[Yaoi] Love Director วาดรักกำกับใจ #อาฟรอสสอนเด็ก

ตอนที่ 13 : ตอนที่ 12 การตอบแทน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13,371
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,021 ครั้ง
    25 มิ.ย. 62

ตอนที่ 12 การตอบแทน

            “เพ้นท์ อาขอน้ำแก้วนึง”

            “...”

            “เพ้นท์”

            “...”

            ฟรอสที่ก้าวเข้ามาในห้องครัวชะงักฝีเท้าอยู่ตรงกรอบประตู ดวงตาคู่คมก็มองตรงไปยังเด็กน้อยที่กำลังนั่งหงอยอยู่ตรงโต๊ะกินข้าว มองไปยังมือขาวที่เขี่ยใบโหระพาไม่ยอมเด็ดออกมาจากก้านเสียที จนยกมือขึ้นกอดอก ไล่สายตาขึ้นมามองหัวไหล่ที่ห่อเข้าหากัน ริมฝีปากที่มักจะเชิดน้อยๆ ก็เม้มแน่น ดวงตาดูเหม่อลอยไปที่ไกลแสนไกล ไม่ใช่ภายในห้องครัวแห่งนี้

            ชายหนุ่มนึกรู้ว่าคงเกิดเรื่องมาสดๆ ร้อนๆ

            เมื่อวานตอนที่เพ้นท์กำลังจะกลับบ้าน เด็กน้อยยังยิ้มแย้มแจ่มใส กำชับว่าหมูอบที่ทำเอาไว้ให้เข้าไมโครเวฟทั้งชิ้นแล้วค่อยหั่น ถ้าหั่นก่อนเข้าเนื้อข้างในจะแข็ง แถมท้ายว่าให้กินแครอทและมันฝรั่งอบเข้าไปด้วย และก็ยิ้มหวานตอนที่เขายกมือลูบหัวแทนคำบอกลา

            ตอนนั้นเพ้นท์ยังดูปกติดี แค่ เริ่ม รู้สึกแบบที่เขาอยากให้รู้สึก

            เขารู้ว่าต้องค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งฟรอสก็คิดว่ามีเวลาอีกมาก ไม่รีบร้อนอยู่แล้ว เพราะอะไรที่ตัดสินใจเร็วเกินไปมักจะผิดพลาดเสมอ ดังนั้น เวลาที่อาหนุ่มมองจึงไม่ใช่หนึ่งเดือนที่เด็กคนนี้ปิดเทอม แต่เริ่มมองไปไกลกว่านั้น

            การรีบร้อนอาจจะทำให้ใครบางคนตื่นกลัว และเขาไม่ต้องการเห็นสีหน้าเช่นนั้น

            หากใครจะรู้เล่าว่าเจ้าเด็กน้อยน่ารักที่คิดว่าตัวเองไม่น่ารักกลับบ้านไปแค่วันเดียว วันรุ่งขึ้นก็มีสภาพแบบนี้

            วันนี้เพ้นท์มาแต่เช้า ทั้งที่วันหยุดสุดสัปดาห์จะมาสายหน่อย เพราะอยากอยู่กินข้าวเช้ากับที่บ้านก่อน แต่นี่เขาลงมาก็เห็นอีกฝ่ายนั่งเหม่ออยู่ที่เดียวกับตอนนี้ ข้าวของวางเต็มโต๊ะแต่เหมือนไม่รู้จะทำอะไรดี พอเขาส่งเสียงทักก็สะดุ้ง ก้มหน้าแอบเช็ดน้ำตา แล้วกระวีกระวาดไปทำข้าวเช้าให้

            เขาสงสัย แต่ไม่ถาม เพราะเห็นได้ชัดว่าเด็กมันไม่อยากพูดถึง ดังนั้น ชายหนุ่มจึงชวนคุยเรื่องอื่น เย้าแหย่ให้เด็กมันสบายใจ แต่กลับกลายเป็นว่าไม่เพียงเพ้นท์จะไม่เล่นด้วย อีกฝ่ายดูไม่มีสมาธิฟังคำของเขาด้วยซ้ำ แล้วจะไปช่วยได้ยังไง

            ครั้งนี้เพ้นท์ไม่ได้อยากระบาย และไม่อยากพูดถึง

            สิ่งที่นายพัทธ์ธีระทำคือการปล่อยให้อีกฝ่ายอยู่เงียบๆ ตามที่ต้องการ แล้วก็หายเข้าห้องไปทำงานสักพัก พอออกมาก็หวังอยู่นะว่าอีกฝ่ายจะหาทางออกด้วยตัวเองได้ แต่มันไม่เป็นแบบนั้น

            อาการแย่กว่าเมื่อเช้าซะอีก

          มันชอบของมันมาตั้งแต่เด็กครับอา ชอบเขามาสิบกว่าปีอะ โคตรมั่นคง

            บทสนทนาที่คุยกับหลานชายดังเข้ามาในหัว จนฟรอสคลายมือที่กอดอกลง เดินเข้าไปหา คนเหม่อก็ยังไม่รู้สึกตัว จนกระทั่งวางมือลงกลางหัวนั่นแหละ เด็กตรงหน้าถึงสะดุ้ง

            “อา...อาจะเอาอะไรหรือเปล่าครับ”

            สิ่งที่เขาเห็นตอนที่เพ้นท์หันมาคือในดวงตา...มีหยาดน้ำตา

            “อาเหงามือ”

            แทนที่จะบอกความต้องการเดิมที่เข้ามาในห้องครัว ฟรอสก็บอกไปอีกเรื่อง แล้วก็เริ่มต้นขยี้หัวทุย จนเด็กมันจับข้อมือเขาเอาไว้

            “อาเหงามือแล้วมาขยี้หัวผมเนี่ยนะ”

            “อือ ผมนิ่มดี” แล้วก็ก้มลงดม “หอมดีด้วย”

            ถ้าเพ้นท์อารมณ์ปกติก็คงมุ่ยหน้าใส่แล้ว แต่นี่ก็แค่ส่งยิ้มฝืนๆ ปล่อยมือที่จับข้อมือเขาลง

            “ไม่เหม็นหัวเหรอครับ”

            “ก็ไม่นะ”

            “งั้นอาก็ขยี้ไปเถอะครับ”

            พอเด็กมันไม่ว่า แล้วก็กลับไปนั่งหงอยตามเดิม ฟรอสก็ส่ายหัวช้าๆ

            ฟึ่บ!

            “งื้อ คางผม” จากนั้นก็ดันปลายคางของคนที่นั่งอยู่ให้เงยขึ้น จนกลางศีรษะแนบเข้ากับอกเขาที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง ใบหน้าขนานกับพื้น กะพริบตาอย่างงุนงงว่าเขาเล่นอะไร

            “อาทำอะไรอะ ผมเมื่อยคอนะ”

            คนตัวโตโคลงหัว เขาว่าเขาใช้เวลาไม่น้อยเลยนะที่ทำให้เด็กตรงหน้า เริ่ม รู้สึกถึงอะไรบางอย่าง แต่การปล่อยให้กลับบ้านไปไม่กี่ชั่วโมงทำให้กระบวนการที่เริ่มต้นแล้วหยุดลงอีกครั้ง ซึ่งฟรอสไม่ต้องเดามากก็นึกรู้ว่าเกี่ยวข้องกับคนที่เพ้นท์ชอบ

          สิบปีกับแค่ไม่กี่สัปดาห์...ก็ไม่น่าแปลกใจ

            “ก็อาบอกแล้วไงว่าเหงามือ ลูบแค่ผมจะไปพออะไร” ว่าแล้วก็เลื่อนสองมือไปประคองศีรษะของเด็กน้อยจนแทบหน้าจะมิดสองมือ แล้วใช้ปลายนิ้วโป้งลูบไปตามผิวแก้มอย่างเบามือ ให้สมกับข้ออ้างว่าเหงามือ ซึ่งเพ้นท์ก็อ้าปากเหมือนจะประท้วง แต่แป๊บเดียวก็ปิดปากตามเดิม ปล่อยเลยตามเลยเหมือนไม่มีเรื่องไหนสามารถกระตุ้นความสนใจได้

            “หลับตา”

            “หือ?

            “เอาน่า อาบอกว่าให้หลับตาก็หลับสิ” เขาว่าเสียงขบขัน จนเด็กน้อยยอมหลับตาอย่างว่าง่าย

            จากนั้นฟรอสก็เลื่อนปลายนิ้วโป้งขึ้นมาที่ขมับของเพ้นท์ เพื่อเริ่มต้นนวดอย่างเบามือสลับกับคลึงหนักๆ ให้คิ้วที่ขมวดเข้าหากันคลายออกทีละน้อย

            “อานวดให้ผมเหรอ”

            “หึๆ ก็แค่เหงามือ”

            ฟรอสหัวเราะ ยังคงขยับมือไปตามแนวขมับ พอใจที่เห็นสีหน้าไม่สู้ดีเริ่มผ่อนคลายลงทีละน้อย ริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันก็คลายออก เขายังทำแบบนั้นไปเรื่อยๆ ซึ่งเพ้นท์เองก็ไม่ลืมตาเช่นเดียวกัน ซึ่งตาคมก็มองไล่ไปทั่วกรอบหน้าของเด็กคนนี้

          น่าเอ็นดู

            ไม่ว่าเด็กน้อยจะคิดเกี่ยวกับหน้าตาตัวเองยังไง แต่ผู้ชายอย่างเขาที่เจอคนหล่อคนสวยมามากมายนับไม่ถ้วนบอกได้เต็มปากว่าเด็กคนนี้น่าเอ็นดู

            เพ้นท์มีเสน่ห์อย่างที่ไม่รู้ว่าตัวเองมี

            ตาคมมองตั้งแต่คิ้วลงไปที่เปลือกตาที่มีขนตาทาบทับ จมูก และ...เรียวปากนุ่ม

            “อิจฉาไอ้เพลิงจังเลยครับ”

            “อิจฉาทำไม” หากเสียงของเพ้นท์ดังแทรกขึ้นมาให้วกกลับมามองเปลือกตาที่ยังปิดสนิท

            “ที่มีอาอย่างอาฟรอส”

            “เมื่อวานก็สมัครเป็นหลานแล้วนี่”

            มุมปากของเพ้นท์กระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มน้อยๆ

            “อาฟรอสกำลังปลอบผมใช่มั้ยครับ กำลังให้ผมอ้อนใช่มั้ย”

            “แล้วอยากอ้อนมั้ยล่ะ”

            “ไม่รู้”

            คนฟังหัวเราะกับคนที่ดูเหมือนวันนี้จะไม่รู้อะไรทั้งนั้น แล้วก็ตอบรับ

            “ใช่ อาอยากให้เพ้นท์อ้อน”

            เปลือกตาขยับเหมือนจะเปิดขึ้น แต่ฟรอสเลื่อนมือไปปิดตาของอีกฝ่ายเอาไว้ก่อน เพราะเขาเคลื่อนใบหน้าโน้มต่ำลงไป ตามองริมฝีปากสีสวย แต่...

            จุ๊บ!

            ปากอุ่นแตะลงบนปลายจมูกน่ารักเบาๆ แล้วผละออกมายืนตัวตรง ปล่อยมือที่ปิดดวงตาเด็กน้อยซึ่งลืมขึ้นออก มองเข้าไปในดวงตาที่ฉายแววงุนงง แล้วบอกด้วยน้ำเสียงนุ่มๆ รอยยิ้มอุ่นๆ เหมือนทุกครั้งที่ใช้ปลอบเด็ก

          “ถ้าไม่รู้จะอ้อนใครก็มาอ้อนอาแทนสิ”

            “อา...”

            ป๊าบ!

            “โอ๊ย!!

            เด็กมันกำลังจะซึ้ง แต่คนตัวโตกลับตีหน้าผากไปดังเพียะ จนเพ้นท์ร้องลั่น ดึงหน้ากลับแทบไม่ทัน แล้วก็ลูบหน้าผากป้อยๆ สายตาหงอยเหงาน่าสงสารเปลี่ยนเป็นโกรธเคือง ปากที่เม้มเข้าหากันเปลี่ยนเป็นมุ่ยหนัก จนริมฝีปากล่างแบะออก

            “อาตีผม”

            “ไม่ได้ตีผม ตีหน้าผาก แล้วก็ไปเทน้ำให้อาด้วย เร็วเลย อาขี้เกียจเทเอง” แล้วคนที่ปลอบเด็กอยู่นานสองนานก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อีกตัว ออกปากสั่ง จนเด็กน้อยมุ่ยปากหนักกว่าเดิม แต่ก็ยอมเดินไปทางตู้เย็นเพื่อเทน้ำให้

            “มุกอะไรของอาก็ไม่รู้ ไม่ได้ตีผม แต่ตีหน้าผาก ก็โดนผมเพ้นท์เหมือนกันแหละ”

            แต่พักหนึ่ง คนที่หายไปหลังบานตู้เย็นก็งึมงำเสียงเบา

            “ขอบคุณครับอา”

            เฮ้อ ถ้าจะแย่แล้วสิที่เขาชอบฟังเสียงขอบคุณของเด็กคนนี้

.................................

          พรุ่งนี้ไม่ต้องมา กลับบ้านไปนอนเถอะ อากลัวคนง่วงแถวนี้ทำไฟไหม้บ้านอา

            เพราพนาอยากเถียงเหลือเกินว่าต่อให้เขาเหม่อขั้นไหน เขาก็ไม่มีทางทำไฟไหม้บ้านหรอก แต่ก็เถียงไม่ออก นึกรู้อยู่แล้วว่าที่อาพูดแบบนี้ก็เพราะเป็นห่วง แถมยังกับอ่านใจได้ถึงรู้ว่าเขานอนไม่หลับ เพ้นท์จึงทำตามอย่างว่าง่ายด้วยการใช้เวลาของวันรุ่งขึ้นหมดไปกับการนอน

            ส่วนใหญ่เป็นการกลิ้งบนเตียงมากกว่าหลับไปเลย

            แต่แม้ร่างกายได้รับการพักผ่อน หัวใจมันไม่ได้พักตาม เขารู้ตัวเลยว่าครั้งนี้เสียใจมาก

            ตลอดเวลาที่ผ่านมา พี่กัสอาจจะเคยคบกับใครหลายคน แต่ไม่เคยเอามาเล่าให้เขาฟัง เวลามาเล่นที่บ้าน คำว่าแฟนพี่ยังเป็นคำที่แทบไม่ได้ยินด้วยซ้ำ ส่วนใหญ่เขาจะแอบไปรู้เรื่องเอง ไปได้ยินตอนแม่พี่กัสเล่าให้ฟัง หรือตอนพี่กัสคุยโทรศัพท์ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่พี่กัสเรียกเขาไปนั่งฟังเพลงเพื่อถามความคิดเห็น นั่นก็เพื่อแฟนคนปัจจุบันที่คบกันมาหลายปี

            การที่ได้รู้ว่าพี่กัสแอบซุ่มซ้อมเพื่อแฟนคนนี้ทำให้หัวใจที่แอบรักเขามานานสัมผัสถึงอะไรบางอย่าง

          ตัวจริง

            ฟึ่บ!

            พอคำนี้ผุดขึ้นมาในหัว เพ้นท์ก็รีบปาดมือไปบนใบหน้าอย่างรวดเร็ว หัวใจรวดร้าวจนแทบจะกลั่นออกมาเป็นน้ำตา เจ็บเสียจนหลายครั้งก็เคยถามตัวเองอย่างที่เพื่อนถาม ทำไมไม่ตัดใจสักที ทำไมไม่เดินหน้าสักที ทำไมยังคงมอบใจให้คนที่ไม่มีวันหันมามอง

            ทุกครั้งคำตอบเดิมจะผุดขึ้นในหัว...แค่ได้รักก็มีความสุขแล้ว

            หากตอนนี้หัวใจกำลังเกิดคำถามใหม่

            งั้นถ้าทุกข์มากกว่าสุขล่ะ

          รักตัวเองให้มากๆ

            ทันใดนั้น คำพูดของอาฟรอสก็แวบเข้ามาในหัว และมันสั่นสะท้านหัวใจที่เคยหนักแน่นมั่นคงเสียจนไม่ยอมรับฟังคำพูดของใครได้ อาไม่ได้บอกให้เขาหยุดรัก ไม่ได้บอกให้เขาเลิกทำอย่างที่ทำมาตลอด ไม่ได้ตัดสินเขา แค่บอกให้เขารักตัวเอง

            ถามหัวใจสิว่าแบบนี้ดีแล้วใช่มั้ย

            เพ้นท์เองก็ไม่มั่นใจหรอกว่าความหมายของอาหมายถึงแบบนี้มั้ย แต่ข้อความสั้นๆ นี้ทำให้เขาเห็นอะไรบางอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

            รักเขา แล้วเคยหันมามองตัวเองบ้างมั้ย

            “ไม่อยากคิดอะไรแล้วเว้ย!

            สุดท้าย เพ้นท์ก็ทิ้งหน้าลงแนบหมอนอย่างหมดอาลัยตายอยาก เพราะหัวใจรู้ว่าถ้ามองให้ลึกกว่านั้น เขาจะต้องเจอคำตอบที่ขัดแย้งกับสิ่งที่ทำมาโดยตลอด

            RRRRRrrrrrrrrrrrrrr

            “ใครวะ”

            เจ้าของเครื่องงึมงำ ไม่มีอารมณ์จะคุยกับใครทั้งนั้น แต่ชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ก็ทำให้เจ้าตัวเด้งขึ้นมานั่ง กดรับสายอย่างว่องไว

            “ครับอาฟรอส”

            คนนี้ไม่รับไม่ได้จริงๆ แค่เห็นชื่อ ความอึดอัดที่มีมาทั้งวันก็ทุเลาลงอย่างไม่น่าเชื่อ

            [พักพอหรือยัง]

            คนฟังขมวดคิ้ว

            “อาจะให้ผมไปทำงานวันนี้เหรอครับ” เพ้นท์ดึงโทรศัพท์มามองนาฬิกาที่บอกว่าจะสี่โมงเย็นอยู่แล้ว แต่ถึงจะเย็นแล้ว ถ้าอาบอกให้ไป เขาก็ไปอยู่ดี ทุกวันนี้ยังรู้สึกผิดไม่หาย ทำงานไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน แต่ได้เดือนนึงตั้งสี่หมื่น แถมอาก็ชอบทิปด้วย อย่างค่าแท็กซี่คราวก่อนไม่กี่ร้อย อาก็ให้มาพันนึงไม่ต้องทอน

            [งั้นแปลว่านอนพอแล้ว]

            “พอแล้วครับอา”

            พออยู่บ้านเฉยๆ ก็เบื่อ แถมไม่มีงานอะไรให้ทำ เจ้าคู่แฝดมันจัดการเสียเอี่ยมเลย

            [งั้นไปเป็นเพื่อนอาหน่อย]

            “ไปไหนครับ”

            แล้วคำตอบของอาฟรอสก็ทำให้เพ้นท์มึน

            [กินปิ้งย่าง]

            อาฟรอสนึกคึกอะไรหว่า

......................................

 

ต่อค่ะ

            คำว่า ปิ้งย่าง สำหรับเพ้นท์มีสองรูปแบบเท่านั้น

            หนึ่ง...หมูกระทะริมถนน

            สอง...ร้านหมูย่างเนื้อย่างในห้างฯ

            พอสรุปใจความได้ดังนั้น เพ้นท์ก็ไม่คิดให้มากความ กลิ้งอยู่บ้านชุดไหนก็ลุกออกมาทั้งชุดนั้น

            กางเกงขาสั้นพอดีเข่ากับเสื้อยืดกลางเก่ากลางใหม่และรองเท้าแตะ

            แค่นี้ก็พอแล้ว

            เพราพนาอาจจะไม่ใช่คนช่างแต่งตัวขนาดไอ้เพลิงหรือไอ้แอนเดรีย แต่ด้วยความที่มีเพื่อนสนิทสองคนเป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่แฟชั่น เขาเองเวลาออกจากบ้านก็ค่อนข้างเลือกอยู่ระดับหนึ่ง แต่ด้วยความที่อารมณ์มันต่ำเตี้ยติดดิน หน้าตาก็ซีดขาว ผมยุ่งเหยิง เพ้นท์จึงคิดว่าแบบไหนก็แบบนั้นแหละ

            ตอนนี้เขาเลิกใส่กางเกงยีนส์กับเสื้อดีๆ ไปบ้านอาแล้ว

            อาฟรอสแต่งตัวอยู่บ้านแบบไหน ไอ้เพ้นท์ก็แต่งตัวอยู่บ้านไปทำงานเช่นกัน

            ความรู้สึกตอนที่อยู่บ้านอาฟรอสจึงเหมือนกับตอนที่อยู่บ้านตัวเองเป๊ะ ไม่ต้องระวังตัว ไม่ต้องทำเหมือนอยู่ข้างนอก ตอนนี้เพ้นท์จึงเลือกจะทำแบบเดิม

            หากนั่นเป็นความคิดเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน ไม่ใช่ตอนนี้

            “ไม่จริงอะ ร้านนี้เหรอวะ ร้านนี้เนี่ยนะ...ปิ้งย่าง”

            เพ้นท์ก้มหน้ามองหน้าจอโทรศัพท์ สลับกับป้ายหน้าร้านอยู่หลายต่อหลายที กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เพราะสถานที่ตรงกับที่อยู่ในโทรศัพท์แน่นอน อีกทั้งมองไปทั่วบริเวณก็ไม่เห็นสิ่งที่เรียกว่าปิ้งย่างในนิยามของเขาสักที่ ดังนั้น...ที่นี่แหละ

            ร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจ ด้านหน้าร้านก็จัดอย่างหรูหรามีระดับ ป้ายร้านสีเข้มตวัดด้วยตัวอักษรสีขาวเป็นภาษาฝรั่งเศสเก๋ๆ พนักงานบริการก็แต่งกายด้วยชุดยูนิฟอร์ม จนคนที่กำลังยืนมองป้ายร้านชักขาสั่น ก้มลงมองชุดตัวเองอีกรอบแล้วโทรหาคนที่บอกให้มากินเป็นเพื่อน

            “อาฟรอส ผมหลงทาง” ด้วยเสียงงอแงหนักมาก

          ไม่ ไม่ใช่ร้านนี้แน่ๆ ที่เรียกว่าปิ้งย่าง

            [อ้าว อยู่ตรงไหนล่ะ ให้อาไปรับมั้ย]

            เพ้นท์รีบบอกตำแหน่งตัวเองให้รู้ สำทับว่าอยู่หน้าร้านชื่ออะไร แต่อาฟรอสกลับหัวเราะ แล้วเอ่ยด้วยประโยคที่ทำให้เพ้นท์อยากวิ่งกลับบ้าน

            [ร้านนั้นแหละ ขึ้นมาเลย บอกชื่ออากับพนักงาน อาอยู่ข้างบนแล้ว]

            เพราพนาลดโทรศัพท์ลงช้าๆ แล้วยกมือลูบหน้า เพราะเขายังไม่เห็นความสัมพันธ์ระหว่างคำว่าปิ้งย่างกับร้านอาหารตรงหน้าได้เลย แต่นี่ไม่ใช่เวลามาสงสัยเรื่องนี้ เขากลัวมากกว่าว่าพนักงานจะให้คนแต่งตัวอย่างเขาเข้าร้านหรือเปล่า จนเรื่องของพี่กัสเริ่มมลายออกจากหัว

            “สวัสดีครับ กี่ท่านครับ”

            เพ้นท์แทบจะถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อเขาก้าวเข้ามาในร้าน พนักงานที่อยู่ตรงนั้นก็ปราดเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้มสุภาพ เอ่ยด้วยน้ำเสียงน่าฟัง จนความกังวลคลายลง

            “จองโต๊ะไว้แล้วครับ ชื่อคุณพัทธ์ธีระ”

            “อ้อ เชิญด้านบนเลยครับ คุณพัทธ์ธีระจองห้องส่วนตัวเอาไว้”

            ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มเกร็งๆ ขณะที่เดินตัวลีบผ่านลูกค้าสองสามคนตามพนักงานคนนั้นขึ้นไป และเชื่อว่าลูกค้าเมื่อครู่ต้องคิดว่าเขาเป็นเด็กล้างจานมากกว่าลูกค้าด้วยกัน แต่ความกังวลก็ยิ่งเบาลงเรื่อยๆ เพราะพอถูกนำขึ้นมาชั้นสามก็ไม่ได้ยินเสียงจ่อกแจ่กจอแจเหมือนกับบริเวณชั้นล่าง

            ชั้นบนนี้ถูกแบ่งโซนเป็นห้องส่วนตัวที่ดูเป็นสัดส่วน มีพนักงานดูแลคนละชุดกัน

            “แขกของคุณพัทธ์ธีระครับ”

            คนที่นำทางส่งเขาให้กับพนักงานผู้หญิงที่ยืนอยู่หน้าลิฟต์พอดี แต่นั่นทำให้เพ้นท์หน้าเสีย

            ชายหนุ่มเห็นสายตาที่กวาดมองตั้งแต่หัวจรดเท้าแวบหนึ่ง ก่อนที่หญิงสาวจะแย้มยิ้มสวย ผายมือไปยังห้องที่จองไว้

            “ทางนี้ค่ะ”

            เพ้นท์รู้ตัวว่ากำลังโดนดูถูก ไม่ใช่เพราะผู้หญิงคนนี้พูดจาไม่ดี อีกฝ่ายพูดดี สุภาพ แต่น้ำเสียงไม่ยินดียินร้าย บรรยากาศดูหนักๆ จนได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าเดี๋ยวก็เข้าไปในห้องส่วนตัวแล้ว ทั้งที่ทดไว้ในใจว่าต้องงอแงใส่อาที่ไม่บอกก่อนว่ามากินร้านแบบนี้

            “ขออนุญาตนะคะ”

            พอประตูเปิดออก เขาก็เห็นอาฟรอสกำลังนั่งไล้ปลายนิ้วกับขอบแก้วไวน์รออยู่ก่อนแล้ว ซึ่งใบหน้าเรียบนิ่งนั้นก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอบอุ่นยามที่หันมามองเขา

          ทำไมใจสั่นล่ะไอ้เพ้นท์

            “ขอบคุณครับ แล้วเดี๋ยวเริ่มเสิร์ฟอาหารได้เลย”

            “ค่ะ”

            พนักงานคนนั้นออกไปแล้ว ซึ่งทันทีที่ประตูปิดลง อาก็ถามขำๆ

            “จะงอแงอะไรใส่อาหืม”

            หน้าเขามันฟ้องชัดขนาดนั้นเลย

            ความคิดของคนที่มองไปยังการแต่งตัวของอา แล้ววกกลับมามองชุดที่สวมอยู่

            “อาไม่บอกผมว่าต้องแต่งตัวด้วย”

            “แต่งตัวอะไร ไม่จำเป็นนี่ แต่งแบบนี้ก็น่ารักดี”

            อาฟรอสก็พูดได้สิ ก็ผู้ชายที่ชอบใส่กางเกงเลและเสื้อยืดตัวเก่าเปลี่ยนมาสวมกางเกงยีนส์สีเข้มกับเสื้อเชิ้ตลำลองสีน้ำเงิน ซึ่งพอพับแขนมาถึงข้อศอกจะเห็นลายด้านในสีขาว คาดทับด้วยเข็มขัดที่มีตราของแบรนด์ดัง

            การแต่งตัวของอาเรียกได้ว่าน้อยแต่มาก เรียบแต่โก้ โคตรดูดีเหอะ

            “ไม่เห็นเป็นไรเลย แต่งตัวแบบไหนมีเงินจ่ายก็เหมือนกัน” อาฟรอสคงรู้ว่าคำพูดของอาฟังไม่ขึ้น ก็เลยเปลี่ยนวิธี จากนั้นก็ตบเก้าอี้ที่อยู่ข้างๆ จนเพ้นท์หันไปมองฝั่งตรงข้ามที่มีเก้าอี้ตั้งอยู่ แล้ววกกลับมาสบตาแทนคำถามว่าตรงนั้นก็ว่างไม่ใช่เหรอครับ

            “เดี๋ยวมีคนมาเพิ่ม”

            “ใครครับ”

            “เจ้าพาย”

            หน้าตาเขาคงมีเครื่องหมายคำถามเยอะไป อาเลยอธิบายให้ฟัง

            “ตอนแรกอาไม่ได้ตั้งใจจะชวนเจ้าพายมาหรอก จะพาเพ้นท์นั่นแหละมาเลี้ยงตอบแทน อาบอกแล้วไงว่าติดหนี้เพ้นท์อยู่สองหน แต่พอดีว่าเจ้าพายโทรมาพอดี พอรู้ว่าอาจะมาร้านนี้เลยจะตามมาด้วย ไม่เป็นไรใช่มั้ย” ท้ายประโยคอาถามความเห็น ซึ่งไม่แน่ใจเหมือนกันว่าถ้าบอกว่าไม่ อาจะโทรยกเลิกพี่พายหรือเปล่า

            แต่เขาไม่มีปัญหาหรอก

            “ไม่เป็นไรครับอา ผมรู้จักพี่พายอยู่แล้ว”

            พี่พายเคยกินข้าวฝีมือเขาด้วยซ้ำ เพราะเจอกันตอนทางนั้นมาหาไอ้เพลิงที่คอนโดฯ

            “ดีเลย อากับพายคอเดียวกัน ชอบกินปิ้งย่าง”

            “เออ พูดถึงปิ้งย่าง ร้านนี้เรียกปิ้งย่างตรงไหนครับอา” พอพูดถึงเรื่องนี้เด็กน้อยที่นั่งลงข้างๆ ก็ถามขึ้นมาทันที ชี้ไปรอบห้องเพื่อบอกว่ามันไม่ใช่อย่างที่เขาคิดเลย แต่อาฟรอสก็แค่เลิกคิ้ว

            “สเต็กไม่เรียกของย่างเหรอ”

            “สเต็ก?

            “อือ ร้านนี้ไม่ได้เสิร์ฟเป็นคอร์สอาหารอย่างเดียวหรอกนะ อาหารก็หลากหลาย และเนื้อที่นี่ก็อร่อยมาก เขาใช้เนื้อเกรด A5 จากญี่ปุ่นมาทำสเต็ก แต่ปรุงแบบฝรั่งเศส ซอสแบบฝรั่งเศส กินแล้วจะติดใจ อามาทีไรก็ไม่กินอย่างอื่นนอกจากเนื้อ อาคนนึงล่ะที่ไม่ชอบเอสคาโก้” เพ้นท์ฟังยังไงก็ยังคิดไม่ออกว่าอาสามารถเอาคำว่าปิ้งย่างมาเชื่อมกับร้านนี้ได้ยังไง

            ก็ยังดีที่อาไม่นิยามอาหารทุกอย่างที่ผ่านไฟว่าปิ้งย่าง

            เขาลืมไปได้ยังไงว่าก่อนที่จะมาทำอาหารให้ อาทำเป็นแค่โยนเนื้อเข้าเตาแล้วจิ้มซอสบาบีคิว แบบนี้ก็คงเป็นปิ้งย่างสำหรับอาแหละ

            เพ้นท์ก็เลยถอนหายใจอย่างยอมแพ้ ผ่อนคลายกว่าตอนที่เดินเข้ามาในร้านชนิดเทียบไม่ติด

            พออาฟรอสอยู่ข้างๆ แล้วมั่นใจกว่าเดิมโขเลย

            “แล้วมีใครว่าเพ้นท์เรื่องแต่งตัวเหรอ” อาฟรอสก็ถามบ้าง

            “ไม่มีครับ” เขาเกือบจะเล่าให้อาฟังแล้ว แต่คิดว่าอย่าเลย แค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อีกอย่าง เขาก็แต่งมาไม่เหมาะกับสถานที่จริงๆ “ผมแค่รู้สึกไปเองว่ามัน...โทรมไปหน่อย”

            คนพูดก้มลงมองชุด แบบที่อาฟรอสหัวเราะ

            หมับ!

            “โทรมที่ไหน อาบอกว่าน่ารักก็เชื่ออาสิ” แล้วก็วาดแขนโอบรอบบ่าของเขา วางมือลงบนหัวแล้วลูบอย่างเอ็นดู

            “ก็ถ้าอาว่าอย่างนั้น”

            “ดี เด็กดี เพลิงก็เคยบอกนี่ว่าให้เชื่ออาแล้วจะดีเอง”

            เพราพนาเงยหน้าส่งยิ้มให้อาหนุ่ม ชอบคำว่าเด็กดีของอา ไม่สิ จะเด็กน้อย คนดี หรืออะไรก็แล้วแต่ พอออกมาจากปากของอาฟรอส มันฟังดูอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก ขณะที่ความซึมเศร้าเมื่อวันก่อนก็จางหายไปทีละน้อย อาจจะเพราะตื่นเต้นกับร้านนี้ ประหม่ากับการแต่งตัว แถมยังปวดหัวกับนิยามของอา อารมณ์ก็เลยกระเตื้องขึ้น

            เขาว่าการตอบแทนของอาไม่ใช่การพามาเลี้ยงอาหารหรูหรอก แต่เป็นการที่อาเรียกเขาออกมาข้างนอกเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศต่างหาก

            อาฟรอสรู้ดีเสมอว่าทำอะไรอยู่ และรู้ว่าทำให้เขารู้สึกดียังไง

            “ขออนุญาตนะคะ”

            จังหวะนั้นเองที่ประตูเปิดออกอีกครั้ง และอาหารที่อาสั่งไว้ล่วงหน้าก็ถูกยกเข้ามาเสิร์ฟ จนเพ้นท์พุ่งความสนใจไปยังอาหารที่ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้กิน พยายามไม่สนใจสายตาของพนักงานผู้หญิงคนนั้นที่ยังจ้องเขาไม่เลิก

...........................................

            “อาฟรอส อารู้มั้ยว่าห้องน้ำอยู่ไหน”

            “สุดทางแล้วเลี้ยวขวา”

            เพราพนานั่งพักเดียวก็ขอตัวลุกออกมาจากโต๊ะ ตรงไปยังทิศทางที่อาบอก แต่ดูเหมือนว่าเขาจะเลี้ยวผิด เพราะพอเดินมาสุดทางจริงๆ กลับเจอประตูที่บอกว่าเฉพาะสต๊าฟ จนจะหมุนตัวกลับ

            “เด็กเสี่ยแน่นอน”

            “เด็กเสี่ยอะไร”

            “ก็เด็กผู้ชายที่มากับคนหล่อๆ คนนั้นไง ที่แต่งตัวโทรมๆ อะพี่”

            เพ้นท์ชะงักเท้า หันไปมองประตูที่เปิดแง้มเอาไว้ แล้วไม่ต้องมีใครมาตะโกนกรอกหูก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังพูดถึง...เขา

            ในร้านนี้คงมีเด็กไม่กี่คนหรอกที่แต่งตัวโทรมๆ มากับผู้ชายหล่อๆ ที่แก่กว่า

            “อย่าไปพูดแบบนั้น แขกทั้งนั้น ผู้จัดการมาได้ยินเดี๋ยวก็แย่หรอก”

            “ผู้จัดการยังอยู่ข้างล่างอยู่เลย ยุ่งจะตายชักไม่ขึ้นมาข้างบนหรอก นี่หนูพยายามแทบตายนะพี่ถึงได้ขึ้นมาทำข้างบนนี้ได้ แต่วันแรกก็เจอคนประเภทนี้ซะแล้ว เกลียดชะมัดเลยพวกที่เอาตัวแลกเงิน หน้าตาก็ดีนะ แต่ไม่มีศักดิ์ศรี สงสัยว่างานนอนบนเตียงจะง่ายกว่าพวกงานใช้แรงอย่างเราๆ ซะล่ะมั้ง”

            “ก็บอกว่าอย่าพูดแบบนั้น แขกเสียหายหมด แล้วรู้ได้ไงว่าเขาเป็นเด็กเสี่ย”

            “อายุไงพี่อายุ ดูห่างกันพอสมควรเลย ผู้ชายน่าจะสักสามสิบต้นๆ กลางๆ แต่เด็กนั่นน่าจะยังสิบเจ็ดสิบแปดอยู่เลยมั้ง แล้วที่หนูบอกว่าเป็นเด็กเสี่ย ก็ดูที่การแต่งตัวไง โทรมมากเหอะ สงสัยแต่งมาให้เขาสงสารจะได้อ้อนขอเงินเยอะๆ ตอแหลเนอะ”

            “พอได้แล้วน่า”

            “อูยพี่ อย่าเพิ่งขัดๆ ยังมันอยู่เลย แล้วที่หนูมั่นใจนะเพราะเมื่อกี้เปิดประตูเข้าไป กำลังโอบไหล่จะจูบปากกันอยู่แล้ว สมัยนี้เยอะอะ ท่าทางจะเอ้าท์ไปแล้วที่คนรวยเลี้ยงเด็กสาวๆ วัยเอ๊าะๆ ผู้ชายรวยๆ เดี๋ยวนี้เขาเลี้ยงเด็กหนุ่มๆ กันหมดแล้ว ก็จริงเนอะ ทำไงก็ไม่ท้องโตมาเรียกร้องค่าเสียหายนี่นา”

            คนในห้องยังคุยกันอย่างเมามัน แต่เพ้นท์ถอยทัพกลับออกมา

            ถ้าถามว่าเขาโกรธมั้ย โกรธ แต่ต้องถามอีกว่าโกรธแล้วเขาทำอะไรได้งั้นเหรอ

            เพ้นท์รู้ว่าถ้าคนที่ยืนอยู่ตรงนี้เป็นไอ้เพลิง มันจะพุ่งเข้าไปจัดการแบบไม่คิดซ้ำสอง แต่เขาไม่ใช่ เขาไม่สามารถทำแบบนั้นได้ เขาขอคิดเยอะกว่านั้น เพราะไม่รู้จะทำให้อาเสียชื่อเสียงมากกว่าเดิมหรือเปล่า และการอยู่ในคณะที่การนินทาเป็นเรื่องปกติสอนว่าอย่าไปต่อความ แล้วมันก็จะกลายเป็นแค่ลมปากที่ผ่านมาแล้วผ่านไป

            อาฟรอสบอกว่ามาร้านนี้บ่อย เขาไม่อยากโวยวายให้กลายเป็นว่าเด็กอามาสร้างเรื่องในร้าน

            หากการไม่พูด ไม่ได้หมายความว่าไม่เสียใจ

            เขา...ดูเหมือนคนที่ขายตัวมากเหรอ

            เขา...ดูห่างชั้นกับอาจนมองยังไงก็เป็นแค่เด็กขายน้ำงั้นเหรอ

            แย่ แย่มากๆ

            ความรู้สึกที่ทำให้ใบหน้าซีดเผือดลง

            เพ้นท์ไม่แน่ใจว่าเขารู้สึกไม่ดีเพราะโดนนินทา หรือเพราะมีคนบอกว่าเวลาเขาอยู่กับอาแล้วอาดูไม่ดี

            “ไงเพ้นท์ ไม่เจอกันตั้งนาน”

            ชายหนุ่มเดินกลับไปที่ห้อง ลืมเรื่องเข้าห้องน้ำไปสนิทใจ ซึ่งพอเปิดประตูเข้าไป ผู้ชายตัวโตผิวคล้ำก็ทักทายด้วยน้ำเสียงร่าเริง จนสะดุ้ง ปรับสีหน้าไม่ทัน นึกอยากหมุนตัวออกจากห้องไปปรับอารมณ์มากกว่ากลับมาหาอา เพราะตอนนี้พี่พระพาย พี่ชายไอ้เพลิงมาถึงแล้ว

            “เป็นอะไรน่ะเพ้นท์”

            อาฟรอสเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นสีหน้าเขาจนเอ่ยปากถาม ให้ต้องส่ายหน้าแรงๆ

            “เปล่าครับอา ผมแค่...แค่หาห้องน้ำไม่เจอ”

            “หน้าซีดแบบนี้น่ะนะ มีอะไร ไหนบอกอาสิ” อาฟรอสลุกขึ้นมายืนข้างๆ วางมือลงบนหัวทุย จนเพ้นท์เริ่มเม้มปากเข้าหากัน ไม่อยากกลายเป็นเด็กขี้ฟ้อง ไม่อยากทำตัวน่าสงสารเหมือนที่ผู้หญิงคนนั้นพูด

            “เพ้นท์...ผมเหมือนเด็กขายตัวเหรอครับ”

            “อะไรนะ!

            คนฟังทวนคำเสียงเข้ม จนคนหลุดปากส่ายหน้า ดึงหัวจากมืออา

            “เปล่าครับ ไม่มีอะไร...พี่พาย สวัสดีครับ ไม่ได้เจอกันตั้งนาน สบายดีมั้ย...”

          “เพ้นท์ รู้มั้ยว่าอาเป็นคนเอาแต่ใจ”

            กึก!

            ตอนนั้นเองที่อาฟรอสจับหัวไหล่ แล้วดึงให้หันไปมองหน้าอีกครั้ง บอกด้วยเสียงนุ่มๆ แต่ฟังดูเด็ดขาด

            “อยากได้ต้องได้ด้วยอา”

            พี่พายก็เอ่ยเสริมด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ

            “ใช่ และอย่าให้อาเอานิสัยเสียมาใช้ จะเล่ามั้ย” อาฟรอสยังถามยิ้มๆ แต่แววตาที่มองมาบอกว่าจะไม่มีการถอยให้ ซึ่งนั่นทำให้เพ้นท์ก้มหน้าลงช้าๆ เหลือบไปมองอีกสองคนอย่างไม่แน่ใจ ซึ่งพระพายก็ยิ้มให้ พยักหน้าให้อีกแรง

            “รีบเล่าตอนที่อาพี่ยังใจเย็นดีกว่านะ”

            ไม่ใช่คำพูดของพี่พายหรอกที่ทำให้เพ้นท์ยอมพูด แต่เพราะฝ่ามือของอาที่กลับมาวางบนหัวไหล่ของเขาต่างหากที่บอกว่า ไม่ว่าเรื่องไหนอาก็จัดการให้เขาได้ ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน อาก็ไม่มองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ดังนั้น ชายหนุ่มจึงบอกเสียงเบา

            “พนักงานคนนั้นบอกว่าผมเหมือนเด็กที่มาขายตัวให้อา”

.......................................

            ครบค่ะ ใครกล้าว่าเด็กอา เดี๋ยวอาฟรอสจัดการให้แน่นอนจ้า ผู้ชายคนนี้เอาแต่ใจจะตาย ถ้าเพ้นท์ไม่เล่า เดี๋ยวอาก็หาเรื่องทำให้เพ้นท์เล่าล่ะเนอะ แล้วมาดูกันค่ะว่าอาฟรอสจะจัดการยังไงให้เด็กน้อยคนนี้ XD

            มาค่ะ เล่าเรื่องในกองกันต่อดีกว่า สืบเนื่องจากซีนเศร้าเมื่อหลายวันก่อนค่ะ รู้มั้ยเป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่ออกกองมาเลยที่กลัฟเดินมาหาเมย์และจับมือบอกว่า “ขอโทษนะครับที่ผมทำให้พี่เมย์ผิดหวัง” เมย์นี่เบิกตากว้างเลย เพราะเมย์ไม่เคยรู้สึกแบบนั้น เรื่องนี้มันเกิดขึ้นเพราะว่าเทคสุดท้ายที่กลัฟเล่นอารมณ์ดรอปลงมาจากเทคก่อนหน้า แต่ช็อตนั้นเก็บหน้าคนอื่นไม่ใช่เก็บหน้ากลัฟ ช็อตที่ดีที่สุดของกลัฟเก็บเอาไว้แล้ว และเป็นครั้งแรกเหมือนกันที่เมย์ดึงกลัฟมากอดและบอกว่าตั้งแต่รู้จักกันมา กลัฟไม่เคยทำให้พี่ผิดหวังเลยสักครั้ง สิ่งที่เมย์อยากบอกคือเด็กคนนี้มีความพยายาม มีความตั้งใจ มีความมุ่งมั่นค่ะ น้องเป็นคนที่น่ารัก และอยากให้ทุกคนรักน้องมากจริงๆ

            สำหรับเฟซเมย์

            https://www.facebook.com/FictionMame12938?ref=bookmarks

            และทวิตเตอร์

            https://twitter.com/MAME12938

            สำหรับเฟซ เมย์มีแอดมินตอบให้ค่ะ แต่ทวิตเตอร์จะเป็นทวิตส่วนตัว

            เอาล่ะค่ะ ไปแล้ว สุดท้าย ขอขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจ ทุกเม้น ทุกแรงโหวต รักซูจู รักรีดเดอร์ทุกคนค่า

            ปล. เรื่องนี้รบกวนใช้แท็ก #อาฟรอสสอนเด็ก นะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.021K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

910 ความคิดเห็น

  1. #904 FDB88 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2563 / 09:53

    ปากไม่ดีมาก ให้อาฟรอสจัดการน่ะดีแล้วน้องเพ้นท์

    #904
    0
  2. #863 12311232123312 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2562 / 08:24
    แงงงงง
    #863
    0
  3. #839 pommys (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 / 13:58
    เสร็จแน่ คุณอาจัดการเลยค่ะ
    #839
    0
  4. #802 sanomsin (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 กันยายน 2562 / 07:57

    เด๋วก็รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น นิสัยไม่ดีเนอะคนชอบดูภายนอก และกล่าวหาคนอื่นแบบนี้

    #802
    0
  5. #795 itzmebb (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 / 18:50
    อาฟรอสจัดไป~
    #795
    0
  6. #793 Pimnok2124 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2562 / 16:23
    อยากเตะอีพนงหญิง แล้วจะบอกว่าเจอพนงประเภทนี้บ่อยมาก
    #793
    0
  7. #789 noparata (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2562 / 13:30

    อาฟรอสคือคนที่ปกป้องเพ้นท์ได้

    #789
    0
  8. วันที่ 10 กรกฎาคม 2562 / 13:21
    อาาาา จัดการเลยค่ะะะะ มาว่าน้องเพ้นท์ได้ไง จับถ่วงน้ำเลยยยยย
    #760
    0
  9. #758 KangFRung (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 / 16:56
    ถ้าอาไม่พูดหลอกเด็กก็คงไม่มาอะ
    #758
    0
  10. #757 Sirii7u (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 / 00:12

    อัปเถอะค่ะ//กราบ//สู้ๆค่ะรออ่านตอนต่อไป
    #757
    0
  11. #753 mon9228 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 / 00:17
    อาฟรอสอุตส่าห์ดึงอารมณ์ให้เด็กน้อยกลับมาสดใส ดันมีคนปากไม่ดีมาทำให้ขุ่นซะงั้น อาฟรอสต้องจัดการ!!
    #753
    0
  12. #752 Bovie_Kuannapa (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 / 10:17
    อาอุตส่าห์ตะล่อมเด็กมาได้ตั้งนานยังจะมาทำให้เด็กคิดมากไหวตัวทันได้อีก อย่างนี้ต้องจัดการให่หนักค่ะอา
    #752
    0
  13. #751 paksp (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 / 07:42
    อย่างงี้ต้องจัดแล้วค่ะอา
    #751
    0
  14. #750 Kon--Kon (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2562 / 18:04
    ทำไมพี่เมย์ใจร้ายยย เราอยากรู้อาจะทำไงงง แงงง
    #750
    0
  15. #749 lls๑18Plus (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2562 / 09:40
    พนักงานแบบนี้มีไว้ก็ทำให้เสียชื่อเสียงของร้านเปล่าๆ
    #749
    0
  16. #748 rattanalak44 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2562 / 07:13
    เตรียมหางานไหม่ได้เลย
    #748
    0
  17. #747 mesa0953 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2562 / 07:00
    นิสัยปากของพนักงานทั่วไปค่ะ พอได้ทำงานที่ดีๆหรูๆ มีราคาก็คิดว่าตัวเองสูงกว่าพนักงานคนอื่นๆ พอเจอลูกค้าแต่งตัวไม่ดีไม่เข้ากับสถานที่ก็เหยียดๆ พูดจาไม่ค่อยเคารพ แต่อาคือแบบ โอ๊ยยยยย ละลายแปปป
    #747
    0
  18. #746 NeNe (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2562 / 03:12
    ปากอะเนาะคนเรา
    #746
    0
  19. #745 Punches_099 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2562 / 22:00
    มันใช่หรออออออ ไม่ให้เกียรติบูกค้าเลย ไม่ไหวๆๆ
    #745
    0
  20. #744 ตี๋กะหมวย (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2562 / 22:00
    จัดการมันเลยค่ะอาเอาให้สุด!!!มันว่าน้องค่ะยอมไม่ด๊ายยยยย!!!
    #744
    0
  21. #742 LoveYoonA26 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2562 / 14:56
    คนเราอะนะ
    #742
    0
  22. #741 DOKDAE (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2562 / 07:10
    จัดมาอา ประกาศศักดาให้โลกรู้
    #741
    0
  23. #740 Gift2524 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2562 / 06:28
    รออ่านต่อนะคะ
    #740
    0
  24. #739 Aisa-Mee (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2562 / 05:24
    รอดูการจัดการของอานะคะ
    #739
    0
  25. #738 suphaporn12345 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2562 / 02:59

    รอตอนต่อไปนะค่ะ
    #738
    0