กว่าจะมาเป็นราชาปีศาจ ต้องเหนือยิ่งกว่าฟ้าเเละต้องท้าลิขิต

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 7,693 Views

  • 94 Comments

  • 403 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,251

    Overall
    7,693

ตอนที่ 18 : บทที่ 14 หานเฟิง ศิษย์เอกยอดกตัญญู

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 390
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 39 ครั้ง
    28 ธ.ค. 61

บทที่ 14 หานเฟิง ศิษย์เอกยอดกตัญญู

                “พี่ชายกลัวขึ้นมาแล้วรึ ?” หยางเจิ้งเฉินมีความรู้สึกว่า ใบหน้าของคนใต้ร่างยามสั่นกลัว ช่างน่ารักอะไรเช่นนี้ เขาใช้มือข้างเดียวรวบข้อมือสองข้างของไป๋จิ้นกว่างตรึงกับฟูกนอน จากนั้นมือที่ว่างอีกข้าง วางไปที่แผ่นอกกว้างขาวผุดผ่อง กดปลายนิ้วสัมผัสผิวนวลนุ่มที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆเย้ายวนอย่างน่าหลงใหล ต่อให้ทำเรื่องวิปริตก็ช่างประไร หากทำให้คนๆนี้ยอมศิโรราบโดยดี ก็ไม่เลือกวิธีการหรอก

                “พี่ชายกลัวแล้ว ปล่อยพี่ชายผู้น่าสงสารไปเถอะ”

                “จะถอนคำพูดหรือไม่ ?” อีกฝ่ายกระตุกยิ้มมุมปากอย่างชั่วร้าย

                “ถอนแน่นอน ข้าขอถอนวาจาโง่เง่าพี่ชายกล่าวกับเจ้าไปทั้งหมดเลย”

                “ดี แล้วก็ขออภัยจากข้าด้วย”

                “กระหม่อมขออภัยองค์ชายผู้สูงส่ง”  ไป๋จิ้นกว่างพยายามยิ้มอย่างเป็นมิตร แม้ภายในใจจะหวั่นเกรงแค่ไหนก็ตาม ต้องทำใจดีสู้เสือสิงห์กระทิง แรดเข้าไว้

                “อย่าประชด”

                “ข้าขออภัยหยางเจิ้งเฉิน คราวนี้จะปล่อยได้หรือยัง” ไป๋จิ้นกว่างกัดฟันพูดอย่างฝืนทน นั่นทำให้หยางเจิ้งเฉินสนุกไม่น้อย

                “เชิญ” เมื่อเห็นว่าไป๋จิ้นกว่างยอมตน หยางเจิ้งเฉินผละออกมาแต่โดยดี

หลังจากตนเป็นอิสระ ไป๋จิ้นก็รีบวิ่งออกจากห้องไปทันที ใบหน้าของเซียนหนุ่มรูปงามเหมือนคนเกือบจะร้องไห้ มีหยาดน้ำตาซึมออกมาหน่อย หากมองไกลจะดูออกได้ยาก หากมองใกล้จะสามารถสังเกตเห็นได้

หยางเจิ้งเฉินมองคนที่รีบวิ่งออกไปอย่างไม่คิดจะห้าม

นั่นเพราะว่าเขารู้ว่าไม่ถึงนาทีไป๋จิ้นกว่างจะเดินกลับเข้ามา ดวงตาดั่งเมล็ดอัลมอนด์หลบสายตาคนจ้อง ก่อนจะเอ่ยเสียงอ่อยๆ

"ลืมไปว่าสารรูปของตนเองหลุดลุ่ย..."

นั่นทำให้ หยางเจิ้งเฉินถึงกับหลุดหัวเราะ

"ขำอะไร"

"เจ้าน่าสนใจมาก"

ไป๋จิ้นกว่างฟังวาจาที่อีกฝ่ายกล่าวก็ทำหน้าหวาดระเเวงยิ่งกว่าเดิม ซึ่งหยางเจิ้งเฉินรับรู้ได้ เขาคงทำเกินไปจริงๆ

"ข้าต้องขออภัยเจ้าจริงๆที่ล่วงเกิน..."

"หา.." ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้ยินคำกล่าวขออภัยจากคนๆนี้ หน้าตาของไป๋จิ้นกว่างดูเหลอหลาไปไม่เป็น

ท่าทางชวนหงุดหงิดนี่มันอะไรกัน หยางเจิ้งเฉินมุมปากกระตุก การที่เขายอมลดราวาศอกของตนเองลงมันดูน่าประหลาดขนาดนั้นเชียว แต่สุดท้ายก็เก็บความหงุดหงิดนั้นไว้ภายในใจ

"เรื่องเสื้อผ้า เดี๋ยวจะออกไปหาซื้อคืนให้"

 

 

 

 

หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป

ณ สำนักนักอวิ๋นซาน ที่ยอดเขาหลิ่งจิ้นเขตชั้นใน ฉางชิงเค่อยืนมองดูหานเฟิงที่เหินกระบี่ลงมาที่พื้น ฝ่ายนั้นสีหน้าไม่สู้ดี จะเรียกว่าถมึงทึงก็ย่อมได้ ท่าทางร้อนใจเช่นนั้นคงไม่แคล้วเป็นเรื่องที่ไป๋จิ้นกว่างผู้เป็นอาจารย์ของตนหายตัวไป

หลันชิงหย่ากับหลันเซียนเย่วเป็นผู้ส่งข้อความไปหาผ่านทางยันต์สื่อสาร พอทราบเรื่องก็รีบบึ่งตรงมาที่สำนักทันที

เมื่ออาจารย์ผู้คุมยอดเขาหลิ่งจิ้นหายตัวไป ย่อมเป็นข่าวใหญ่มันส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของสำนักอวิ๋นซาน  โดยปกติแล้วย่อมจะขาดเจ้ายอดเขาคนใดคนหนึ่งไปมิได้

ซึ่งอย่างที่รู้กันว่าสำนักอวิ๋นซานจะแบ่งออกเป็นสี่ยอดเขา  ยอดเขาหลิ่งจิ้นมีปรมาจารย์ไป๋จิ้นกว่างที่เป็นเจ้าผู้คุมยอดเขา ที่ปราณอยู่ในระดับกำเนิดใหม่ขั้นที่เก้า  ระดับนี้เกือบเข้าใกล้เป็นความเทพเซียน เขาจึงเป็นผู้คุมยอดเขาหลักที่สำคัญที่สุด

ยอดเขาหลิ่งหงมีอาวุธโสเซี่ยเหนียง อาจารย์หญิงที่มีปราณระดับหลอมรวมขั้นที่หก แม้นางจะเป็นสตรีคนเดียวเพียงหนึ่งในสี่เจ้าผู้คุมยอด แต่ความสามารถก็ไม่แพ้บุรษเพศ ทั้งยังมีวิชาที่ร้ายกาจ ร้อยไหมฝนด้าย ที่แค่ฟังแล้วก็แทบจะลมจับหวาดเสียวไปตามๆกัน

ยอดเขาหลิ่งฮุ่ยมีเถาไป่ซื่อที่เป็นถึงนักหลอมโอสถขั้นที่ห้า ปราณระดับหลอมรวมขั้นเจ็ด แม้จะเป็นยอดฝีมือแต่ก็รักความสงบที่สุด

“ท่านเจ้าสำนัก หานเฟิงอกตัญญูไม่สามารถที่จะอยู่ปกป้องอาจารย์ของตนในยามคับขันได้ โปรดลงโทษหานเฟิงในเวลานี้ด้วย!” หานเฟิงเมื่อเห็นฉางชิงเค่อ ก็แทบจะคุกเข่าเอาหัวโขกพื้นต่อหน้าฉางชิงเค่อทันที เขารู้สึกผิดมากทั้งๆตัวเขาเป็นศิษย์เอกของอาจารย์แต่เวลายามอาจารย์เดือนร้อนตนกลับไม่ได้อยู่ หากเขาไม่คิดอยากรีบออกไปท่อนยุทธจักรเร็ววันก่อนกำหนด มิหน่ำซ้ำรู้ทั้งรู้ว่าอาจารย์สูญเสียทั้งความจำทั้งยังสูญเสียความสามารถที่ไม่อาจฟื้นคืนได้โดยง่าย หานเฟิงก็ยังเลือกที่จะทิ้งอาจารย์ไว้เบื้องหลังเพราะความรู้สึกที่บิดเบี้ยวของตนเป็นเหตุ อาจารย์คงไม่หายตัวไปเยี่ยงนี้  เขาสมควรตาย เป็นศิษย์อกตัญญูจริงๆ

“ออกไปท่องยุทธภพ ไม่ทำให้เจ้าเติบโตเลยหรือ แทนที่เจ้าจะมานั่งคุกเข่าโขกศีรษะขอทัณฑ์ ออกไปตามหาอาจารย์ของเจ้าให้เจอเสียดีกว่า” ฉางชิงเค่อเอ่ยอย่างสงบนิ่ง สายตายามที่มองหานเฟิงเย็นชาและไม่ไว้หน้า ศิษย์ของน้องจิ้นกว่างยามนี้ช่างดูมิได้เสียจริง จากนั้นก็หันหลังเดินจากไปอย่างไม่คิดจะเหลียวมอง

ฉางชิงเค่อแม้ภายนอกจะสงบนิ่ง แต่ภายในใจหาได้เป็นเช่นนั้น ศิษย์น้องจิ้นกว่างยามนี้สูญเสียความจำ ตัวตนแท้จริงก็หาได้มีความแน่ชัด ปราณจิตแท้ดับสลายทว่ากายาก็ยังเคลื่อนไหวราวกับมีปราณจิตอื่นมาเสริมแทนที่ หรือแท้จริงแล้วจะมีผู้มากำเนิดใหม่ และเวลานี้ก็ยังหายตัวไปอีกยิ่งดูน่าแคลนใจเข้าไปใหญ่

“แท้จริงแล้วเจ้าเป็นใครกันแน่..” ฉางชิงเค่อพึมพำกับตนเอง ก่อนจะเรียกสัตว์วิเศษกิเลนทองของตนเองออกมา และพาตนเองเหินไปพร้อมกับมันก่อน  หายลับเข้ากลีบเมฆเพียงไม่กี่เสี่ยววิ

 

ทางด้านหานเฟิงที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังเขาค่อยๆลุกขึ้น คอตกอย่างกลุ้มใจ หากว่าเขามีหูกับหางล่ะก็ หูกับหางก็คงจะตกลงมาด้วยไม่ผิดแน่ มองดูจากมุมไกลๆแล้วช่างน่าสงสารแท้ ซึ่งสองพี่น้องแซ่หลันเป็นพยานได้

สองพี่น้องสาวทั้งคู่ยืนมองอยู่ไม่ไกลนัก พอรู้ว่าศิษย์พี่หานเฟิงมาถึง พวกนางก็รีบออกมาเพื่อจะต้อนรับ แต่ใครจะไปรู้กันเล่า ว่าจะเห็นฉากที่อีกฝ่ายโขกศรีษะขอทัณฑ์จากท่านเจ้าสำนักอย่างไร้สติเช่นนี้ ทั้งๆที่ไม่ใช่ความผิดของศิษย์พี่ของพวกนางเลยแท้ๆ แต่เป็นความผิดของพวกนาง หลันชิงหย่าและหลันเซียนเย่วโทษตนเองที่ไร้ความสารถจะปกป้องอาจารย์ทั้งๆที่สองพี่น้องอยู่ด้วยในคืนนั้น แต่พวกนางกลับมองไม่เห็นความผิดปกติอะไรเลยจนกระทั่งกลับจวนที่พัก ถึงได้รู้ว่าอาจารย์หายไป

พวกนางโดนวิชาหมอกลวงตา!

หลังจากเจ้าสำนักฉางชิงเค่อไปแล้ว พวกนางทั้งสองก็เดินเข้ามาหาหานเฟิง

“ศิษย์พี่หานเฟิง” สองพี่น้องเอ่ยชื่อหานเฟิงพร้อมกับคำนับตามมารยาท

“ศิษย์น้องหญิงทั้งสองสบายดีสินะ” หานเฟิงยิ้มๆน้อย  แต่แววตากลับไม่ค่อยยิ้มตาม มันเต็มไปด้วยความวิตกกังวล

“เรื่องที่อาจารย์หายตัวไป” หลังชิงหย่ากล่าวอย่างกระอักกระอ่วนใจ นางลังเลไม่รู้จะหาข้อแก้ตัวหานเฟิงเช่นไรดี นางค่อนข้างใส่ใจศิษย์พี่เกินกว่าความเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้อง

หานเฟิงยกมือให้นางไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว “ไม่ใช่ความผิดของศิษย์น้องหญิงทั้งสอง อย่าขอโทษเลย พวกเราออกไปตามหาอาจารย์กันดีกว่า”

สองพี่น้องแซ่หลันจึงอาสาจะพาหานเฟิงไปยังจุดที่คิดว่าอาจารย์ของตนได้หายตัวไป ซึ่งหานเฟิงก็ยอมรับต่อการอาสานี้ พวกนางอยู่กับอาจารย์เป็นกลุ่มสุดท้าย น่าจะช่วยได้มากโขเลยทีเดียว

เมื่อมาถึงจุดที่คาดว่าใช่เเน่เเล้ว สองพี่น้องก็ชี้จุดบอกหานเฟิงทันที ซึ่งทั้งสองสาวเเละหนึ่งหนุ่มจึงตัดสินใจเเยกกันค้นหาร่องรอย

ซึ่งหานเฟิงมองไปรอบๆที่เคยเป็นลานจัดงานเทศกาลเซียนหยวน เขาพยายามหาร่องรอยอยู่เเต่ก็ไม่พบอะไร ตอนที่กำลังจะใช้ยันต์สื่อสารถามไถ่จากศิษย์น้องหญิงทั้งสอง หลันเซียนเยว่ก็วิ่งมาหาเขาด้วยท่าทางกระหืดกระหอบ

"ศิษย์พี่หานเฟิง ตะ ตรง.. น..นั้น ตรงนั้น!"

"หายใจก่อน เเล้วค่อยพูด" หานเฟิงยิ้มนิดๆก่อนจะส่ายหน้ากับความเป็นเหมือนม้าดีดกระโหลกของหลันเซียนเย่ว

หลันเซี่ยนเย่วพยายามหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ ก่อนจะกลืนน้ำลาย เเล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นยินดี

"เมื่อครู่นี้ไปพบร่องรอยการต่อสู้มา กำเเพงเเตกเป็นเสี่ยงๆ คาดว่าน่าจะเป็นฝีมืออาจารย์ ต่อสู้กับใครสักคน..." หลันเซียนเย่วรายงาน

"พาข้าไปดูที"

"ทางนี้เลยศิษย์พี่" หลันเซียนเย่ววิ่งนำ ซึ่งตรงจุดนั้น อยู่ห่างไม่ไกลนัก ไม่ถึงนาทีก็ถึง

เป็นจริงดังหลันเซียนเย่วว่า กำเเพงตรงนี้พัง ผ่านมาอาทิตย์ทางการก็ยังไม่มาดูเเลซ่อมเเซม ถือเป็นโชคดียิ่ง หากมันถูกซ่อมเเซม การจะตามรอยอาจารย์จะยิ่งยากขึ้นไปอีกเท่าตัว... คิดเเล้วก็เจ็บเเค้นใจ หากเขามาถึงเร็วกว่านี้ ก็อาจจะพบร่องรอยของอาจารย์ได้เร็วกว่านี้ เเละอาจารย์ยังคงไปได้ไม่ไกล

หานเฟิงพยายามสะกดกลั้นอารมณ์โกรธก่อนจะเดินเข้าไปสำรวจจุดที่กำเเพงพังถล่ม หากสังเกตดูๆ หานเฟิงก็พบรอยเลือดเเห้งกรังติดอยู่ก้อนอิฐเศษซากหลักฐาน...

"อาจารย์..." เรียวคิ้วทรงดาบขมวดมุ่น หานเฟิงหวังเพียงว่านั่นจะไม่ใช่เลือดของผู้เป็นอาจารย์

หานเฟิงใช้ปลายนิ้วชี้กับนิ้วกลางปาดรอยเลือดเลือดขึ้นมาเลียชิมดู

หลันเซียนเย่วตกตะลึงกับพฤติกรรมของศิษย์พี่ แมนนางน้อยเเอบหันไปทำหน้าอี๋เเหยะ

"ไม่ใช่เลือดอาจารย์..." หานเฟิงเอ่ย เเต่สีหน้ากลับยิ่งมีความกังวลหนักกว่าเก่า

"ค่อยยังชั่ว ดีจริงๆที่ไม่ใช่เลือดของอาจารย์ ไม่งั้นข้าคงกินไม่ได้นอนไม่หลับเป็นเเน่เเท้" หลันเซียนเย่วถอนหายใจพร้อมกับยกฝ่ามือมือทาบอก

"อาจารย์ถูกเผ่ามารชั่วโจมตี" หานเฟิงกล่าวสิ่งที่คิดออกมา

หลันเซียนเย่วอ้าปากค้างกับสิ่งที่หานเฟิงบอก เเม่นางน้อยเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับเผ่ามารมากอยู่พอสมควร เคยได้ยินว่าเผ่ามารเป็นพวกมีจิตใจหยาบช้าเเข็งกระด้าง ครั้นอดีตบุกโจมตีมนุษย์ ฆ่าคน ข่มขืนผู้หญิง เเม้เเต่เด็กก็ฆ่าไม่ละเว้น อาจหาญเเละหยิ่งผยอง เซียนมากมายถูกเผ่ามารสังหารมานับไม่น้อย ทางที่ดีหากหลีกเลี่ยงได้ก็สมควรหลีกเลี่ยง เเต่ครั้งนี้กลับมาเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของอาจารย์ หลันเซียนเย่วเเทบอยากจะร้องไห้โฮเสียตรงนั้น

“ล..แล้วจะทำอย่างไรกันดี” หลันเซียนเย่วเอ่ยขึ้นมาอย่างร้อนรน นางห่วงอาจารย์จนจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่  หากอาจารย์เป็นอะไรไป หลันเซียนเย่วจะไม่มีทางให้อภัยตนเองเด็ดขาด เป็นความผิดของนางที่เอาแต่เที่ยวเล่นจนคาดสายตาไปจากอาจารย์

“อาจารย์ไม่เป็นไรหรอก ถึงจะสูญเสียความทรงจำ แต่อาจารย์ก็เป็นถึงอาจารย์ของพวกเรา ศิษย์น้องอย่ากังวลไปเลย”

"จริงนะศิษย์พี่หานเฟิง.." เเม่น้องน้อยเอามือซับหยาดน้ำเล็กๆที่หางตา

"จริงสิ ข้าไม่โกหกศิษย์น้องหญิงหรอก" หานเฟิงส่งยิ้มละมุ่นอบอุ่นเพื่อให้ศิษย์น้องหญิงคนเล็กสบายใจ เเละไม่ลืมที่จะลูบศีรษะเพื่อปลอบโยนความหวาดกลัวภายในใจของเเม่นางน้อยที่น่าเอ็นดูผู้นี้ ถึงกระนั้นภายในใจหานเฟิงกลับสวนทางกับสิ่งที่ตนเองได้กล่าวเอาไว้กับหลันเซียนเย่ว เขาเป็นห่วงอาจารย์ไม่แพ้หลันเซียนเย่ว

ครั้นมียันต์สื่อสารปรากฎขึ้นมา
[ข้าสอบสอบถามชาวเมืองเเถวๆนี้มา ว่ามีการไล่ล่ากัน กลุ่มหนึ่งเป็นพวกไล่ล่า อีกกลุ่มเป็นองค์ชายหยางเจิ้งเฉินกับ...อาจารย์]
เสียงที่ดังมาจากยันต์สื่อสาร คือเสียงของหลันชิงหย่า
หลันเซียนเย่วกับหานเฟิงต่างมองหน้ากันหลังจากได้รับฟังข้อความรายงานของหลันชิงหย่า
"องค์ชายหยางเจิ้งเฉิน!" หลันเซียนเย่วทำตาโตอย่างประหลาดใจ ไม่มีใครในโลกนี้ไม่รู้จักนามนี้ องค์ชายหยางเจิ้งเฉินคือสายเลือดของเผ่ามนุษย์เชื้อสายพระวงศ์กับประมุขเผ่ามาร เป็นการแต่งงานเพื่อสร้างสันติระหว่างเผ่ามนุษย์กับเผ่ามาร ให้ล้มล้างความบาดหมางต่อกัน เป็นสมรสพระราชทานระหว่างองค์หญิงปี้เหยากับประมุขมารหยางอี้เฉา
อย่างนี้นี่เองเลือดของเผ่ามารที่เขาชิมไปก็คือเลือดขององค์ชายหยางเจิ้นเฉิน

เมื่อรู้ว่าเป็นเลือดของใครหานเฟิงพลั่นรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที ความรู้สึกที่ไม่อาจถูกชะตากับคนผู้นี้ได้มันก่อเกิดขึ้นมาภายใจเบื้องลึก มันเป็นสัญชาตญาณของความเป็นคู่แข่งเรื่องฝีมือวิชาการต่อสู้ เรื่องราวของเขาทั้งสองนั้น เป็นที่โจษจันที่มักชอบถูกเอามาเปรียบเทียบฝีมือในหมู่ยอดฝีมือ เป็นตัวแทนของสองฝั่งระหว่างผู้ฝึกวิชายุทธกับผู้ฝึกวิชาอาคม

"น้องชิงหย่า ไม่ทราบว่า ตอนนี้เจ้าอยู่ที่ใด" หานเฟิงถามออกไปผ่านยันต์สื่อสารที่ลอยอยู่ตรงหน้า

[ประตูเมืองทางทิศเหนือ ข้าพบร่องรอยของการต่อสู้]

"อย่าเพิ่งไปไหน ข้ากับน้องเซียนเย่วจะตามไปสมทบ"

[รับทราบ] สิ้นเสียงการตอบกลับ ยันต์สื่อสารก็มลายหายไป เหมือนโดนไฟเผาไหม้เพราะหมดสิ้นอายุการใช้งาน

หลันเซียนเย่วหันมาพยักหน้าว่าตนพร้อมไปทุกเมื่อ เเล้วทั้งคู่ก็รุกหน้าไปโดยการใช้วิชาตัวเบาขึ้นไปบนหลังคาเพื่อมุ่งไปยังสถานที่หลันชิงหย่าบอกออกมา

การใช้วิชาตัวเบาเป็นอะไรที่เเสนจะสะดวกสบายผนวกกับการใช้เส้นทางลัดที่สุดผ่านทางหลังคาชาวบ้านชาวเมืองเพียงไม่นานพวกเขาก็มาถึงจุดเป้าหมายประตูเมืองทางทิศเหนือ ซึ่งหลันชิงหย่าก็รออยู่ที่นั่น 

เมื่อหลังชิงหย่าเห็นหานเฟิงก็เข้ามารายงานทันที “เมื่อครู่นี้ข้าได้ทำการสอบถามยามเฝ้าประตูเมือง ได้เรื่องมาว่า พบเห็นคนสองคน คนหนึ่งเป็นคนจากเผ่ามาร อีกคนน่าจะเป็นเซียนได้เหินข้ามประตูไป ดูเหมือนกำลังถูกคนอีกกลุ่มไล่ล่าอยู่ด้วยเจ้าค่ะ”

หานเฟิงขมวดคิ้วคิดหนักยิ่งกว่าเดิม หากอาจารย์กับองค์ชายหยางเจิ้งเฉินไม่ได้สู้กันเอง แล้วทำไมถึงได้หนีไปด้วยกัน แล้วไหนจะโดนกลุ่มบุคคลที่สามไล่ล่าอีก เรื่องนี้มันช่างซับซ้อนนัก

หานเฟิงเดินตรงไปหาหนึ่งในทหารยามที่ยืนเฝ้าประตูยาม ก่อนจะประกบมือคำนับอย่างสุภาพ

“ข้าหานเฟิงจากสำนักฝึกเซียนเขาอวิ๋นซาน ไม่ทราบว่าพี่ชายท่านนี้จะกรุณาตอบคำถามของข้าสักเล็กน้อยได้บ้างหรือไม่”

“โอ้ ที่แท้ก็เซียนน้อยจากสำนักชื่อดังนี่เอง ข้าถังไป่หู เชิญถามได้ตามสบายเถิดน้องชาย” ทหารยามคนนั้นมีท่าทางเป็นกันเองอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติที่อีกฝ่ายจะมีทีท่านอบน้อมต่อเขา เพราะผู้ฝึกเซียนเป็นบุคคลที่มีเกียรติ มีความดีความชอบ

“เมื่ออาทิตย์ก่อนมีฝ่ายไล่ล่ากับฝ่ายหลบหนี ข้าอยากรู้ว่าฝ่ายไล่ล่าแต่งกายด้วยลักษณะเช่นไร ท่านพอจะทราบหรือไม่”

ถังไป่หูทำหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งพลางพึมพำ “แต่งตัวหาเอกลักษณ์ได้ยาก ใส่ชุดปิดหน้าปิดตาสีดำเหมือนกันหมดแล้วสีหน้าก็เหมือนจะนึกอะไรออก “อ่อ ใช่ เหมือนแต่ละคนจะใช้วิชาขวางมีดบางๆกันเก่งมาก ชาวบ้านชาวเมืองเขาลือกันให้แซ่ดว่า มันคือวิชามีดบินของเหล่าผู้ฝึกยุทธ์”

“วิชามีดบิน” หลันชิงหย่าเอ่ยออกมา

หานเฟิงจึงหันไปมองนางอย่างใคร่รู้ “น้องชิงหย่าว่ากระไรนะ”

“วิชามีดบินเจ้าค่ะ เป็นวิชาที่ฝึกยากมาก คนที่ฝึกสำเร็จส่วนใหญ่จะต้องเป็นมือสังหารระดับหัวกะทิ  เหล่ากลุ่มคนที่ฝึกวิชานี้ได้และเก่งจริงๆมีไม่กี่กลุ่ม

“กลุ่มมือสังหาร ขององค์ชายห้าของเผ่ามาร เป็นไปได้หรือไม่?” หานเฟิงลองคาดเดา เรื่องราวพวกนี้หาใช่ความลับ เป็นเรื่องเด่นเรื่องดังที่ชาวบ้านชาวเมืองมักเอามาพูดเป็นประเด็นถกเถียงในยุทธภพ ว่ากันว่าเหล่าองค์ชายไม่ค่อยกินเส้นกัน แต่ละคนล้วนเป็นศัตรูต่อกัน และองค์ชายที่มักจะถูกเหล่าพี่น้องรังเกียจเดียดฉันท์ที่สุด เป็นใครไปไม่ได้ นอกจากองค์ชายหยางเจิ้งเฉิน หรือก็คือองค์ชายสี่

“องค์ชายห้าของเผ่ามารหยางไป๋ฝู่ มีกลุ่มมือสังหารส่วนตัวที่ฝึกวิชานี้ อาจเป็นไปได้ว่า เป็นวามขัดแย้งของพี่น้องคนละแม่” หลันชิงหย่ากล่าวคาดเดาไปต่างๆนาๆ

“หากเป็นเช่นนั้น อาจารย์เกี่ยวข้องอะไรด้วย” หานเฟิงพึมพำออกมา เขาไม่กล้าคาดเดา ในสายตาของหานเฟิงอาจารย์ไม่มีวันอยู่ฝั่งเดียวกับพวกคนจากเผ่ามารเด็ดขาด

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 39 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #76 MitsukiCarto (@MitsukiCarto) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 / 06:54
    โอ๊ะๆ เหมือนได้กลิ่นน้ำส้มหกอยู่แถวนี้~
    #76
    0
  2. #37 KTNxBKL (@KTNxBKL) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2561 / 02:27
    อาจารย์เจ้าโดนผู้ชายฉุดไป (เอามือปิดตาแล้วชี้ไปทางนู้น)
    #37
    0
  3. #36 bhuii2505 (@bhuii2505) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 13:39
    น่ารักจริงๆ!!
    #36
    1