[Yaoi] Love Director วาดรักกำกับใจ #อาฟรอสสอนเด็ก

ตอนที่ 14 : ตอนที่ 13 เด็กอา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14,200
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 844 ครั้ง
    13 ก.ค. 62

ตอนที่ 13 เด็กอา

            “เขาไม่ได้ว่าผมตรงๆ หรอกครับ แต่ผมเดินไปผิดทางเลยได้ยินเขาพูดกับคนอื่น เขาบอกว่าผมเป็นเด็กเสี่ย ที่แต่งตัวแบบนี้ก็เพราะจะทำให้ดูน่าสงสารแล้วมาอ้อนขอเงินเยอะๆ ไม่มีศักดิ์ศรี ทำงานบนเตียงง่ายกว่าทำงานแบบใช้แรงอย่างเขา...ผมดูเหมือนคนแบบนั้นเหรอครับอา”

            ฟรอสรู้ได้ทันทีที่เด็กคนนี้ก้าวเข้ามาพร้อมใบหน้าซีดเซียวว่าต้องไปเจอเรื่องอะไรมา ซึ่งแม้จะใจเย็นแค่ไหน แต่ยังไงอีกฝ่ายก็ยังเด็ก คิดเหรอว่าจะปิดบังเขาเอาไว้ได้ อีกทั้งครั้งนี้ยังชัดเจนเกินกว่าจะปล่อยผ่าน ซึ่งพอเพ้นท์ยอมเล่า เขาก็นิ่ง

            ไม่ใช่ความนิ่งแบบเย็นเป็นน้ำ แต่เป็นคลื่นที่รอการปะทุ

            เด็กน้อยเล่าไม่สั้นไม่ยาว กระชับได้ใจความ แต่ก็นึกรู้ว่าอีกฝ่ายเล่าไม่หมด ข้ามทุกรายละเอียดที่ข้ามได้ ทั้งยังหันไปมองพระพายด้วยความเกรงใจอยู่หลายครั้ง กระทั่งคำถามสุดท้ายนั่นแหละที่รับรู้ได้ว่าคนถามใจเสียมากแค่ไหน จนต้องส่งยิ้มปลอบ

            “ใช่ที่ไหนล่ะ อ้อนก็ไม่เป็น เสน่ห์ก็ไม่มี ยั่วไม่เก่งอีก ถึงขายจะมีใครซื้อ” ฟรอสว่าขำๆ แบบที่คนหน้าซีดตาโต

            “ไม่มีเสน่ห์จริงเหร๊อ”

            พระพายแทรกขึ้นมา แบบที่คนเป็นอาก็หันไปยิ้มให้

            “ต่อเลยครับ หลานไม่ยุ่ง” เจ้าหลานคนโตก็ผายมือออก ยิ้มกว้าง หากแววตาดูล้อเลียน ซึ่งอาหนุ่มไม่สนใจ หันกลับไปมองคนที่ยิ่งสลดมากกว่าเดิม

            “ล้อเล่นน่า เสน่ห์น่ะมี แต่ไม่ใช่ในรูปแบบนั้น แล้วเขาว่าไงอีก”

            เพ้นท์เงยหน้าขึ้นมองเขดูหงอยกว่าเดิมโข

            “เพราะอากับผมดูอายุห่างกันครับ เขาเลยคิดว่าผมต้องเป็นเด็กอาแน่ๆ” ว่าไปก็ก้มลงมองเสื้อผ้าตัวเองไปด้วย ขณะที่คนฟังส่ายหน้า เอ่ยปลอบคนที่ไม่มั่นใจในตัวเอง

            “อาบอกแล้วว่าแต่งตัวแบบไหนแล้วยังไง มีเงินจ่ายก็ลูกค้าเหมือนกัน แล้วแต่งแบบนี้ก็น่ารักแล้ว มั่นใจในตัวเองหน่อย เรื่องนี้ไม่ใช่เพราะการแต่งตัวหรอก” เพราะสันดารคนมากกว่า

            ฟรอสไม่ต่อคำที่คิดในใจ และไม่ซักมากกว่านี้ว่าผู้หญิงคนนั้นพูดจาแบบไหน เพราะมันคงไม่สุภาพแบบที่เพ้นท์กำลังเล่าให้ฟังแน่ เขาไม่จำเป็นต้องรู้เพิ่มว่านินทาอะไรอีก เพราะนินทาก็คือนินทา

            เรื่องปกติที่มนุษย์ทุกคนก็ทำ แต่ผิดที่เลือกนินทาผิดคน

            “โอเค งั้นเดี๋ยวอามา”

            “อาฟรอสจะทำอะไรครับ” พอฟรอสจะก้าวออกจากห้องก็มีมือมาจับเสื้อเอาไว้ก่อน ถามด้วยความกังวล แบบที่คนตัวโตหัวเราะ

            “อาจะทำอะไรล่ะ อาออกจะรักสงบ แค่ออกไปคุยโทรศัพท์แป๊บนึง อยู่กับเจ้าพายไปก่อนแล้วกัน แป๊บเดียวเดี๋ยวอามา” คนพูดว่าแล้วก็เดินไปเปิดประตู แต่ก่อนที่จะก้าวออกจากห้อง เขาก็หันกลับไปมองคนที่ดูกังวลอย่างเห็นได้ชัด แต่ที่มากกว่าคือความเสียใจที่ถูกตัดสินแบบผิดๆ

            “เขาบอกว่าเพ้นท์เป็นเด็กอาใช่มั้ย”

            “ครับอา”

            “งั้นเขาจะได้รู้”

            ฟรอสไม่พูดอะไรมากกว่านั้น แค่เดินออกมาจากห้อง ปล่อยให้คนฟังสงสัยกับคำพูดที่พูดไม่จบของเขา แต่ก็ทันได้ยินเสียงของหลานชายที่บอกสบายๆ

            “นั่งเถอะ ระดับอาพี่ซะอย่างจัดการได้ทุกเรื่องอยู่แล้ว”

            พระพายก็รู้ใจว่าที่เขาออกมาไม่ใช่เพราะเกิดปวดห้องน้ำกะทันหัน

            ความคิดของคนที่นึกถึงสีหน้าไม่สู้ดีของเพ้นท์ตั้งแต่เมื่อวาน จนคิดว่าควรจะทำยังไงให้สบายใจขึ้น ซึ่งการมาทานอาหารวันนี้ควรจะทำให้เพ้นท์ยิ้มได้เหมือนกินปูเมื่อหลายวันก่อน แต่ผลลัพธ์ที่ต้องการกลับกลายเป็นตรงกันข้าม ทั้งที่เขาเลือกร้านที่มั่นใจแล้วว่าดี

            การทำให้ผลลัพธ์ที่เขาต้องการเปลี่ยนไปมีบทลงโทษรุนแรงนะ

            ใช่ นายพัทธ์ธีระกำลังโกรธ แม้จะไม่แสดงออกทางสีหน้า แต่เขากำลังโกรธ

            เขารู้ตัวมานานแล้วว่าเป็นคนที่ให้ท้ายบรรดาหลานๆ ทั้งสาม แต่ไม่คิดจะเปลี่ยนนิสัย ยืนยันที่จะทำแบบนี้ต่อไป ตราบใดที่เจ้าพวกนั้นมีความสุข และเมื่อใดที่เขาคิดจะตามใจใครในระดับเดียวกับหลานรัก เขาก็จะทำให้สุด

            หากเมื่อวานไม่ค่อยชอบใจท่าทางหงอยเหงาของเพ้นท์เท่าไหร่ วันนี้ก็ยิ่งไม่ชอบใจสีหน้าซีดเผือดของเพ้นท์มากเท่านั้น และจะเอาความโกรธไปลงที่ใคร ถ้าไม่ใช่ตัวต้นเหตุ

            เขาจะคอมเพลนทางร้านก็ได้ที่พนักงานพูดจาดูหมิ่นลูกค้า แต่ก็ไม่ทำ...

            “ฮัลโหล ไอ้อิน มึงไสหัวมาร้านมึงเดี๋ยวนี้”

            เพราะด่าเจ้าของร้านง่ายกว่า

            [อะไรวะ เกิดไรขึ้น มีใครทำอะไรให้มึงไม่พอใจเหรอ]

            “พนักงานมึงทำตัวไม่ดีกับเด็กกู มึงสอนพนักงานมึงยังไงให้มองลูกค้าด้วยสายตาทุเรศๆ ตอนแรกกูจะปล่อยผ่านแล้ว แต่ล้ำเส้นเกินไปแล้วว่ะ”

            [โอเค กูจะไปเดี๋ยวนี้ แล้วจะโทรไปบอกให้เปลี่ยนคนดูแลห้องมึงให้]

            “ดี ไวๆ ล่ะ กูขี้เกียจรอ”

            ฟรอสวางสายลง แล้วก็เดินกลับมาหน้าห้อง สวนทางกับพนักงานผู้หญิงคนนั้น ซึ่งทางนั้นก็ส่งยิ้มสวยมาให้ เขาก็ยิ้มกลับ ไม่พูดอะไร ไม่ต่อว่า ไม่ตักเตือนใดๆ ทั้งสิ้น มีเพียงรอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์ที่ทำให้หญิงสาวหน้าแดง จากนั้นก็กลับห้องที่เด็กๆ รออยู่

            เมื่อกี้เขาพูดกับเพ้นท์ไม่จบใช่มั้ยว่าผู้หญิงคนนี้จะได้รู้อะไร

            ในเมื่อบอกว่าเพ้นท์เป็นเด็กเขา เดี๋ยวจะได้รู้ว่า...เล่นกับเด็กผิดคน

.............................................

            “งั้นเพ้นท์ก็มาทำข้าวให้อาพี่ตั้งแต่เช้าแล้วกลับตอนบ่ายแก่ๆ สินะ อาใช้งานหนักว่ะ”

            “เบาออกพี่พาย แค่นี้สบายมาก ผมชินแล้ว ยังไงก็ไปทำให้ไอ้เพลิงบ่อยๆ”

            “ก็จริง น้องชายพี่ทำกินเองเป็นที่ไหน มีแต่จะไปกินเขา”

            ตอนที่ฟรอสกลับเข้ามาในห้องอีกที หลานชายคนโตก็ไม่ทำให้เสียชื่อที่เลี้ยงมากับมือ เพราะพระพายกำลังชวนเพ้นท์คุยออกนอกเรื่อง พอจะเรียกเลือดให้กลับมาแต่งแต้มใบหน้าซีดเผือดในตอนแรกได้บ้างแล้ว บรรยากาศโดยรวมก็ดูผ่อนคลายกว่าเดิม จนใบหน้าหล่อเหลาประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ

            “นินทาอะไรอา”

            “อ้อ กำลังบอกว่าอาผมยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งหล่อ หลานคนนี้ขอยอมแพ้ยกธงขาวเลย”

            พระพายกลับคำอย่างรวดเร็ว ยักคิ้วให้ตามประสาคนอารมณ์ดี

            “อาก็ไม่มั่นใจเท่าไหร่หรอก แค่มากพอให้แฟนของหลานมาหลงเสน่ห์ล่ะนะ” อาหนุ่มโต้กลับขำๆ แต่จี้ตรงจุดเสียจนหลานคนโตหุบยิ้มฉับ ถอนหายใจด้วยท่าทางกลัดกลุ้มเกินจริง

            “อาอย่าพูดเรื่องนี้ เจ็บปวดว่ะ อาเชื่อมั้ยว่าเขาถามถึงอาบ่อยกว่าพูดเรื่องของผมซะอีก ลำบากใจชะมัด ศัตรูดันเป็นอาบังเกิดเกล้าของตัวเอง”

            “แต่อาไม่มองแกเป็นศัตรูหรอกนะ”

            “ผมก็รู้อยู่หรอก แค่...”

            “เพราะกระดูกคนละเบอร์ตั้งแต่แรกแล้ว”

            หลานชายที่พูดไม่จบนิ่งไป ก่อนที่จะหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น

            “โอเค ยอม อามันเบอร์ 38 ผมเพิ่งเบอร์ 25 ไม่สู้ๆ” คนฟังมั่นใจว่าคนไม่สู้กำลังกัดเขาเรื่องอายุ แต่ไม่ถือสา สนใจเด็กอีกคนที่อยากรู้เรื่องด้วย แต่ไม่กล้าถาม ไม่กล้าแทรกช่วงเวลาที่อาหลานพูดคุยกัน ซึ่งพระพายเองก็รู้ ก็เลยเอ่ยปากเล่าเอง

            “ไม่ใช่ว่าแฟนพี่หลงเสน่ห์อาฟรอสหรอกเพ้นท์ รายนั้นทั้งรักทั้งหลงพี่หัวปักหัวปำ”

            แต่มันก็ขอนอกเรื่องเข้าข้างตัวเองซะหน่อยก่อน

            “แต่ว่าแฟนพี่เป็นแฟนคลับอาตั้งแต่สมัยอาเล่นหนัง พอรู้ว่าอาฟรอสเป็นอาพี่ก็เลยปลื้มออกนอกหน้า กับพี่นี่ต้องแหย่แทบตายกว่าจะยิ้มหวานๆ ให้สักที แต่กับอาฟรอสนี่อายม้วนทุกครั้งที่เจอหน้ากัน พี่เลยแซวขำๆ น่ะว่าอาเป็นศัตรูที่พี่โค่นไม่ล้มสักที”

            “ไม่ใช่ว่าอาฟรอสเลิกเล่นหนังมาสิบปีแล้วเหรอครับ”

            เพ้นท์ก็ถามอย่างสนใจ

            “อือ เป็นแฟนคลับตั้งแต่เจ็ดแปดขวบน่ะ แฟนพี่ตอนนี้ 19 เอง อายุน้อยกว่าเพ้นท์อีก เขาว่าเป็นความปลื้มในวัยเด็กน่ะเลยจำฝังใจ” พระพายเสริมต่อ แต่ไม่จริงจังกับเรื่องนี้มากนัก หลานเขาก็รู้เหมือนที่เขารู้ในวันแรกที่เจอหน้าเด็กคนนั้น

            แฟนของพระพายมองเขาเหมือนเป็นไอดอลมากกว่าในเชิงชู้สาว ผิดกับสายตาตอนที่มองพระพาย

            อ่อนหวาน ลึกซึ้ง หวงแหน และ...รัก

            ไม่สิ พระพายย่อมรู้ดีกว่าเขาอยู่แล้วว่าเด็กคนนั้นรักมากแค่ไหน แต่ใช่ว่าจะไม่หวงแฟน มันเลยไม่พาแฟนมาหาอาเสียอย่างนั้น

            “พี่ว่าพูดเรื่องของอาบ้างดีกว่า ทำงานกับอาฟรอสสนุกมั้ย โดนแกล้งหรือเปล่า พี่ในฐานะนายจ้างจะได้พิจารณาเงินเดือนว่าควรจะเพิ่มมั้ย ลำบากมากก็ต้องเพิ่มมากล่ะนะ” ฟรอสหัวเราะในลำคอ เพราะคนจ่ายค่าจ้างเปลี่ยนคนตั้งแต่ครั้งแรกที่เขากัดแฮมเบิร์กฝีมือเพ้นท์แล้ว

            ฟรอสรู้ด้วยว่าหลานร่วมมือกันอยู่

            ในขณะที่พระพายเป็นห่วงที่เขาหย่า แต่ไม่ค่อยมาหาเพราะไม่อยากเห็นแฟนปลื้มอาตัวเอง

            เพราเพลิงก็ห่วงเขายิ่งกว่าเจ้าคนโต แต่ที่ไม่ค่อยมาก็เพราะติดแฟน

            และหลานสาวคนเล็กที่ถึงจะห่วง แต่ไม่มีความสามารถในการช่วยจัดการชีวิตเขามากไปกว่าพี่ทั้งสอง งานบ้านไม่ กับข้าวไม่เป็น แถมเรื่องส่วนตัวก็มากมายก่ายกอง

            ว่ากันง่ายๆ คือเจ้าพวกนี้ห่วงอา แต่หวงแฟนมากกว่างั้นเถอะ

            มันจึงเกิดความคิดที่ว่าควรจะมีใครสักคนมาช่วยดูแลเขาแทน ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นของแผนการที่เห็นได้ชัดเสียยิ่งกว่าเอาแว่นขยายส่อง...เพลิงไม่ต้องการแค่คนมาดูแลความสบายของเขา แต่หมายรวมถึงหัวใจด้วย จึงเสนอเพื่อนคนนี้ขึ้นมา ในขณะที่พระพายก็เห็นดีเห็นงามด้วยจึงเซ็นอนุมัติด้วยการจ่ายเงินให้

            ฟรอสรู้ตั้งแต่ที่คนกลางโทรมาอ้อนใส่ว่าจ้างเถอะๆ แล้ว ยิ่งเห็นหน้าเพ้นท์ก็ยิ่งมั่นใจว่าเจ้าพวกนี้คัดมาให้แม้แต่หน้าตา ซึ่งอย่างว่าว่าตอนแรกจะปฏิเสธ แต่ดันติดใจนิสัย ชอบใจฝีมือทำอาหาร เขาจึงบอกกับหลานว่าจะจ่ายเงินเอง แต่ไม่บอกให้คนที่นั่งมองซ้ายทีขวาทีรู้

            ตอนนี้เพ้นท์ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถูกเพื่อนส่งมาเข้าปากเขา

            “ไม่ลำบากครับพี่ ลำบากอามากกว่า ผมมีแต่สร้างเรื่องให้” เด็กน้อยบอกอย่างจริงใจ ท้ายประโยคดูรู้สึกผิด

            “พี่ว่าสร้างเรื่องดีๆ สิไม่ว่า ช่วงนี้อาดูอารมณ์ดีนะ”

            พระพายเอ่ยทัก ในแววตามีคำถาม ซึ่งคนเป็นอาก็แค่ยิ้ม ไม่ตอบ

            และใช่ เขาอารมณ์ดีเกินไปสำหรับคนที่เพิ่งหย่าขาดและต้องจัดการชีวิตที่ยุ่งเหยิง

            ขณะที่หลานชายก็รู้ว่าไม่มีทางได้คำตอบจากเขา ก็เลยหันไปคุยกับเด็กต่อ

            “งั้นถ้าเพ้นท์คิดว่าสร้างเรื่องให้อา พี่บอกเคล็ดลับดีๆ ให้มั้ย” ฟรอสหัวเราะหึๆ รอฟังว่าหลานจะแนะนำอะไร ซึ่งทางนั้นก็ยิ้มร่าเริง แต่ดวงตาปิดความเจ้าเล่ห์เอาไว้ไม่มิด

            “อ้อนเยอะๆ อาชอบเด็กขี้อ้อน ดูไอ้เพลิงเป็นตัวอย่าง”

            “ข่าวเก่าแล้วพาย เรื่องนี้เพ้นท์รู้นานแล้ว”

            “อ้อ รู้แล้วแปลว่าอ้อนแล้ว” พระพายพยักหน้าหงึกๆ แบบที่เพราพนาก็แก้มแดงขึ้นมาหน่อย หัวเราะแห้งๆ แล้วบอกด้วยน้ำเสียงเกรงใจ

            “ตั้งแต่มาทำงานกับอาฟรอส ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมไอ้เพลิงถึงติดอา รู้ตัวอีกทีก็เผลออ้อนอาไปแล้ว”

            “แล้วอายอมให้อ้อนด้วย”

            “พูดเหมือนอาแกใจร้ายนะเจ้าพาย” ฟรอสแทรก

            “ก็แค่สงสัยตามประสาหลานชายที่ไม่ได้เจออาบ่อยๆ แล้วไงอีก อาตามใจมั้ย อ้อ แต่ก็ไม่ต้องตอบหรอกเนอะ พี่ว่าพี่รู้คำตอบแล้ว” การที่เขาออกไปคุยโทรศัพท์เมื่อครู่บอกอะไรพระพายได้มากโข ถ้าวันนี้มันมาเพื่อหาข้อมูลล่ะก็ เชื่อเลยว่าได้ไปเยอะอย่างที่ต้องการแน่

            ไม่เกินพรุ่งนี้ก็จะรู้กันทั้งบ้าน

            “โอเค งั้นพี่บอกอีกเคล็ดลับนึงแล้วกัน” หลานเจ้าเล่ห์ที่เกิดมาพร้อมกับหางจิ้งจอกทั้งเก้าหางเหล่มามอง

            “อาชอบสกินชิพ คิดอะไรไม่ออก กอดไปก่อนก็ได้”

            คนเป็นอาโคลงหัวอย่างขบขันแกมเหนื่อยใจกับหลานชายที่เห็นทุกอย่างเป็นเรื่องสนุก แม้แต่การหยอกล้ออาตัวเอง แต่น่าเสียดายนะ เพราะว่า...

            “อย่าบอกนะว่านี่ก็ข่าวเก่าไปแล้ว”

            พระพายหรี่ตามองเพื่อนน้องที่แก้มแดง

            “หึๆ”

            และอีกครั้งที่คนเป็นอาไม่ตอบเป็นคำพูด แค่หัวเราะ จนพระพายทิ้งตัวลงพิงกับพนักเก้าอี้อย่างหมดแรง ยกมือผายออกด้วยท่าทางโอเว่อร์เกินจริง

            “ลืมไปได้ไงว่าอากูเป็นใคร นี่มันฟรอส พัทธ์ธีระเชียวนะ”

            “เกินไปเจ้าพาย พูดเหมือนเรื่องแปลก อาก็กอดแก กอดเพลิง กอดเจ้าพรรณเหมือนกัน”

            “ก็...อืม ก็จริง บ้านเราเป็นเรื่องปกติ”

            พระพายเหมือนจะแย้ง แต่พอมองตาเขา แวบเดียวเท่านั้น มันก็เปลี่ยนคำพูดอย่างรวดเร็ว ยิ้มกว้าง ตอบรับว่าการแตะต้องตัวกันง่ายๆ เป็นเรื่องปกติของบ้านพวกเขา ส่งเสริมภาพที่เพ้นท์เห็นตอนที่อยู่กับเพลิงให้หนักแน่นมากยิ่งขึ้นไปอีก

            “แล้วนี่ไม่ไปห้องน้ำแล้วเหรอ” พอเขาทัก คนที่โดนว่าจนลืมปวดก็ลุกขึ้นทันที ก้าวออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้อาหลานอยู่กันตามลำพัง ฟรอสจึงถามยิ้มๆ

            “ใครให้มาหาข้อมูล”

            “หึๆ มีที่ไหน ผมแค่คิดถึงอา”

            คนทางนี้ส่ายหน้า

            “เพลิงเล่าอะไรให้ฟังล่ะ”

            “นิดหน่อย ก็แค่...อาสุดที่รักของพวกเราสามพี่น้องโทรไปถามข้อมูลเด็กอีกคน”

            พระพายยักคิ้ว แล้วก็จิบไวน์ด้วยสีหน้าสบายอารมณ์ จนอาหนุ่มหัวเราะ ยื่นแก้วให้หลานชายรินไวน์ให้

            ภาพที่เพ้นท์กลับมาเห็นจึงเป็นการที่พวกเขาดื่มพลางคุยเรื่องคนในครอบครัว

            “อา เอาไวน์เพิ่มมั้ย”

            หลังจากที่ฟรอสเป็นโรคนอนไม่หลับ ชายหนุ่มก็ดื่มแอลกอฮอล์น้อยลงมาก ดังนั้น ไวน์เกือบขวดเป็นฝีมือของหลานชายคนโตที่คอทองแดงไม่แพ้กัน ซึ่งพอเรียกบริกรเข้ามา เพ้นท์ที่กลับมายิ้มแย้มเหมือนเดิมก็หน้าเสีย จนส่งยิ้มปลอบ เพราะเพื่อนสนิทก็ทำงานได้รวดเร็วทันใจ บริกรที่เข้ามาจึงเป็นคนใหม่ ยิ้มสุภาพ พูดจาดี และไม่มองเพ้นท์ด้วยสายตาตัดสิน

            คนทำงานบริการไม่ว่าจะคิดอะไรในใจก็ต้องเก็บให้มิดได้แบบนี้

            ลูกค้าอาจจะไม่ใช่พระเจ้า แต่ลูกค้าคือคนที่จ่ายเงินซื้อบริการ

            ไม่ต้องให้บริการเลอเลิศเหมือนเทวดา แค่ในระดับที่น่าพอใจก็พอ

            ดังนั้น บรรยากาศบนโต๊ะอาหารจึงผ่อนคลายกว่าตอนแรกโข ยิ่งมีพระพายที่เป็นตัวสร้างสีสันเข้ามาด้วย บวกกับอาหารที่ดีเยี่ยมอยู่แล้ว คนที่ดูไม่มั่นใจในตอนแรกก็ผ่อนคลายลงจนคุยเล่นเหมือนเดิม ยิ้มมีความสุขทุกครั้งที่เอาอาหารเข้าปาก และชมไม่ขาดว่าที่นี่ทำเนื้อได้อร่อยแค่ไหน

            “อาก็บอกแล้ว แล้วจะไปกินผักกินหญ้าทำไม”

            “อาแค่หาเหตุผลไม่กินผักเถอะครับ เนื้ออร่อย แต่กินคู่กับผักก็ยิ่งอร่อยนะ”

            “อร่อยของเพ้นท์ ไม่ได้อร่อยของอา ใช่มั้ยพาย”

            “โทษว่ะอา ผมแดกได้หมด สั่งกลับบ้านไปให้เด็กผมบ้างดีกว่า” แล้วมันก็เรียกบริกรมาอีกรอบ

            “ผมอยากลองทำบ้างจัง แต่ไม่มีทางอร่อยเท่าเลย คุณภาพเนื้อก็ต่างกันโขแล้ว” เพ้นท์ว่าไปก็เอาส้อมหั่นเนื้อเพื่อให้เห็นถึงความนุ่มชุ่มฉ่ำ ไขมันแทรก แล้วก็จิ้มเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างมีความสุข แต่ก็ไม่วายที่คนช่างห่วงใยจะนึกไปถึงคนรอบข้าง

            “เจ้าแฝดต้องชอบแน่เลย”

            คนเป็นอาหันไปมองหน้าหลานชาย พยักหน้าให้ทางนั้น ซึ่งพระพายก็ผงกหัวรับ

            แม้ว่ามื้ออาหารจะกลับมาสงบสุขแล้ว แต่ใช่ว่าฟรอสจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เพราะเมื่อบริกรกลับมาเพื่อรับออเดอร์ของพระพายจึงไม่ได้มีแค่คนเดียว แต่มีพนักงานหญิง และ...เจ้าของร้านที่รีบเสียจนหน้าแดงก่ำ

            พอทุกคนเข้ามาในห้อง ฟรอสก็ยกผ้าเช็ดปาก หันไปมองด้วยรอยยิ้มเย็น

            “ไงไอ้อิน กูเกือบจะกลับบ้านแล้ว”

            “โหท่าน ตอนเย็นนะครับ กว่าจะฝ่ารถติดมาได้ เออ กูมาช้าเอง” ทันทีที่มองตาเพื่อน มันก็เปลี่ยนคำพูดแทบไม่ทัน เพราะเป็นเพื่อนกันมายี่สิบกว่าปี มันต้องรู้สิว่าตอนนี้เขากำลังรู้สึกยังไง ดังนั้น เพื่อนสนิทที่ชื่ออิน หรืออินทรีก็กระแอม แล้วหันไปมองหน้าคนของตัวเองที่ยังงุนงงไม่รู้เรื่องรู้ราว

            แล้วคนที่วิ่งมาจนหน้าแดงก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นเข้มจัด

            “คุณรู้ตัวมั้ยว่าทำอะไรลงไป”

            “คะ ทำอะไรคะ”

            อีกฝ่ายสั่นหน้า แม้จะไม่รู้ว่าเรื่องอะไร แต่หน้าก็เริ่มซีดเซียวลงทุกขณะ

            ตอนแรกเธอก็แปลกใจที่มีการเปลี่ยนให้ลงไปรับลูกค้าชั้นล่าง แล้วเอาพนักงานข้างล่างขึ้นมาแทน แต่ก็ยังไม่คิดอะไรเพราะเพิ่งขึ้นมาทำข้างบนวันแรกก็คงมีการผลัดเปลี่ยนกันบ้าง แต่กลายเป็นว่าไม่เพียงแค่ผู้จัดการเท่านั้นที่มองด้วยสายตาคาดโทษ เจ้าของร้านยังมาอีก เรียกให้ตามขึ้นมายังห้องที่เธอคิดว่ามากับเด็กอย่างว่า

            แม้จะมั่นใจว่าสิ่งที่พูดออกไปมีแค่พี่อีกคนที่ได้ยิน แต่เธอก็ชักหวาดกลัวเมื่อเห็นท่าทางของเจ้านายที่ดูเกรงใจอีกฝ่ายไม่น้อย

            “อย่าบอกนะว่าคุณไม่รู้ตัว”

            “ไม่ค่ะ ไม่ทราบจริงๆ ค่ะ” เธอยังยืนยัน

            ฟรอสเองก็ยังคงยิ้ม ผิดกับเด็กข้างตัวที่จับต้นชนปลายไม่ถูกยิ่งกว่า

            “อาครับ”

            “รอดูไปก่อน”

            ไม่ใช่ฟรอสที่หันไปบอกเพ้นท์ แต่เป็นหลานชายที่ยื่นมือมาแตะ แล้วบอกด้วยรอยยิ้มสนุกสนาน จากนั้นพระพายก็เรียกบริกรคนใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ให้เข้ามารับออเดอร์ของเขา ไม่สนใจบรรยากาศตึงเครียดในห้องเลยสักนิด

            “ทางร้านไม่รับออเดอร์นี้สำหรับกลับบ้านครับ เพราะถ้าไม่ทานตอนที่ทำเสร็จใหม่ๆ รสชาติจะไม่เหมือนที่ร้าน ทางเราต้องขออภัยด้วยครับ” แต่พนักงานหนุ่มก็บอกด้วยน้ำเสียงสุภาพ ซึ่งพระพายก็ไม่ยี่หระ หันไปถามเจ้าของร้านที่ยังจ้องเด็กในร้านเขม็งอยู่

            “อาอิน ผมขอสั่งกลับบ้านได้มั้ย”

            ฟรอสหัวเราะหึ เพราะเพื่อนสนิทที่ตีหน้าเคร่ง ข่มขวัญคนของตัวเองหันมามองหลานชายเขาเหรอหรา ก่อนที่จะพยักหน้าแรงๆ

            “มีอะไรที่คุณฟรอสกับหลานคุณฟรอสอยากได้แล้วไม่ได้ด้วยเหรอ ได้สิ รับออเดอร์ บอกว่าเป็นคำสั่งผมเอง” อินสั่งลูกน้อง รอกระทั่งคนรับออเดอร์ก้าวออกไปแล้ว จึงหันไปเล่นงานหญิงสาวหนึ่งเดียวที่เริ่มตัวสั่นงันงก

            น่าจะเดาได้แล้วว่าแขกคนนี้พิเศษแค่ไหนสำหรับร้านนี้

            “ว่าไง รู้หรือยังว่าทำอะไรเอาไว้”

            “ไม่ทราบค่ะ ไม่ทราบจริงๆ” ทางนั้นส่ายหน้าแรงๆ ซึ่งอินทรีก็ยังจ้องหน้า แต่หญิงสาวยิ่งก้มหน้างุด จนหันมาทางนี้แทนคำถามว่าจะให้เอายังไง

            “งั้นผมบอกแทนก็แล้วกัน...เขาบอกว่าอาผมเป็นอาเสี่ยหัวงูหิ้วเด็กมากินในห้องนี้ แล้วที่น้องชายผมแต่งตัวแบบนี้ก็เพราะทำให้ดูน่าสงสารจะได้อ้อนขอเงินได้เยอะๆ อะไรอีกนะ อ้อ แล้วยังว่าน้องผมคงชอบทำงานบนเตียงมากกว่างานทั่วไป”

            ไม่ใช่พัทธ์ธีระที่พูด แต่เป็นพระพายที่ยิ้มกว้าง เล่าจบก็จิบไวน์ด้วยท่าทางกวนประสาท ยักคิ้วให้ผู้หญิงคนนั้นที่หน้าเผือดสี

            “ถูกต้องตามที่ผมพูดใช่มั้ยครับ”

            “เปล่านะคะ ฉันไม่ได้พูดค่ะ ไม่เลยนะคะ”

            “อ้าว งั้นจะบอกว่าผมหูเพี้ยนฟังผิดเหรอ”

            ฟรอสลอบยิ้ม หลานเขารู้งานเสมอ

            พวกเขาอาจจะฟังเรื่องนี้มาจากเพ้นท์อีกที แต่ในเมื่อบอกแล้วว่าจะตามใจ จะเชื่อ ไม่ว่าพูดอะไรก็เป็นไปตามนั้น ดังนั้น จะให้บอกว่าเพ้นท์ไปได้ยินมา หรือพระพายเป็นคนฟังก็ไม่ต่างกัน

            แล้วก็ไม่ผิดที่เพ้นท์เป็นน้อง ก็ (เพื่อน) น้องชาย...ถูกต้องแล้วนี่

            “เปล่าค่ะ เปล่านะคะ ไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น”

            “งั้นยอมรับแล้วสิว่าพูด” อินทรีแทรกขึ้นมาเสียงเข้ม ว่าต่ออย่างไม่พอใจ

            “คุณพูดจากับลูกค้าแบบนี้ได้ยังไง ลูกค้าจะเสียหายแค่ไหน ใครเป็นคนสอนงานคุณ...”

            “ไอ้อิน”

            ก่อนที่เพื่อนจะลากยาวไปไกล ฟรอสก็แทรกขึ้นมาด้วยรอยยิ้มนุ่มๆ ดวงตาอุ่นๆ เช่นเดิม หากน้ำเสียงเรียบเฉยจนเพื่อนสนิทหันมามองหน้า

            “มึงอยากให้กูทำยังไง”

            นี่คือสิ่งที่เขารอมันถามตั้งแต่โทรไปบอกให้มาหา

            ชายหนุ่มหันไปมองหน้าเพ้นท์ แล้วก็หันไปยิ้มหล่อให้ผู้หญิงคนนั้นเหมือนที่ยิ้มให้ตรงทางเดิน จากนั้นก็บอกเสียงเด็ดขาด

          “ไล่ออกให้กูที”

            “อาฟรอส!

            ไม่ใช่คนถูกไล่ออกที่ร้อง แต่เป็นเด็กน้อยที่เบิกตากว้าง จ้องเขาตาแทบถลน ซึ่งฟรอสก็เลื่อนมือไปแตะที่ไหล่ จ้องหน้าเพื่อน เลิกคิ้วแทนคำถามว่าทำให้ได้มั้ย

            ดวงตาสองคู่สบกันนิ่ง แล้ว...

            “ตกลง”

            “คุณอิน!! ไม่ได้นะคะ ฉันขอโทษค่ะ ขอโทษที่พูดจาไม่ดี จะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว อย่าไล่ฉันออกเลยนะคะ” ทันทีที่อินทรีตกลง ทางนั้นก็ขอร้องออกมาปากคอสั่น แต่เพื่อนเขารู้นิสัยเขาดี เพราะมันก็บอกด้วยเสียงเด็ดขาดไม่แพ้กัน

            “มาขอโทษตอนนี้จะไปมีประโยชน์อะไร ไปคุยกับผมข้างนอก”

            มันว่าพลางเดินนำจะออกจากห้อง จนทางนั้นรีบก้าวตาม คงจะไปอ้อนวอนให้ได้งานคืน แต่ฟรอสรู้ว่าเพื่อนทำตามที่พูดมากพอ ถ้ามันตกลงตามคำขอเขาแล้ว มันก็จะทำตามนั้น

            “คุณบอกว่าเด็กคนนี้เป็นเด็กผมใช่มั้ย”

            แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะก้าวออกไป ฟรอสก็เอ่ยขึ้นมายิ้มๆ มองคนที่หันกลับมา ซึ่งเขาก็บีบไหล่เพ้นท์ที่ตัวแข็งไปแล้วเบาๆ จากนั้นก็บอกด้วยน้ำเสียงน่าฟัง

            “งั้นคุณควรจะรู้ว่าผมไม่ยอมให้ใครมาว่าร้าย เด็กของผม เหมือนกัน”

            คนฟังตะลึงตาค้าง ซึ่งคนพูดก็แค่ยกมือโบกใส่เพื่อน

            “คุณแตะคนที่ไม่ควรแตะเอง มาเถอะ”

            สองคนนั้นออกไปแล้ว ทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบอึดใจใหญ่ๆ ก่อนที่...

            “ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

            พระพายจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา เรียกสติของเพราพนาที่สะดุ้งสุดตัว

            “อาฟรอส ต้องทำถึงขั้นนั้นเลยเหรอครับ คือผมโดนว่าก็จริง แต่ไล่ออกเลยเหรอ”

            “น้อยไปสิไม่ว่า รู้มั้ยว่าทำไมไอ้เพลิงถึงเอาแต่ใจชนิดอยากได้อะไรก็ต้องได้” ไม่ใช่ฟรอสที่ตอบ เป็นพระพายที่แทรกมาขำๆ แล้วก็ชี้นิ้วไปยังอาแท้ๆ

            “ใครล่ะที่เลี้ยงมันมา ตามใจระดับนี้เลย หลานข้าใครอย่าแตะ”

            เพ้นท์ตาค้างไปแล้ว

            “ไม่ใช่ว่าพวกแกทุกคนเหรอ”

            ฟรอสว่าอย่างหน่ายๆ เพราะดูเหมือนหลานคนโตจะพูดไม่ดูตัวเอง

            “แต่อาครับ แบบนี้จะดีเหรอ”

            “ดีสิ เสียใจใช่มั้ยที่ถูกว่า” เขายื่นมือลูบผมเด็กเล่น ซึ่งเพ้นท์ก็จะเอ่ยปากแก้ตัว แต่พักเดียวก็ก้มหน้าลง

            “ครับ เสียใจ”

            “งั้นอาก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะทำแบบนี้”

            ดวงตาคู่นั้นแวววาวขึ้น น้ำใสปริ่มๆ เหมือนจะมีเด็กงอแงหนึ่งอัตรา ขณะที่พระพายก็เสริมอีกหน่อย

            “ไม่ต้องคิดมาก เจ้าของร้านเขายังไม่ว่าอะไรเลย แล้วเขาก็ไม่กล้าว่าด้วย” เพ้นท์ดูสงสัย จนอาหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงง่ายๆ

            “อาเป็นคนให้มันยืมเงินมาเปิดร้านนี้เมื่อสิบกว่าปีก่อน ทั้งที่ธนาคารไม่กล้าอนุมัติให้มันกู้เงินด้วยซ้ำ” ไม่ใช่ว่าเขาเอาเรื่องบุญคุณมาใช้หรอกนะ เพราะตั้งแต่มันเปิดร้านจนใหญ่โตแบบนี้ ฟรอสก็เป็นแค่ลูกค้าทั่วไป เพิ่งจะมีครั้งนี้แหละที่บอกให้เพื่อนช่วยทำอะไรให้

            “เพ้นท์ และพี่จะบอกให้ในฐานะรุ่นพี่นะ...เป็นเด็กอาน่ะดีไปร้อยแปด” อีกครั้งที่พระพายบอกด้วยน้ำเสียงสนุกสนาน

            เพ้นท์ที่ยังอึ้งไม่หายเงยหน้าขึ้นมามองตาเขา ซึ่งร่างสูงก็ส่งยิ้มให้ กดหัวทุยไปเบาๆ

            “ผมก็เป็นเด็กของอาเหรอครับ” เด็กน้อยถามเสียงเบาหวิว

            เขาก็ตอบแค่...

            “ก็แบบนั้นแหละ”

            ถ้ายอมเข้ามาอยู่ใต้ปีก เขาจะดูแลดียิ่งกว่านี้ด้วยซ้ำ

................................................

            ครบค่ะ ไม่แปลกใจเลยเนอะว่าทำไมพระพายกับเพลิงถึงเป็นคนเอาแต่ใจสุดๆ ไปเลย คือเอาแต่ใจเพราะผู้ชายที่ชื่อว่าฟรอส พัทธ์ธีระเนี่ยล่ะค่ะ ตามใจหลานที่สุดในสามโลกแล้ว คือถ้าใครเป็นคนสำคัญของเขา อาฟรอสจะเอาใจขั้นสุด การที่อาฟรอสให้เพ้นท์ขนาดนี้ แปลว่าอาฟรอสยกระดับให้เพ้นท์ขึ้นมาใกล้หลานแล้ว ซึ่งเขาก็รู้แหละว่าบรรดาหลานๆ คือส่งเพ้นท์มาให้เพราะอะไร และเล่นตามเกม ซึ่งเพ้นท์น่ารักไง ดังนั้น ก็ตามนั้นค่า

            เนี่ย ใครอย่าได้แตะต้องเพ้นท์เชียว คือไล่ออกสถานเดียวนะเออ หวงสุดจ้า XD

            สำหรับเฟซเมย์

            https://www.facebook.com/FictionMame12938?ref=bookmarks

            และทวิตเตอร์

            https://twitter.com/MAME12938

            สำหรับเฟซ เมย์มีแอดมินตอบให้ค่ะ แต่ทวิตเตอร์จะเป็นทวิตส่วนตัว

            เอาล่ะค่ะ ไปแล้ว สุดท้าย ขอขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจ ทุกเม้น ทุกแรงโหวต รักซูจู รักรีดเดอร์ทุกคนค่า

            ปล. เรื่องนี้รบกวนใช้แท็ก #อาฟรอสสอนเด็ก นะคะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 844 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

910 ความคิดเห็น

  1. #907 อิม (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 22 มกราคม 2564 / 16:32

    หายไปปีกว่า จะกลับมาอัปต่อมั้ยคะ. รออยู่นะคะ

    #907
    0
  2. #905 FDB88 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2563 / 10:54

    อาฟรอสสุดมากอยากลุกขึ้นปรบมือให้เลย

    #905
    0
  3. #891 Melon (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2563 / 23:13

    จะอัปต่อไหมคะ?

    #891
    0
  4. #889 Tudtu Sujaree (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 7 กันยายน 2563 / 05:57
    ไม่มาอัปเพิ่มแล้วเหรอคะ?
    #889
    0
  5. #888 lady-dizella027 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 5 กันยายน 2563 / 22:06
    หายไปเลยยยย
    #888
    0
  6. #883 WMdee (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 01:31
    แงงง รออยู่นะคะ
    #883
    0
  7. #881 Atiwat19911 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2563 / 12:41
    คิดถึงแล้วมาเถอะๆ
    #881
    0
  8. #880 red-frog (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2563 / 09:19

    อิจฉาเนอะ ดูแลดี๊ดี

    #880
    0
  9. #877 Muaynan (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 15 เมษายน 2563 / 22:41
    ยัวรออยู่น้าาาาา
    #877
    0
  10. #875 NEWN_W (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 4 มีนาคม 2563 / 17:03
    ยังจะอัพอยู่มั้ยคะ
    #875
    0
  11. #874 Jrpks (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2563 / 15:48
    รออยู่นะคะ เมื่อไหร่จะมาต่อ
    #874
    0
  12. #873 Naj Jha (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 / 01:31
    สะใจ
    จะแต่งต่อจนจบ มั้ยคะ รอลุ้น น้องเพนท์ อยู่นะ
    #873
    0
  13. #872 ฟ่าง (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 / 04:05

    รอนะคะ

    #872
    0
  14. #867 hottestpp (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 12:23
    63 ก็ยังรออยู่นะพี่เมย์ 😭
    #867
    0
  15. #865 Masxy (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2562 / 20:00
    สรุปที่เขานินทา ก็เป็นเรื่องจริง(ครึ่งนึง)
    #865
    0
  16. #864 12311232123312 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2562 / 10:55
    แงงงงงงงง /รอนะคะ????
    #864
    0
  17. #850 natnicha8473 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2562 / 00:18
    รออยู่นะคะ
    #850
    0
  18. #849 rattanalak44 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2562 / 11:07
    รอนานแล้วนะไรท์..
    #849
    0
  19. #844 darikarn (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 / 11:43
    รออยู่นะ
    #844
    0
  20. #840 pommys (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 / 14:08
    นี่เด็กใครรู้ไว้ด้วย
    #840
    0
  21. #823 hadesgaia (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 / 20:57
    พี่เมย์ขาาา รอคอยมากมายยย
    #823
    0
  22. #820 rattanalak44 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 / 18:03
    รรนานมากแล้วนะไรท์
    #820
    0
  23. #819 Bigpig (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2562 / 20:55

    รักความร้ายกาจของบ้านนี้

    #819
    0
  24. #815 aeylovepunn (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2562 / 14:44

    รรออยุ่นะ

    #815
    0
  25. #812 krissingto101254 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2562 / 17:00
    อยากอ่านต่อแล้ว
    #812
    0