กว่าจะมาเป็นราชาปีศาจ ต้องเหนือยิ่งกว่าฟ้าเเละต้องท้าลิขิต

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 7,701 Views

  • 94 Comments

  • 405 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,259

    Overall
    7,701

ตอนที่ 2 : บทที่1 แกล้งเป็นคนความจำเสื่อม (รีไรท์ครั้งที่1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1279
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 121 ครั้ง
    23 ธ.ค. 61

บทที่1 แกล้งเป็นคนความจำเสื่อม

              


       “ไป๋จิ้นกว่าง เจ้าจำไม่ได้หรือว่าข้าเป็นใคร ? ” ฉางชิงเค่อเอ่ยขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ แววตาฉายถึงความวิตกกังวลมิใช่น้อย

                “ท่านอาจารย์ ข้าหานเฟิงของท่านไงขอรับ” หานเฟิงกล่าวอย่างร้อนรน อาจารย์ที่เขาเคารพรักนับถือดันบอกไม่รู้จักเขา มันทำให้เขาแทบจะใจสลาย

                “ไป๋จิ้นกว่าง? คือชื่อของข้าอย่างงั้นเหรอ แล้วคนอย่างข้าเป็นอาจารย์ของเจ้างั้นเหรอ หานเฟิง?” ไป๋จิ้นกว่างแสร้งเอามือลูบคางอย่างครุ่นคิด เขาแสดงท่าทางบริสุทธิ์ไร้เดียงสาออกมาโดยไม่รู้ตัว        

                “ท่านหมอเซียนถังนี่มันเรื่องอะไรกัน เหตุใดศิษย์น้องของข้าถึงได้สูญเสียความทรงจำ พิษร้อยบุปผาหมื่นจั้งมีผลเช่นนี้ด้วยหรือ ไม่ใช่ว่าการรักษาของท่านผิดพลาด ? ” ฉางชิงเค่อชักสีหน้าจากที่มีความอ่อนโยนบนใบหน้าตอนนี้แววตาเต็มไปด้วยความฉุนเฉียวจนน่ากลัว

                หมอเซียนถังถึงหน้าซีดเผือก “ท่านเจ้าสำนักฉางชิงเค่อโปรดใจเย็นก่อน เรื่องนี้ข้าพออธิบายได้ พิษของร้อยบุปผาหมื่นจั้ง เป็นพิษที่ลึกลับซับซ้อน แม้ข้อมูลเกี่ยวกับพิษจะนี้จะน้อยนักจนแทบไม่ปรากฏในตำราใด แต่ก็อาจจะเป็นไปได้ที่จะส่งผลถึงการทำให้เหยื่อสูญเสียความทรงจำด้วย

                “ท่านหมอเซียนถังท่านต้องหาวิธีช่วยอาจารย์ของข้าให้ได้ หากท่านต้องการให้ข้าไปหาพืชชนิดขอให้จงเอ่ยปาก ข้าจะรีบไปทันที” หานเฟิงออกตัวทันที

                ไป๋จิ้นกว่างผู้ทำหน้าไม่ทุกข์ร้อนทั้งๆที่เขานั่นแหละที่เป็นเหตุของความวุ่นวายนี้ แต่ในใจนั้นกลับกังวลกับเรื่องอนาคตจากนี้มากกว่า การที่เขามาสิงร่างไป๋จิ้นกว่างคนเก่าอาจจะเป็นลิขิตของสวรรค์ก็อาจเป็นได้ แม้เขาอยากจะคืนร่างให้เจ้าของเดิม แต่เขาเองก็ไม่รู้ว่าเจ้าของเดิมไปไหนเสียแล้ว บางทีอาจจะตายไปเพราะพิษร้อยบุปผาหมื่นจั้งไปก่อนหน้านั้นแล้ว แล้วเกิดมิติบิดเบี้ยวหรือเหตุการณ์อะไรสักอย่างที่เหนือธรรมชาติ วิญญาณของเขาถึงได้กระเด็นมาเข้าร่างนี้เข้า หรืออาจเป็นเพราะสวรรค์ต้องการให้เขาทำภารกิจอะไรสักอย่าง

                แต่ความบังเอิญก็มีอยู่บนโลกนี้เหมือนกัน อาจจะไม่ใช่ความประสงค์ของสวรรค์ก็ได้ จะมามัวคิดให้มากความทำไม อย่างไรเสียอีกไม่นานเขาก็คงจะได้ตายจริงๆอยู่แล้ว จากที่ฟังหมอเซียนถังพูดถึงพิษร้อยบุปผาหมื่นจั้งที่อยู่ภายในกายเขาตอนนี้ อีกไม่นานเขาก็คงตาย การมาอยู่ในร่างนี้ก็คงแค่ต่อชีวิตให้เขาอีกนิดหนึ่ง อย่างไรมาคิดๆดูอีกที ตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่โลกเดิม เขาก็สิ้นหวังกับการใช้ชีวิตที่ไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จ อายุก็ปาเข้าไป36ปีแล้ว  เพื่อนร่วมงานก็น่าเบื่อจนเขาต้องลาออกมา ปกติชีวิตเขามันก็ไร้ค่าอยู่แล้วด้วย จะมาตายด้วยพิษที่โลกนี้อีกครั้งก็คงไม่ต่างกันเสียเท่าไหร่

                หลังจากหมอเซียนถังกลับไปเพื่อไปศึกษาวิธีรักษาไป๋จิ้นกว่าง บรรยากาศก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง  ไป๋จิ้นกว่างแต่เดิมก็ไม่ใช่คนช่างพูดอยู่แล้ว การจะให้พูดกับเหล่าคนแปลกหน้าไม่คุ้นเคยก็ยิ่งไปกันใหญ่

                “หานเฟิงข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงอาจารย์ของเจ้า แต่ตอนนี้ข้าอยากจะอยู่กับศิษย์น้องของข้าตามลำพัง” ฉางชิงเค่อเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา

                หานเฟิงมีท่าทางลังเลเล็กน้อยแต่แล้วก็ก้มคำนับไป๋จิ้นกว่างกับฉางชิงเค่อ “งั้นข้าน้อยขอตัว” จากนั้นหานเฟิงก็เดินออกไปก่อนจะค่อยๆปิดประตูห้องให้อย่างรู้ความ

                เมื่อได้อยู่กันตามลำพัง ฉางชิงเค่อก็นั่งลงตรงข้ามไป๋จิ้นกว่าง พร้อมกับรินชาอู่หลงให้ตนเองกับไป๋จิ้นกว่าง ฉางชิงเค่อจรดปลายนิ้วยกถ้วยชาขึ้นมาจิบก่อนจะเผยรอยยิ้มอ่อนโยน

                “ไป๋จิ้นกว่างแม้ว่าตอนนี้เจ้าจะจำข้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ข้าจะไม่พยายามให้เจ้าฝืนนึกอะไรให้กระทบกระเทือนกับสุขภาพของเจ้า ข้าในฐานะศิษย์พี่ของเจ้า จะพยายามหาวิธีทำให้เจ้ากลับมาเป็นเหมือน ทั้งเรื่องของตัวเจ้าเอง ศิษย์ของเจ้าทุกคน รวมถึงเรื่องของข้าด้วย”

                ไป๋จิ้นกว่างไม่รู้จะพูดอะไร เพราะเขาไม่ใช่ไป๋จิ้นกว่างที่คนตรงหน้ารู้จัก เขาคือไป๋จิ้นกว่างอีกคนที่เขามาสิงต่างหาก แต่ก็ไม่อาจจะพูดออกไปได้ ถึงพูดออกไปก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะเชื่อหรือไม่ เผลอๆเขาอาจถูกตีหน้าว่าเป็นคนวิปลาส พอเห็นแววตาของฉางชิงเค่อดูเป็นห่วงเป็นใยไป๋จิ้นกว่างนักหนา เขาก็เกิดความรู้สึกผิดทั้งๆที่เขาเองก็หาได้ทำอะไรผิด หากจะมีคนผิดคงต้องไปโทษลิขิตสวรรค์

                “ไป๋จิ้นกว่างเจ้าจะไม่พูดอะไรกับศิษย์พี่ของเจ้าเสียหน่อยรึ?” เพราะไป๋จิ้นกว่างเอาแต่นิ่งเงียบมาตลอด มันจึงทำให้ฉางชิงเค่อรู้สึกร้อนรนแทบทนไม่ได้ที่ต้องมาเห็นศิษย์น้องรักต้องมาอยู่ในสภาพเช่นนี้ ในสภาพคนที่เหมือนไม่เคยรู้จักกัน

                “ข้าไม่รู้จักท่าน ข้าจึงไม่รู้จะพูดอะไร ข้าไม่เข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้เสียเท่าไรนัก ขออภัยด้วยจริงๆ ท่านเจ้าสำนักฉางชิงเค่อ”

                เพราะการเรียกนามที่ดูห่างเหินจนเห็นได้ชัด ทำให้สีหน้าของฉางชิงเค่อแปลกไปเล็กน้อย แววตาคมแต่ทว่าอ่อนโยนของอีกฝ่ายหมองหม่นเล็กน้อย

                “เรียกข้าว่าศิษย์พี่เหมือนแต่ก่อนเถอะ...

                ไป๋จิ้นกว่างขมวดคิ้วรู้สึกว่าคนๆนี้ค่อนข้างที่จะประหลาด แค่สรรพนามก็ต้องเรื่องมากขนาดนี้เชียวเหรอ แต่เพราะไป๋จิ้นกว่างเป็นคนง่ายๆ อย่างไรเสียเจ้าของร่างเดิมก็คงเรียกอีกฝ่ายแบบนั้นมาก่อน มันก็ช่วยไม่ได้

                “อืมศิษย์พี่” พอเอ่ยเรียกตามที่บอกไป ฉางชิงเค่อก็ยิ้มอย่างพึ่งพอใจขึ้นมาทันที ทำไมรู้สึกขนลุกแปลกๆ หากเขาเกิดเป็นหญิงสาวคงจะใจเต้นกับรอยยิ้มของท่านเจ้าสำนักฉางชิงเค่อ แต่เพราะเขาเกิดมาเป็นผู้ชายนั่นแหละเลยรู้สึกเสียวสันหลังมากกว่า

                จะว่าไปไป๋จิ้นกว่างยังไม่ได้สำรวจรูปโฉมของร่างที่ตนเองมาสิงสู่เลย เขามองเห็นแค่เส้นผมที่ดำขลับดุจปีกอีกาที่ปล่อยยาวลงมากับผิวพรรณที่ขาวเนียนนุ่ม กับนิ้วมือมือที่เรียวสวย เฮ้ย ไม่ใช่ว่าเขามาสิงร่างหญิงสาวหรอกนะ ไม่เป็นไปไม่ได้ เขายังรู้สึกถึงไอ้นั่นตรงนั้นอยู่เลย แถมหน้าอกก็ไม่มีด้วย ทันใดนั้นเขาก็เห็นเงาสะท้อนของตนเองในถ้วยน้ำชา

                ไม่เลวเลย ปรมาจารย์ไป๋จิ้นกว่างเป็นบุรุษรูปงามคนหนึ่งโดยแท้ เป็นคนหนุ่มที่ใบหน้าไม่จัดว่าสวยเกินบุรุษ แต่จะข้ามเส้นออกไปเล็กน้อย แต่ยังจัดอยู่ในประเภทหล่อเหลาสมชายชาตรีอยู่บ้าง ริมฝีปากบาง คิ้วบางดกดำ ร่างกายไม่ได้บอบบางเกินไปและก็ไม่ได้ใหญ่โตเกินไป หากคนผู้นี้ได้ขยับเคลื่อนไหวในกิจกรรมที่ดูมีความน่าเชื่อคงจะดูสง่างามไม่น้อย เช่นเขียนพู่กัน นั่งท่องตำราหรือกระทั่งฝึกวิชาอาคม หรือเป่าขลุ่ย ดีดฉินอะไรทำนองนั้น ดูคูลสุดๆเลย

                แม้จะมีใบหน้าแบบคนหนุ่มที่อายุประมาณยี่สิบห้ายี่สิบหกปี แต่การเป็นถึงปรมาจารย์อายุไม่น่าจะน้อยขนาดนี้ เคยได้ยินว่าเหล่าเซียนจะอายุยืนยาวกว่ามนุษย์ธรรมดาสองเท่าหรือสามเท่า ตามแต่การฝึกบำเบ็ญเพียร ดังนั้นการที่มีใบหน้าเหมือนคนหนุ่มของปรมาจารย์ไป๋จิ้นกว่างนั้นก็ไม่แปลก ดูจากประมุขฉางชิงเค่อที่นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ตรงหน้าเขาเป็นตัวอย่าง คนๆนี้หน้าตาดูกำลังอยู่ในช่วงวัยสามสิบกว่าๆ แต่อายุจริงนั้นต้องมากว่านั้นอย่างแน่นอน แต่เท่าไหร่ก็ไม่อาจที่จะทราบได้ จะให้ถามก็จะยังไงอยู่ เอาเป็นว่าช่างมันดีกว่า

                หลังจากแสร้งทำเป็นดื่มชาในถ้วยจนหมด ไป๋จิ้นกว่างก็วางถ้วยชาลง ถึงความจริงจะแอบสำรวจใบหน้าตนเองจากเงาสะท้อนในน้ำชาก็ตาม

                “เป็นชาที่อบอุ่นดีจริงๆ” ไป๋จิ้งกว่างเอ่ยออกมา ทำให้ฉางชิงเค่อยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เข้าไปอีกทำเหมือนกับว่าถูกชมจนเขินแทนชาอย่างไรอย่างนั้น ว่าเข้าไปนั่น  เฮ้อจะว่าไปทำไมคนๆนี้ช่างมีบรรยากาศของพี่ชายที่แสนดีแผ่ซ่านออกมาก็ไม่อาจรู้ได้

                “นั่นอาจเป็นเพราะอุณหภูมิความร้อนที่กำลังพอเหมาะ ข้าดีใจที่เจ้าชอบนะศิษย์น้อง เอาล่ะ เดี๋ยวข้าต้องรีบไปทำงานต่อแล้ว พักผ่อนให้มากๆ แล้วก็อย่าฝืนใช้วรยุทธิ์ หรือพยายามเดินลมปราณเด็ดขาด ถ้าจะออกไปเดินเล่นเจ้าควรมีคนคอยประกบแล้วก็อย่าลืมสวมเสื้อผ้าหนาๆ ด้วยร่างกายอ่อนแอเช่นนี้ เจ้าจะยิ่งป่วยง่ายนะ”

                “ข้ารู้แล้ว ท่านไปทำงานเถอะศิษย์พี่”

                พอประมุขฉางชิงเค่อออกไปแล้ว ไป๋จิ้นกว่างก็ถอนหายใจเบาๆ บอกตามตรงว่าเขารู้สึกเกร็งมากที่ต้องอยู่กับคนระดับสูงๆอย่างเจ้าสำนักฉางชิงเค่อ แม้ว่าอีกฝ่ายจะดูเป็นคนสบายๆแต่เขาก็รู้สึกเกร็งอยู่ดี กลัวจะหลุดไปทำอะไรตลกๆใส่เข้า อาจจะทำให้ภาพลักษณ์ปรมาจารย์ไป๋จิ้นกว่างเสื่อมเสีย ดังนั้นเขาก็พยายามทำตัวรักษาหน้าของเจ้าของร่างเดิมเอาไว้เสียหน่อยจะเป็นไร ถึงจะไม่เคยมีบุญคุณต่อกัน แต่การที่เขาเข้ามาสิงร่างนี้ก็เหมือนมีความผิดอยู่หน่อยก็ต้องทดแทนอะไรบ้างอย่างเช่นไม่ให้เจ้าของร่างเดิมเสียภาพลักษณ์ที่ดูงามสง่าไป  ถึงจะคิดอย่างนั้นแต่เดิมก็หารู้ไม่ว่าเจ้าของร่างเดิมนั้นปกติมักวางตัวเช่นไร หากให้เดาแล้ว ต้องเป็นต้นแบบปรมาจารย์ที่เพียบพร้อมไปด้วยรูปโฉมกิริยาท่าทาง และความสามารถเป็นแน่แท้

                ไป๋จิ้นกว่างเอ๊ยไป๋จิ้นกว่าง ไม่รู้ทำบุญด้วยอะไรแทนที่คนแบบเขาอาจจะได้ไปสิงร่างสุนัขข้างทางหรือขอทาน ดันมาสิงคุณชายหน้าตาดีรูปโฉมงามสง่าคนนี้เข้าเสียแล้ว เห็นทีภาพลักษณ์ตัวตนที่สมบูรณ์ของปรมาจารย์ไป๋จิ้นกว่างต้องมามีจุดด่างพร้อยเพราะคนไม่ได้เรื่องอย่างเขา คิดแล้วก็กลัดกลุ้มยิ่งนัก

                “ท่านอาจารย์ ข้าน้อยหานเฟิงเองขอรับ” เสียงดังมาจากข้างนอกประตู ทำให้ไป๋จิ้นกว่างหยุดที่จะคิดอะไรที่ฟุ้งซ่าน ก่อนจะเริ่มแสร้งทำเป็นจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่แล้วนั่งตัวตนเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของปรมาจารย์ไป๋จิ้นกว่าง เขาทำเป็นกระแอมสองที ก่อนจะเอ่ยถามออกไป

                “มีอะไร”

                “ตั้งแต่ที่ท่านอาจารย์หลับไปสามวันก็ยังไม่ได้ทานอะไร นี่ยามเที่ยงแล้ว หานเฟิงเกรงว่าอาจารย์จะหิวก็เลยนำข้าวมาให้” หานเฟิงที่ยืนอยู่ข้างนอกตอบเสียงราบเรียบ

                จริงด้วยสิ ว่าแล้วทำไมเขารู้สึกมึนๆ ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง เพราะหิวนี่เอง “งั้นเข้ามา”

                พอเอ่ยปากอนุญาติหานเฟิงก็ยกถาดอาหารเข้ามาทันที เดินเอามาตั้งวางตรงหน้าเขา

                “มีข้าวสุก ไก่ตุ่นรากบัวหิมะ ซุปรากบัวหิมะใส่สมุนไพรเจ็ดชนิดแล้วใส่หญ้าหยาดฟ้า แล้วก็น้ำดื่มที่สกัดจากรากบัวหิมะผสมน้ำค้างราตรีเจ็ดคืน” ทันทีที่อีกฝ่ายอธิบายไป๋จิ้นกว่างก็แทบจะสำลัก รากบัวหิมะแทบจะทุกเมนู เขาเงยหน้าขึ้นมามองหานเฟิงที่ตอนนี้กำลังยิ้มน้อยๆราวกับภูมิอกภูมิใจในเมนูอาหารที่ตัวเองเป็นคนทำเสียเหลือเกิน

                “มีอะไรหรือขอรับท่านอาจารย์ หรือว่าจะไม่โปรดปรานของเหล่านี้” เมื่อเห็นสีหน้าของหานเฟิงก็เหมือนไป๋จิ้นกว่างจะรับรู้ได้ทันที สีหน้าชายหนุ่มที่มีมาดแบบพระเอกฝ่ายคุณธรรมในหนังกำลังภายในก็หม่นหมองลงทันที เห็นแล้วก็รู้สึกสงสารยิ่งนัก

                ไป๋จิ้นกว่างเองก็ไม่กล้าที่จะบอกว่าไม่ชอบ อย่างไรก็ทำมาแล้วจะปฎิเสธก็คงไม่ดีแน่

                “หากท่านไม่ชอบข้าจะไปทำมาให้ใหม่” ตอนที่หานเฟิงกำลังยกถอดออกไป ไป๋จิ้นกว่างก็รีบห้ามเอาไว้

“ไม่เป็นไร ข้ากินได้” เขาหยิบตะเกียบขึ้นมาแล้วเริ่มกินทันที โดยไม่พยายามแยกแยะรสชาติอะไรทั้งนั้น เพราะรู้สึกหิวมากจนความเร็วในการกินเพิ่มขึ้นกว่าปกติ

หานเฟิงนั่งมองไป่จิ้นกว่างกินอย่างเงียบๆโดยที่ไป๋จิ้นกว่างไม่ทันได้สังเกต พอข้าวในถ้วยหมด แม้กับอย่างอื่นยังเหลืออยู่เยอะ ไป๋จิ้นกว่างก็ไม่ได้ขอเติมอีก เขาวางตะเกียบลง พลางกล่าว “อร่อยมาก”

“ขอบคุณมากขอรับ” หานเฟิงระบายยิ้มสีหน้าบ่งบอกถึงความดีใจที่ไป๋จิ้นกว่างบอกว่าอร่อยอยู่ไม่น้อย เขาเข้ามาเก็บถ้วยชามเปล่าลงถาดตามเดิม แล้วไม่ลืมถาม

“ท่านอาจารย์พักผ่อนให้มากๆนะขอรับ รอแผลท่านหายดี ข้าจะทำแต่ของโปรดให้ท่านกินทุกวันเลย”

ไป๋จิ้นกว่างนั่งเท้าคางกับโต๊ะยกเข่าชันขึ้นมาข้างหนึ่ง โดยลืมตัวรักษาภาพลักษณ์ความเป็นอาจารย์เมื่อครู่เสียสิ้น มองพิจารณ์หานเฟิงที่เป็นศิษย์เอกของปรมาจารย์ไป๋จิ้นกว่างคนเดิมอีกครั้ง เจ้าหนุ่มนี่ช่างเป็นคนที่ชอบประจบเอาใจเสียจริงเชียว ไป๋จิ้นกว่างคนก่อนช่างโชคดียิ่ง ที่มีลูกศิษย์ดีเช่นนี้

บางครั้งไป๋จิ้นกว่างรู้สึกว่าหานเฟิงทำตัวเหมือนภรรยา ที่คอยดูแลเอาใจใส่สามีอย่างไรอย่างนั้น ใบหน้าที่ดูหล่อเหลาที่ติดจะราบเรียบธรรมดาพอดูดีๆแล้วเวลายิ้มก็น่ารักไม่เลวอย่างกับหมาพันธ์โกลเด้น รีทีฟเวอร์

เพราะท่านั่งที่ไม่ค่อยเหมือนอาจารย์คนเดิมของไป๋จิ้นกว่าง หานเฟิงที่มักจะสังเกตทุกอย่างของผู้เป็นอาจารย์ ก็อดที่จะจ้องท่าทางการนั่งที่ปล่อยเนื้อปล่อยตัวของผู้เป็นอาจารย์ของตนไม่ได้ เพราะรู้สึกไม่คุ้นเคยกับท่าทางของอาจารย์เช่นนี้ จึงเผลอจดจ้องกิริยานั้นอย่างไม่วางตา สาปเสื้อชุดนอนสวมใส่บางเบาของไป๋จิ้นกว่างหลุดคว้านลึกทำให้เห็นอกขาวเนียนแล้วยิ่งผู้มองอยู่ในมุมสูงกว่าก็ย่อมเห็นอะไรที่ลึกลงไปกว่านั้น ถึงจะมีผ้าพันแผลพันรอบไว้ แต่ผ้าพันแผลก็ไม่ได้พันปิดจุดนั้น หัวนมสีชมพู

“อึก..” หานเฟิงแอบกลืนน้ำลายเมื่อรู้สึกว่าลำคอตนเองแห้งผากหน่อยๆ สายตาของเขาเริ่มมองไปที่จุดอื่น ขาอ่อนเปลือยเปล่าของไป๋จิ้นกว่างที่โผล่พ้นขึ้นมาจากร่มผ้าจากท่านั่งชันเข่าขึ้นมาข้างหนึ่งความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้นในภายในอก รู้สึกระอายเสียจนต้องรีบหันหน้ามองไปทางอื่น

ศิษย์ไม่ควรเลยจริงๆ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 121 ครั้ง

4 ความคิดเห็น

  1. #16 Molu- (@narutotingtong) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 / 09:54
    อาจ๊ารรรรย์ ระวังโดนงาบบ
    #16
    0
  2. #14 kinata2 (@Kinata) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 09:05

    อ่อยอย่างมีคุณภาพ...หุหุหุ
    #14
    0
  3. #8 AN_DSBP (@an_dsbp) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2561 / 07:04
    จารย์! จารย์จะอ่อยศิษย์เนียนๆแบบนี้มิได้!!!
    #8
    0
  4. #4 Konrafah (@Konrafah) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2561 / 16:24
    รอติดตามมากค่ะ
    #4
    0