สะพานซ้อนกล

ตอนที่ 31 : รุกคืบ 35%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 17
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    20 เม.ย. 63

ขวัญจิราก็นั่งทบทวนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองตลอดสองเดือนที่ผ่านมาแล้วพบว่าความตั้งใจของเธอยังไม่ประสบความสำเร็จ

ไม่สิ...ไม่มีอะไรคืบหน้าเลยต่างหาก

เป้าหมายสูงสุดที่วางไว้คือการได้ความลับทางธุรกิจของ Spell ไปบอกรัฐเขต หรือไม่ก็ต้องรู้ให้ได้ว่าพัทธดนย์ซื้อตัวเธอมาเพื่ออะไร แต่จวบจนวันนี้...แค่ที่รัญชยาขอว่าอยากรู้จักจอมเวทไอทีคนนั้นให้มากขึ้น เธอยังทำไม่ได้เลย

แค่เรื่องทั่วไปของเขาก็ยังไม่รู้ แล้วความลับของเขาจะรู้ได้ยังไง 

ไม่ได้การ...ปล่อยให้เป็นไปแบบนี้ต่อไปก็คงไม่ได้การแน่ เธอต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้การยอมลาออกจาก Wish ของตัวเองไม่สูญเปล่า และสิ่งแรกที่คิดว่าต้องทำคือการหาโอกาสเข้าไปค้นห้องทำงานของพัทธดนย์อย่างจริงจังสักครั้ง หลังจากหมายตาไว้ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเหยียบที่นี่ แต่จะทำให้แนบเนียนได้อย่างไรกันนะ

“น้องขนมมีอะไรจะถามพี่หรือเปล่าคะ” เอื้องลดาถามหลังจากเห็นคนอ่อนวัยกว่าผุดลุกผุดนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของตัวเองจนผิดสังเกต

“คือ...พี่เอื้องพอทราบไหมคะว่าวันนี้คุณดนย์เข้าออฟฟิศไหม พอดีหนม...มีธุระสำคัญจะคุยกับเขาน่ะค่ะ” เธอโกหกคำโต

“จริงๆ โทรถามเลขาคุณดนย์ก็ได้นะ เผื่อวันนี้คุณดนย์ไม่ว่างจะได้นัดวันอื่นล่วงหน้าไว้เลย”

“งั้นหนมโทรหาพี่ปลานะคะ” ทันทีที่เอื้องลดาพยักหน้า ขวัญจิราต่อสายถึงปาลิตา ทว่าคนที่เธอคุยสายด้วยกลับไม่ใช่เลขาของพัทธดนย์ แต่เป็นพนักงานคนหนึ่งในฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดึงสายมาพร้อมให้ข้อมูลว่าปาลิตาไม่อยู่ที่โต๊ะ ส่วนพัทธดนย์ก็ยังไม่เห็นเลยตั้งแต่เช้า

หึ หึ...นี่มันโอกาสทองชัดๆ

ขวัญจิราไม่มีทางปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือไปแน่นอน แม้จะต้องโกหกผู้ช่วยคนเก่งของเธออีกหนก็ตาม “คุณดนย์ว่างตอนนี้พอดีเลยค่ะพี่เอื้อง งั้นหนมขอตัวไปคุยกับเขาแป๊บนึงนะคะ”

หญิงสาวยังไม่ทันรอคำตอบก็คว้าโทรศัพท์มือถือแล้วรีบออกมา ปล่อยให้เอื้องลดางงงันกับทางท่าทีลุกลี้ลุกลนของคนที่อ้างว่าจะไปคุยธุระ

เธอกดลิฟท์ขึ้นไปยังชั้นสิบเก้า เดินผ่านพื้นที่ของฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปยังห้องทำงานของเจ้าของบริษัท โดยที่พนักงานคนอื่นไม่มีใครสนใจเธอ และทันทีที่วางมือลงบนลูกบิดประตูห้องทำงานแล้วพบว่ามันไม่ได้ล็อก ความลุ้นระทึกก็เข้ามาทักทายขวัญจิราทันทีเช่นกัน เธอย่องเข้าไปในห้องอย่างระมัดระวัง แต่...

“อุ๊ย!” หญิงสาวอุทานอย่างตกใจที่พลาดทำเสียงดังในขณะปิดประตู แต่โชคยังเข้าข้างเพราะภายในห้องนั้นเงียบสนิทเหมือนไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่เลย

‘เริ่มค้นตรงไหนก่อนดีนะ’

ผู้บุกรุกที่พยายามทำตัวเป็นสายลับสำรวจห้องทำงานของพัทธดนย์โดยไม่จำเป็นต้องเปิดไฟ เนื่องจากแสงธรรมชาติที่ส่องผ่านกระจกหลังโต๊ะทำงานไม่ได้ถูกผ้าม่านปิดกั้น และมันก็สว่างเพียงพอที่จะเห็นอะไรต่อมิอะไร สายตาสายลับสาวยังคงมองทั่วๆ จนไปสะดุดเข้ากับประตูกระจกฝ้าทางทิศตะวันออกของห้องทำงานที่เธอสงสัยเหลือเกินว่ามีไว้เพื่ออะไร

ขวัญจิราเลื่อนประตูบานนั้นออกจนสุด ก็พบห้องประชุมขนาดเล็กที่จุคนได้ประมาณหกถึงแปดคน ซึ่งไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆ ไม่มีที่เก็บของ ไม่มีอะไรเลย นอกจากโต๊ะประชุมและโทรศัพท์ตั้งโต๊ะอีกหนึ่งเครื่องตรงมุมห้องเท่านั้น แม้เธอจะเดินวนเวียนอยู่รอบโต๊ะประชุม จนกระทั่งไปเปิดประตูกระจกอีกบาน แต่มันก็ไม่มีอะไร นอกจากแค่ทะลุออกไปยังทางเดินหน้าห้องทำงานของพัทธดนย์เท่านั้น

หญิงสาวเดินย้อนกลับเข้ามายังห้องทำงานเจ้าของบริษัทอย่างหัวเสียนิดหน่อย ก็อุตส่าห์ตั้งข้อสงสัย แต่พอค้นเข้าจริงๆ กลับไม่มีอะไรให้สืบต่อได้เลย ถึงกระนั้นเธอก็ยังบรรจงปิดประตูกระจกให้สนิทเหมือนเดิม ด้วยยึดมั่นในกฎของสายลับที่ต้องรักษาสภาพเดิมของทุกสิ่งที่แตะต้องเพื่อไม่ให้เป้าหมายรู้ตัว

เธอมุ่งหน้ามายังจุดต้องสงสัยจุดต่อไปนั่นคือโต๊ะทำงานของพัทธดนย์ เอกสารมากมายที่วางอยู่บนโต๊ะมีลายเซ็นของเขาอยู่หลายใบ แต่มันก็เป็นเพียงเอกสารเบิกจ่ายทั่วไปเท่านั้น

เดี๋ยวนะ...คราวก่อนเขาเอาโทรศัพท์มือถือ Wish ของเธอเก็บไว้ในลิ้นชัก ป่านนี้มันจะยังอยู่หรือเปล่า

มือกับความคิดคงเร็วพอกัน เมื่อหญิงสาวเปิดลิ้นชัก...มันไม่ได้ล็อกกุญแจ แต่ก็ไม่พบของที่ต้องการ

‘เขาคงเขวี้ยงโทรศัพท์เธอทิ้งไปแล้วจริงๆ สินะ’

ขวัญจิราเงยหน้าขึ้นมา พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นคอมพิวเตอร์พกพาที่วางอยู่อีกมุมหนึ่งของโต๊ะทำงาน แล้วตระหนักขึ้นว่าในนั้นน่าจะมีอะไรที่พอเป็นเบาะแสให้กับเธอได้บ้าง ถึงจะถูกรัฐเขตสั่งห้ามไม่ให้ถ่ายรูปหรือถ่ายโอนข้อมูลต่างๆ ผ่านอุปกรณ์สื่อสาร แต่มือบางก็ยังยื่นออกไปหมายจะเปิดคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น เธอขอแค่ได้เห็นข้อมูลอะไรบ้างสักหน่อย แล้วสมองน้อยๆ ก็น่าจะมีพื้นที่ว่างพอจะจดจำมันได้

ทว่าจู่ๆ กลับมีเสียงบางอย่างดังมาจากในห้องน้ำ ถึงจะไม่ดังมากแต่ก็ได้ยินชัดท่ามกลางห้องที่เงียบสงัดแบบนี้

แย่ละ...ในห้องนี้คงไม่ได้มีแต่เธออยู่เพียงลำพังเสียแล้ว

ขวัญจิรารีบหาที่ซ่อนก่อนคนที่ทำเสียงดังจะปรากฏตัว จนท้ายที่สุดเธอก็ตัดสินใจหลบอยู่หลังผ้าม่านผืนหนักหลังโต๊ะทำงานนั่นเอง

พัทธดนย์เดินออกมาจากห้องน้ำและตรงมายังโต๊ะของตัวเองตามปกติ เขาสังเกตเห็นผ้าม่านด้านหลังแกว่งไปมานิดหน่อย แต่ไม่ได้แปลกใจอะไรเพราะรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่ามีผู้บุกรุก ก็ตอนนั้นเขาได้ยินเสียงปิดประตูห้องทำงานพร้อมกับเสียงอุทานที่ไม่ได้เบาสักเท่าไหร่นัก จึงลอบมองความเคลื่อนไหวผ่านการแง้มประตูห้องน้ำเล็กน้อย จนเห็นขวัญจิราเดินไปตรงโน้นตรงนี้ ทำให้เข้าใจว่าเธอคงเริ่มค้นหาความลับของเขาแล้ว

ชายหนุ่มไม่คิดแสดงตัวในทันที เพราะมั่นใจว่าภายในห้องทำงานของตนไม่ได้มีความลับใดๆ ที่อีกฝ่ายต้องการ ทุกอย่างที่ถูกจัดวางอยู่ในนี้เป็นแค่รายงานทั่วไป หรือไม่ก็เป็นเอกสารเกี่ยวกับสินค้าที่วางตลาดไปแล้ว ซึ่งไม่ได้เป็นความลับอีกต่อไป

เขาจัดการกับห้องทำงานของตัวเองคล้ายกับที่ขวัญจิราจัดการกับโทรศัพท์มือถือ Wish ของเธอนั่นแหละ แม้จะรู้ว่าไม่มีข้อมูลที่อีกฝ่ายต้องการแต่ก็เหลือเบาะแสพอให้คาใจ โทรศัพท์เครื่องนั้นมีแต่ข้อความจากรัฐเขตที่ไม่ใช่คำสั่งหรือบงการ เป็นเพียงคำแสดงความห่วงใยเท่านั้น ห้องทำงานของเขาก็เหมือนกัน เขาตั้งใจทำเสียงดังและแสดงตัวเพื่อให้ผู้บุกรุกคาใจที่ยังไม่ได้ค้นคอมพิวเตอร์ทั้งที่ไม่มีความลับอะไรทั้งนั้น

พัทธดนย์นั่งลงบนเก้าอี้ประจำตำแหน่งแล้วเอนตัวไปข้างหลังอย่างอารมณ์ดี ซึ่งแตกต่างจากขวัญจิราที่อยู่ห่างเขาเพียงผ้าม่านกั้น และเธอกำลังก่นด่าคนดึงสายโทรศัพท์อยู่ในใจ ไหนบอกว่ายังไม่เห็นพัทธดนย์เลยตั้งแต่เช้าไง แล้วไอ้ที่นั่งอยู่นี่มันวิญญาณหรือไง

‘จะทำยังไงดีนะ’ คำถามเดียวกันดังขึ้นในความคิดของคนทั้งคู่ แต่ความรู้สึกกลับต่างกันลิบลับ

สมองของหญิงสาวกำลังคิดหาวิธีออกไปข้างนอกโดยไม่ให้เจ้าของห้องรู้ตัว แต่คงยาก เพราะแค่จะขยับตัวก็ยังทำได้ไม่ถนัด ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังหาทางไล่ต้อนผู้บุกรุกที่ซ่อนตัวอยู่โดยไม่ให้แตกหัก แต่อยากให้ละมุมละม่อมไม่ต่างจากแมวที่ไล่ตะปบหางหนูอย่างขี้เล่น

ไม่สิ...คนอย่างเขาไม่ใช่แมว แต่เป็นจิ้งจอกต่างหาก

สถานการณ์ที่เป็นต่อมากกว่าทำให้จอมเวทเจ้าเล่ห์เปิดฉากรุกได้ก่อน เขาคว้าโทรศัพท์มือถือกดโทรออกไปยังเบอร์ ‘ขนมบ้าบิ่น’ ที่เคยบันทึกไว้ ซึ่งนั่นทำให้ขวัญจิราแทบช็อคเมื่อเครื่องมือสื่อสารที่ติดตัวอยู่สั่นเป็นจังหวะ เธอรีบตัดสายทิ้งทั้งที่ยังไม่ได้ดูเลยว่าใครโทรเข้ามา

‘บ้าชะมัด ใครนะบังอาจโทรมาเวลานี้’ เธอโวยวายลั่นในใจตัวเอง แล้วก็ยิ่งตกใจหนักเมื่อเห็นว่าคนที่โทรมาคือเจ้าของห้องทำงานนี้เอง ‘อีตาบ้า จะโทรมาทำไม’

พัทธดนย์วางสาย เมื่อเห็นผ้าม่านด้านหลังขยับยุกยิกก็ยิ้มร้าย ป่านนี้หนูตัวน้อยของเขาคงกระวนกระวายกับการถูกเขาไล่ตะปบในรอบแรก แต่ขอดูต่อไปอีกหน่อยว่าเธอจะดิ้นหนีไปทางไหน และในที่สุด...

Ka-nom : ไม่สะดวกรับสายค่ะ คุยงานกับพี่เอื้องอยู่

ชายหนุ่มพยายามกลั้นเสียงหัวเราะของตนไม่ให้หลุดลอดออกไป เขาไม่อยากเชื่อว่าขวัญจิราจะโกหกดื้อๆ ด้วยการส่งข้อความมา ทั้งที่หากเธอไม่โต้ตอบใดๆ เลยจะมีพิรุธน้อยกว่าแท้ๆ แต่ถ้ามาแบบนี้เขาคงต้องเล่นตามเกมให้เธอตายใจสักหน่อย

Don : คุณอยู่ห้องทำงาน?

Ka-nom : ใช่

Don : ผมมีเรื่องอยากคุยด้วย จะมาพบผมที่ห้อง หรือให้ผมลงไปที่ฝ่าย

ขวัญจิราหยุดโต้ตอบข้อความกับเขาครู่หนึ่ง เพราะยังคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรดี ถ้าบอกให้เขาลงไปที่ฝ่ายจะทำให้เธอมีโอกาสออกจากที่นี่ก็จริง แต่ถ้าเขาพบเอื้องลดาก็ต้องรู้แน่ว่าเธอขึ้นมาบนนี้ หรือถ้าบอกว่าจะเป็นฝ่ายขึ้นมาพบเขาเองก็คงไม่ได้เช่นกัน เพราะเขาต้องปักหลักรอแน่

พัทธดนย์เคาะโต๊ะเป็นจังหวะระหว่างรอคำตอบจากหญิงสาวที่ซ่อนอยู่ข้างหลัง อยากรู้จริงๆ ว่าคราวนี้เธอจะเอาตัวรอดยังไง

Ka-nom : อีกนานค่ะ คุณไปทำธุระอย่างอื่นก่อนเถอะ

Don : แต่ผมใจร้อนนี่

จอมเวทเจ้าเล่ห์สร้างความกดดันผ่านข้อความที่ส่งให้ผู้บุกรุกกึ่งเหยื่อของเขาเป็นครั้งสุดท้าย ตั้งใจจบกระบวนการไล่ตะปบหนูอย่างจริงจังเสียที เขาลุกขึ้นแล้วหมุนตัวเข้าหาผ้าม่านผืนหนักและตัดสินใจเปิดมันออก

“ขอคุยมันตอนนี้เลยก็แล้วกัน”

****************************************

ตายแล้ว!! ขนม...โดนเค้าจับได้แล้วววว จะหนีไปไหนดี

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น