กว่าจะมาเป็นราชาปีศาจ ต้องเหนือยิ่งกว่าฟ้าเเละต้องท้าลิขิต

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 7,338 Views

  • 94 Comments

  • 381 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    896

    Overall
    7,338

ตอนที่ 17 : บทที่ 13 หยุดการกระทำของของเจ้าซะ ไอ้น้องชาย (รีไรท์ครั้งที่ 1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 491
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 46 ครั้ง
    24 ธ.ค. 61

บทที่ 13 หยุดการกระทำของของเจ้าซะ ไอ้น้องชาย

หลังจากออกไปเดินชมหมู่บ้านได้ชั่วครึ่งยามเศษๆ ไป๋จิ้นกว่างก็กลับมาที่โรงเตี๊ยม การออกไปเดินชมรอบหมู่บ้านอย่างไม่สูญเปล่าเท่าไหร่นัก ได้ข้อมูลข่าวสาร ของโลกนี้ ส่งผลให้เขาได้เข้าใจโลกสุดแสนจะแฟนตาซีนี้มากขึ้น  ว่าข่าวบางกล่าวก็เชื่อถือไม่ได้!

คิดแล้วก็อดที่จะรู้สึกหงุดหงิดไม่ได้ ใครมันแต่งเรื่องแบบนี้ออกมา มันทำให้ชื่อเสียงเขาเสื่อมเสีย ภายหลังอาจจะก่อให้เกิดเรื่องไม่ดีในอนาคตกับตัวเขา ไป๋จิ้นกว่างรู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์ที่ไม่เป็นมงคล

นอกจากนั้น โลกนี้มีใบปลิวที่บันทึกข้อความข่าวประจำวันให้เหล่าชาวบ้านอ่านเพื่อรับรู้ข้อมูลข่าวสาร เอาตรงๆก็มีหลักการคล้ายๆหนังสือพิมพ์ในโลกเก่าที่ไป๋จิ้นกว่างจากมานั่นแหละ และใบปลิวเหล่านี้มิได้มีไว้เพื่อแจกฟรี ผู้ใดมีความต้องการจะบริโภคหรือเสพข่าวจะต้องเสียตังซื้อมาอ่าน ใบละหนึ่งอีแปะ เป็นที่นิยมมากในหมู่ชนชั้นกลางหรือบรรดาขาเม้าท์ทั้งหลายแหล่

เมื่อเปิดประตูเข้าห้องพักไป ไป๋จิ้นกว่างก็เห็นหยางเจิ้งเฉินนอนหลับอยู่บนเตียง สวมเสื้อผ้าสีขาวบางเบาเหมาะกับการสวมใส่นอน ถอดถุงมือกรงเล็บเหล็กดำออกมาวางบนโต๊ะข้างๆหัวเตียงด้วย ท่าทางดูหลับสบายไร้ความกังวล   

ไป๋จิ้นกว่างจึงแอบคิดในใจ หากเขาคิดจะฆ่าหยางเจิ้งเฉินตอนหลับ อีกฝ่ายจะรู้ตัวไหมนะ แต่ก็ต้องหยุดความคิดนั้น เนื่องจากหยางเจิ้งเฉินเหมือนจะรับรู้การเข้ามาของเขา โดยการลืมตาขึ้นมามอง

                “กินแล้วรีบนอนซะ จะเช้าแล้ว” เอ่ยเพียงเท่านั้นก่อนหลับตาพลางขยับไปนอนชิดขอบเตียงอีกฝั่ง เป็นการเผื่อแผ่ที่นอนให้ ดูเหมือนหยางเจิ้งเฉินมีน้ำใจกว่าที่ไป๋จิ้นกว่างคิด

                ในห้องมีอาหารวางอยู่บนโต๊ะทานข้าวสามสี่อย่าง ดูเหมือนว่าเสี่ยวเอ้อร์จะทำงานได้ดี ถึงเขาไม่กินเขาก็อิ่มทิพย์จากการเป็นเซียน แต่ทว่าของกินตรงหน้านี้มีแต่ของดูน่าอร่อย ไป๋จิ้นกว่างจึงจัดการกินอาหารตรงหน้าอย่างไม่ลังเล

 ตอนนี้ก็เริ่มจะเช้าแล้ว ผู้คนในหมูบ้านนี้ก็ยังคงโต้รุ่งกันไม่หยุดหย่อน ขนาดฟ้าจะสางยังมีคนออกมาเดินเที่ยวกันเต็มถนนไปหมด แต่นั่นคงเป็นเพราะหมู่บ้านแห่งนี้เป็นจุดพักกองคาราวานของพวกค้าขาย

หลังจากไป๋จิ้นกว่างจัดการอาหารพวกนั้นลงท้องเสร็จ เขาทำความสะอาดร่างกายตนเองด้วยการไปอาบน้ำอุ่นก่อนไปเข้าไปนอนข้างหยางเจิ้งเฉิน

 

ในวันต่อมานั้น

ยามเที่ยงในห้องพักยังมีคนนอนหลับสบายอยู่บนเตียง เป็นชายหนุ่มรูปงามผิวพรรณขาวสุขภาพดี ผมสีดำขลับดุจปีกอีกา ทั้งยังเงางามสยายลาดไปกับฟูกนอนที่สะอาดสะอ้าด เขาพลิกตัวเหยียดแขนขา เพื่อคลายความเมื่อยจากการนอนหลับในท่าเดิมๆ

ไป๋จิ้นกว่างตื่นแล้ว เขารู้สึกตัว และรับรู้ตลอดเวลาว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงอันแสนนุ่มนิ่ม เพียงแต่ไม่สามารถลืมตาขึ้นมาได้ ง่วงงุ่นแถมยังหนักเปลือกตาอยูมากโข รู้สึกว่าตนยังนอนไม่เพียงพอ หรืออาจเป็นความสบายเกินไปจึงส่งผลให้ร่างกายเกียจคร้าน ให้เขาลุ่มหลงกับการนอนหลับพักผ่อนจนไม่สนสถานที่และเวลา

 ไป๋จิ้นกว่างเดิมทีก็ไม่มีสัญชาตญาณระวังตัวอยู่ก่อนแล้ว เขาโตมาในสถานที่ ผู้คนปกติจะไม่ต่อสู้กันไม่ฆ่าแกงกันอย่างโหดร้าย เป็นเหตุให้หารู้ไม่ว่ากำลังถูกอีกคนที่อยู่ภายในห้องพัก นั่งมองอย่างเงียบเชียบ ด้วยเจตนากล้ำกึ่งดีและไม่ดีผสมปนเปกัน ศัตรูก็หาใช่มิตรก็ไม่เชิง และเต็มไปด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดอย่างที่ไม่เคยรู้สึกเช่นนี้กับผู้ใดมาก่อน

หยางเจิ้งเฉินตื่นก่อนราวๆหนึ่งชั่วยามได้(สองชั่วโมง) ตื่นมาอาบน้ำล้างหน้า เอาอาวุธลับ พวกมีดของมีคมทุกอย่างที่มักจะซุกซ่อนอยู่ตามทั่วร่างกายของตนเองมาขัดเช็ดถูก ขึ้นชื่อว่าเป็นถึงองค์ชายเผ่ามารแต่ก็มีทักษะอย่างผู้ที่เป็นเงาให้กับเหล่าพี่น้อง หยางเจิ้งเฉินคือมือสังหาร เขาทิ้งใจและเย็นชาต่อคนทั้งโลกก็เพื่อมอบหัวใจดวงเดียวให้กับพระมารดา

ระหว่างนั้นได้ถือโอกาสนั่งมองเซียนหนุ่มรูปงาม ใบหน้าจัดหล่อเหลาทว่างดงาม รูปร่างสะโอดสะองแขนขายาว ผิวพรรณขาวปานไข่มุก บางครั้งปล่งประกายคล้ายมีออร่า เป็นลักษณะของปราณทิพย์ของเซียนโดยแท้

ความรูปงามที่ก่ำกึ่งของไป๋จิ้นกว่างทั้งหมดเป็นสาเหตุที่หยางเจิ้งเฉินหงุดหงิดอย่างไม่สมเหตุสมผล เกิดเป็นชายควรมีรูปลักษณ์น่าเย้ายวนในสายตาผู้ชายด้วยกันงั้นรึ? เป็นเขาที่วิปริตหรือหรือเซียนหนุ่มนี่มีรูปงามเกินไปจนวิปริตกันแน่ ภายในใจของหยางเจิ้งเฉินสบสนและไม่เข้าใจความร้อนลุ่มที่สุมอกยามมองไปที่ไป๋จิ้นกว่าง จนบางครั้งเกือบลืมตัว อยากเข้าไปสัมผัสแตะต้อง

ระหว่างที่คิดทบทวนความรู้สึกที่ว่า ทำไมตนถึงได้รู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งที่มองไปที่เซียนหนุ่มรูปงามผู้นี้ แต่กระนั้นก็ยังอยากจะมอง และไม่อยากอยู่ห่างจากไปไหน ความกังวลกังวายที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่ได้รับความกระจ่าง เขาก็จะอยู่กับคนๆนี้จนกว่าจะรู้ความรู้ของตนเองจนแน่ชัด

และอีกเหตุผลหนึ่งที่ต้องอยู่ใกล้ชิดกับไป๋จิ้นกว่าง นั่นคือภารกิจที่พระบิดามอบให้มาก็สำคัญต่อเขาและพระมารดามาก หากทำสำเร็จมันจะเปลี่ยนสถานะของเขากับพระมารดาให้อยู่ทัดเทียมเหล่าพี่น้อง มารดาจะไม่ต้องถูกใครเหยียดหยามอีก

 แผนที่เขาตั้งใจจะทำก็ต้องเปลี่ยน เหตุเพราะเข็มทิศวิเศษได้พังไป การจะออกตามหาลูกแก้วตรึงวิญญาณก็เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร คนที่เป็นเบาะแสเดียว ไม่มีมันอยู่กับตัว แม้ว่าเขาจะค้นหาจากไป๋จิ้นกว่างทั่วทุกซอกทุกมุมแล้วก็ตาม แต่กระนั้นหาได้หมดข้อสงสัย บางทีไป๋จิ้นกว่างผู้นี้อาจเก็บไว้ที่อื่น หากใช้กำลังเค้นมาไม่ได้ แต่จะฆ่าทิ้งก็ไม่ได้เช่นกัน ไป๋จิ้นกว่างเป็นเบาะแสเดียวของเขาในตอนนี้ จึงตัดสินใจที่จะอยู่ใกล้ชิดกับคนๆนี้จนกว่าจะรู้ว่าไป๋จิ้นกว่างนำมันไปซ่อนไว้ที่ใด

ร่างสูงบนเตียงขยับพลิกตัวนอนเป็นรอบที่สาม ไป๋จิ้นกว่างค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างยากลำบาก ดวงตาสีเมล็ดอัลมอนด์หรี่จนเห็นเพียงครึ่งหนึ่ง ดูหม่นเเสงเเละไร้เเสงสะท้อน คล้ายครึ่งหลับครึ่งตื่น เขาตื่นเเล้ว เพียงเเต่ยังไม่อยากจะลุกออกไปจากที่นอนอันเเสนอุ่นและนุ่มนิ่ม

เเต่เพราะลำคอเเห้งผากจากการไม่ได้ดื่มน้ำมาตั้งเเต่เข้านอนช่วงฟ้าเกือบสาง จนกระทั่งตื่นนอนเอายามเที่ยง ทำให้ร่างกายโหยหาน้ำ จึงขยับร่างกายชิดขอบเตียงเเล้วเอื้อมมือเรียวขาวปานไข่มุกไปจับเหยือกน้ำรินใส่ถ้วยชา เเต่ไม่ทันจะได้เอื้อมเเตะ หยางเจิ้งเฉินก็ชิงเหยือกน้ำมารินใส่ถ้วยชาก่อนจะยกถ้วยนั่นมาดื่มเอง.

อ้าว...

ไป๋จิ้นกว่างหันไปมองหยางเจิ้งเฉิน อย่างไม่รู้จะต่อว่าอีกฝ่ายว่ากระไรดี ตอนเเรกก็นึกว่าจะมีน้ำใจช่วย เเต่หาใช่เช่นนั้น เขาไม่ควรประเมินคนผู้นี้ในเเง่ดี เเม้เเต่เพียงเสี้ยวเดียวเลยจริงๆ เมื่อเห็นไป๋จิ้นกว่างทำหน้าตาอ้ำอึ้งมองมาที่ตนก็รู้สึกได้ใจขึ้นมาหน่อย มุมปากคล้ายจะยิ้มแต่ไม่ยิ้มอย่างเช่นทุกครั้ง

การกลั่นเเกล้งเล็กๆเหมือนดั่งการกลั่นแกล้งของเหล่าพวกเด็กๆเช่นนี้ หยางเจิ้งเฉินพอใจงั้นรึ ?  ไป๋จิ้นกว่างอยากจะต่อว่าสักยกสองยก เเต่ก็หาได้ทำไม่ เขาเพียงได้เเต่พะงาบปากพูดอะไรไม่ออก ไม่รู้ว่าจะต่อว่าอีกฝ่ายเช่นไรดี

 หยางเจิ้งเฉินรินน้ำใส่ถ้วยอีกครั้ง ก่อนจะส่งถ้วยใส่น้ำให้ไป๋จิ้นกว่าง

 "เชิญ"

 ไป๋จิ้นกว่างมองถ้วยใส่น้ำที่หยางเจิ้นเฉินส่งให้อย่างชั่งใจ ก่อนจะหันไปมองใบหน้าหล่อเหลาทว่าราบเรียบเหมือนเส้นประสาทบนหน้าตายด้าน ระแวงว่าอีกฝ่ายจะกลั่นแกล้งตน อย่างเช่น หากยื่นมือไปรับ หยางเจิ้งเฉินอาจจะขยับถ้วยหนี และไป๋จิ้นกว่างก็กระหายน้ำมากจนไม่อยากเล่นอะไรแบบนั้นด้วย

 "ข้าน้อยเกรงใจองค์ชายหยางเจิ้งเฉินเเห่งเผ่ามารจริงๆ"

 ไม่พูดเปล่ายังอุตส่าห์ยกยิ้มสว่างสดใส พร้อมกับก้มศรีษะลงเล็กน้อยอย่างนอบน้อมก่อนจะรับถ้วยชาใส่น้ำมาดื่มด้วยกริยาท่วงท่าที่งามสง่าสมกับเป็นปรมาจารย์ที่มีชื่อเสียง

เเต่หยางเจิ้งเฉินหาใช่คนโง่ ที่ผ่านมาก็สังเกตนิสัยที่เเท้จริงของเซียนหนุ่มรูปงามผู้นี้มาตลอด

มองดูอย่างไรจุดประสงค์ของอีกฝ่ายก็เเค่อยากประชดเเละเเดกดันสถานะของตนมากกว่าจะปฏิบัติอย่างให้เกียรติอย่างจริงใจ

เป็นองค์ชายแล้วอย่างไร ?  เเท้จริงเเล้วหาได้สุขสบาย ต้องอดทนเเละฝึกหนักตรากตรำยิ่งกว่าสามัญชนทั่วไปเสียอีก 

หยางเจิ้งเฉินขมวดคิ้วก่อนจะเอ่ย "ไม่ต้องมาประชด"

ไป๋จิ้นกว่างจรดริมฝีปากกับถ้วยชาเพื่อดื่มน้ำดับกระหายโดยทำเมินคำพูดตำหนิของอีกฝ่ายเสียสิ้น

                "เจ้ายังอยู่อีกเหรอ นึกว่าตื่นนอนมาจะไม่เห็นเจ้าเเล้ว รู้สึกเสียอารมณ์โดยแท้" ไป๋จิ้นกว่างเอ่ยพลางยกหลังมือขึ้นมาซับหยาดน้ำรอบๆริมฝีปาก

"ขออภัยที่ทำให้เจ้าต้องผิดหวัง..."

ในสายตาของหยางเจิ้งเฉินชั่วขณะหนึ่งเขาคิดว่าริมฝีปากสวยได้รูปท่าทางจะอ่อนนุ่มหากผู้ใดได้สัมผัสอาจเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ เเต่ก็ต้องหยุดความคิดชั่วครู่นั้นทันที เพราะเป็นความคิดที่อันตรายเกินไป หยางเจิ้งเฉินรีบเบี่ยงความสนใจไปที่อื่นเอ่ยเปลี่ยนเรื่องเพื่อช่วยตนเองที่เริ่มคิดอะไรต้องห้าม

"บาดเเผล...ของเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง"

 ไป๋จิ้นกว่างเงยขึ้นมามองคนถามหลังจากดื่มน้ำไปอีกถ้วย เพราะปริมาณน้ำถ้วยชาเดียวไม่อาจเติมเต็มความกระหายได้

"แค่เเผลเเมวข่วนไม่ได้เจ็บอะไรขนาดนั้น หากจะมารู้สึกผิดเอาตอนนี้ ช่วยคืนถุงหอมคืนมาได้หรือไม่" ไป๋จิ้นกว่างเเบมือออกไปหา หวังให้หยางเจิ้งเฉินคืสิ่งนั้นนมา  ซึ่งสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่หลันเซียนเย่วทำให้เขา นางเป็นลูกศิษย์ที่คอยปรนนิบัติพัดวีหลังจากหานเฟิงลาไปท่องยุทธจักร จนถึงตอนนี้เขายังนึกเสียใจที่ปาถุงหอมที่เเม่นางน้อยให้มา เขาช่างเป็นอาจารยที่ไม่เอาไหนเลยจริงๆ

"เเผลเเมวข่วน? เเน่ใจรึ ที่ข่วนเจ้าเป็นเเมว" หยางเจิ้งเฉินมุมปากกระตุกยิ้ม ก่อนจะยื่นมืออกไปเพื่อแตะลำคอขาวผ่องของไป๋จิ้นกว่างเพื่อตนจะได้มองเห็นบาดเเผลนั่นได้ถนัดตา เเต่ดูคนรูปงามตรงหน้าจะตื่นตระหนกเกินเหตุ จึงขัดขืนไม่ยอมให้แตะต้องตัว เบี่ยงตัวหลบทันทีเช่นกัน ทำให้หยางเจิ้งเฉินคว้าได้เเต่ธาตุอากาศ

เพราะไป๋จิ้นกว่างหลบพ้น แถมสีหน้าเขาหวาดระแวงไม่ไว้ใจอย่างสุดๆ หยางเจิ้งเฉินจึงรู้สึกหน้าเสียไปชั่วขณะ เขาดูน่ารังเกียจขนาดนั้นเชียวหรือ ถึงขั้นอีกฝ่ายไม่ยอมให้แตะ  เเต่ก็พยายามระงับอารมณ์ร้อนของตนที่มักจะทำให้เสียเรื่อง

"เเค่จะขอดูบาดเเผลเเมวข่วน มิได้จะทำร้ายผู้อาวุธโสเซียน..."           

คราวนี้เป็นไป๋จิ้นกว่างที่มุมปากกระตุก เขาไม่ได้ดูแก่ขนาดนั้น คนๆนี้จงใจกวนเส้นประสาทของเขา

เเม้ว่าจะรู้สึกขัดเคืองที่ถูกเรียกว่าผู้อาวุธโสเซียน เเต่นั่นก็ไม่สมควรที่จะเก็บมาเป็นอารมณ์ เเต่จับไปที่จุดอื่นเเทนโดยพยายามไม่ได้สูญเสียความเยือกเย็นไป

"ถ้าเเค่ขอดู เหตุใดต้องกระทำรุนเเรง การกระทำหยาบคายเยี่ยงนี้ มันเป็นเรื่องปกติของคนจากเผ่ามารงั้นรึ ? "

"รุนเเรงที่ไหนกันเเค่จะเเตะ เเต่เจ้าดันกลัวไปเอง ข้าหาได้ตั้งใจทำให้เจ้าตกใจเช่นนี้" หยางเจิ้งเฉินเอ่ยอย่างเสียอารมณ์ เเละนั่นส่งผลให้ไป๋จิ้นกว่างจ้องอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ ไป๋จิ้นกว่างพยักหน้าขึ้นลงช้าๆ ส่งเสียง อืมม.. ในลำคอ

"อ่อ...ทางนี้เข้าใจผิดไปเองสินะ"

"ขอดูหน่อย" หยางเจิ้งเฉินยังคนยืนยันเช่นเดิม ดวงตาสองสี ทองข้างซ้าย ฟ้าครามข้างขวา เป็นประกายพราวเเพรว

"เจ้า...นี่!" กำลังจะด่ากราดอีกฝ่ายน่ารำคาญ เเต่หยางเจิ้งเฉินกลับกดเขาลงกับเตียง แถมข้อมือสองข้างถูกยึดกดเเนบติดฟูกนอนเหนือศรีษะ

คนด้านบนคร่อมร่างเขาเอาไว้ กดน้ำหนักลงมาทั้งตัว ไป๋จิ้นกว่างพยายามออกเเรงที่มีทั้งหมดมางัดกับอีกฝ่าย 

"จะทำอะไร เเค่อยากเห็นเเผลแมวข่วนต้องทำขนาดนี้เลยรึองค์ชายหยางเจิ้งเฉิน" ไป๋จิ้นกว่างพยายามยื้อเเรงช่วงแรกๆ แรงก็พอสูสีกันแต่พอยื้ออยู่นาน ไป๋จิ้นกว่างเป็นฝ่ายที่เริ่มหมดแรงก่อน ดูท่าว่าหยางเจิ้งเฉินจะมีความอึดกว่าเป็นไหนๆ  เเม้จะตื่นตระหนกทว่ายังคงพยายามรวบรวมความคิดที่จะเอาตัวรอดจากการคุกคามเเสนประหลาดนี้อย่างไรดี

"หันหน้าไปทางซ้ายเสียโดยดี" หยางเจิ้งเฉินออกคำสั่งเสียงต่ำเเช่มช้าพยายามใจเย็นที่สุด การที่ต้องพูดซ้ำเป็นครั้งที่สองหาใช่นิสัยคนเช่นเขา

มาเสียงต่ำขนาดนี้ โดยทั่วไปเเสดงว่าคนๆนั้นย่อมใกล้หมดความอดทน ไป๋จิ้นกว่างพออ่านออกอยู่บ้าง เเต่ก็หาได้นำพา เขายิ่งพยศหนักเข้าไปอีก

"ไปสั่งมารดาเจ้าเถอะ ไอ้หนู"

ใช้คำไหนไม่ใช้ ดันมาใช้คำที่หยางเจิ้งเฉินอ่อนไหวที่สุด พระมารดาคือทุกสิ่งทุกอย่างของเขา ไป๋จิ้นกว่างชะตาขาดเสียเเล้ว...

“ถอนวาจาที่เจ้าเอ่ยถึงมารดาข้าเดี๋ยวนี้”

“ไม่

เปลวเพลิงแห่งโทสะคล้ายเผาไหม้นัยน์ตาตาสองสี มันวาวโรจน์เรืองรอง วินาทีที่ไป๋จิ้นกว่างคาดไม่ถึงก็คือมือของหยางเจิ้งเฉินฉีกดึงเสื้อเขาขาดติดมือมาเป็นชิ้น เผยให้เห็นกล้ามหน้าอกเปลือยเปล่าขาวผุดผ่อง กล้ามหน้าท้องแบนราบปรากฏสู่สายตา

ไป๋จิ้นกว่างอ้าปากค้าง เขาเคยได้ยินว่าเวลาผู้หญิงตบตีกัน จะชอบดึงทึ้งเสื้อผ้าฝ่ายตรงข้ามให้หลุดลุ่ยเพื่อสร้างความอับอายให้อีกฝ่าย แต่นึกไม่ถึง หยางเจิ้งเฉินก็นิยมอยากจะทำเช่นนั้นเหมือนพวกผู้หญิงเหล่านั้น!

ทางด้านหยางเจิ้งเฉินก็อึ้งไปเช่นกัน เจตนาตั้งแต่แรกตั้งใจจะดึงคอเสื้อขึ้นมาเพื่อสั่งสอน แต่กลายเป็นว่ากระชากเสื้อไป๋จิ้นกว่างขาดติดมือมาเสียอย่างนั้น

ดวงตาสองสีเผลอมองมองไปที่แผ่นอกกว้างสวยงามของไป๋จิ้นกว่างอย่างไม่ได้ตั้งใจ สะดุดเข้าตุ่มไตเม็ดสีชมพูที่เด่นหรา โดยไม่รู้ตัว เขาแอบกลืนน้ำลาย แต่ไม่อาจซ่อนจากสายตาผู้ที่อยู่ภายใต้ร่างเขาได้

ไป๋จิ้นกว่าสาบานได้จากการที่เห็นลูกกระเดือกของหยางเจิ้งเฉินเคลื่อนขยับยามมองมาที่อกกว้างเขาด้วยสายตาที่ดูร้อนแรงหรือจะเรียกว่าน่าขนลุกดี ถึงไป๋จิ้นกว่างจะซื่อ แต่ก็หาได้ซื่อขนาดนั้น หรือว่า

“หยุดการกระทำของของเจ้าซะ ไอ้น้องชาย” ไป๋จิ้นกว่างเอ่ยออกมาเสียงสั่นเครือนิดๆอย่างไม่ได้ตั้งใจ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 46 ครั้ง

4 ความคิดเห็น

  1. #75 MitsukiCarto (@MitsukiCarto) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 / 06:26
    ไม่ต้องหยุดๆ เอาเลยน้องชายๆ!
    #75
    0
  2. #42 Konrafah (@Konrafah) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 2 มกราคม 2562 / 21:55
    อย่ารุนแรงเลยนะะะ
    #42
    0
  3. #35 yoonmin085 (@yoonmin085) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2561 / 22:15
    ฮื่อออ รอเสมอค่ะไรท์^^
    #35
    2
    • #35-1 (@ma_nowhermestime) (จากตอนที่ 17)
      21 ธันวาคม 2561 / 22:47
      ขอบคุณที่ติดตามนะคะ จะพยายามเขียนออกมาให้ดีที่สุดค่ะ
      #35-1
  4. #33 bhuii2505 (@bhuii2505) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2561 / 10:45
    แหมมมมมมมมมม
    #33
    1