กว่าจะมาเป็นราชาปีศาจ ต้องเหนือยิ่งกว่าฟ้าเเละต้องท้าลิขิต

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 7,682 Views

  • 94 Comments

  • 405 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,240

    Overall
    7,682

ตอนที่ 3 : บทที่ 2 คนความจำเสื่อมทำอะไรก็ไม่ผิด (รีไรท์ครั้งที่1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1053
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 85 ครั้ง
    23 ธ.ค. 61

บทที่ 2 คนความจำเสื่อมทำอะไรก็ไม่ผิด

                

          “จะว่าไป เรื่องที่ข้าติดพิษร้อยบุปผาหมื่นจั้งนี้มีที่มาอย่างไรกันแน่” ไป๋จิ้นกว่างเอ่ยถามหานเฟิง ถึงแม้ว่าเขาจะปลงตกกับโชคชะตาที่ต้องติดพิษร้ายแรงเช่นนี้ แต่ด้วยความที่เป็นเพียงแค่มนุษย์คนหนึ่งที่มีความสงสัยใคร่รู้ และยิ่งเป็นเรื่องของไป๋จิ้นกว่างคนก่อนที่เขาเข้ามาสิงแล้ว ย่อมอยากจะรู้ที่เป็นที่มาเป็นธรรมดา

                หานเฟิงที่เหมือนเหม่อกับอะไรสักอย่างเมื่อได้ยินสิ่งที่ไป๋จิ้นกว่างถาม ก็รีบวางถอดชามข้าวลง แล้วคุกเข่าทันที    “เรื่องนี้โปรดท่านอาจารย์ลงโทษศิษย์ เพราะศิษย์ไม่ดีเอง เลยพลอยทำให้อาจารย์ต้องเดือดร้อน เพราะความโง่เขลาเบาปัญญา อาจารย์ถึงได้ต้องมารับเคราะห์แทนศิษย์” หานเฟิงแทบจะเอาศรีษะโขกกับกับพื้นกระดานตรงหน้าไป๋จิ้นกว่าง

                “หมายความว่าที่ข้าต้องติดพิษร้อยบุปผาหมื่นจั้งนี้ เป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของเจ้างั้นหรือ ? ตอบไม่ตรงคำถามแบบนี้เจ้าคิดจะยั่วโมโหข้าหรือไงกัน” ไป๋จิ้นกว่างมุ่นคิ้ว ชักสีหน้ารำคาญออกมา เขาแค่อยากรู้ที่ไปที่มาของเรื่อง ไม่ได้อยากมานั่งฟังหานเฟิงกล่าวโทษตัวเอง หรือเอาแต่เรียกร้องให้เขาลงโทษแบบนี้เสียหน่อย

                “ศิษย์ไม่ได้จะเจตนาจะยั่วโมโหอาจารย์เลยขอรับ อาจารย์โปรดลงโทษศิษย์เถอะ” แววตาของหานเฟิงจริงจังและมุ่งมั่น ไม่ได้สั่นไหวแสดงความกลัวอะไรออกมาเลยสักนิด เป็นแบบคนที่รู้ตัวว่าผิดก็ยอมรับผิด สมกับเป็นคนที่มีบุคลิกพ่อพระเอกตัวจริง จุดนี้ไป๋จิ้นกว่างรู้สึกชื่นชมหานเฟิงยิ่งนัก แต่ไอ้ตรงนี้แหละที่น่าเหนื่อยหน่ายใจ การเป็นคนดีเกินไปของหานเฟิง  สำหรับไป๋จิ้นกว่างแล้วมันช่างน่ารำคาญ ตลอดช่วงชีวิตของเขาในโลกเดิม เคยเจอคนนิสัยแบบนี้อยู่คน เป็นคนที่ยอมคน สุดท้ายก็ถูกเอาเปรียบ ไม่ว่าจะพูดปากเปียกปากแฉะแค่ไหน ก็ดื้อดึงและไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และคนๆนั้นก็คือตัวเขาเอง..

                ไป๋จิ้นกว่างหรุบตาลงต่ำอย่างปวดร้าว ถึงตัวตนของเขาในอดีตเขาเกลียดตัวเองที่เป็นแบบนั้น

                “ข้าไม่อยากจะฟังเรื่องที่เจ้าเอาแต่โทษตัวเอง ที่ข้าอยากฟังคือรายละเอียดของเรื่องราวต่างหาก เงยหน้าขึ้น และจงพูดมาเสีย”

                เพราะน้ำเสียงของไป๋จิ้นกว่างดูเสียงดังและเกรี้ยวกราดขึ้นมากนั่นอาจจะเป็นเพราะผลข้างเคียงจากการที่จุดตันเถียนอยู่ในสภาวะศิลาก็เป็นได้  ซึ่งเป็นสิ่งที่หานเฟิงไม่ค่อยจะพบเจอบ่อยไม่สิไม่เคยพบเจอเลยต่างหาก ปกติแล้วอาจารย์ที่เขารู้จักมักจะมีรอยยิ้มอ่อนโยนและเมตตา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร อาจารย์ก็จะกล่าวตักเตือนด้วยถ้อยคำที่มีความอดทนสั่งสอนศิษย์และมีเหตุมีผลอยู่เสมอ แม้จะเคยถูกอาจารย์เฆี่ยนตี แต่ก็เป็นอาจารย์นี่แหละที่มักจะเป็นคนทำแผลให้กับหานเฟิง ทว่าอาจารย์ที่อยู่ตรงหน้านี้ค่อนข้างที่จะแตกต่าง นอกจากจะไม่ยิ้มให้เขาเลยตั้งแต่ฟื้นขึ้นมา นิสัยยังดูเย็นชาผิดปกติจนยากที่จะสามารถพูดคุยด้วยอย่างสบายๆเหมือนแต่ก่อน และที่น่าตกใจที่สุด รู้สึกว่าอาจารย์ในตอนนี้มีแรงดึงดูดประหลาดที่เขาเองก็ไม่เข้าใจ

                ไป๋จิ้นกว่างปกติเขาเป็นพวกความอดทนต่ำ แม้จะพยายามอดทนมาโดยตลอด ซึ่งเขาก็อดทนได้ มันเป็นผลจากการฝึกทักษะการใช้ชีวิตในสังคมในโลกเดิมของเขา เขาไม่ใช่คนยิ่งใหญ่หรือสูงส่งมาจากไหนเมื่อมาอยู่ในร่างของคนที่สูงส่งเช่นนี้แล้ว มันทำให้ไป๋จิ้นกว่างมีความรู้สึกอยากจะลองทำสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำมาก่อน ตอนแรกว่าจะให้เกียรติเจ้าของร่างเดิมโดยไม่ทำให้ภาพลักษณ์ปรมาจารย์ไป๋จิ้นกว่างต้องเสื่อมเสีย แต่เพราะท่าทางอันน่าขัดใจของหานเฟิงเหมือนจะปลุกจิตวิญญาญของความซาดิสของเขาขึ้นมา

                เพราะอีกฝ่ายมั่วแต่ชักช้าไม่ยอมเล่ารายละเอียด ไป๋จิ้นกว่างที่พยายามนั่งอดทนรอฟังอยู่นานก็เริ่มที่จะกระดิกปลายนิ้วชี้เคาะโต๊ะเป็นจังหวะเบาๆ เพื่อที่จะกดดันหานเฟิงอย่างเงียบๆ

                “ข้ายอมเล่าแล้ว อาจารย์อย่าโมโหข้าเลยนะ” หานเฟิงก้มศีรษะลง

                “งั้นก็เล่ามา”

                หลังจากที่ได้ฟังหานเฟิงเล่าเรื่องมาทั้งหมดแล้ว ไป๋จิ้นกว่างก็สรุปมาได้ดังนี้ เริ่มต้นคือ ในหมู่บ้านของมนุษย์มีสัตว์อสูรออกมาอาละวาดจนชาวบ้านหลายคนต้องล้มตายไป ทางการองค์ฮ่องเต้ของมนุษย์ก็จัดการไม่ได้ เง็กเซียนฮ่องเต้บนชั้นฟ้าจึงมีบัญชาให้ปรมาจารย์ไป๋จิ้นกว่างลงเขาไปปราบสัตว์อสูรตนนั้น โดยอนุญาตให้พาศิษย์ไปหาประสบการณ์ได้ ไป๋จิ้นกว่างก็ได้เลือกหานเฟิงที่เป็นศิษย์เอกไป การปราบสัตว์อสูรไม่ใช่เรื่องยากสำหรับไป๋จิ้นกว่าง แต่เพราะสัตว์อสูรตอนที่มันใกล้จะตายมันกลับเล็งอาวุธไปที่หานเฟิงที่สังเกตการณ์งานของผู้เป็นอาจารย์อยู่ใกล้ๆ ทั้งที่ไป๋จิ้นกว่างได้เตือนให้สังเกตการณ์อยู่ห่างๆ อาวุธที่มีพิษของร้อยบุปผาหมื่นจั้งพุ่งเข้าจู่โจมหานเฟิง แต่ด้วยความที่ไป๋จิ้นกว่างเป็นอาจารย์ที่ประเสริฐ เลยเอาตัวเข้าไปรับอันตรายแทนหานเฟิงศิษย์ผู้มีอนาคตไกลของตน  ไป๋จิ่นกว่างจึงได้รับบาดเจ็บสาหัสและต้องพิษร้อยบุปหมื่นจั้ง

                มิน่าเล่าหานเฟิงถึงได้รู้สึกผิดจนต้องออกปากเรียกร้องให้เขาลงโทษตนเองถึงเพียงนั้น  ปรมาจารย์ไป๋จิ้นกว่างช่างเป็นคนที่ดีและเป็นแบบอย่างจนน่านับถือ  สักวันตัวเขาจะต้องไปคุกเข่าคำนับปรมาจารย์ผู้นี้ด้วยตัวเองในสักวัน หากมีโอกาสน่ะนะ..

                “จากที่ฟังมา ข้าไม่ได้คิดว่าเป็นความผิดของเจ้าเลยหานเฟิง”

                “อาจารย์ แต่ว่าข้า”

                “ถ้าเจ้ายังไม่ยอมหยุดพูดเรื่องการลงโทษล่ะก็ อย่ามาให้ข้าเห็นหน้าเจ้าอีก” ไป๋จิ้นกว่างจำใจต้องพูดเช่นนี้เพื่อตัดปัญหา อย่างไรเจ้าหนุ่มนี่ก็มีจุดอ่อนคืออาจารย์ของตนเอง และเขาเองก็ไม่ใช่อาจารย์ของหานเฟิงจะทำเออออยอมลงโทษตามความต้องการของอีกฝ่ายก็จะยังไงอยู่  ให้คนเป็นอาจารย์ตัวจริงมาลงโทษเอาเองก็แล้วกัน แม้ว่าอาจารย์คนนั้นจะไม่ได้อยู่ที่แห่งหนใดแล้วก็ตาม

                ช่างน่าเศร้า

                เพราะคำขู่ที่หลุดมาจากปากอาจารย์ที่คิดว่าไม่มีทางที่จะได้ยินตลอดทั้งชีวิต หานเฟิงจึงมีท่าทางผงะมึนๆไปชั่วขณะ  แต่สักพักกลับมารวบรวมสติได้

                “ข้าเข้าใจแล้ว งั้นหานเฟิงขอตัว” หานเฟิงรีบทำการเก็บถาดติดมือแล้วออกไปจากห้องด้วยท่าทางเหมือนคนสับสนอะไรสักอย่าง แม้จะรู้สึกว่าอาจารย์ของตนนั้นแปลกไป แต่เขาเป็นศิษย์ไหงเลยจะกล้าหาเหตุผล สิ่งที่พอจะคิดได้ คืออาจารย์ของตนสูญเสียความทรงจำ และที่อารมณ์ดูฉุนเฉียวกว่าปกติอาจเพราะไฟในตัวมีมากเกินไปจากการที่จุดตันเถียงอยู่ในสภาวะศิลา  ย่อมไม่แปลกที่จะมีนิสัยไม่เป็นตัวของตนเอง พอคิดได้เช่นนี้หานเฟิงก็รู้สึกโล่งมาหน่อยหนึ่ง

 

                เมื่อไป๋จิ้นกว่างได้อยู่คนเดียวเพียงลำพัง เขาเองก็ไม่รู้ว่าตนเองควรจะทำอะไรดี อย่างไรเขาก็ไม่มีแผนจะทำอะไรอยู่แล้ว แต่การที่จะมานั่งๆนอนๆ รอความตายอย่างสิ้นหวังเห็นทีจะสูญเปล่า เมื่อสวรรค์อยากต่อชีวิตให้เขา ก็คงต้องตอบรับความต้องการของสวรรค์เสียหน่อย

                ก่อนอื่นเลยไป๋จิ้นกว่างคิดว่าตนเองจะต้องออกไปเดินเล่นเสียหน่อย แม้จะถูกทั้งหานเฟิงกับท่านเจ้าฉางชิงเค่อขอร้องให้พักผ่อนให้มากๆ แต่เรื่องนั้นก็ช่างมันเถอะ โลกเดิมเขาถูกกฎเกณฑ์บนโลกเป็นเหมือนโซ่ตรวนคอยตรึงอิสระไว้ มาเกิดใหม่ในร่างนี้ ขอใช้ชีวิตอย่างอิสระโดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับใคร ทุกโลกย่อมมีกฎของตนเอง แต่ทว่าโลกนี้ปรมาจารย์ไป๋จิ้นกว่างดูเป็นคนใหญ่คนโตไม่น้อย หากเจ้าของร่างเดิมไม่กลับมา เขาก็จะขอยืมร่างนี้ทำสิ่งที่อยากทำให้เต็มที่ไปเลย

 แค่คิดก็เริ่มรู้สึกสนุกขึ้นมาเสียแล้วสิ ก่อนอื่นไป๋จิ้นกว่างตั้งใจว่าจะสำรวจพื้นที่รอบๆแล้วทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม ต้องพยายามจำหน้าลูกศิษย์ทุกคนให้ได้ เขาเริ่มจากเดินตรงไปค้นหาเสื้อผ้าที่จะสวมใส่ออกไปเดินข้างนอก จากการที่สังเกตในหีบเสื้อผ้า ชุดของปรมาจารย์ไป๋จิ้นกว่างมีแต่ชุดสีอ่อนทั้งนั้นเลย ไม่มีสีฟ้าก็สีเขียว ก็ไม่ก็ขาวทั้งชุดไปเลยซึ่งไป๋จิ้นกว่างอยากจะสวมชุดสีเข้มอย่างดำสลับแดงมากกว่า เพราะเขาคิดว่าชุดเช่นนั้นมันเท่มากจริงๆ แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกจึงจำใจต้องหยิบชุดสีฟ้าอ่อนลายเมฆาตัวหนึ่งมาสวม และไม่รู้จะรวบผมอย่างไร เพราะผมยาวถึงบั้นเอวและดำขลับดุจปีกอีกา คนไม่เคยรวบผมมัดมาก่อนจึงเป็นอะไรที่ยุ่งยากนัก ไป๋จิ้นกว่างจึงปล่อยเอาไว้เช่นนั้น

                เมื่อแต่งตัวเสร็จเขาก็มองหาอาวุธที่น่าจะเป็นของเจ้าของร่างเดิม เห็นมีกระบี่เล่มหนึ่งวางอยู่บนหัวนอน  แต่ไป๋จิ้นกว่างดันไปเห็นพัดจีบด้านหนึ่งที่ด้านจับทำจากเงิน มีพู่สีฟ้าห้อยประดับหนึ่งคู่  เขาเลยไม่สนใจกระบี่ หันไปหยิบพัดมาแทน พกพาง่ายเอาไว้คลายร้อนกับไล่แมลง  หากพกกระบี่ไปก็ไม่รู้จะพกไปทำไมให้หนัก จึงตัดสินใจเลือกพัดจีบไปเสียดีกว่า

พอลองกางออกมาดู ตัวพัดเป็นลายเมฆาที่ลวดลายเส้นสวยงาม เขามองอย่างชื่นชมศิลปะบนพัดจีบอยู่พักหนึ่ง เกิดความคิดคาดเดาบางอย่าง บางที่นี่อาจเป็นอาวุธอย่างหนึ่งของไป๋จิ้นกว่างคนก่อน หากถามเขาเชื่อว่าพัดจีบเป็นอาวุธได้ด้วยเหรอ บอกตามตรงว่าเขาไม่มีทางเชื่อ แต่จากประสบการณ์ที่เคยดูหนังแนวกำลังภายใน พัดใช้เป็นอาวุธได้ ยิ่งในโลกที่ประหลาดแห่งนี้แล้ว พัดในมือเขาอาจจะไม่ธรรมดา

                การก้าวออกมาเดินเล่นข้างนอกนั้นทำให้เขาได้พบเจอกับลูกศิษย์ลูกหาของเขาหลายคน ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้จักเลยสักคน คนแล้วคนเล่าเข้ามาคำนับทักทาย ไป๋จิ้นกว่างก็พยักหน้ารับไปตามมารยาท โดยไม่ลืมแสร้งทำสีหน้าสุขุมเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในฐานะอาจารย์

                การเดินสำรวจของไป๋จิ้นกว่างเป็นไปอย่างราบรื่น เขาได้เห็นการฝึกคาถาวิชาอาคมกับตาตนเองก็คราวนี้แหละ ซึ่งเป็นอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก ลูกศิษย์ที่เขาไม่อาจทราบชื่อเสียงเรียงนามว่าเป็นใครบ้างกำลังประลองกันอยู่บนลาน ท่าทางกำลังสนุกสนาน  

หากจำไม่ผิด ลูกศิษย์ฝีมือเก่งกล้าเหล่านี้คือศิษย์ชั้นในที่ไป๋จิ้นกว่างคนก่อนคัดสรรมาด้วยตนเอง ขนาดลูกศิษย์ยังเก่งขนาดนี้แล้ว มันยิ่งทำให้ไป๋จิ้นกว่างใคร่สงสัยว่าไป๋จิ้นกว่างคนก่อนที่เป็นอาจารย์ตัวจริงของคนหนุ่มสาวเหล่านี้จะร้ายกาจถึงเพียงใด จะมีฝีมือเยี่ยมขนาดไหนกัน  

เพราะสิ่งที่เขาได้ประจักษ์ด้วยตาคู่นี้  มันไปกระตุ้นต่อมความอยากบางอย่างภายในใจของไป๋จิ้นกว่าง จึงอดที่จะยกพัดจีบของตนเองขึ้นมามองไม่ได้   ตอนเด็กๆเขาเองก็เคยคิดจะฝึกวิทยายุทธ์ตามแบบหนังกำลังภายใน มันเป็นความฝันสนุกๆที่เอาไว้เล่นกับเพื่อนๆในวัยเดียวกัน แย่งบทกันเป็นฝ่ายธรรมะที่ย่อมจะชนะอธรรมพอคิดแล้วก็อดที่จะยิ้มไม่ได้ ไม่คิดเลยว่า เรื่องเล่นสมัยเด็กมันได้กลายเป็นสิ่งที่ไม่แค่เรื่องเล่นของเด็กๆอีกต่อไปแล้ว และมันก็หาใช่ความฝันด้วย

                ลมปราณเขาเดินกันอย่างไร? เร้นพลังปราณเขาทำกันเช่นไร? คิดแล้วเมื่อมาอยู่ในโลกที่แสนจะแตกต่างเช่นนี้ ไป๋จิ้นกว่างก็อยากจะลองสักครั้ง

ไป๋จิ้นกว่างลองหลับตาลงควบคุมและพยายามรับรู้ถึงปราณทิพย์จากภายในร่างกายของตนเอง  ไม่นานนักไป๋จิ้นกว่างก็รู้สึกถึงมวลพลังลมปราณได้จากบริเวณท้องน้อย จุดตันเถียนมีการเคลื่อนไหว การควบคุมจังหวะหายใจส่งผลต่อการเดินลมปราณ ไป๋จิ้นกว่างรู้สึกว่ามันช่างง่ายได้นักเมื่อมาอยู่ในโลกนี้ ไม่สิ อาจเป็นเพราะความสามารถของร่างนี้ด้วย

แต่แล้วก็เกิดความเจ็บปวดอย่างสาหัสที่ส่งผลให้ลมปราณแตกซ่านอย่างรุนแรงราวกับแรงระเบิด

                “อัก!” ไป๋จิ้นกว่างกระอักเลือดสีแดงเข้มออกมาอย่างกะทันหัน เข่าสองข้างแตะพื้น พิษร้อยบุปผาหมื่นจั้งได้เล่นงานเขาเสียแล้วจากการฝืนเดินลมปราณ!


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 85 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #2 สายหมอก (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2561 / 02:08

    น่่สนใจดีค่ะ

    #2
    0