กว่าจะมาเป็นราชาปีศาจ ต้องเหนือยิ่งกว่าฟ้าเเละต้องท้าลิขิต

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 7,650 Views

  • 94 Comments

  • 406 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,208

    Overall
    7,650

ตอนที่ 13 : บทที่ 9 งานเทศกาลหยวนเซียว (รีไรท์ครั้งที่1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 524
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 53 ครั้ง
    20 ก.พ. 62

บทที่ 9 เทศกาลหยวนเซียว

เพราะคืนนี้มีงานเทศกาลหยวนเซียวที่ลั่วหยาง ลูกศิษย์ลูกหาบนเขาจึงคึกคักกันเป็นพิเศษ ช่วงเช้าจนถึงบ่ายพวกเขาฝึกปรือวิชาอาคมตามคำเเนะนำของอาจารย์เเต่ละท่านอย่างเคร่งครัด

เเละเมื่อตกเย็นมาเเต่ละคนก็จะขออนุญาตผู้เป็นอาจารย์ของตนออกไปร่วมงานเทศกาล

หากพูดถึงงานเทศกาล ก็ต้องพูดถึงความรื่นเริงสนุกสนานของผู้คน ความสวยงามเเสงสีจากโคมไฟกระดาษในยามค่ำคืน ดอกไม้ไฟ เเละก็ของกินเล่นอร่อยๆหลากหลายชนิด

เทศกาลรื่นเริงเป็นโอกาสสำคัญของลูกศิษย์ภายในสำนักให้ได้ทำในสิ่งที่ชอบ  โดยเฉพาะเด็กสาววันแรกรุ่น การได้แต่งตัวสวยๆด้วยเครื่องประทินโฉม นับว่าทำให้พวกนางมีความสุขได้ หลันเซียนเย่วนางก็เป็นหนึ่งในเด็กสาวเหล่านั้น

หลันเซียนเย่วแต่งกายด้วยผ้าแพรสีเขียวอ่อน แต่งหน้าอ่อนๆดูน่ารักสมวัย ส่วนหลันชิงหย่าผู้เป็นพี่สาวที่อายุยี่สิบปี แต่งกายด้วยผ้าแพรสีฟ้าขาวแต่งหน้าไม่อ่อนและไม่เข้มจนเกินไป สมกับเป็นสาววัยสะพรั่ง สองพี่น้องงดงามทั้งคู่  ซึ่งแม่นางน้อยทั้งสอง ต่างก็เป็นศิษย์ชั้นในภายใต้การสอนสั่งของไป๋จิ้นกว่าง

“อาจารย์ได้เวลาแล้วเจ้าค่ะ ศิษย์กับพี่ชิงหย่าพร้อมแล้ว” แม่นางน้อยหลันเซียนเย่วตะโกนอยู่หน้าเรือนของไป๋จิ้นกว่าง กริยาท่าทางของนางดูซุกซนอย่างไม่ปิดบัง ไม่เก็บงำอาการตื่นเต้นที่จะได้ออกไปเดินเที่ยวเลยแม้แต่น้อย ผิดกับผู้เป็นพี่สาวของนางลิบลับ

ซึ่งหลันชิงหย่าดูสงบเยือกเย็น และดูไม่ตื่นเต้นกับงานเทศกาลอะไรสักเท่าไหร่  หลันชิงหย่ามีปราณระดับแรกเริ่มขั้นเก้า ซึ่งเก่งกว่าคนน้องถึงสามขั้น

“เซียนเย่วอย่าเร่งท่านอาจารย์ มันเสียมารยาท” หลันชิงหย่าดุผู้เป็นน้องสาวเบาๆ

ไป๋จิ้นกว่างเปิดประตูเรือนของตนออกมา มองดูสองศิษย์หญิงที่ถูกรับมอบหมายมาจากฉางชิงเค่อ ให้คอยปรนนิบัติรับใช้เขา ซึ่งแน่นอนว่าก็ถือว่าให้เขาออกไปคอยดูแลพวกนางด้วย อย่างไรเสียสองพี่น้องก็ยังเป็นหญิง การจะให้ออกไปเที่ยวเพียงลำพังสองพี่น้องนับว่าเป็นเรื่องอันตราย ซึ่งปกติจะเป็นหน้าที่ของหานเฟิงที่มีหน้าที่คอยดูแลเหล่าศิษย์น้องแทนอาจารย์ แต่ตอนนี้หานเฟิงไม่ได้อยู่ในช่วงเวลานี้ อย่างที่ทุกคนในสำนักอวิ๋นซานรู้กัน ว่าหานเฟิงออกไปท่องเที่ยวยุทธจักร1ปี เพื่อฝึกตนให้รู้จักเผชิญอันตรายจากโลกภายนอก ซึ่งมันเป็นกฎของศิษย์เอกในสำนัก ว่าศิษย์เอกของอาจารย์แต่ละคนต้องออกไปทำตามประเพณี และหานเฟิงก็เป็นศิษย์เอกคนเดียวของเขาที่มีแววจะเจริญเติบโต และมีอนาคตที่ไกลยิ่งกว่าใคร

“ไปกันเถอะ” ไป๋จิ้นกว่างเองก็รู้สึกตื่นเต้นกับการจะได้ออกไปสถานที่ใหม่ๆ เขายอมรับว่าตนเองก็อยากออกไปมีส่วนร่วมกับการออกเที่ยวกับงานเทศกาลนี้เช่นกันพอๆกับสองสาวและลูกศิษย์ลูกหาคนอื่นๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาจะได้ลงเขาเลยเชียวนะ ต้องเปิดหูเปิดตามองหาลู่ทางใหม่ๆในอนาคตอาจจะได้ทำอะไรในสิ่งที่ตนไม่คาดถึงก็เป็นได้

การลงจากเขาก็ไม่มีอะไรซับซ้อน เหินกระปี่ลงมาอย่างเซียนทั่วไปที่มักจะทำกัน ซึ่งแน่นอนว่าไป๋จิ้นกว่างแอบฝึกมาแล้ว และพอลองฝึกครั้งแรก เขาก็แทบไม่ต้องฝึกเลย ทำมันได้อย่างง่ายดายสมกับที่ร่างนี้เป็นของไป๋จิ้นกว่างคนก่อนจริงๆ เป็นร่างกายที่ยอดเยี่ยมมาก

งานเทศกาลตอนกลางคืนเป็นอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก ทั้งเสียงผู้คนกำลังเฉลิมฉลอง เสียงประทัด ดอกไม้ไฟ และจุดเด่นของงาน โคมไฟกระหลากสีสันที่ถูกติดเต็มสองข้างทาง ดูน่าตื่นตาตื่นใจ ส่งผลให้หัวใจของไป๋จิ้นกว่างพองโตขึ้นมา มันก็นานแล้วที่เขาไม่ได้ออกไปร่วมงานเฉลิมฉลองอะไรอย่างนี้ เพราะเวลามีเทศกาลทีไร เขาก็แค่นั่งดื่มโค้กกับกินแผ่นมันฝรั่งทอดจากถุงอยู่หน้าจอทีวี ฟังเสียงบรรยากาศ และการถ่ายทอดสดจากรายการข่าวอยู่ที่บ้าน ถึงมันจะรู้สึกเหงาหน่อยๆ แต่ช่วงเวลาที่ได้มองดูจากจอทีวีนั้นก็ได้ซึมซับบรรยากาศนั้นมาหน่อยๆ มันมีความสุขดี  เขาพอใจแล้ว แต่ตอนนี้เขาได้มายืนและซึมซับบรรยากาศนั้นด้วยตนเอง มันเป็นสัมผัสของจริง มันรู้สึกยิ่งกว่าตอนรู้สึกจากการดูทีวีเสียอีก

เขารู้สึกมีชีวิตชีวาจริงๆ ยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ชักจะชอบโลกนี้ขึ้นมาเสียแล้ว ว่าแล้วก็เผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว..

หากพูดถึงงานเทศกาล ย่อมมีสิ่งหนึ่งที่ขาดไปไม่ได้ ของกิน ของมันต้องมีและเป็นอะไรที่ขาดไม่ได้เลย นอกจากด้านบนศรีษะจะมีโคมไฟกระดาษหลากสีสันแขวนอย่างน่าตื่นตาตื่นใจอยู่บนนั้นแล้ว สิ่งหนึ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจไม่แพ้กัน ก็ต้องยกให้กับ ร้านค้าแผงลอยมากมายตามสองข้างทางที่ขายของกินสดๆใหม่กันอยู่อย่างเนืองแน่น หน้าร้านแต่ละร้านก็เต็มไปด้วยผู้คนเข้าแถวรอคิว บ้างก็แย่งกันซื้อ

“อาจารย์อยากกินอะไรไหมเจ้าค่ะ” หลันเซียนเย่วเหมือนรู้งาน ดวงตาของแม่นางน้อยเป็นประกายวิบวับ

“ลองเลือกมาสักอย่างสิ” เพราะไม่รู้ว่าจะลองกินอะไรดี ตัวเขาเองก็ไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ เพราะอิ่มทิพย์จากการฝึกฝนความเป็นเซียน จึงส่งผลให้ร่างกายนี้ไม่ค่อยหิวสักเท่าไหร่ จะมีก็แต่ความอยากอาหารรสเลิศเป็นบางครั้ง และตอนนี้ไป๋จิ้นกว่างก็รู้สึกแบบนั้นหน่อยๆ

เมื่ออาจารย์เอ่ยตอบรับ หลันเซียนเย่วก็วิ่งเข้าไปในร้านขายสายไหมร้านหนึ่งทันที แม่นางน้อยเข้าไปบดเบียนกับผู้อื่นที่เป็นลูกค้ารายอื่นๆ อาศัยความตัวเล็กของเธอแทรกแซงเข้าไปซื้อได้ ไป๋จิ้นกว่างมองอยู่ไกลขมวดคิ้วเล็กน้อย พึมพำออกมาเบาๆราวกับแค่พูดกับตนเอง

“นั่น มันดูไม่ยุติธรรมสำหรับคนอื่น

“ต้องขอโทษแทนเซียนเย่วด้วยเจ้าค่ะ ข้าอบรบน้องสาวไม่ดีเอง” หลันชิงหย่าทำมือประกบกัน ก้มศีรษะขอขมา

ไป๋จิ้นกว่างโบกมือไม่ให้หลันชิงหย่าประมาณว่าอย่าคิดมาก เพราะเขาก็ไม่อยากวุ่นวายอะไรมากนัก

ไม่นานหลันเซียนเย่วก็วิ่งออกมาพร้อมกับขนมสายไหมในมือสามไม้ สีฟ้า น้ำเงิน แล้วก็ สีเขียว แม่นางน้อยเหมือนจะเลือกสีของสายไหมให้เหมาะกับแต่ละคน ซึ่งไป๋จิ้นกว่างก็ได้น้ำเงินมาเพราะเขาสวมชุดในโทนสีน้ำเงินมา หลันชิงหย่าได้สีฟ้า ส่วนหลันเซียนเย่วเอาสีเขียวให้ตัวเอง อืมก็ดูน่ารักดี หลันเซียนเย่วช่างเลือกจริงๆนะ

“หวานมากเลย อาจารย์ลองชิมดูสิเจ้าคะ”

“มันเป็นน้ำตาลก็ต้องหวานอยู่แล้วสิ ทำไมต้องตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น” พูดแล้วก็ก้มกัดไปคำนึง เขารู้สึกว่านอกจากหวานแล้วยังมีกลิ่นหอมเหมือนองุ่นอยู่นิดๆ หรือนี่จะเป็นสายไหมรสองุ่น

“อืมหวานอร่อยมาก ทำดีมาก” ไป๋จิ้นกว่างระบายยิ้มก่อนจะยื่นมือออกไปลูบผมหลันเซียนเย่วอย่างนึกเอ็นดูเท่าที่คนเป็นอาจารย์คนหนึ่งสมควร กล่าวชมลูกศิษย์เมื่ออีกฝ่ายทำตัวดี

ซึ่งแม่นางน้อยก็ยิ้มเขินจนแก้มแทบปริ การได้รับความเอ็นดูจากผู้เป็นอาจารย์นั้นเป็นเรื่องดี  ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เข้ามาเป็นศิษย์ภายใต้การดูแลของไป๋จิ้นกว่าง หลันเซียนเย่วไม่เคยได้ใกล้ชิดกับอาจารย์เช่นนี้มาก่อน ไป๋จิ้นกว่างดูห่างไกลกับความเป็นกันเองจนศิษย์หลายคนก็ยำเกรง คนๆนี้เป็นคนมีชื่อเสียงที่ใครๆต่างก็ให้ความสนใจ การจะเข้าถึงก็ยิ่งยากขึ้นไปด้วย แต่การกระทำของอาจารย์ในตอนนี้มันเปลี่ยนความคิดของหลันเซียนเย่วไปโดยปริยาย

หนึ่งอาจารย์ กับสองลูกศิษย์หญิงเดินเที่ยวชมงาน บางครั้งก็แวะไปดูการละเล่นของผู้คน บางครั้งก็หยุดพักกินของอร่อย บางครั้งก็แวะซื้อของที่ละลึก จนมาถึงร้านแผงลอยร้านหนึ่งที่ขายของประทินโฉม จำพวกเครื่องสำอาง แป้งหอม หรือปิ่นประดับผม ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็เป็นความต้องการของหลันเซียนเย่ว ศิษย์คนเล็กที่อายุน้อยสุดในสำนัก ไม่ว่าใครๆก็เอ็นดูน้องสาวคนนี้ รวมถึงผู้เป็นอาจารย์อย่างไป๋จิ้นกว่างด้วย เขาจึงตามใจหยุดดูทุกร้านแผงลอยที่นางอยากแวะชม

“ปิ่นปักผมอันนี้งามนัก พี่ชิงหย่าท่านว่า มันเข้ากับข้าไหม” หลันเซียนเย่วหันไปถามพี่สาวที่ยืนมองดูเฉย นางดูไม่ค่อยสนใจพวกเครื่องประดับเหมือนคนน้อง ถึงอย่างนั้นหลันชิงหย่าก็ไม่ใช่พี่สาวที่เย็นชาเหมือนรูปลักษณ์ภายนอก นางจ้องมองปิ่นปักผมที่มีการดัดลวดคล้ายผีเสื้อในมือของหลันเซียนเย่วก่อนจะพยักหน้า

“สวยดี”

คำตอบของพี่สาวดูจะไม่เป็นที่พอใจเท่าไหร่สำหรับผู้เป็นน้องสาว

“พี่ชิงหย่าไม่ใส่ใจข้าอีกแล้วนะ” หลันเซียนเย่วทำหน้างอง่ำก่อนจะวางปิ่นรูปผีเสื้อกลับที่เดินแล้วเดินออกจากร้าน

“ข้าใส่ใจเจ้าอยู่แล้ว”

“ใส่ใจแต่ทำไมชอบตอบขอไปทีแบบนี้ ท่านทำตัวเหมือนบุรุษเพราะอยู่กับศิษย์พี่หานเฟิงเกินไปแน่ๆ”

“นี่เจ้า!

“แบร่ แน่จริงก็จับข้าตีก้นสิ” จากนั้นหลันเซียนเย่วก็วิ่งมาหลบหลังไป๋จิ้นกว่าง

ไป๋จิ้นกว่างที่ดูเหมือนจะกลายโล่มนุษย์ให้กับหลันเซียนเย่วก็ได้แต่ยิ้มแห้ง ไม่รู้จะกล่าวว่าอะไรดี เพราะเป็นเรื่องทะเลาะกันเล็กๆน้อยของสองพี่น้องที่ยังคงรักกันดี ดังนั้นเขาผู้เป็นอาจารย์คงไม่จำเป็นต้องห้ามหรอกมั้งนะ..

สรุปปิ่นปักผมก็ไม่ได้ซื้อ ดูเหมือนว่าแม่นางน้อยหลันเซียนเย่วก็ไม่ได้อยากได้อะไรขนาดนั้น ส่วนหลันชิงหย่าก็ดูเป็นหญิงสาวที่ค่อนข้างไม่สนใจเรื่องเครื่องประดับหรือเครื่องประทินโฉมเสียเท่าไหร่ ดูแล้วทั้งคู่ก็คล้ายๆเหล่าบันดานางเอกตามพล็อตหนังจีนกำลังภายในอยู่เหมือนกัน

และตอนที่จะกลับกัน

“เฮ้ออ วันนี้สนุกมากเลย ได้มาเที่ยวกับอาจารย์ด้วย ขอบคุณที่คอยดูแลพวกเรานะเจ้าคะ” หลันเซียนเย่วฉีกยิ้มร่าเริงสดใส

“ขอบคุณมากเจ้าค่ะท่านอาจารย์” หลันชิงหย่ายังคงรู้หลักการมากกว่าคนน้อง นางโค้งคารวะไป๋จิ้นกว่างอย่างนอบน้อม ส่วนหลันเซียนเย่วพอเห็นพี่สาวก้มคารวะอาจารย์ ก็ตาโตเหมือนเพิ่งจะนึกได้ว่าต้องทำเหมือนกัน เลยคารวะตามพี่สาวทันที

“อืม” ไป๋จิ้นกว่างตอบรับการคารวะด้วยการพยักหน้าทำหน้านิ่งมาดอาจารย์ให้ได้มากที่สุด

 

แต่ทว่าใครจะไปนึกว่าช่วงเวลาอันสงบสุขจะสิ้นสุดลงหลังจากนี้

บรรยกาศรอบด้านเงียบงันอย่างกะทันหัน ความรู้สึกหายใจไม่เต็มปอด ทำให้ไป๋จิ้นกว่างรับรู้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่เขาเองก็อธิบายไม่ได้ ครั้นจะหันไปลูกศิษย์หญิงทั้งสอง ก็ไม่เห็นพวกนางยืนอยู่ที่เดิมแล้ว

การที่เพิ่งสังเกตว่าลูกศิษย์ทั้งสองของตนได้หายไปเป็นผลให้เขาหันไปมองสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ผู้คนก็หายไปหมดเช่นกัน ปรากฏการณ์ประหลาดพวกนี้เกินกว่าที่ไป๋จิ้นกว่างจะเข้าใจได้ เพราะในโลกเก่าที่เขาจากมา ย่อมไม่มีอะไรแบบนี้

เกิดอะไรขึ้น คำถามพวกนี้อยู่ในหัวของไป๋จิ้นกว่าง เขาสงสัยแต่ก็พยายามไม่แสดงอาการตื่นตระหนกนัก โลกนี้มันดูแฟนตาซี หากจะมีอะไรเกิดขึ้นเขาจะต้องตั้งสติดีๆ มีร่างกายที่เปี่ยมไปด้วยปราณทิพย์สูงส่งของไป๋จิ้นกว่างคนก่อนก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไร ไป๋จิ้นกว่างพยายามปลอบใจตนเองเงียบๆ

ระหว่างนั้นที่ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดมาอีก ไป๋จิ้นกว่างจึงได้แต่ระวังตัว กล้ามเนื้อทุกสัดส่วนเกร็งพร้อมออกวิชาเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย เหงื่อกาฬไหลรินด้วยความกังวลและหวาดระแวง พยายามผ่อนลมหายใจเข้าออกให้ผ่อนคลายยับยั้งความตื่นกลัวและการตีตนก่อนใคร่

“ไม่ว่าจะเป็นอะไร ก็รีบๆออกมาเถอะ” 

เงียบ

“มันไม่ได้ผลหรอก รู้ใช่ไหมว่ากำลังเล่นอยู่กับใคร” ไป๋จิ้นกว่างไม่ได้อวดตน แต่เป็นการพูดเหมือนโยนหินถามทางเสียมากกว่า

เช่นเดียวกัน ยังคงเงียบ ไม่มีเสียงใดตอบกลับมา

แม้ว่าจะรู้สึกหวั่นเกรงกับอะไรก็ไม่รู้ที่จะมาเพียงใด ไป๋จิ้นกว่างก็พยายามที่จะควบคุมอารมณ์ไม่ให้ตนเองดูร้อนรนตื่นเต้นหรือกังวลต่อหน้าศัตรู การทำตนให้นิ่งที่สุดน่าจะเป็นหนทางเดียวที่จะรอด อีกฝ่ายก็น่าจะเกรงกลัวในความสามารถของไป๋จิ้นกว่างอยู่บ้าง เขาคาดเดา

“ถ้าเจ้ามีเวลาทั้งวันที่จะรอ ก็ย่อมได้ ข้าก็มีเวลารอเจ้าทั้งวันเหมือนกัน” แม้ท่าทีของไป๋จิ้นกว่างจะดูสบายๆ แต่ภายในแล้วย่อมไม่ได้สบายเลย เขาค่อนข้างกลัวอย่างไรเสียเขาก็เป็นคนธรรมดามาก่อน

แต่ครั้งนี้ได้ผลต่างออกไป ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากเงาในต้นไม้ ชุดสีโทนดำ สวมเกราะหนังชนิดเบาบริเวณอก มือขวาสมปลอกแขนหนังสีดำ ส่วนมือมือซ้ายสวมอาวุธคล้ายกรงเล็บเหล็กสีดำ มีรังสีดำมืดไหลเวียนผ่านร่าง จุดเด่นที่ทำให้ผู้จ้องมองละสายตาไปไม่ได้คือดวงตาสองข้างที่มีสีสันต่างกัน ข้างซ้ายสีทองดูทรงพลังราวกับเทพอสูร ข้างขวามีสีฟ้าครามล้ำลึกเหมือนทะเล ราวกับเทพเซียน

ชายหนุ่มคนนี้ดูดีไปหมดตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยก็ว่าได้ จากที่อธิบายรูปลักษณ์ไปคร่าวๆก็พอจะรู้แล้วว่าไม่ธรรมดา ผิวยังขาวโดดเด่นตัดกับสีชุดดำสนิท นอกจากนั้นสิ่งสำคัญที่สุด ใบหน้าเหมือนหลุดมาจากปกนิตรสารไอดอลวงเกาหลี อย่างกับลีจุงกิ ในสายตาของไป๋จิ้นกว่างที่เป็นผู้ชายร้อยเปอร์เซ็นยังการังตีได้ว่า โคตรเท่ ผู้ชายด้วยกันได้เห็นก็จำต้องอิจฉา

“ส่งลูกลูกแก้วตรึงวิญญาญมา” อีกฝ่ายเอ่ยพร้อมกับยื่นมือขวาที่สวมถุงมือหนังมาทางไป๋จิ้นกว่าง อย่างไม่ยอมที่จะเสียเวลาพูดอะไรมาก หรือแม้กระทั่งการทักทายก็หาได้มี

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 53 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #71 MitsukiCarto (@MitsukiCarto) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 / 05:01
    แบบนี้ต้องเรียกว่าไร้มารยาทใช่มั้ยคะพี่ไป๋
    #71
    0
  2. #23 Konrafah (@Konrafah) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2561 / 21:48
    เชียร์ใครดี
    #23
    0