กว่าจะมาเป็นราชาปีศาจ ต้องเหนือยิ่งกว่าฟ้าเเละต้องท้าลิขิต

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 7,461 Views

  • 94 Comments

  • 391 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,019

    Overall
    7,461

ตอนที่ 1 : บทนำ (รีไรท์ครั้งที่ 2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1614
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 114 ครั้ง
    13 ม.ค. 62

บทนำ

  ไป๋จิ้นกว่างสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก หอบหายใจถี่แรงเหมือนคนกลั้นอากาศหายใจเป็นเวลานาน มันช่างเป็นความรู้สึกที่อึดอัดจวนเจียนจะขาดใจ

เหงื่อกาฬไหลรินตามใบหน้าและลำคอขาว ความรู้สึกเจ็บร้าวทั่วทั้งประสาท หากยิ่งหอบหายใจก็ส่งผลให้สะเทือนไปทั้งร่าง

เขายังไม่ตายอีกหรือ  ทั้งที่คิดว่าตนเองได้ตายจากโลกนี้ไปแล้วเสียอีก

ช่วงเวลาก่อนหน้านั้นเหมือนเป็นฝันร้าย เพราะเขารู้สึกเหมือนตกจากหุบเหวที่ลึกที่สุดกว่าจะตกลงมาเล่นเอาเสียท้องเสียววูบวนอยู่นาน แต่เจ้าตัวหาได้ฝันร้าย เพราะเขาจำได้ว่าตนเองจมน้ำขาดอากาศหายใจอยู่หลายนาที จนกระทั่งยอมปล่อยให้ตนเองล่วงหล่นและถูกน้ำกลืนกินเข้าไป

เมื่อดวงตาดั่งเมล็ดอัลมอนด์มองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจนขึ้น ก็พบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงนุ่มสะอาด แถมอากาศรอบด้านมีกลิ่นคล้ายธูปหอม กลิ่นฉุนเหมือนยาโบราณที่ไม่เคยพานพบเจอและทราบชนิดได้

ตอนที่ไป๋จิ้นกว่างกำลังคิดว่าที่นี่อาจเป็นโรงพยาบาลเขาก็ต้องรีบเปลี่ยนความคิดเพราะเมื่อกวาดมองรอบห้องแห่งนี้ดีๆ มันเป็นห้องนอนที่มีการตกแต่งที่ค่อนของมีสไตล์เอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบ จีนโบราณแม้ไม่อาจสังเกตของที่ประดับประดาในห้องได้ละเอียดนัก แต่เขาก็เคยเห็นการตกแต่งห้องคล้ายๆแบบนี้ตามสื่อละครซีรี่ส์ตามทีวี หนังแนวกำลังภายใน คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาภายในใจ ที่นี่คือที่ไหนกัน ทำไมถึงไม่ใช่โรงพยาบาล

 และเมื่อคิดจะขยับตัวขึ้นมาเขาพลันรู้สึกเจ็บร้าวที่หน้าอกขึ้นมา ครั้นก้มมองด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับตน ก็เห็นผ้าพันแผลสีขาวที่บัดนี้มีเลือดสีแดงซึมออกมาเล็กน้อย นั่นเล่นทำเอาเขาเสียขวัญกระเจิงไปชั่วขณะ

จำได้ว่าจมน้ำทำไมเขา ทำไมถึงมีบาดแผลเช่นนี้ได้ หรือว่าเขาเฉียดจะโดนจระเข้งาบไม่สิ เป็นไปไม่ได้ บ่อน้ำบาดาลที่เขาเดินไปตักน้ำจะมีจระเข้ได้อย่างไร ระหว่างที่กำลังคิดอะไรฟุ้งซ่านอยู่นั้น เกิดเจ็บแผลขึ้นมาเพราะตกใจเสียงตะโกน

“ท่านอาจารย์ฟื้นแล้วหรือขอรับ!

ท่านอาจารย์? หมายถึงใครงั้นเหรอ ตอนที่ทำหน้างงงวยรู้ตัวอีกที ก็มีเจ้าหนุ่มคนหนึ่งโผล่ออกมา

เขาหันไปมองชายหนุ่มแปลกหน้าที่ตรงปรี่มาหาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มยินดี ราวกับหมาน้อยดีใจกับการกลับบ้านของเจ้าของ

ที่ทำให้ประหลาดใจนักก็ไม่พ้นเรื่องที่เจ้าหนุ่มนี่หลุดมาจากหนังกำลังภายในจีนโบราณที่มีเทพเซียนหรือเปล่าก็ไม่อาจทราบได้ ชุดแบบผู้ฝึกพรต ฝึกการเป็นซียนสีเขียวครามที่มีลายเมฆา สายคาดหน้าผากสีน้ำเงิน หากให้เดาเล่นๆ น่าจะเป็นฝ่ายสำนักเซียนฝ่ายคุณธรรมอะไรสักอย่าง

รูปร่างหน้าตาของเจ้าหนุ่มนี่ถึงแม้หน้าตาจะดูธรรมดาดูเรียบง่าย คิ้วรูปดาบ ริมฝีปากได้รูปเป็นกระจับ และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าต้องเป็นแบบพระเอกรูปงามที่มีฮาเร็มสาวๆตามแบบฉบับหนังจีนกำลังภายในหลายเรื่องที่เขาเคยเห็นผ่านๆตามาอย่างแน่นอน

“ท่านอาจารย์เป็นอย่างไรบ้างขอรับ”

ท่านอาจารย์? นี่หมายถึงเขาสินะ เดี๋ยวนะ เขาไม่ใช่อาจารย์ จำไม่ได้ว่าเคยเป็นอาจารย์ เขาก็แค่พนักงานบริษัทกินเงินเดือนที่เพิ่งจะลาออกจากงานมา เจ้าหนุ่มนี่ต้องจำใครสลับกับเขาแน่ๆ แถมแต่งตัวอย่างกำลังจะถ่ายหนังกำลังภายในอีก ดูแล้วก็อดที่จะสงสัยไม่ได้ตอนที่กำลังจะถามออกไปว่าทำไมถึงแต่งตัวแบบนี้ ก็มีชายแก่ในชุดสีขาวอีกคนเดินอย่างเร่งรีบเข้ามาพร้อมกับคนอีกสองคนที่ดูเหมือนเป็นข้ารับใช้ ชายแก่ที่แต่งกายด้วยชุดแบบหนังจีนกำลังภายในสีขาวดูหน้าตาเป็นปราชญ์รีบตรงมาจับข้อมือของเขาโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง

“เอ่อคือว่า คุณคือ” เพราะชายแก่ดูเหมือนจะเป็นหมอผู้ทรงความภูมิ เขาจึงไม่กล้าเสียมารยาทที่จะชักมือกลับทั้งๆที่ในใจอยากทำ

“ท่านนี้คือหมอเซียนถังไงขอรับ ท่านอาจารย์ลืมไปแล้วหรือขอรับ” เจ้าหนุ่มคนเดิมที่เหมือนพระเอกในหนังจีนกำลังภายในช่วยอธิบาย

“อะไรนะ หมอเซียนถัง” ไป๋จิ้นกว่างทำหน้าตาประหลาดใจ ในใจทั้งอยากยิ้มแต่ไม่ยิ้ม เซียนแบบที่อยู่ในหนังจีนกำลังภายในอ่ะนะ เอาจริงพอความคิดว่า นี่มันเรื่องล้อเล่นแบบไหนกันเขาก็หลุดขำออกมา ทั้งเรื่องที่เจ้าหนุ่มกับชายแก่แต่งตัวแบบนี้ก็น่าแปลกใจแล้ว ยังมีเรื่องเซียนเข้ามาเป็นบทบาทของตัวละครอีก เคยได้ยินพล็อตนิยายคล้ายๆแบบนี้อยู่เหมือนกัน ที่ว่าตัวเอกหลุดข้ามมิติเข้ามาในโลกจีนโบราณ ไม่ซวยเป็นตัวร้ายก็ตัวประกอบ และเขาเองก็เหมือนกับตัวเอกตามพล็อตนิยายพวกนั้นเลย ว่าแต่ตัวเขาเกิดใหม่มาเป็นใครล่ะนี่ ตัวร้ายหรือตัวประกอบ  เรื่องเหลวไหลแบบนี้ ไป๋จิ้นกว่างไม่เชื่อเด็ดขาด

การหลุดขำออกมาทำให้หมอเซียนถังกับเจ้าหนุ่มพระเอกตรงหน้าต่างทำหน้าแตกตื่น แต่ไป๋จิ้นกว่างหาได้สนใจเพราะเขากำลังจมอยู่กับความคิดของตนจนลืมคนรอบข้างไปเสียแล้ว

จะว่าไปเจ้าหนุ่มนี่ก็เรียกเขาว่าท่านอาจารย์สินะ ?  หึ คิดว่าคนอย่างไป๋จิ้นกว่างที่เป็นคนธรรมดาจะเชื่อเรื่องพรรณนั้นหรือไง นี่ต้องเป็นรายการกลั่นแกล้งคนแน่ๆ คิดได้ดังนั้นเขาก็ลุกขึ้นเดินออกไปทั้งๆที่ยังรู้สึกเจ็บภายในกาย

“ท่านอาจารย์อย่างเพิ่งลุกขอรับอาการของท่านยังไม่คงที่” เสียงเจ้าหนุ่มพระเอกไม่อาจหยุดไป๋จิ้นหว่างได้ เขาเดินตรงเปิดประตูออกไปจากห้อง เพื่อจะได้ออกไปไปดูข้างนอกว่ามีทีมงานรายการโง่ๆที่กำลังกลั่นแกล้งเขาอยู่หรือเปล่า พอออกไปก็ทำให้เขาตกตะลึงเพราะมีหญิงชายมากมายกำลังนั่งคุกเข่าอยู่ด้านนอกราวกับรอคอยอะไรบางอย่าง พอหญิงชายเหล่านั้นเห็นหน้าเขาต่างก็ทำหน้าดีใจราวกับการกลับมาของผู้ที่เคารพรักนับถือได้กลับคืนมาอย่างไรอย่างนั้น

นั่นทำให้ไป๋จิ้นกว่างลนลานจนทำอะไรไม่ถูก เหงื่อกาฬไหลริน เขาหันหลังกลับเดินไปอีกทางทันที หญิงชายเหล่านั้นต่างก็ตกตลึงกับทีท่าของเขาแล้วส่งเสียงเรียกเขาว่าอาจารย์ ซ้ำไปซ้ำมา จนไป๋จิ้นกว่างรู้สึกทนไม่ไหวต้องเอามือปิดหูแล้ววิ่งหนีออกไปจากที่ตรงนี้ทันที 

ดี ดีจริงแท้ ล้อเล่นกลั่นแกล้งกันได้สมจริงมาก นี่จะลงทุนใช้คนมาเป็นหน้าม้ามากเกินไปหรือเปล่า เขาไม่ใช่ดาราโทรทัศน์ที่คนให้ความสนใจเสียหน่อย เพราะเอาแต่งงงงวยและสับสนจนลืมดูว่าตนเองเดินไปทิศทางใดแล้ว รู้สึกตัวอีกทีเขาก็พบว่าตนเองวิ่งทะลุออกมาที่สวนแห่งหนึ่ง

 ยามนี้เป็นยามเช้าหรืออย่างไรไม่อาจทราบได้ เพราะท้องฟ้าที่นี้สีแปลกประหลาดยิ่งนัก  สีเหมือนสายไหมเป็นเกลียวคลื่น สีชมพูอมม่วงหน่อยๆ สวนที่แห่งนี้มีแต่ต้นท้อเต็มไปหมด อากาศก็หนาวเหน็บแต่ก็ยังพอทนได้ เหมือนว่าที่นี่อยู่บนเขาสูงชัน อากาศรอบด้านมีหมอกบางเบาอยู่รอบกาย ไม่ใช่สิ ไม่ใช่หมอก มันคือเมฆ ภูเขาลูกนี้ต้องสูงแค่ไหนกัน ถึงสูงเสียดฟ้ามาถึงชั้นที่มีเมฆได้

ดูไปแล้วมันช่างสวยงาม ไป๋จิ้นกว่างค่อยๆยื่นมือออกไปวาดผ่านเมฆตรงหน้าอย่างเหม่อลอยราวกับตกอยู่ในห้วงความฝัน แต่เขารู้ว่านี่เขาไม่ใช่ฝัน พอเงยหน้าขึ้นไปบนท้องฟ้า เขาก็ต้องตกตะลึงอีกครั้ง ขยี้ตาแล้วก็ขยี้ตาอีก ภาพที่เห็นตรงหน้าผู้คนมากมายในชุดจีนผ้าแพรพลิ้วไสวกำลังเหาะเหินด้วยกระบี่ และเครื่องรางวิเศษต่างๆ อาทิ มีคนเหินด้วยการยืนอยู่บนกระจกหกเหลี่ยม  แถมยังมีสัตว์เทพอย่างกิเลนสีทองกำลังเหาะเหินอยู่บนนั้นและที่สำคัญกำลังบินลงมาทางนี้ด้วย!

ไป๋จิ้นกว่างตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก เขายืนนิ่งแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ จนกระทั่งสัตว์เทพอย่างกิเลนสีทองบินลงมาแตะพื้นก็เกิดคลื่นลมพัดโหมกระหน่ำ ส่งผลให้เส้นผมสีดำดุจปีกอีกาของเขาปลิวสะบัดไปตามแรงลม จะว่าไปเขามีผมยาวที่สวยขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน แต่ช่างเถอะอย่างไรเสียนี่ต้องไม่ใช่ร่างของเขา เพราะพอยกมือตนเองขึ้นมาดูทั้งเล็บมือนิ้วมือเรียวสวยเกินไป  

สรุปเขาได้ตายไปแล้วจริงๆหลุดมาอยู่ในมิติเทพเซียนเข้าแล้ว หากเป็นทีมงานรายการกลั่นแกล้งนี่ก็ลงทุนจนสมจริงเกินไปแล้ว!

มีชายหนุ่มคนหนึ่งลงมาจากกิเลน เป็นชายหนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้านหมดจดดูอ่อนโยน ตัวสูงรูปงามและหล่อเหลา หากให้เทียบกับเจ้าหนุ่มพระเอกคนแรกที่เรียกเขาว่าอาจารย์  คนตรงหน้านี้ดูมีสง่าราศีของคุณชายผู้เพียบพร้อมเฉลียวฉลาดมากกว่า และก็เหมือนกับคนอื่นๆที่ว่ามาในชุดจีนกำลังภายในโบราณ แต่ในโทนสีทองรวดลายดอกเบญมาศ

เจ้าคนที่ดูเหมือนคุณชายเดินตรงมาทางเขา ท่าทางเหมือนคนอายุสามสิบกว่าๆ นับว่ายังเป็นคนหนุ่มพอๆกับเขาในโลกเดิม ใบหน้าที่ดูอ่อนโยนขมวดคิ้วมุ่นทันทีที่มองมาทางเขา

“ศิษย์น้องจิ้น อากาศเย็นเช่นนี้ เหตุใดถึงออกมาเดินด้วยชุดบางแบบนี้เล่า เจ้าบาดเจ็บสาหัสอยู่ไม่ใช่หรือ ?”  ว่าแล้วเสื้อคลุมหนาขนสัตว์ท่าทางราคาแพงก็ถูกคลุมลงมาที่ไหล่ของไป๋จิ้นกว่างอย่างนิ่งนวล

คำเรียกศิษย์น้องก็มาเขาอดไม่ได้ที่จะเอามือกุมขมับ มึนงงกับสถานการณ์ในตอนนี้ สรุปเขาหลุดมาต่างโลกจริงเหรอ? นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ยอย่างกับฝัน

พอชายหนุ่มในมาดคุณชายเห็นไป๋จิ้นกว่าง ทำท่าเอามือไปแตะที่ขมับก็เข้าใจไปว่าเขาจะเป็นลมก็เข้ามาประคองร่างอุ้มขึ้นจนตัวลอยจนไป๋จิ้นกว่างตกใจ

“เดี๋ยวๆ คุณปล่อยผมลง!

“เมื่อครู่ศิษย์น้องจิ้นว่ากระไรนะ ?” เนื่องจากมีศัพท์บางคำที่ดูแปลกประหลาด อีกฝ่ายจึงถามขึ้นมาอย่างสงสัย

“เจ้าน่ะ ปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้!

เมื่อทำความเข้าใจกับสถานการณ์ได้เพียงเล็กน้อยเขาจึงมีความคิดว่าอย่างไรวิธีการพูดก็ต้องปรับจูนให้เข้ากับอีกฝ่ายด้วยเช่นกัน ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจสถานะว่าตนเองเป็นใครหรือคนรอบข้างเป็นใครมากมายก็เถอะ 

ไป๋จิ้นกว่างไม่กล้าดิ้นมาก เพราะเขาเองก็รู้สึกเจ็บหน้าอกมิใช่น้อย จึงได้แต่ส่งเสียงแหบแห้งออกไป การส่งเสียงของเขาก็ค่อนข้างที่จะลำบากนัก หากเขาพูดเสียงดังมากไปมันก็จะสะเทือนอาการช้ำในที่อก

“ทำไมเจ้าถึงได้ดื้อดึงเช่นนี้ เจ้ายังเจ็บอยู่มิใช่รึ ต้องทำให้ข้าเป็นห่วงเจ้าจนกระอักเลือดตายหรืออย่างไรกัน เจ้าถึงจะพอใจ”

ไป๋จิ้นกว่างเงียบลงไปทันที อยากจะพูดออกไปว่า ไม่ถึงต้องขนาดนั้น ตอนที่คิดว่าจะตอบอีกฝ่ายไปดีหรือไม่ ชายหนุ่มมาดคุณชายก็อุ้มเขาแล้วพาเดินกลับเข้าไปด้านในที่ที่เขาวิ่งออกมา

 

 

                หลังจากคุณชายอุ้มกลับมานอนที่ห้องเดิม ไป๋จิ้นกว่างก็ได้รู้ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับเจ้าของร่างที่เขาเข้ามาสิง ว่าแท้จริงคือผู้คุมยอดเขาหลิ่งจิ้นแห่งสำนักอวิ๋นซาน นามว่าไป๋จิ้นกว่างที่บังเอิญมีชื่อเหมือนกับเขา  และที่น่าตกใจอย่างยิ่ง ไป๋จิ้นกว่างเป็นปรมาจารย์ปราณที่สูงที่สุดในสำนักอวิ๋นซาน  ระดับกำเนิดใหม่ขั้นที่แปด ซึ่งเป็นเซียนตัวจริง

และเช่นเดียวกัน คุณชายที่อุ้มเขาพากลับมาส่งจวนพักก็คือศิษย์พี่ใหญ่หรืออีกสถานะหนึ่งคือเจ้าสำนักฉางชิงเค่อแห่งสำนักอวิ๋นซาน ปราณอยู่ในระดับกำเนิดใหม่ขั้นที่เจ็ด เป็นเซียนตัวจริงที่บำเพ็ญตบะจนแกร่งข้ามาด้วยกันทั้งคู่

สุดท้ายเจ้าหนุ่มพ่อพระเอกที่เรียกเขาว่าอาจารย์ก็คือศิษย์เอกของเขา? นามว่าหานเฟิง เป็นศิษย์ชั้นในของยอดเขาหลิ่งจิ้น เพียงคนเดียวที่มีปราณระดับสร้างฐานขั้นสี่

ซึ่งสำนักอวิ๋นซานนั้น หากให้อธิบายคร่าวๆแล้ว มียอดเขาทั้งหมดสี่ยอดเขา แต่ละยอดเขาก็จะมีผู้คุมยอดเขาที่เป็นถึงระดับปรมาจารย์ล้วนด้วยกันทั้งสิ้น ประกอบด้วย ยอดเขาหลิ่นจิ้นมีไป๋จิ้นกว่างเป็นผู้คุมยอดเขา ยอดเขาหลิ่งหงมีเซี่ยเหนียงเป็นผู้คุมยอดเขา ยอดเขาหลิ่งฮุ่ยมีเถาไป่ซื่อเป็นผู้คุมยอดเขา และสุดท้ายยอดเขาหลิ่งเหอมีหลี่ซิ่นเจียงเป็นผู้คุมยอดเขา

แต่ละยอดเขานั้นก็จะมีศิษย์ในความดูแลเป็นของตนเอง แบ่งเป็นศิษย์ชั้นในกับศิษย์ชั้นนอก ศิษย์ชั้นในนั้นจะมีระดับที่มีคุณมาก ได้มาจากดุลยพินิจการเลือกสรรของอาจารย์ผู้คุมยอดเขาแต่ละท่าน ผู้ที่มีแววและเป็นอัจฉริยะเท่านั้นถึงจะได้ก้าวเข้ามาเป็นศิษย์ชั้นในที่จำนวนน้อยแสนน้อย บางยอดเขามีไม่ถึงสิบคนเลยด้วยซ้ำ อย่างเช่นยอดเขาหลิ่งจิ้นที่ไป๋จิ้นกว่างเป็นผู้คุมยอดเขา  และศิษย์ชั้นในที่เก่งกาจที่สุดจะได้รับเลือกให้เป็นศิษย์เอก อย่างเช่นหานเฟิง เป็นต้น

ส่วนศิษย์ชั้นนอกนั้นส่วนมากจะเป็นพวกที่ไม่ค่อยมีพรสวรรค์และมีความสามารถไม่มากพอเป็นที่ต้องตาต้องใจของเหล่าอาจารย์ คนหนุ่มสาวเหล่านี้มักจะตั้งใจหมั่นฝึกฝนพัฒนาตนเพื่อแสวงความก้าวหน้าทุกวิถีทางให้เข้าใกล้ความเป็นเซียนที่มีอายุยืนและคงความหนุ่มสาว 

การฝึกตนให้ติดลิสต์รายชื่อหนึ่งในสิบ ก็เป็นอีกหนทางหนึ่ง เพื่อที่จะได้สิทธิ์ท้าสู้กับศิษย์ชั้นใน เพื่อให้ได้ย้ายสถานะไปเป็นศิษย์ชั้นใน  

ที่น่าเศร้าที่สุดบางคนเป็นศิษย์ชั้นนอกที่เริ่มอายุเหยียบเลขสี่แถมระดับปราณขั้นต่ำไปตลอดชีวิตเลยก็ยังมี แต่ทางสำนักไม่มีนโยบายไล่ศิษย์ที่ไม่พัฒนา ทุกคนที่เข้ามาเป็นศิษย์จะมีที่อยู่ที่นอน ฝึกได้อย่างอิสระ ถูกเลี้ยงอยู่ในสำนักไปจนแก่ตาย ยกเว้นแต่ ได้กระทำผิดร้ายแรง คนเหล่านั้นจะต้องถูกลงทัณฑ์อย่างแสนสาหัส ถูกทำลายตบะและปราณและส่งลงเขากลับไปเป็นมนุษย์ธรรมดา

 

กลับมาที่ปัจจุบัน

                หมอเซียนถังทำการตรวจชีพจรของไป๋จิ้นกว่างอีกครั้งก็ขมวดคิ้วสีหน้าที่กลัดกลุ้มนัก ใครเห็นก็พอจะเดาออก ท่าทางครั้งนี้ไป๋จิ้นกว่างจะลำบากแล้ว

                “ท่านหมอเซียนถัง ไม่ทราบว่า อาการของอาจารย์ข้าเป็นอย่างไรบ้าง” หานเฟิงเอ่ยถามขึ้นมาอย่างร้อนรน จากที่เขาสังเกตดูสีหน้าของหมอเซียนถังแล้วก็กังวลขึ้นมาทันที

                “พิษร้อยบุปผาหมื่นจั้งนี้ร้ายแรงนัก ปัจจุบันยังไม่มียาใดถอนพิษให้หายขาดในคราเดียว หากไม่ใช่ท่านไป๋จิ้นกว่างผู้มีปราณทิพย์สูงก็อาจถึงตายไปแล้ว แต่หากไม่รีบรักษาเกรงว่าในอนาคตจะส่งผลต่อให้เลือดลมปราณแตกซ่าน สถานะของเซียนก็อาจไม่สามารถรักษาไว้ได้

                ฉางชิงเค่อขมวดคิ้วมุ่นหน้าตาเคร่งเครียด “ไม่มีวิธีเลยหรือ”

                “บางทีอาจจะมีวิธีอยู่ แต่มันก็เกินความรู้ความสามารถของข้า สิ่งที่พอจะช่วยได้มีแต่วิธียับยั้งอาการพิษกำเริบเท่านั้น ให้ดื่มน้ำรากบัวหิมะพันปีที่เป็นยาเย็นอย่างน้อยวันล่ะจอก และพยายามหลีกเลี่ยงการเดินลมปราณและการใช้อาคมที่หนักหนาสาหัส ถ้าให้ดีพยายามอย่าใช้ไม่งั้นพิษจะกระจายเข้าสู่หัวใจได้เร็วขึ้น และจุดตันเถียนตอนนี้อยู่ในสภาวะศิลา”

                หานเฟิงและฉางชิงเค่อต่างมีสีหน้าเป็นกังวลและเคร่งเครียดต่างคนต่างพูดไม่ออก จุดตันเถียนอยู่ในสภาวะศิลา นั่นหมายความว่า จุดตันเถียนที่เป็นบ่อเกิดพลังปราณทิพย์ภายในจะหยุดนิ่ง ไม่ไหลเวียน ต้องเดินลมปราณอย่างน้อยวันล่ะสามสี่รอบ ไม่เช่นนั้นธาตุไฟอาจเข้าแทรก

                ผู้ฝึกฝนความเป็นเซียนต่างรู้ดีว่า วิธีช่วยมีสองทาง อย่างแรกคือเดินลมปราณ อย่างที่สองคือดับไฟด้วยการกิจกรรมทางเพศ.. แก้ปัญหาด้วยปลายเหตุ

                สภาวะแทรกซ้อนอีกอย่างคือ ผู้มีจุดตันเถียนอยู่ในสภาวะศิลาจะมีอารมณ์ฉุนเฉียว โกรธง่ายและแปรปรวนพ่วงด้วย ดังนั้นต้องระวังให้ดี

                 ไป๋จิ้นกว่างนั่งฟังเงียบๆ จากการที่ฟังบทสนทนาผนวกกับสังเกตสิ่งต่างๆรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นอาการบาดเจ็บของเขาหรือสถานะของเขาแล้ว สรุปคือเจ้าของร่างนี้คือผู้มีปราณทิพย์สูงส่งแต่ถูกพิษทำให้ไม่สามารถที่จะฝืนใช้วิชาอาคมใดๆได้ นั่นเป็นเรื่องดีสำหรับเขาเลยมิใช่รึ เพราะตัวเขาเป็นคนอีกโลกที่ไม่มีวิชาอาคม แถมมาอยู่ในร่างของไป๋จิ้นกว่างอีกคนที่มีวิชาอาคม การจะอยู่ในโลกนี้โดยไม่ให้มีคนจับได้นั้น ก็ต้องใช้เรื่องบาดเจ็บเพราะพิษร้ายแรงนี้ให้เป็นประโยชน์ และเพราะไม่รู้จักใครในโลกนี้เลย ไม่มีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมอีกต่างหาก มีแต่ต้องใช้วิธีนี้เท่านั้น!

                “นี่” ไปจิ้นกว่างเอ่ยขึ้น “เห็นคุยกันแต่เรื่องที่ข้าไม่เข้าใจ พวกเจ้าเป็นใครกัน แล้วทำไมข้ามาอยู่ที่นี่”

                “!?”  

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 114 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #51 A T O M Y (@Atomy_Dek-D) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 มกราคม 2562 / 23:48
    เงิบกันทั่วห้อง
    #51
    0