[GOT7] 。기생 Gisaeng | MarkBam

ตอนที่ 4 : บทที่สาม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,674
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 98 ครั้ง
    25 มิ.ย. 59

บทที่สาม

 

            บทกวี ภาพวาด และงานเขียน

            การร่ายรำ ดนตรี คัดอักษร

            ทุกสิ่งนั้นล้วนถูกเรียก...ศิลปะ

ศิลปะ...ที่กีแซงต้องร่ำเรียน

 

ในห้องเรียนเต็มไปด้วยเด็กน้อยนับสิบ แต่บรรยากาศนั่นกลับเงียบเชียบราวกับไร้ผู้คน เด็กน้อยเหล่านั้นกำลังคร่ำเคร่ง ตั้งสมาธิจดจ่อกับการตวัดพู่กัน บรรจงลากเส้นทีละเส้น ประกอบกันเป็นหนึ่งตัวอักษร หวังให้ผลงานของตนวิจิตรและงดงามกว่าผู้ใด


นัยน์ตากลมโตลอบมองคนรอบข้างทั้งด้านซ้ายและด้านขวาก่อนจะแอบมองท่านอาจารย์ที่กางพัดปิดบังเสี้ยวใบหน้า แววตาเรียวสวยที่กำลังทอดมองลูกศิษย์นั้นกำลังพิจารณาทั้งท่วงท่าและผลงาน ปันปันเห็นดังนั้นก็ถอดถอนหายใจแผ่วเบา มือเล็กวางพู่กันไว้บนแท่นหมึกเมื่อคัดตัวอักษรตัวสุดท้ายเสร็จสิ้น มือซ้ายจึงนวดข้อมือขวาบีบเบาๆให้ผ่อนคลายความเมื่อยล้า แล้วถึงจะกลับมาพิจารณาผลงานที่เพิ่งเสร็จสมบูรณ์


แววตากลมใสนั้นหมองหม่น ยู่ริมฝีปากแสดงถึงความไม่พอใจในผลงาน แม้การคัดอักษรครั้งนี้จะพัฒนากว่าครั้งแรกหลายขั้น แต่ความพลิ้วไหว ความสวยงาม การลงหนักลงเบาก็ยังไม่สามารถนำไปเทียบเคียงกับผลงานของผู้อื่นเสียด้วยซ้ำ


ปันปันรู้ดีแก่ใจว่าตนเองนั้นไร้ความสามารถ ไม่มีอะไรโดดเด่นหรือสะดุดตาเหมือนผู้อื่น แม้การคัดอักษรจะเป็นแค่ทักษะพื้นฐาน ระดับของเขายังไม่ถึงขั้นดี ไม่ต้องพูดถึงการร่ายรำ ร้องเพลงหรือแม้แต่การเล่นดนตรีที่เขาไม่มีความรู้เลยสักนิดเดียว 


เด็กน้อยถอนหายใจอีกครั้ง ปันปันตัดพ้อกับตนเอง แต่ก็ไม่ได้ถอดใจหรือยินดีที่จะยอมแพ้ เพราะการเรียนนี้ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเขา ยังรวมถึงหน้าตาและชื่อเสียงของพี่ฮีชอล


ดังนั้นสิ่งเดียวที่ปันปันจะสามารถทำได้คือ...การพากเพียร



 

นิ้วเรียวสางผมดำยาวสลวยบรรจงหวีผมอย่างถนอม โดยมีปันปันถือกระจกให้ผู้เป็นนายอย่างรู้หน้าที่ให้อีกฝ่ายได้ส่องเห็นผมด้านหลังของตนเอง ฮีชอลจับผมม้วนเกล้าพร้อมหยิบปิ่นปักผมเล่มโปรดหวังตกแต่งทรงผมให้สวยงาม แต่มือบางต้องชะงักค้าง หยุดเคลื่อนไหวเมื่อกระจกที่ตนกำลังส่องนั้นไหวสั่น คิ้วมนเลิกขึ้นลอบมองอาการผิดปกติของเด็กรับใช้ตัวน้อยผ่านบานกระจก และต้องส่ายหน้าเห็นความจริงว่า...ปันปันกำลังต่อสู้กับปีศาจง่วงงุน  


ตากลมเป็นประกายปรือพร้อมจะหลับ เปลือกตานั้นถูกปิดลงมากกว่าครึ่ง แต่เด็กน้อยทนฝืนเพื่อลืมตาตื่น แต่ท้ายสุดต้องแพ้พ่าย ไม่สามารถต้านทานนิทราแสนหวานของปีศาจง่วงงุน เปลือกตาบางปิดสนิท ปันปันน้อยสัปหงกกลางอากาศโดยที่มือเล็กยังยกถือกระจกให้ผู้เป็นนายได้ส่องตามหน้าที่อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง


ฮีชอลวางมือจากการแต่งผมที่ยังจัดแต่งไม่เสร็จ ร่างกายเขยิบใกล้ประจันหน้ามองปันปันที่ยังไม่รู้สึกตัว มือบางจับมือเล็กที่ยกค้างวางลงบนตัก ริมฝีปากปรากฏรอยยิ้มที่มุมปาก นัยน์ตาฉายแววปนเอ็นดูและขบขัน แต่เต็มไปด้วยความห่วงใย ความผิดปกติในช่วงนี้ของปันปันเขารับรู้ได้ เด็กน้อยไม่ค่อยสดใสเหมือนเก่า มีอาการง่วงงุน หาวออกเป็นระยะ ราวกับคนอดหลับอดนอน คิดเช่นนั้นก็อยากใช้พัดตีเบาๆเป็นการสั่งสอน แต่ใบหน้าน่ารักของเด็กดื้อตาใสทำให้เขาใจอ่อน


“...เด็กโง่” ฮีชอลทำเพียงเรียกปลุกขานกึ่งน้ำเสียงติเตียน


“ฮือ” ปันปันน้อยดื่มน้ำชากับคุณปีศาจในความฝัน ครางฮือประท้วงในลำคอเบาๆไม่อยากตื่นจากการหลับใหล


“ปันปัน” ฮีชอลเรียกชื่อซ้ำอีกครั้ง เปลือกตาบางจึงค่อยๆลืมตาตื่น ฉายแววไม่พอใจเล็กน้อยท่ามกลางภาพตรงหน้าที่พร่ามัว แต่เมื่อสติได้กลับคืน ประติดประต่อทุกเรื่องราว เด็กน้อยก็เบิกตากว้าง สะดุ้งตัวอย่างรับรู้ในความผิด ร่างเล็กกุลีกุจอนั่งคุกเข่า ก้มศีรษะกับพื้นให้ต่ำที่สุด ไม่กล้าเงยหน้า ไม่กล้าสบตาหรือแม้แต่จะลอบแอบมอง


เพราะปันปันกำลังกลัว...กลัวพี่ฮีชอลโกรธเคือง


นัยน์ตาคมสวยมองร่างน้อยที่กำลังสั่นราวกับความผิดนั้นมีโทษมหันต์ แต่ถึงจะมีจิตใจแกร่งดั่งหินผา ถ้าได้เห็นภาพตรงหน้าก็คงไม่มีใครอยากถือโทษหรือโกรธเคือง


“ข...ข้าขอโทษ” น้ำเสียงหวานเอ่ยอย่างตะกุกตะกัก ไม่มีคำพูดดุด่าหรือกิริยาอะไรตอบสนอง ยิ่งทำให้ปันปันน้อยหวาดหวั่น กลัวโทษทัณฑ์ที่ได้รับจะร้ายแรงกว่าครั้งใด


เด็กน้อยก้มหน้างุดไม่คิดจะเงยหน้า ยังคุกเข่าจนกว่าพี่ฮีชอลจะอนุญาตและให้อภัย ปันปันหลับตาปี๋เมื่อได้ยินเสียงย่างก้าว เหมือนกับว่ากีแซงคนงามกำลังไปหยิบอะไรบางอย่างก่อนจะเดินกลับมานั่งอยู่เบื้องหน้าดังเดิม


“ลุกขึ้น” ปันปันลุกขึ้นตามคำสั่ง เด็กน้อยยืนตัวตรงพร้อมยกฮันบก เปิดถึงน่องให้ผู้เป็นนายได้เฆี่ยนตี ริมฝีปากบางแย้มยิ้มจนปวดแก้ม นัยน์ตาคมสวยโค้งไม่ต่างจากพระจันทร์เสี้ยวพร้อมเสียงหัวเราะที่ทำให้คนได้ฟังต้องงงงวย


“เด็กโง่ มีผู้ใดใช้พู่กันเฆี่ยนตีกัน”


นัยน์ตากลมโตลืมตาขึ้นมองเบื้องหน้า ภาพที่เห็นคือพี่ฮีชอลกำลังแย้มยิ้มกว้าง ใบหน้าคมสวยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะจากความเบิกบาน การคาดเดาของเขานั้นผิดพลาด พี่ฮีชอลไม่ได้ถือไม้หวาย แต่เป็นพู่กัน


“ข...ข้าไม่เข้าใจ” ใบหน้าเด็กน้อยเต็มไปด้วยคำถาม เขาควรจะลงโทษด้วยไม้หวายมากกว่าที่จะมีกระดาษ แท่นหมึก พู่กันอยู่เบื้องหน้า


“ลองคัดให้ข้าดูสักตัว” ฮีชอลไม่ได้อธิบายในสิ่งที่ปันปันสงสัย ใบหน้าน่ารักรีบส่ายไปมาปฏิเสธในคำขอ อย่าให้เขาคัดเลย อย่าให้เขาเขียนเลย เขาไม่มีความสามารถมากพอที่จะอวดผลงานของตนให้ผู้ใดได้ชม “ถ้าเจ้าไม่คัด ข้าจะรู้ข้อด้อยของเจ้าได้อย่างไร”


ได้ฟังเช่นนั้น ปันปันจึงตัดสินใจรับพู่กันที่ยื่นมาให้ก่อนจะฝนแท่งหมึกด้วยปลายนิ้วไหวสั่น เขาพรูลมหายใจยาวแล้วจรดปลายพู่กัน สายตาแสดงออกถึงความมุ่งมั่น ต้องการให้ทุกเส้นประกอบกันให้เกิดอักษรที่สวยงาม เด็กน้อยก้มหน้างุดเมื่อผลงานเสร็จสิ้น ไม่คิดที่จะเงยหน้าหรือสบตาคนที่กำลังประเมินผลงานของตน


“มุ่งมั่นดี แต่มากเกินไป...” ปลายนิ้วเรียวสวยลากผ่านน้ำหมึกสีดำที่แห้งติดบนกระดาษ ฮีชอลขยายความบกพร่องให้เห็นชัด “ทุกอย่างถูกต้องตามแบบแผนและตำรา แต่ความสวยงามของเจ้านั้น...ไร้ความรู้สึกภายใน”


“พี่ฮีชอลโปรดชี้แนะให้ข้าได้หรือไม่” ปันปันน้อมรับทุกคำสั่งสอน และเขาก็พร้อมที่จะยินดีแก้ไข นัยน์ตาคมสวยช้อนสายตามองก่อนจุดยิ้มที่มุมปาก “ก่อนเจ้าจะคัดใหม่อีกครั้ง ให้สูดหายใจลึกๆ ในหัวนั้นไม่ต้องคิดสิ่งใด ตวัดพู่กัน ถ่ายทอดความหมายด้วยความรู้สึกที่เจ้านั้นเข้าใจและได้ตีความ”


มือเล็กหยิบกระดาษแผ่นใหม่ คัดตัวอักษรตามที่ผู้เป็นนายสอนสั่ง แปรเปลี่ยนความสวยงามที่แข็งกระด้าง เป็นลายเส้นที่พลิ้วไหว ประกอบออกมาเป็นตัวอักษรที่งดงาม และมากด้วยความรู้สึกที่อยู่ข้างใน


“ดี จำความรู้สึกนี้ไว้” ฮีชอลกลับไปนั่งลงที่เบาะนุ่ม มือบางโบกพัดไปมา ริมฝีปากแย้มยิ้มอย่างพออกพอใจ แต่ไม่ได้ทำให้ความสงสัยของปันปันได้คลายลง ยิ่งคิดยิ่งขมวดคิ้วยุ่ง เด็กน้อยไม่เข้าใจ ไม่เคยเข้าใจว่าทำไมพี่ฮีชอลที่เก่งมากมายคนนี้ ถึงไม่เคยสอนตน


“พูดมาเถอะปันปันก่อนที่คิ้วของเจ้าจะขดเป็นปม”


“พี่ฮีชอลโดดเด่นในทุกด้าน ทั้งความงามและความสามารถ ข้าแค่สงสัยว่าทำไม...พี่ถึงไม่เคยสอนข้าเลย” น้ำเสียงของเด็กน้อยไม่ได้ตัดพ้อหรือน้อยใจ เขาแค่สงสัยว่าเหตุผลของพี่ฮีชอลคืออะไร หรืออาจเป็นเพราะ...ความสามารถของเขาไม่มากพอ


ฮีชอลหัวเราะกับคำถามตรงไปตรงมาแต่ใสซื่อ เป็นความจริงที่เขาไม่เคยสอนสิ่งใดนอกจากมารยาทขั้นพื้นฐาน เพราะต้องการให้ปันปันได้เรียนรู้อย่างถูกต้อง แล้วนำประสบการณ์ที่ได้รับมาปรับใช้กับตนเอง


“คำสอนสั่งของข้าอาจไม่ถูกต้อง ข้าไม่ใช่คนที่ดีเลิศ สิ่งที่เจ้าได้ร่ำเรียนนั่นต่างหากคือพื้นฐานที่ถูกต้อง ที่เจ้าต้องนำมาปรับใช้เพื่อสร้างตัวตนให้ตนเอง” นี่คือผลจากประสบการณ์ที่ฮีชอลได้เรียนรู้ ไม่ใช่คำพูดสวยหรูเพื่อปรุงแต่งให้ผู้ใดมาเห็นพ้อง มันเป็นความหวังดีจากคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อน ที่ต้องการให้ปันปันเติบโตตามธรรมชาติ ตามเส้นทางที่แต่ละคนควรจะเป็น “สิ่งที่ข้าต้องการสอนเจ้าคงมีสิ่งเดียว ทำทุกอย่างด้วยความรู้สึกที่มี”


กีแซงที่ดี...ควรมีความรู้สึกลึกซึ้ง ความรู้สึกลึกซึ้ง... ย่อมมาจากทัศนคติที่ดี

ส่วนทักษะอื่นนั้น...คือภายหลังที่ค่อยๆร่ำเรียน และหมั่นเพียรฝึกฝนมัน



 

ท่ามกลางเด็กรับใช้มากความสามารถ ปันปันไม่ต่างจากธาตุอากาศ เป็นเพียงเด็กน้อยที่เร้นกายอยู่มุมห้อง ได้แต่ฟังเด็กน้อยคนอื่นพูดจาโอ้อวดความสามารถ อวดสิ่งที่ผู้เป็นนายสอนสั่งและถ่ายทอด หากเป็นอดีตปันปันคงรู้สึกตัวลีบเล็ก แต่...ไม่ใช่ปันปันในตอนนี้


จากเด็กน้อยไร้ความสามารถ ไม่เคยถูกเรียกขาน ไม่มีสิ่งใดโดดเด่น กลับค่อยๆพัฒนา ค่อยๆเรียนรู้และเติบโต จากเด็กที่ทุกคนรู้จักเพียงแค่ชื่อกลับเลื่องลือไปด้วยความสามารถ ทั้งสี่หนังสือห้าคัมภีร์[1]ที่ท่องจำได้ขึ้นใจและสามารถตีความอย่างแตกฉาน แม้ศิลปะแขนงอื่นจะไม่มีความชำนาญ แต่เมื่อได้เรียนรู้จึงมีพัฒนาการ ฝึกฝนพยายามจนโดดเด่นสะดุดตา


ความสามารถดีเยี่ยมเพิ่มเสน่ห์ความงามให้เป็นที่ประจักษ์ คิ้วมนโค้งเป็นรูป นัยน์ตากลมโตประกายสดใส จมูกโด่งสวยเป็นสัน ริมฝีปากอวบอิ่มแดงระเรื่อ ผิวเนียนละเอียดสีน้ำผึ้งเพิ่มความโดดเด่นและแปลกตา


ร่างระหงของอาจารย์คนงามก้าวเดินประเมินผลมองการร่ายรำของผู้เป็นศิษย์ ตาเรียวสวยปรายตาเพียงชั่วครู่ก็บอกได้ถึงจุดบกพร่อง แต่เมื่อเดินมาถึงหน้าปันปันที่กำลังร่ายรำอยู่นั้นกลับไม่มีแม้คำติเตียน นัยน์ตาเรียวสวยจ้องมองการร่ายรำนิ่ง แฝงไปด้วยความชื่นชม


“ทำได้ดี” ถ้อยคำเพียงสั้น แต่หนักแน่นและชัดเจนด้วยความหมาย ริมฝีปากอิ่มแย้มยิ้มเมื่อการแสดงของตนไม่มีข้อติ สมกับความเพียรพยายาม


ปันปันน้อยทั้งดีใจ ทั้งมีความสุขเมื่อได้รับสิ่งตอบแทน ซึ่งแตกต่าง ซึ่งตรงข้ามกับความรู้สึกของผู้อื่น ยิ่งโดดเด่น ยิ่งถูกอิจฉาริษยาเป็นดั่งกองไฟที่ถูกสุมอยู่ในอก ถูกระบายออกมาเป็นการกลั่นแกล้ง แกล้งทีละเล็กทีละน้อย จากซ่อนข้าวของ จากแกล้งขัดขา และเมื่อความริษยาก่อตัวเป็นกองเพลิงขนาดใหญ่ การกลั่นแกล้งก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งได้คำชมมากขึ้นเท่าไหร่ คำชมเหล่านั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นน้ำมันที่ราดลงเป็นเชื้อเพลิง


แผ่นหลังเล็กกระแทกกับกำแพงไม้ เด็กน้อยถูกลากเข้ามาในห้องเก็บของ เด็กตัวใหญ่สองคนจับตึงไม่ให้ปันปันหนีไปไหน ก่อนจะถูกมือของเด็กอายุมากที่สุดบีบคางมน แม้ร่างกายหรือแรงจะน้อยกว่า ถึงเขาจะสู้ไม่ได้ แต่นัยน์ตากลมโตก็ไม่เคยปรากฏความอ่อนแอ


“เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร” ความโกรธแค้นเพิ่มขึ้นจากสายตาต่อต้านและท้าทาย คางมนถูกบีบแน่นจนเจ็บ แต่ก็ไม่คิดจะแสดงความเจ็บปวดออกมา “เจ้ามันก็แค่เด็กรับใช้ที่มีกีแซงอารมณ์ร้ายคุ้มกะลาหัว”


“เจ้าไม่มีสิทธิ์ว่าพี่ฮีชอล!” ปันปันตวัดสายตามอง เสียงหวานตวาดลั่น เป็นครั้งแรกที่เขามีปากมีเสียง เป็นครั้งแรกที่เขาคิดจะต่อสู้


จะทุบ จะตี ปันปันไม่เคยว่า แต่อย่าคิดล่วงเกินพี่ฮีชอล


ปันปันดิ้นสุดแรงที่มี แต่ก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากพันธนาการ ยิ่งเขาขัดขืน การแกล้งก็ยิ่งรุนแรงขึ้น ใต้ฮันบกมีรอยช้ำจากครั้งเก่า ทั้งโดนทุบ โดนตีจนผิวเนียนละเอียดเต็มไปด้วยรอยเขียวคล้ำ แต่ตอนนี้แค่การทุบตีคงไม่เพียงพอ ไม่สาแก่ใจในความริษยาแค้นเคือง


ก้านไม้เล็กถูกจุดไฟเผา กลิ่นไหม้ลอยแตะจมูก เสียงหัวเราะจากการเล่นสนุกดังขึ้นไม่ต่างจากปีศาจ ก่อนไม้ที่ติดไฟนั้นจะทาบทับบนผิวเนียน ริมฝีปากอวบอิ่มอ้าปากร้องอย่างไร้เสียง ผิวของเด็กน้อยถูกลนไฟซ้ำๆ เขากัดฟันแน่นจนปวดไปทั้งกราม แต่ไม่มีเสียงร้องใดเล็ดรอดออกมา เขาไม่ร้อง ไม่ต้องการคร่ำครวญ ไม่แสดงความอ่อนแอให้คนพวกนี้ได้ใจ


ร่างเล็กเดินกลับมาคุกเข่าหน้าห้อง ขานชื่อตนออกมาอย่างทุกครั้ง น้ำเสียงยังคงปกติแต่ปลายประโยคนั่นไหวสั่น แม้ฮีชอลจะเอ่ยอนุญาต แต่เด็กน้อยยังนั่งอยู่ที่เดิม ปันปันกำลังบอก กำลังย้ำให้ตนเองกลับมาสดใสดังเก่า...ราวกับว่าไม่เคยมีความเจ็บปวดใด  


ริมฝีปากอิ่มแย้มยิ้มเป็นหน้ากาก


แต่หน้ากากใบนี้...ไม่สามารถตบตาฮีชอล


“อย่ายิ้ม ถ้าเจ้ากำลังร้องไห้” น้ำเสียงของผู้เป็นนายเรียบนิ่ง ปันปันไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังเอ่ยด้วยอารมณ์ใด เพราะเขาไม่กล้าจะเงยหน้า กลัวว่า...น้ำตาจะเอ่อคลอ


“ข้า...ไม่ได้เป็นอะไร” ปันปันหัวเราะเพื่อกลบเกลื่อนความเศร้า


“เจ้ากำลังบอกข้า...หรือบอกตนเอง” เด็กน้อยชะงักนิ่งเมื่อฟังจบ ร่างกายค่อยๆไหวสั่นจนสั่นไปทั้งกาย หยาดน้ำตารินไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง ทั้งเจ็บปวด ทั้งแค้นเคือง แต่ไม่ได้เสียงสะอื้นไห้ดังออกมา


“ข้าผิด...ที่อ่อนแอ” ปันปันกำลังตัดพ้อ ตัดพ้อกับตนเองด้วยความปวดร้าว


“ไม่ผิดหรอกที่อ่อนแอ แต่เจ้า...ต้องเข้มแข็งเป็น” ไม่มีอ้อมแขนโอบกอดหรือการปลอบประโลม ปฏิกิริยาของฮีชอลนั่นนิ่งเฉย แต่ร่างบางไม่ขยับหรือลุกหนีไปไหน เฝ้ามองเด็กน้อยที่ร้องไห้ระบายความรู้สึกจนกว่าจะพอใจ แม้ว่านานสักเท่าไร ปันปันก็จะเห็นเขาอยู่เคียงข้าง จนกว่าขาเล็กนั้นจะตัดสินใจลุกขึ้นเดิน


โลกใบนี้ไม่ได้สวยหรู โลกใบนี้เต็มไปด้วยกิเลสและความริษยา

หมดเวลาอ่อนแอแล้วตื่นขึ้นมา... โลกนี้ไม่ได้สดใสอีกต่อไป




           

ใบหน้าหล่อเหลาเหม่อมองหน้าต่าง ทอดมองไปข้างหน้าจ้องมองท้องฟ้า หยาดฝนที่กำลังโปรยปราย ไม่สนใจตำราที่กำลังร่ำเรียน เสียงยานคางของบัณฑิตที่กำลังพร่ำสอนไม่ต่างจากบทเพลงขับกล่อมให้เขาเข้าสู่ห้วงนิทรา บรรยากาศเย็นสบายยิ่งทำให้ตาที่ปรือนั้นหนักอึ้ง ริมฝีปากหยักหนาอ้าปากหาวก่อนจะตัดสินใจตั้งตำราให้เปิดกาง เป็นที่กำบังให้เขาฟุบลงบนโต๊ะเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างไม่สนใจใคร


“อะแฮ่ม ...อะแฮ่ม” เสียงอาจารย์มีชื่อแกล้งไอจนแสบคอ แต่ก็ไม่สามารถปลุกลูกศิษย์ที่กำลังพักผ่อนในห้วงความฝัน นัยน์ตาผู้เป็นอาจารย์ลอบมองไปรอบห้อง เห็นศิษย์ทุกคนกำลังสนอกสนใจจ้องมองเขากับองค์ชายเป็นตาเดียว


“อะแฮ่ม” ไม่ใช่เพียงเสียงกระแอมไอ คราวนี้มีเสียงไม้เรียวช่วยเคาะให้อีกฝ่ายได้ลืมตาตื่น องค์ชายหนุ่มปรือตาบิดขี้เกียจไปมาก่อนจะเห็นว่าอาจารย์ของตนกำลังยืนเท้าเอวพร้อมไม้เรียว


“โอ๊ะ” องค์ชายอี้เอินคลี่ยิ้มแห้ง ยิ้มตาหยีสู้กับดวงตาอาจารย์ที่กำลังจ้องเขม็ง มองซ้ายที ขวาทีและมองข้างหลังอีกทีเพื่อหวังว่าคนที่อาจารย์จับจ้องอยู่จะไม่ใช่ตน


“องค์ชาย...” เสียงของผู้เป็นอาจารย์เอ่ยเรียก ดูอ่อนหวาน นอบน้อม แต่ทำให้ผู้ฟังนั้นหวาดหวั่น “วันนี้ข้าได้สอนประวัติของท่านขงจื้อ ข้าจึงอยากถามองค์ชายว่า...ก่อนที่ท่านขงจื้อจะสิ้นใจนั้นได้เอ่ยกับซือคงว่าอย่างไร”


“เอ่อ...” อี้เอินอ้ำอึ้งพยายามปรายตามองหนังสือที่เปิดค้าง หวังว่าจะมีคำตอบของคำถาม แต่ในนั้น...กลับไม่มี ซ้ำร้ายมือของผู้เป็นอาจารย์ยังปิดตำราไม่ยอมให้เขาได้หาคำตอบอะไร


“ท่านขงจื้อเอ่ยว่าอย่างไร” อาจารย์มีชื่อเอ่ยย้ำ ใบหน้าเข้มงวดคลี่ยิ้มจนตาปิด รอยยิ้มนั้นช่างน่าสยดสยองมากกว่าจะทำให้เบิกบานใจ


“เอ่อ...ท่านขงจื้อกล่าวว่า” นัยน์ตาสีดำสนิทมองซ้ายมองขวาหวังว่าจะขอความช่วยเหลือ แต่ทุกคนกลับหลบหน้าราวกับว่าไม่มั่นใจในคำตอบ แต่เมื่ออาจารย์คาดคั้น ถึงจะตอบผิดตอบถูกก็คงต้องพูดออกไป “ขุน...เขาต้องพังทลาย ขื่อคาน...แข็งแรงปานใด สุดท้ายต้องพังลง เหมือนเช่นเหล่าอาจารย์ที่ต้องร่วงโรย”


เหล่าลูกศิษย์นอนกลิ้งหัวเราะลั่น บ้างทุบโต๊ะไปมาราวกับเรื่องขำขัน ยิ่งเห็นเช่นนั้น ผู้เป็นอาจารย์ก็ยิ่งโกรธเคือง


“องค์ชายอี้เอิน!!!” บัณฑิตมีชื่อโกรธจนตัวสั่น ถึงจะไม่ตั้งใจศึกษา เขาก็ไม่เคยจะว่ากล่าว แต่ครั้งนี้กลับล้อเลียนปรัชญาคำสอนของท่านขงจื้อ เห็นทีต้องลงโทษทัณฑ์


องค์ชายหนุ่มยืนท่องคำกล่าวของขงจื้อซ้ำๆ ราวกับเด็กน้อยกำลังเพิ่งหัดท่องพยัญชนะเพื่ออ่านเขียน ร่างสูงยืนอยู่ใต้ต้นไม้ท่องจนคอแห้งแหบ แต่ท่านอาจารย์ก็ยังไม่พอใจ ระหว่างที่อี้เอินท่องประโยคซ้ำๆก็มีเสียงหัวเราะหึในลำคอดังเป็นระยะ ตั้งใจก่อความรำคาญ จนอี้เอินต้องคำรามในลำคอเป็นคำเตือนให้อีกฝ่ายหยุดเยาะเย้ยตน


“อิม-แจ-บอม”


ไม่ต้องเงยหน้าเพื่อมองว่าเป็นผู้ใด เขาก็รู้ได้ว่าเสียงยั่วประสาทนั่นต้องมาจากเจ้าหน้านิ่งที่ชอบอดออมคำพูดจา ไม่ทันที่อี้เอินจะเอ่ยปากด่าต่อ เขาก็โดนอาจารย์ที่ไม่ได้ยินเสียงท่องของเขาด่ากลับ


“องค์ชาย! ข้าไม่ได้ยินเสียงของท่าน!


“ขุนเขาต้องพังทลาย ขื่อคานแข็งแรงปานใด สุดท้ายต้องพังลง เหมือนเช่นบัณฑิตที่สุดท้ายต้องร่วงโรย”


“ข้าไม่ได้ยิน!


“ขุนเขาต้องพังทลาย ขื่อคานแข็งแรงปานใด สุดท้ายต้องพังลง เหมือนเช่นบัณฑิตที่สุดท้ายต้องร่วงโรย!!เสียงหัวเราะในลำคอดังคลอตามเสียงท่องของอี้เอินที่ดังลั่น องค์ชายหนุ่มเก็บความแค้นเคืองในจิตใจ


ระวังไว้เถอะเจ้าหน้านิ่ง ข้าจะสั่งเจ้าไปทำงาน

ไม่ต้องหลับต้องนอน ไม่ต้องกลับเมืองหลวง

ไม่ต้องได้เที่ยวเล่นสักห้าหกเดือน! 

 

 



[1]  书五 (ซื่อซูหวู่จิง) เป็นตำราสำคัญของปัญญาชนในสมัยนั้น เป็นตำราของลัทธิขงจื้อที่มีเนื้อหาทั้งเรื่องความรู้และคุณธรรม เป็นเนื้อหาที่อ้างอิงเวลาสอบจอหงวน ซึ่งในยุคราชวงศ์เกาหลีก็ได้รับอิทธิพลจากหนังสือเล่มนี้ด้วยเช่นกัน

 


-------------------------------------------------------------------------

Talk

ตอนนี้หาข้อมูลเยอะมาก จริงๆอยากจะอัพตั้งแต่เมื่อวาน แต่ไม่ได้จริงๆ//ร้องไห้ ข้อมูลกีแซงหายากจนดรีม(กะสาป)นางต้องโยนวิจัยอิ้งมาอ้างอิง(คลิก) กีแซงมีความคล้ายคลึงกับเกอิชาค่ะ ขายศิลปะไม่ได้ขายตัวน้า(ทุกคนดูห่วงน้องแบม;-;) แล้วก็รับแขกแต่ชนชั้นสูงมีระดับเท่านั้น รายละเอียดอื่นๆจะโผล่มาเรื่อยๆ ข้อมูลเราใส่ตามที่สามารถหาได้และผสมตามจินตนาการกันไปส่วนเรื่องการศึกษาของเกาหลี(โซชอน)จะเป็นลัทธิขงจื้อใหม่ ที่เพิ่มเติมมาคือมีชนชั้น4ชนชั้น ส่วนการสอบข้าราชการก็คล้ายคลึงจีน ส่วนตอนท้ายรู้สึกผีบ้ามากที่อ่านปรัชญาขงจื้อตั้งคำถามให้องค์ชาย;w; หมดพลังมาก แต่ก็สนุกเวลาหาข้อมูลนะคะ ข้อมูลเป็นแก่งหลักเพื่อให้อิน มีอรรถรสกับยุคนั้นๆ ซึ่งเราก็เอามาเสริมเติมแต่งจินตนาการ ตามความเข้าใจ ไม่ได้ถูกต้องไปทุกอย่างเหมือนกัน//หัวเราะ

ฮือออ เป็นตอนที่หลากหลายอารมณ์มาก ทุกอย่างในตอนนี้เป็นการปูพื้นการพัฒนาตัวละครไปในจุดในอนาคต ตัวละครทุกตัวมีการเจริญเติบโต อยากให้ทุกคนซึมซับไปด้วยกัน ขอบคุณเสียงตอบรับที่ดีมากๆของทุกคน ฮืออ ขอบคุณนะคะที่ติดตาม อ่านทุกคอมเมนต์แล้วเป็นกำลังใจมากๆ เราพยายามจะแต่งให้ดีขึ้นมากกว่าเดิม ติชมได้เสมอนะคะ ไม่เข้าใจตรงไหนถามได้ เจอกันตอนหน้านะคะ//โบกมือ #กีแซงมบ


? cactus
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 98 ครั้ง

1,346 ความคิดเห็น

  1. #1272 N_udaen_G (@nudaeng) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 12:19
    ปันปันเข้มแข็งไว้นะลูก กอดดดดดด
    #1272
    0
  2. #1256 ออมม่า (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 19:52

    เอาใจช่วย ปัน ปัน

    #1256
    0
  3. #1220 Spices_smile (@igot7ibambam) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 / 18:12
    คนทำน้องก็โคตรจะเลว
    #1220
    0
  4. #1175 Bampita777 (@Bampita777) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 / 01:38
    ทำไมใช้ไฟลนน้อง แล้วผิวจะเป็นรอยแผลไหมอ่ะ ใจร้ายจริง
    #1175
    0
  5. #1164 sangster97 (@sangster97) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2561 / 23:53
    พวกเด็กขี้อิจฉา ทำร้ายปันปันทำไม ฮื่อ สงสารน้องงงงงงง ขำองค์ชายอี้เอินมากปรัชญาที่ด้นสด5555
    #1164
    0
  6. #1133 toto (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2561 / 10:35

    แบมน่าสงสารอะ ทำร้ายกันรุนแรงไปปะ

    #1133
    0
  7. #1008 PaulaPum (@yukiko12) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 เมษายน 2560 / 19:35
    ขำองค์ชายจัง น้องสู้ๆนะลูกก
    #1008
    0
  8. #998 mtlsnow (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 เมษายน 2560 / 07:29
    สนุกมากเลยค่ะไรท์ ติดเรื่องนี้แล้ววว
    #998
    0
  9. #981 toto (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 มีนาคม 2560 / 11:12
    เมื่อไหร่จะโตกันนะ อยากให้โตไวๆจัง
    #981
    0
  10. #904 Jidaaa.mb. (@songprince) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2559 / 21:54
    ขำอี้เอิน55555 ปันปันสู้ๆ~
    #904
    0
  11. วันที่ 23 กันยายน 2559 / 14:41
    ฮาพี่ต้วน5555555
    #890
    0
  12. #696 Sai-tray (@killer-hell) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2559 / 09:08
    ปันปันจะเป็นดอกไม้มี่ทั้งงามทั้งเข้มเเข็ง สู้ๆนะ
    #696
    0
  13. #630 donstop_canstop (@donstop_canstop) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2559 / 23:08
    องค์ชายของเรามีมุมน่ารักมากอะ สงสารปันปันจังเพราะความอิจฉาริษยาแท้ๆ
    #630
    0
  14. #617 PurpleRainBow (@PurpleRainBow) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2559 / 20:13
    เป็นตอนที่มีอารมณ์สองแบบที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงจริงๆ ภาษาที่เขียนดีมากเลยค่าาาา
    #617
    0
  15. #609 MKearnista (@ieunn) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2559 / 12:48
    ขำองค์ชาย5555555555 แสบบบ
    #609
    0
  16. #532 macpie_e (@macpie_e) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2559 / 15:17
    ปันปันสู้ๆ สงสารองค์ชายฮือออ
    #532
    0
  17. #361 CORDD (@heyyol) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2559 / 15:32
    สงสารปันปัน หนูอดทนไว้น่ะ ฮื่ออออออออ
    #361
    0
  18. #327 Sukira13 (@zooyujang) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2559 / 19:47
    เป็นกำลังใจให้ไรท์สู้ๆนะคะ
    #327
    0
  19. #319 Msc' (@msc-miw) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2559 / 22:24
    สงสารปันปัน แต่ปันปันเก่งมากที่อดทนไม่มีน้ำตาให้คนที่มากลั่นแกล้งเห็น
    #319
    0
  20. #302 Daydreamm (@dream1137) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2559 / 19:45
    ปันปันจักเติบใหญ่ในภายภาคหน้าได้โดยแน่ รู้สึกถึงความเป็นควีนของน้องแล้วค่ะ 55555555
    #302
    0
  21. #293 Kibibiza (@Mat_AnGel) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2559 / 17:02
    ซูฮกให้กับข้อมูลที่ไรค์หามาเลยค่ะ
    #293
    0
  22. #268 Pookie_Cookie (@pookiejj) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2559 / 03:25
    นี่แหละเชื่อว่าปันปันจะเติบโตอย่างเข้มแข็ง อนาคตปันปันต้องทั้งงามทั้งฉลาดล้ำไม่ว่าชายใดก็ต้องตกอยู่ในกำมือเพียงสบตา #หู้ยยยย
    #268
    0
  23. #245 Filmmytiger (@film-chirattikan) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2559 / 23:13
    สงสารปันปันอ่ะเจ็บแต่ไม่ร้องออกมาเลยพวกนั้นก็ขี้อิจฉา ขำอี้เอินมากอ่ะดูแสบดี55555
    #245
    0
  24. #214 xstcphpp (@iptmzliaen) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2559 / 22:30
    ขี้อิจฉาว่ะะะ ตัวเองทำไม่ได้ล่ะไปโทษความดีคนอื่น
    #214
    0
  25. #203 daeye (@daeye) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2559 / 20:37
    งื้ออออววว องค์ชายยย
    #203
    0