หลี่คิด  พร้อมกับเผยแววตาเจ้าเล่ห์ออกมาให้เห็น

 

 

    2  ชั่วยามต่อมา  :

    ไป๋หลี่เดินทางมาพบที่ปรึกษาหลิว  พร้อมกับของเล็กๆน้อยๆติดไม้ติดมือมาด้วย  ที่ปรึกษาหลิวเองก็ได้ปฏิเสธของขวัญเหล่านั้นไปแล้ว  แต่เขาก็ยังดึงดันจะให้  ที่ปรึกษาหลิวจึงรับเอาไว้อย่างไม่เต็มใจมากนัก  เพราะเขากลัวว่าจะมีปัญหาอะไรในภายภาคหน้า  จึงได้มีสีหน้าไม่สู้ดีเช่นนี้

    “ท่านอย่าคิดมากไปเลยขอรับ  ข้าเพียงเห็นว่ามันเป็นสิ่งของที่เหมาะกับท่านจึงนำมาให้ก็เท่านั้นเอง”

องค์ชาย  9  เอ่ยพร้อมกับยิ้มหวานส่งมาให้  

    “องค์ชายมาที่นี่มีเรื่องอันใดหรือไม่ขอรับ?”

ที่ปรึกษาหลิวเอ่ยถาม

    “ข้ามาเยี่ยมท่านที่ปรึกษาก็เท่านั้น  ข้ามาอยู่ที่เมืองหลวงได้ไม่นาน  จึงไม่ค่อยรู้จักกับใคร  หวังว่าท่านที่ปรึกษาจะเข้าใจข้านะขอรับ”

องค์ชาย  9  ตอบ  พร้อมกับทำสีหน้าสลดลงเล็กน้อย

    “จะมาเยี่ยมนานๆมาทีก็ย่อมได้นะเพคะ  แต่หากมาบ่อยจนเกินไป  หม่อมฉันเกรงว่าผู้อื่นจะเข้าใจผิดเอาได้เพคะ”

อี้เฟิ่งที่เดินเข้ามาในห้องโถงแล้วเอ่ยขึ้น  จึงทำให้ทั้งสองคนหันไปมองที่นาง

    “คุณหนูหลิวก็พูดเกินไป  ใครๆก็รู้ว่าคุณหนูเป็นคู่หมั้นของท่านอ๋องผิง  ใครจะกล้าคิดไม่ดีกันเล่า”

องค์ชาย  9  พูดพร้อมกับท่าทางเป็นมิตร  ‘เหอะ  ในเมื่อเจ้าก็รู้ว่าข้าเป็นคู่หมั้นของอ๋องผิง  เหตุใดยังจะมาที่นี่อีก’  อี้เฟิ่งคิด  แต่นางก็ไม่ได้พูดสิ่งใดออกมานอกจากเดินไปนั่งที่เก้าอี้ตัวหนึ่งในห้องนั้น

    “คุณหนูหลิว  จริงสิ  ข้าได้ยินมาว่าท่านกำลังหาผ้าดีๆมาตัดชุดอยู่  ข้าได้ผ้าไหมเนื้อดีมา  วันพรุ่งข้าจะนำมันมาให้เจ้า”

องค์ชาย  9  พูดต่อ

   “ไม่เป็นไรเพคะ  อ๋องผิงได้ส่งผ้าไหมที่ดีที่สุดในแคว้นมาให้หม่อมฉันแล้ว  ดังนั้นขององค์ชายหม่อมฉัน....ไม่เอาเพคะ”

อี้เฟิ่งเอ่ย  ไม่รู้เลยว่าที่นางพูดหมายถึงผ้าไหม  หรือสิ่งใดกันแน่  เพราะประโยคที่นางกล่าวมาเหมือนไม่ได้จะพูดถึงผ้าไหม  แต่เป็นอย่างอื่นเสียมากกว่า

    “ท่านพ่อ  ลูกจะมาขอไปตำหนักท่านอ๋องผิงเจ้าค่ะ”

หลิวอี้เฟิ่งหันไปพูดกับบิดาของนาง  ทำเอาหลิวกู่ถิงตั้งตัวแทบไม่ทัน

    “อะอืมๆ”

หลิวกู่ถิงเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าที่ยังมึนๆอยู่  อี้เฟิ่งเมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงเดินออกไปจากห้องทันที  โดยไม่ได้หันมาสนใจองค์ชาย  9  ที่เอาแต่มองตามแผ่นหลังเหยียดตรงที่ดูสง่าองอาจยิ่งนัก  ‘มันช่างน่าหลงใหล’  องค์ชาย  9  คิด

 

 

    อี้เฟิ่งหลังจากเดินออกมาจากห้องโถงแล้ว  แววตาของนางก็แปลเปลี่ยนฉายแววตาเกลียดชังขึ้นมาเสียอย่างนั้น  จะตีงูต้องตีให้ตาย  นางคิด  ก่อนจะคิดหาวิธีกำจัดเขาออกไป  

     ‘เอ๋!  เดี๋ยวสิ  ข้าจำได้ว่าเดือนหน้าเหล่าเชื้อพระวงศ์จะออกล่าสัตว์กันนี้’

อี้เฟิ่งคิดก่อนจะเผลอยกยิ้มร้ายที่มุมปาก  เพราะนางจำได้ว่า  ในวันล่าสัตว์องค์ชาย  9  ได้วางแผนกำจัดองค์ชายคนอื่นๆ  ถ้าจำไม่ผิด  ดูเหมือนจะเป็นองค์ชาย  4  กับองค์ชายใหญ่สินะ  จำได้ว่าในวันนั้น  องค์ชายใหญ่ได้รับบาดเจ็บสาหัส  ส่วนองค์ชาย  4  ตกหน้าผาตาย

    “มีเรื่องน่าสนใจอีกแล้วสิ  ข้าคงต้องมอบของขวัญให้เข้าเสียหน่อยแล้วละ”

อี้เฟิ่งพึมพำเบาๆกับตัวเอง  ก่อนจะเดินทางไปขึ้นรถม้าที่หน้าจวน  ซึ่งมีเจี๋ยวจือยืนรออยู่ก่อนแล้ว

 

 

 

    ณ  ตำหนักอ๋องผิง  :

    ใช้เวลาไม่นานนักนางก็เดินทางมาถึงตำหนักอ๋องผิง  ซึ่งพอนางมาถึงหน้าตำหนัก  ก็มีองครักษ์คนสนิทของพระองค์มารอรับอยู่ก่อนแล้ว

    ‘ดูเหมือนบทสนทนาของนางกับองค์ชาย  9  ที่ห้องโถงที่จวนคนของท่านอ๋องจะได้ยินด้วยสินะ’

อี้เฟิ่งคิด  ก่อนจะเดินตามองครักษ์คนนั้นไปพบกับท่านอ๋องที่นั่งรอนางอยู่ที่ห้องตำรากลางน้ำ  องค์รักษ์ส่งนางถึงเพียงทางเดิน  ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปทำงานของตนเอง  อี้เฟิ่งจึงเดินเข้าไปด้านในเพียงลำพัง  

    “ท่านอ๋องหม่อมฉันหลิวอี้เฟิ่งเพคะ”

อี้เฟิ่งบอกกับคนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ด้านใน  แต่เขาก็เงียบ  ไม่ได้ตอบสิ่งใด

   “เข้ามาเถอะ”

ท่านอ๋องผิงเอ่ยเรียก  อี้เฟิ่งจึงเดินเข้าไปด้านใน

   “ถวายพระพรท่านอ๋องเพคะ”

อี้เฟิ่งพูดพร้อมกับก้มหัวทำความเคารพ

    “นั่งเถอะ”

ท่านอ๋องบอกกับนาง  นางจึงนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามของเขา

    “เรื่องกองกำลังที่เหยาซี  เจ้าพูดถูก  ถึงข้าจะนึกสงสัยว่าเจ้ารู้เรื่องนี้ได้ยังไง  แต่ถามไปเจ้าก็คงไม่บอก  ดังนั้น  ข้าจะถามเจ้าตรงๆ  เจ้ายังรู้เรื่องอะไรที่เกิดขึ้นอีกบ้าง?”

ท่านอ๋องถาม  อี้เฟิ่งนิ่งเงียบ  ก่อนจะยอมพูดต่อ

    “งานล่าสัตว์ที่จะมาถึง  จะมีคนลอบสังหารเหล่าองค์ชายเพคะ”

ข้าตอบ  ท่านอ๋องมองดูเข้าไปที่ดวงตาคู่สวยของนาง  ก่อนจะยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาเท้าแก้มเอาไว้ข้างหนี่ง  เพื่อรอฟังสิ่งที่นางกำลังจะพูดต่อ

    “วันนั้นจะวุ่นวายเป็นอย่างมากเพคะ  หม่อมฉันบอกอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้  แต่ได้โปรดเชื่อหม่อมฉันด้วย  วันนั้นบุรุษที่สวมชุดสีแดงจะตายเพคะ”

ข้าบอกกับท่านอ๋อง  แน่นอนว่าคนที่ข้าบอกไปก็คือองค์ชาย  4   หลังจากนั้น  ท่านอ๋องก็ถามเรื่องมากมายกับข้า  จนตอบแทบไม่ทัน

 

 

    ณ  วันล่าสัตว์  :

 

    วันนี้เหล่าเชื่อพระวงศ์มากันครับทุกพระองค์  ซึ่งสิ่งทีทำให้อ๋องผิงตกใจที่สุดคือ  มีคนที่สวมชุดสีแดงมาจริงๆด้วย  นั้นคือองค์ชาย  4  หากเป็นที่นางว่าองค์ชาย  4  จะตายสินะ  หรือบางทีอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญก็เป็นได้

    “ฮะฮะฮ่า  จริงสิ  ปีที่แล้วองค์ชายใหญ่ชนะสินะพ่ะย่ะค่ะ  ปีนี้ข้าไม่ยอมแพ้เสด็จพี่เป็นแน่”

องค์ชาย  9  เอ่ย  พร้อมกับยิ้มส่งไป

   “ข้าจะคอยดู”

องค์ชายใหญ่บอกพร้อมกับยกชาขึ้นจิบ

    “นี้ก็สายมากแล้ว  เสด็จพ่อพวกกระหม่อมขอออกล่าก่อนะพ่ะย่ะค่ะ”

องค์ชายรองเอ่ย  พร้อมกับลุกขึ้นก้มหัวลาฝ่าบาทที่นั่งจิบชาอยู่

    “อืม  ข้าจะรอดูผลงานของพวกเจ้า”

ฝ่าบาทเอ่ย

    “พ่ะย่ะค่ะ”

องค์ชายทั้งหลายตอบรับ  ก่อนจะเดินออกไปขึ้นม้าของตนเองและควบออกไป  โดยมีผู้ติดตามไปด้วย  4-5  คน

    “อ๋องผิง  เรื่องนั้นเจ้าจัดการแล้วใช่ไหม?”

ฝ่าบาทถามท่านอ๋องที่นั่งอยู่ที่โต๊ะของพระองค์

    “พ่ะย่ะค่ะ”

อ๋องผิงตอบ

    “หากไม่มีอะไรเกิดขึ้นดังเจ้าว่ามาก็คงดี”

ฝ่าบาทเอ่ยก่อนจะวางถ้วยชาลง  อ๋องผิงก็ทำได้เพียงถอนหายใจออกมาเท่านั้น

 

 

    เหล่าองค์ชายต่างก็แยกย้ายกันไปตามเส้นทางที่ตนเองต้องการ  โดยมีคนคุ้มกันไปด้วย  4-5  คน  และอีกส่วนก็เป็นตัวไล่ต้อนสัตว์ให้เข้ามาในรัศมีของการล่า  

 

    ในระหว่างที่พวกเขากำลังเพลิดเพลินอยู่กับการล่านั้น  เหล่านักฆ่าที่ซุ่มอยู่ก็เริ่มลงมือตามแผนที่วางเอาๆไว้  

 

    นักฆ่ากลุ่มหนึ่งกำลังซุ่มดักรอองค์ชาย  4  อยู่ที่พุ่มไม้ใกล้ๆ  พวกมันเล็งธนูไปที่เหล่าองค์ชาย 4  ที่กำลังง้างธนูจะยิงกระต่ายที่อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่  เมื่อได้จังหวะยิงพวกมันจึงปล่อยลูกธนูออกไปทันที

     ฟิวว

    เคร้ง!

เสียงธนูพุ่งเข้ามา  ก่อนจะมีธนูอีกดอกพุ่งมีขวางเอาไว้  จึงทำให้ธนูนั้นล่วงลงพื้น  นักฆ่าฝีมือหันไปมองทางด้านที่ธนูที่พุ่งมาก็เห็นองครักษ์กำลังวิ่งเข้ามาหาพวกเขา  พวกเขาจึงรีบหนีออกมา

 

  ส่วนอีกด้าน  องค์ชายใหญ่เองก็ถูกธนูยิงจนได้รับบาดเจ็บ  แต่ก็ไม่เป็นอะไรมาก  เพราะมันแค่แผลถากๆ  โชคดีที่เหล่าองครักษ์มาทันเสียก่อน  ไม่เช่นนั้นพระองค์คงกลายเป็นศพไปแล้ว  เหล่าองค์ชายเมื่อได้รับการแจงข่าวจากทหารที่มารายงานว่าองค์ชายใหญ่ถูกรอบทำร้าย  ก็รีบกลับมาที่กระโจมใหญ่กันทันที

    “เสด็จพี่เป็นเช่นไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ?”

องค์ชายรองที่มาถึงก่อนเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

    “ไม่เป็นไร  แค่โดนถากๆ”

องค์ชายใหญ่บอกกับองค์ชายรองที่วิ่งเข้ามาหา

    “จับตัวมันได้หรือไม่?”

องค์ชาย  3  เอ่ยถาม  องค์ชายใหญ่ส่ายหัวไปมา

    “ไม่เลย  พวกมันว่องไวมาก”

องค์ชายใหญ่ตอบ

    “เสด็จพี่!”

เสียงขององค์ชาย  9  ที่พึ่งมาถึงเอ่ยเรียกองค์ชายใหญ่ก่อนจะวิ่งเข้ามาดูอีกคน

    “น้องได้รับแจ้งมาก็รีบมาเลย  เป็นเช่นไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ?”

องค์ชาย  9  เอ่ยถาม

    “ข้าไม่เป็นอันใด  แค่แผลถลอกเล็กน้อย  พวกเจ้าอย่าห่วงไปเลย”

องค์ชายใหญ่ตอบองค์ชาย  9  ก่อนจะหันไปบอกกับทุกคน  เหล่าองค์ชายที่มาใหม่เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

    “จะว่าไปอ๋องผิงไปไหนเสียแล้ว?”

องค์ชาย  5  เอ่ยถาม  เมื่อมองไม่เห็นท่านอ๋องอยู่แถวนี้เลย

     “อ๋องผิงไปตามจับนักฆ่าพวกนั้นอยู่  ประเดี๋ยวคงมา  พวกเจ้าเองก็ไปพักผ่อนเถอะ”

ฝ่าบาทตอบ  ก่อนจะบอกกับพวกเขา

    “พ่ะย่ะค่ะ”

เหล่าองค์ชายพูดพร้อมกัน  พร้อมกับทำความเคารพผู้เป็นบิดาก่อนจะเดินกลับที่พักของตนเอง

 

 

 

    มาที่ท่านอ๋อง  :

     ท่านอ๋องที่ควบม้าตามพวกนักฆ่าออกมา  ก็นึกสงสัยเป็นอย่างมากว่าอี้เฟิ่งร็เรื่องนี้ได้ยังไง  ทุกอย่างที่นางบอกกับเขามะนได้เกิดขึ้นจริง  คงมีเพียงเรื่องที่องค์ชาย  4  ตายเท่านั้นที่ไม่เป็นดังที่นางบอก  นั้นเพราะคำเตือนของนางจึงทำให้ท่านอ๋องผิงส่งคนตามองค์ชาย  4  ไป  จึงสามารถช่วยชีวิตเขาไว้ได้  ไม่เช่นนั้นเกรงว่าองค์ชาย  4  คงจะตายดังนางว่ามาจริงๆ

 

    เขาอยากจะถามนางใจแทบขาด  แต่ก็รู้ดีว่า  นางคงจะไม่มีทางบอกเป็นอน่  เพราะหากนางต้องการบอกแล้วละก็  คงไม่ต้องรอให้เขาได้ถามสิ่งใดหรอกกระมั้ง

     “ย่ะๆ”

อ๋องผิงเร่งฝีเท้าม้าให้เร็วขึ้น

 

 

 

    อีกด้าน  จวนตระกูลหลิว  :

    หญิงสาวกำลังนั่งจิบชาหน้าเรือนพักของนาง  โดยมีสาวใช้ข้างกายของนางยืนอยู่ข้างๆ

    “คุณหนูวันนี้มีอะไรดีๆรึเจ้าคะ?  ดูคุณหนูจะมีความสุข  เอ๋ะ!  ไม่สิสนุกเป็นพิเศษนะเจ้าค่ะ”

เจี๋ยวจือที่ยืนอยู่นานแล้วเอ่ยถาม  หลังจากที่มองดูท่าทางของคุณหนูของนางได้ครู่ใหญ่ๆ

    “หึ  พอทำแผนใครล่มไม่เป็นท่าแล้วมันสนุกนะ  ไม่ไม่คิดเช่นนั้นหรือ?”

อี้เฟิ่งตอบสาวใช้ของนาง  ก่อนจะถามนางกลับไป

    “เจ้าค่ะ  ต้องสนุกสิเจ้าค่ะ  ยิ่งเป็นคนที่เราไม่ชอบหน้าด้วยแล้ว  มันยิ่งๆต้องสนุกเจ้าค่ะ”

เจี๋ยวจือตอบราวกับอ่านความคิดของข้าได้

     “ถูกของเจ้า  ยิ่งเป็นคนที่เราเกลียด  ก็ยิ่งสนุก  อื่ม.....บรรยากาศวันนี้สดชื่นจังนะ”

อี้เฟิ่งเอ่ย  พร้อมกับเงยหน้ามองพระอาทิตย์ดวงกลมโตที่ลอยเด่นกลางหัวพอดี  ทำเอาเจี๋ยวจือถึงกับงงงันไปครู่  เมื่อจู่ๆคุณหนูของนางบอกว่าอากาศดี  ทั้งๆที่เวลานี้มันยามอู่แล้วแท้ๆ  อากาศจึงค่อนข้างร้อนเลยทีเดียว  มันดีที่ไหนกันเล่า?

    “จริงสิ  ใยแมงมุมของข้าที่ให้ไปตามเรื่ององค์ชาย  9  ไปถึงไหนแล้ว?”

อี้เฟิ่งถามสาวใช้ของตน

    “เรียนคุณหนู  ได้ข่าวมาว่าองค์ชาย  9  ติดต่อกับบุคคลหนึ่งที่เมืองหนานเจ้าค่ะ”

เจี๋ยวจือตอบ

    “เมืองหนาน  หึ  น้องชายเจ้าเมืองเหยาซี  นามว่า  ซีเยียน  ดูเหมือนบุตรีของเขาเองก็หนีไปอยู่กับอาของนางด้วยสินะ”

อี้เฟิ่งพูดกับตัวเอง  แต่ดูเหมือนเจี๋ยวจือจะได้ยิน  จึงมีสีหน้าตกใจเป็นอย่างมาก  คุณหนูของนางรู้ได้เช่นไรกัน?  หรือมีคนมารายการคุณหนูก่อนนางแล้ว  แต่คิดไปคิดมาก็ไม่น่าจะใช่  เพราะทุกคนติดต่อผ่านนางทั้งนั้น  ไม่มีใครรู้ว่าคุณหนูคือผู้อยู่เบื้องหลังใหญ่แมงมุมนั้น  รู้เพียงแค่นามที่เรียกกัน  นั้นคือจือจู  (จือจู แปลว่า  แมงมุม)

    “เจ้าค่ะ”

เจี๋ยวจือบอกกับอี้เฟิ่ง  เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่อี้เฟิ่งเข้าใจนั้นถูกต้องแล้ว

    “เอาเถอะ  ให้คนของเราจับตาดูพวกมันเอาไว้  ข้าคิดว่า  อีกไม่นานพวกมันต้องเริ่มเคลื่อนไหวอีกเป็นแน่  เพราะฉะนั้นทุกความเคลื่อนไหวของพวกมันจึงสำคัญมาก”

อี้เฟิ่งบอกกับเจี๋ยวจือ

    “ทราบแล้วค่ะคุณหนู  ข้าจะไปแจ้งข่าวให้พวกเราทราบเดี๋ยวนี้”

พูดจบเจี๋ยวจือก็ก้มหัวลงเล็กน้อยก่อนจะเดินแยกออกไป  ส่วนอี้เฟิ่งก็กำลังคิดเรื่องราวต่อไปว่าชาติที่แล้วเกิดอะไรขึ้นบ้างในช่วงนี้  และอีกทั้งเรื่ององค์ชายของต่างแคว้นที่จะตายในอนาคต  นางจะต้องสืบให้รู้ให้ได้ว่า  องค์ชายผู้นั้นอยู่ที่ใด?  และเขาเป็นใคร?  เพราะเท่านที่นางจำได้  นางร็เพียงเขาเป็นต้นเหตุให้พี่สาวของนางต้องไปทำสงครามที่ชายแดน  แต่นางไม่รู้รายละเอียดของคนผู้นั้นเลย  หากช่วยชีวิตเขาได้  ก็นับว่าช่วยชีวิตผู้คนได้มากเลยที่เดียว

 

    เพราะหากช่วยเขาได้  สงครามไม่เกิด  ทหารทั้งหลายที่ไปออกรบก็จะไม่ตาย  เช่นนี้แล้วจะไม่เรียกว่าช่วยชีวิตอีกหลายชีวิตได้เช่นไรกันเล่า?  เฮ่อ...ช่างเป็นองค์ชายที่นำความวุ่นวายจริงๆสิน๊า

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 81 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

14 ความคิดเห็น