กว่าจะมาเป็นราชาปีศาจ(มีE-book)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 11,991 Views

  • 145 Comments

  • 623 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    330

    Overall
    11,991

ตอนที่ 16 : บทที่ 12 ข่าวลือพกลม (รีไรท์ครั้งที่ 1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 765
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 87 ครั้ง
    24 ธ.ค. 61

บทที่ 12 ข่าวลือพกลม

                หลังจากข้ามฟากมาอีกฝั่งของแม่น้ำ ไป๋จิ้นกว่างก็พบว่าหยางเจิ้นเฉินนั้นบาดเจ็บที่หัวไหล่จนโลหิตสีแดงไหลโชก ตอนแรกไม่อาจที่จะดูออกได้ เพียงแค่จับสังเกตจากการที่อีกฝ่ายเหงื่อออกหน้าซีดได้เพียงเล็กน้อย แต่ตอนนั้นเขาคิดเพียงว่าหยางเจิ้งเฉินเพียงแค่เหนื่อยเหมือนกับเขา และอีกเหตุผลที่พอมาจะยกมาเป็นข้ออ้างได้คือ เสื้อผ้าที่อีกฝ่ายสวมใส่ล้วนเป็นสีดำเลยยากที่จะมองเห็นจุดที่โลหิตซึมออกมาได้

                กว่าไป๋จิ้นกว่างจะสังเกตเห็นอาการบาดเจ็บของหยางเจิ้งเฉินได้ ก็จนกระทั้งมาถึงโรงเตี๊ยมเล็กๆในหมู่บ้านทุ่งเขียวขจีนั่นแหละ

                “ข้าติดพิษ” หยางเจิ้งเฉินเอ่ยขึ้นก่อนจะถอดเสื้อออก เผยให้เห็นมวลกล้ามเนื้อที่ผ่านการฝึกฝนมาไม่มากก็น้อย หากอยู่ในโลกเก่าของไป๋จิ้นกว่าง หมอนี่เรียกคะแนนความป๊อกปูล่าจากสาวๆได้สองชั้นเลยทีเดียว หนึ่งคือความหล่อเหลาอย่างกับไอดอลเกาหลี สองกล้ามเนื้อที่ดูเซ็กซี่สมชายชาตรี หากเทียบกับไป๋จิ้นกว่างย่อมแพ้ไปในสองส่วนสี่ของอีกฝ่าย

                สรุปแล้วเขามีอะไรเทียบหยางเจิ้งเฉินได้บ้าง หน้าตา? เทียบได้ที่ไหนกันล่ะ ฝีมือวิชาทักษะการต่อสู้ ราบคาบอย่างที่ประจักษ์กันในครั้งที่แล้ว รูปร่าง? แพ้ไปตั้งแต่ที่หยางเจิ้นเฉินยังไม่ทันที่จะถอดเลยด้วยซ้ำ แต่เรื่องนั้นช่างมัน มีสิ่งสำคัญกว่านั้นที่ต้องจัดการ

                บาดแผลที่หัวไหล่ของหยางเจิ้งเฉินไม่นักหนาก็จริงแต่สีเลือดและบริเวณบาดแผลเริ่มดำคล้ำ วิธีขับพิษไป๋จิ้นกว่างพยายามคิดว่าจะช่วยอีกฝ่ายเช่นไรดี เขาไม่ใช่พวกแฟนตัวยงของพวกนิยายหรือกระทั่งหนังจีนกำลังภายใน ยังไม่มีความรู้เรื่องพวกนี้เลย

                “ช่วยต้มน้ำร้อนให้หน่อย”

                “เจ้ารู้วีธีขับพิษ?

                “เร็วหน่อย”

“ได้..” ไป๋จิ้นกว่างจำใจเดินออกไปบอกให้เสี่ยวเอ้อร์ที่มีหน้าที่อำนวยความสะดวกภายในโรงเตี๊ยมเป็นคนต้มน้ำร้อนมาให้หนึ่งกา พอกลับเข้ามาพร้อมกับกาน้ำร้อนไป๋จิ้นกว่างก็เห็นหยางเจิ้งเฉินลงไปแช่น้ำนั่งขัดตะหมาดประสานมือ คล้ายการประสานอินกรรมพิธีอะไรสักอย่างอยู่ในอ่างไม้เสียแล้ว อีกฝ่ายเปลือยทั้งตัว แต่ยังดีที่มีผ้าสีขาวผืนเล็กปิดส่วนล่างไว้ จึงดูไม่อนาจารเท่าไรนัก

“เทน้ำร้อนใส่อ่างเร็วเข้า แล้วไปเอามาอีกสามสี่กา แค่นี้ไม่พอ”

“ได้..” ไป๋จิ้นกว่างรู้สึกจำใจต้องฟังอีกฝ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงจะรู้สึกว่าหยางเจิ้งเฉินถือดีมากที่มาสั่งคนอย่างเขา แต่เขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน ไม่อาจที่จะปล่อยให้ไอ้หนุ่มนี่ตายทั้งที่ช่วยได้ หากอะไรช่วยได้เขาเองก็จะช่วยในฐานะเพื่อนร่วมโลกคนหนึ่ง

เหล่าเสี่ยวเอ้อร์ประจำโรงเตี้ยมผู้ไม่รู้เรื่องราวอะไร ก็ต้องช่วยผลัดกันต้มน้ำเอามาส่งที่ห้องพัก โดยคิดค่าบริการพิเศษอีกนิดหน่อย โชคดีที่ไป๋จิ้นกว่างมีเงินติดตัวอยู่พอสมควร

น้ำในอ่างไม้เริ่มร้อนได้ที่ประมาณห้าสิบองศาเซลเซียส อุณภูมิเหมือนแช่อยู่ในบ่อออนเซ็นที่ญี่ปุ่น ระหว่างนั้น หยางเจิ้งเฉินขับเคลื่อนลมปราณ เพื่อขับพิษออกจากร่างกาย ในระยะเวลาไม่นานเกินรอ น้ำในอ่างที่หยางเจิ้นเฉินนั่งแช่อยู่ก็เริ่มกลายเป็นสีดำ

“น้ำเป็นสีดำงั้นรึ” ไป๋จิ้นกว่างเอ่ยขณะนั่งอยู่ข้างๆอ่างไม้ที่หยางเจิ้งเฉินเปลือยร่างแช่อยู่ มือเรียวขาวปานไข่มุกเอื่อมกำลังจะแตะน้ำสีดำในอ่างด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“อย่าแตะน้ำ” หยางเจิ้งเฉินเอ่ยเตือน ก่อนจะเริ่มเหยียดขาเอนตัวนอนในอ่างอย่างผ่อนคลาย อ่างไม้นี้ดูๆไปก็คล้ายอ่างอาบน้ำในโลกเก่าของไป๋จิ้นกว่างอย่างไรอย่างนั้น

ไป๋จิ้นกว่างชะงักมือค้างไว้ครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงมือกลับอย่างเก้อเขิน ไม่อาจเพิกเฉยต่อการเตือนของอีกฝ่าย รู้สึกว่าถ้าเพิกเฉยต้องมีเรื่องไม่ดีเป็นแน่

“นี่คือพิษสังหารมาร ร้ายแรงขนาดที่มนุษย์หรือเซียนที่อ่อนแอก็อาจจะตายในทันที” หยางเจิ้งเฉินอธิบายเริ่มหลับตาพริ้มลง แลดูสบายใจเหมือนมาทำสปา

อะไรนะ เซียนที่อ่อนแอทำไมต้องเน้นหนักตรงนี้ด้วย เส้นเลือดตรงขมับตึงแน่นขึ้นมาทันที

“แล้วทำไมเพิ่งมาบอกเอาตอนนี้”  ใจเขาหล่นวูบเกือบได้ไปเยือนปรโลกอีกรอบแล้วเชียว ถึงรอบแรกที่ไปเยือนมา จะจำไม่ได้ก็เถอะ.. รู้ตัวอีกทีก็มาเกิดใหม่ในร่างของปรมาจารย์ไป๋จิ้นกว่างเสียแล้ว มาอยู่ในร่างใครไม่เกิด ดันมาเกิดในร่างของผู้มีตบะบำเพ็ญเซียนสูง แถมชื่อก็ดันเหมือนกันอีก..

“ก็ไม่คิดว่าเจ้าจะไม่รู้..เป็นถึงปรมาจารย์สำนักเขาเซียนแท้ๆ”

ไป๋จิ้นกว่างหน้าแดงจัด คำพูดสบประมาทนั่นทำเอาเขาอับอายไม่น้อยจริงอยู่ที่เขาไม่รู้ แต่ไม่รู้ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องมาดูถูกกันขนาดนี้เสียหน่อย

“ก็นั้นเพราะพิษเล่นงานข้ายังไงล่ะ นอกจากสูญเสียความสามารถ ข้าก็สูญเสียความทรงจำด้วย จะไม่รู้มันก็ไม่แปลกนี่จริงไหม?

“งั้นเหรอ

“อืม”

“แต่เจ้าที่เสียความทรงจำและตกอยู่สภาพที่อ่อนแอเช่นนี้ ก็ดูน่าสนุกดีนะ” หยางเจิ้งเฉินลืมตาขึ้นมามองไป๋จิ้นกว่าง ใบหน้าแลดูเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม ดวงตาคมสองสีคู่นั้นดูเย้ายวนหน่อยๆยามที่จดจ้องมาที่ไป๋จิ้นกว่าง สักพักหยางเจิ้นเฉินก็เลือกที่จะละสายตาแล้วหลับตาต่อ เหมือนอีกฝ่ายจะหงุดหงิดทุกครั้งที่มองมา ไป๋จิ้นกว่างรู้สึกได้ว่าหยางเจิ้งเฉินไม่ค่อยชอบหน้าเขาอย่างเห็นได้ชัด

ไป๋จิ้นกว่างมองดูเจ้าหนุ่มนี่ตั้งแต่หัวจรดเท้าก็ได้แต่ถอนหายใจ หมอนี่ใช่คนเดียวกันกับคนที่เขาเจอครั้งแรกหรือเปล่า ทำไมคำพูดคำจาจิกกัดเจ็บแปลกๆ

“ตอนแรกนึกว่าจะเป็นคนพูดน้อย แต่พอพูดก็พูดไม่หยุด น่ารำคาญจริงๆเลยเจ้าเด็กเวร” มือขาวปานไข่มุกเรียวจะยื่นออกไปจะดีดหน้าผาก

“ก็บอกว่าอย่าแตะ อยากตายหรือไง” อีกฝ่ายเอ่ยเตือนเสียงเย็นขณะหลับตา

“ไม่ได้แตะน้ำ”

“แตะตัวข้าก็ไม่ได้ ตอนนี้ห้ามหากอยากแตะ ไว้หลังจากนี้ดีกว่า”

เอาไว้หลังจากนี้ดีกว่า  อะไรกันวุ้ย พูดจาน่าคิดมากอะไรแบบนี้ ไป๋จิ้นกว่างรู้สึกขนลุกขึ้นมาแปลกๆ

ไป๋จิ้นลุกขึ้นถอนหายใจ สรุปแตะคนก็ไม่ได้ แล้วเขาจะทำอะไรได้อีก อยู่นานก็พาลเหม็นหน้าหยางเจิ้งเฉินเสียเปล่า  “งั้นเดี๋ยวไปหาอะไรมาให้กิน ระหว่างนี้ก็ช่วยตัวเองไปแล้วกัน”

หยางเจิ้งเฉินทำเพียงพยักหน้าก่อนขณะที่ยังหลับตาลงไปอีก

ไป๋จิ้นกว่างผละออกมา เมื่อเดินออกมาพ้นห้องเขาก็เดินตรงลงมาชั้นล่าง ในส่วนของชั้นล่างเป็นร้านอาหารมีผู้คนเข้าออกเป็นระยะๆ ส่วนมากก็จะเป็นพวกขาจร

“นายท่านต้องการอะไรเพิ่มอีกหรือไม่” เสี่ยวเอ้อร์พอเห็นไป๋จิ้นกว่างเดินลงมาชั้นล่างก็รีบเข้ามาประจบประแจงทันที ก่อนหน้านั้นเสี่ยวเอ้อร์คนนี้ก็เป็นหนึ่งในทีมที่ช่วยกันต้มน้ำร้อนมาส่งถึงห้องหลายต่อหลายรอบ ได้ทิปหนักๆไปก็ไม่น้อย

“อีกสักครึ่งชั่วยาม ทำอะไรไปให้กินที่ห้องหน่อยแล้วกัน อะไรก็ได้ สักสามสี่อย่าง ส่วนเงินเก็บกับอีกคนที่อยู่ในห้องตามสบาย”

“ขอรับนายท่าน ข้าน้อยจะจัดตามที่นายท่านบอก” รับคำเสร็จเสี่ยวเอ้อร์ก็เดินลิ่วไปเก็บจานชามตามโต๊ะ

พอจัดการเรื่องจิปาถะเสร็จ ไป๋จิ้นกว่างก็ถือโอกาสเดินชมหมู่บ้านสักหน่อย จากที่คุยๆกับชาวบ้านแถวๆนี้ ไป๋จิ้นกว่างถึงได้รู้ว่าที่นี่คือหมู่บ้านเศรษฐกิจ เป็นทางผ่านของพวกนักเดินทาง หรือกองคาราวานค้าขาย มักจะมาหยุดพักเติมเสบียงกันที่นี่ก่อนจะไปถึงหัวเมืองใหญ่ๆที่เป็นสถานที่เป้าหมาย อย่างเมืองลั่วหยางที่ไป๋จิ้นกว่างเพิ่งจะจากมาก็เป็นหัวเมืองใหญ่เป็นเมืองท่าเศรษฐกิจที่ผู้คนมักมาคบค้าสมาคมกัน  

ในเมื่อเป็นหมูบ้านเศรษฐกิจ ไป๋จิ้นกว่างจึงไม่แปลกใจเลยที่มีผู้คนออกมาเดินขายของกันเกลื่อนทางไปหมด แถมที่นี่ยังมีโรงเตี๊ยมหลายที่ให้เลือกพักอีกด้วย โรงเตี๊ยมที่ไป๋จิ้นกว่างกับหยางเจิ้งเฉินพักอยู่เป็นโรงเตี๊ยมที่อยู่ริมๆรั้วหมู่บ้าน ใกล้ทางเข้าสุดแล้ว พอเห็นว่ามีโรงเตี๊ยมอยู่ ก็ไม่ได้เลือกมากนัก เข้าไปใช้บริการที่นี่ทันที

                สิ่งที่ไป๋จิ้นกว่างสนใจอีกอย่างนอกจากการเดินเล่นรอบหมู่บ้านนั้นก็คือ ก็คือข่าวความเป็นไป ที่ชาวบ้านมักจะคุยถกเถียงกันในยุทธภพ อย่างไรในเมื่อเขาได้เป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้แล้ว ก็ย่อมต้องศึกษาข่าวคราวของยุทธภพ หรือต่อให้เป็นเรื่องหมากัดกันเขาก็ต้องรู้เอาไว้ ยิ่งละเอียดยิ่งดี! เพื่อความกลมกลืน เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิวตาตามเป็นธรรมดา

                “เจ้าว่าพวกคนหนุ่มสาวสมัยนี้ใครแข็งแกร่งสุดในยุทธภพ” ชายคนหนึ่งนั่งคุยกับเพื่อนๆในวงเหล้าไหสุรา

                “หากเจ้าหมายถึงคนรุ่นใหม่ๆล่ะก็ จะใครซะอีกล่ะ องค์ชายครึ่งเผ่ามาร หยางเจิ้งเฉิน” ชายอีกคนกล่าวด้วยสีหน้าท่าทางมั่นอกมั่นใจ

                หยางเจิ้งเฉินอย่างนั้นเหรอ? ไป๋จิ้นกว่างสะดุดกับชื่อนี้ขึ้นมา แหงสิ ก็ไอ้เจ้าคนชื่อนี้พักอยู่ในห้องเดียวกับเขา แล้วเขาเพิ่งจะโดนเจ้านั่นทำร้ายมาด้วย แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่า คงเป็นสถานะของอีกฝ่าย หยางเจิ้งเฉินเป็นองค์ชายครึ่งเผ่ามาร? กลับไปสงสัยต้องถาม ความเป็นมาเป็นไปให้กระจ่างเสียแล้ว รวมถึงลูกแก้วตรึงวิญญาณเจ้าปัญหาที่พาเขาซวยนั่นด้วย..

                “แต่ข้าว่าเป็นหานเฟิง ศิษย์เอกของไป๋จิ้นกว่างนะ เจ้าลองคิดดูสิไป๋จิ้นกว่างเป็นเซียนบำเพ็ญตนมาเกือบร้อยปี แถมยังได้รับความดีความชอบตอนลงเขามาปราบมารอสูร คนเก่งขนาดนี้ ศิษย์ย่อมต้องเก่งอยู่แล้ว”

                อืม ถึงความจริงไป๋จิ้นกว่างที่พวกชาวบ้านกำลังกล่าวถึงไม่ใช่เขา แต่ก็รูสึกยืดไม่น้อย เรื่องนี้ไป๋จิ้นกว่างรู้สึกได้ใจนิดๆ

                “ไป๋จิ้นกว่างตอนนี้ง่อยไปแล้ว ตั้งแต่บาดเจ็บสาหัส ก็สูญเสียวิชาอาคมแถมยังวิปลาส” ชายอีกคนกล่าว

                เหลวไหล วิปลาสอะไร  ไป๋จิ้นกว่างอยากจะเข้าไปร่วมถกเถียงด้วยแต่ก็ยับยั้งช่างใจของตนเองไว้

                “ข่าวนั่นมันเหลวไหลสิ้นดี ที่ข้าได้ยินมาไม่ใช่แบบนี้!

                อ่ะ ฮะ มีคนช่วยเถียงให้แล้ว ไป๋จิ้นกว่างที่ยืนฟังเฉยๆแอบยิ้มในใจ

                ชายคนที่ค้านกล่าวต่ออีกว่า “ความจริงก็คือ เมื่อครู่เหมือนจะมีม้าเร็วมาแพร่กระจายข่าว ว่าเกิดการไล่ล่าฆ่ากันที่เมืองลั่วหยาง สองในคนที่อยู่ตรงจุดเกิดเหตุมีไป๋จิ้นกว่างกับองค์ชายหยางเจิ้งเฉิน สองสบนี้คบคิดร่วมกัน เห็นว่าเป้าหมายคือช่วยให้องค์ชายหยางเจิ้งเฉินขึ้นครองบังลังก์ประมุขเผ่ามาร คนจากเผ่ามารรู้เข้าจึงส่งคนมาขัดขวางไงล่ะ!

                ไป๋จิ้นกว่างได้ยินข่าวนี้ถึงกับทำหน้าเหม่อลอย

                โลกนี้ช่างอยู่ยากกว่าที่เขาคิดนัก


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 87 ครั้ง

4 ความคิดเห็น

  1. #74 MitsukiCarto (@MitsukiCarto) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 / 06:07
    55555เป็นบ้าแถมยังหน๊ตามผู้ชายอีก~
    #74
    0
  2. #41 Konrafah (@Konrafah) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 2 มกราคม 2562 / 21:48
    55555555555 ข่าวโคมลอยจ้า จริงๆหนีตามกันเฉยๆ
    #41
    0
  3. #32 Heart of life (@77-77) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2561 / 08:14
    ให้อารมณ์ชาวบ้านนินทากัน 5555
    #32
    1
    • #32-1 (@ma_nowhermestime) (จากตอนที่ 16)
      16 ธันวาคม 2561 / 08:47
      ฮา ขอบคุณมากนะคะ ตั้งใจเเบบนั้นเลยค่ะ ถ้ารีไรท์อีกครั้งว่าจะใส่อารมณ์ตอนนินทาชาวบ้านให้มากกว่านี้ เมื่อวานเดตไลน์ กำหนดลงทุกสามวัน ขอบคุณที่มาตามอ่านนะคะ
      #32-1
  4. #31 worapoj1331 (@worapoj1331) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2561 / 22:05

    ง่าาาา กำลังได้ที่ รอต่อจ้าา งู้ยยย ~♡♡ ติดตามๆๆ~

    #31
    2
    • #31-1 (@ma_nowhermestime) (จากตอนที่ 16)
      16 ธันวาคม 2561 / 08:41
      ขอบคุณมากๆค่ะ จะพยายามลงทุกๆ3วัน หรือถ้าหัวเเล่นจะไวกว่านั้น ตั้งใจเขียนเรื่องนี้ให้จบไวๆด้วยค่ะ อยากลองส่งสำนักพิมพ์ดู
      #31-1
    • #31-2 MitsukiCarto (@MitsukiCarto) (จากตอนที่ 16)
      5 กุมภาพันธ์ 2562 / 06:06


      แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2562 / 06:10
      #31-2