[GOT7] 。기생 Gisaeng | MarkBam

ตอนที่ 3 : บทที่สอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,481
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 117 ครั้ง
    22 มิ.ย. 59

บทที่สอง

           


            ร่างสูงทั้งสองร่างเดินออกมาไกลจากตลาดเป็นระยะทางพอสมควร แต่ใบหน้าหล่อเหลาของคุณชายรูปงามนั้นยังประดับไปด้วยรอยยิ้มไม่ได้เลือนหายหรือเจือจางลง เขายังคลี่ยิ้มเหมือนกับว่า...เด็กคนนั้นยังอยู่เบื้องหน้ากำลังส่งยิ้มให้กันและกัน


“วันนี้...ท่านดูอารมณ์ดี” สหายคนสนิทที่ปกติจะไม่พูดไม่จากลับเอ่ยทักด้วยถ้อยคำหยอกล้อ


“อารมณ์ของข้าก็ดีอยู่ทุกวัน” เสียงทุ้มต่ำค้านหนักแน่นกับคำพูดที่ดูคล้ายไร้เหตุผล


ถึงใบหน้าของสหายคนสนิทจะเรียบนิ่งไม่ไหวติงหรือแสดงอารมณ์ใดๆออกมา แต่สายตาคมกริบที่ทอดมองเขานั้นกลับไม่ใช่... เขารู้ดีว่าเจ้าหน้านิ่งกำลังหยอกเย้า อยากให้เขาแสดงอาการร้อนรน แต่คิดหรอ...ว่าคนอย่างอี้เอินจะติดกับ


คนหน้านิ่งไหวไหล่ ไม่สนใจยศถาบรรดาศักดิ์หรือตำแหน่งที่ไม่สามารถเทียบเคียงได้ หากเป็นผู้อื่นเขาคงโดนสั่งให้ตบปากสักร้อยครั้งพันครั้ง แต่สำหรับแจบอมยังต่อปากต่อคำกับคุณชายปากแข็งอยู่เช่นเดิม  


“ก็จริงอยู่ที่ปกติท่านก็อารมณ์ดี แต่ไม่ใช่...ในวันที่ต้องเข้าวัง” คำพูดแสนตรงไปตรงมาชวนให้คนฟังอึ้ง แจบอมพูดถูกต้องทุกอย่าง...ถูกต้องจนถึงขั้นแทงใจดำ


“วันนี้...เจ้าพูดมาก” คำพูดเสียดสีถากถางจากคุณชายรูปงาม ไม่ได้ทำให้คนฟังนั้นสะทบสะท้าน ถ้อยคำที่ได้ยินนั้นไม่ต่างจากลมพัดที่ผ่านหูซ้ายทะลุออกทางหูขวา ใบหน้าเรียบนิ่งตอนนี้มีรอยยิ้มเล็กๆติดที่มุมปาก เขาสนุกไม่น้อยที่เห็นสหายของตนกำลังเดือดดาล


“ส่งข้าตรงนี้ก็พอ” อี้เอินเอ่ยสั่งเมื่อมาถึงจุดที่เขาต้องเดินไปเบื้องหน้าแค่ลำพัง แต่ก่อนที่เขาจะก้าวขาไปนั้น แจบอมกลับพูดบางอย่างออกมา


“อี้เอิน” เจ้าของนามหยุดการเคลื่อนไหว คิ้วหนาเลิกขึ้นสงสัย แต่ร่างกายไม่หันกลับมามองคู่สนทนา “รอยยิ้มเมื่อครู่ ถ้าท่านแม่ของท่านได้เห็นคงเบิกบานน่าดู”


“วันนี้ฝนต้องตกเป็นแน่ ที่ข้าได้ยินเจ้าพูดอะไรยาวๆ” มือหนาแบมือยื่นออกไปข้างหน้า นัยน์ตาสีดำสนิทแสร้งมองท้องฟ้า ทำคล้ายเหมือนว่าหยาดฝนจะร่วงลงมาในอีกไม่กี่ชั่วยาม


เขาทั้งสองไม่ได้บอกลาหรือแม้แต่จะหันกลับไปมอง พวกเขารู้หน้าที่ของตนเองดี แจบอมเดินหายไปตามตรอกซอกซอยรวดเร็วไม่ต่างจากเงา ส่วนอี้เอินนั้นก้าวเดินไปข้างหน้า ไปยังสถานที่ที่ถูกนัดหมาย เผชิญหน้ากับสถานที่แห่งนั้นด้วยตัวเขาเอง...เพียงลำพัง



 

ประตูบานแรกของพระราชวังถูกเปิดกว้างโดยไม่มีใครต้องเอ่ยสั่ง เพียงแค่ทหารเวรยามได้เห็นชุดฮันบกสีเลือดนกพร้อมตราและปักลวดลายด้วยสีทอง ชุดแสดงฐานะที่บ่งบอกถึงการเป็นเชื้อพระวงศ์ ผู้มีบรรดาศักดิ์น้อยกว่าคารวะเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างพร้อมเพรียงกัน ขายาวก้าวเข้าวังได้อย่างง่ายดายแค่เพียงอาภรณ์ภายนอก


จากชุดสามัญชนธรรมดา...สู่ชุดที่บ่งบอกว่าเขามีตำแหน่งเป็นถึงราชนิกุล


รอยยิ้มอบอุ่น นัยน์ตาอ่อนโยนไม่ได้ปรากฏให้เห็น มีเพียงสีหน้าเรียบนิ่งปะปนความตึงเครียดฉาบอยู่บนใบหน้า คิ้วหนาขมวดเข้าหากันเหมือนคนครุ่นคิดอะไรตลอดเวลา ราวกับว่าบ่าทั้งสองข้างในตอนนี้แบกอิฐก้อนใหญ่เอาไว้อยู่


“ถวายบังคมเพคะองค์ชายอี้เอิน” เสียงของซังกุงคนสนิทของพระมารดาเอ่ยทักเมื่อเห็นองค์ชายในพระสนมก้าวเดินเข้ามา


“ลุกขึ้นเถิดจองซังกุง” อี้เอินเอ่ยอนุญาต สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับเขานับครั้งไม่ถ้วน แต่อี้เอินก็ไม่เคยที่จะคุ้นชินเสียที


“พระสนมยุนอันพินรอพระองค์อยู่เพคะ” องค์ชายหนุ่มพยักหน้า เดินตามซังกุงที่นำทางไปยังตำหนักของเสด็จแม่ เป็นเช่นนี้ทุกครั้งเมื่ออี้เอินต้องเข้าวัง การที่จองซังกุง ซังกุงสูงสุดประจำตำแหน่งของเสด็จแม่มายืนรอเขาสม่ำเสมอนั้นไม่ใช่เพียงเพราะให้เกียรติตามบรรดาศักดิ์ แต่เพื่อเป็นการยืนยันให้ผู้อื่นเห็นว่าเขาจะไม่เดินเที่ยวเล่นไปไหนภายในวังโดยพลการ


เพราะเขาเป็นเพียงองค์ชาย ...ไม่ใช่รัชทายาท

เพราะเขาเป็นเพียงบุตรของสนมเอก ...ไม่ใช่พระมเหสี

ไม่มีสิทธิ์จะได้อยู่ที่นี่ หรือคิดแม้แต่จะเข้าออกตามอำเภอใจ


อี้เอินกวาดสายตามองบรรยากาศโดยรอบ ที่นี่ช่างสวยวิจิตรแตกต่างอย่างกับโลกคนละใบ ต่างจากสถานที่ที่อยู่ภายนอกเพียงแค่มีกำแพงพระราชวังขวางกั้นไว้ แต่กลับน่ากลัวและหนาวสั่นจับใจ แม้แต่จะก้าวไปไหน ...ก็ต้องระมัดระวัง



 

ทุกการเคลื่อนไหว ทุกการเคลื่อนกายขององค์ชายรูปงามเป็นที่กล่าวขาน อี้เอินเดินไปที่ใดนอกจากจะได้รับการแสดงความเคารพก็จะตามด้วยเสียงซุบซิบนินทา ยิ่งเป็นนางกำนัลแรกรุ่นยิ่งดูเบิกบานใจเป็นพิเศษ ราวกับตนเองนั้นมีโชคที่ได้ยลโฉมแสนหล่อเหลาขององค์ชายอี้เอิน


เสียงซุบซิบมีทั้งหนักและเบา จับประโยคได้บ้าง อาจจับประโยคไม่ได้เลย แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรสำหรับจองซังกุง เรื่องที่เกิดขึ้นก็ถือว่าเป็นการเสียมารยาทอยู่ดี ซังกุงสูงสุดประจำตำหนักพระสนมเอกถอนหายใจ สงสัยต้องให้ซังจองผู้ดูแลกฎระเบียบฝ่ายในอบรมมารยาทกันใหม่ตั้งแต่พื้นฐาน


“ขออภัยด้วยเพคะองค์ชาย” จองซังกุงเหนื่อยใจไม่น้อยที่เห็นนางกำนัลทั้งหน้าใหม่หน้าเก่าเสียมารยาทกับองค์ชายของตน อี้เอินส่ายหน้าหัวเราะเบาๆแล้วคลี่ยิ้มไม่ถือสา


“อย่าหนักใจไปเลยจองซังกุง เรื่องซุบซิบนี้เป็นเรื่องดี อีกทั้งยังเอ่ยชมความงามของเสด็จแม่ ลูกอย่างข้าฟังแล้วก็ชื่นใจแทน” เพราะการที่ซุบซิบถึงรูปโฉมของเขาก็มักจะตามด้วยคำชื่นชมความงามของพระพักตร์พระสนมยุนอันพิน ผู้เป็นแม่ของเขาด้วยเช่นกัน


พระสนมยุนอันพิน คือหนึ่งในสนมเอกของพระราชาที่นอกจากจะเป็นที่โปรดปรานแล้วยังขึ้นชื่อเรื่องความงดงาม เป็นโฉมสะคราญอันดับต้นของแผ่นดิน


“พระสนม องค์ชายอี้เอินขอเข้าเฝ้าเพคะ” จองซังกุงเอ่ยขึ้นเมื่อมาถึงหน้าห้องประทับของพระสนมประจำตำหนัก ประตูห้องประทับถูกเปิดออก ผู้เป็นมารดาก็เข้าไปโอบกอดลูกชายหัวแก้วหัวแหวนตั้งแต่ก้าวเข้ามา


“เสด็จแม่กอดข้าเหมือนข้าเป็นเด็ก” อี้เอินหัวเราะไม่ทันจะจบประโยค ผู้เป็นแม่ก็หอมแก้มเขาทั้งซ้ายและขวา “ถึงเจ้าจะโตหรืออายุเท่าไร สุดท้ายเจ้าก็คือเด็กน้อยของแม่อยู่ดี”


“สบายดีไหมพะยะค่ะ” นัยน์ตาสีดำสนิทมองมารดาของตนอย่างเป็นห่วงเป็นใย พระสนมเอกพยักหน้าตอบรับโดยที่ฝ่ามือยังจับมือของลูกชายเอาไว้แน่น “แม่สุขสบายดี แล้วเจ้าล่ะเป็นอย่างไร”


“เสด็จแม่ไม่ต้องห่วง หม่อมฉันมีความสุขมาก” ...มากกว่าอยู่ในพระราชวังแห่งนี้ ประโยคสุดท้ายอี้เอินเก็บไว้พูดกับตนเองในใจ


“ดีแล้ว การที่เจ้าไม่ทะเยอทะยานเป็นเรื่องดี อย่าไปแก่งแย่งชิงดีกับใคร รู้เอาไว้นะอี้เอิน...การมีชีวิตอยู่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด” พระสนมสะคราญโฉมสอนสั่งพูดย้ำให้บุตรชายจำขึ้นใจ เพราะพระนางไม่ต้องการให้อี้เอินต้องมาตกอยู่ในสถานะเดียวกับตน


บทสนทนาดำเนินต่อไปได้ไม่นานนัก ทำได้เพียงพูดคุยเพื่อให้คลายความคิดถึง อี้เอินกอดและร่ำลาผู้เป็นแม่ก่อนจะออกจากตำหนักและพระราชวัง องค์ชายอี้เอินไม่ได้เดินออกมาคนเดียว เขามีจองซังกุงมาส่งเช่นทุกครั้ง แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดกลับเกิดขึ้น เมื่อเขาต้องเผชิญหน้า...กับขบวนเสด็จของพระราชา


องค์ชายรูปงามหลีกทางเพื่อให้ขบวนเสด็จดำเนินต่อไป ริมฝีปากหยักหนาขบเม้มตึงเครียด ก้มใบหน้าต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาภาวนาอยู่ในใจไม่ต้องการให้เสด็จพ่อหันมามองหรือสนใจตน แต่สุดท้ายก็ไม่อาจเป็นดั่งหวัง เมื่อพระราชาหยุดฝีเท้าอยู่เบื้องหน้าของเขาพอดิบพอดี


“ครบเดือนแล้วหรือ” พระราชาตรัสถามที่ทอดพระเนตรเห็นบุคคลที่ควรจะอยู่นอกวัง มากกว่าในพระราชวังแห่งนี้


“พะยะค่ะเสด็จพ่อ วันนี้เป็นวันที่ครบกำหนดที่หม่อมฉันสามารถเข้าเฝ้าเสด็จแม่ได้” อี้เอินตอบไปตามความจริง เหงื่อเม็ดเล็กผุดที่ใบหน้า นัยน์ตาคมกริบเรืองอำนาจสอดส่องทุกอิริยาบถเพื่อพินิจพิจารณาอะไรบางอย่างอยู่ในใจ  


“งั้นหรือ... แต่เจ้าก็นุ่มนิ่มไม่เปลี่ยนไปจากที่ข้าเคยเห็น ลองหาสิ่งที่เจ้าถนัดสักอย่างสองอย่างสิอี้เอิน ให้มีความสามารถสักเสี้ยวขององค์รัชทายาทก็ยังดี” น้ำเสียงเข้มขรึมเต็มไปด้วยคำตำหนิติเตียน องค์เหนือหัวไม่รีรอให้องค์ชายตอบรับหรือตกลง พระองค์เสด็จออกไปโดยไม่ได้หันกลับมาสนใจมอง


พระราชาเสด็จไปอีกทางหนึ่ง องค์ชายอี้เอินก็ก้าวไปอีกเส้นทางหนึ่ง ไม่มีประโยคใดเอื้อนเอ่ยออกมาจากริมฝีปาก ไม่มีแม้แต่รอยยิ้มที่ผุดให้เห็น ในหัวของเขาครุ่นคิดไปต่างต่างนานา ย้ำกับตนเองว่านี่คือเรื่องดี เพราะเขากำลังทำตามในสิ่งที่เสด็จแม่สอนสั่ง


เป็นความโชคดีของเขาที่เสด็จพ่อไม่ได้เล็งเห็นความสามารถและไม่มีเขาอยู่ในสายตา อี้เอินย้ำตนเองเช่นนั้น บอกซ้ำๆว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้อง


ทั้งที่ภายในจิตใจนั้น...กำลังน้อยใจอยู่ก็ตาม



 

ภายในห้องของกีแซงมีชื่อ มีเสียงออดอ้อนของเด็กน้อยดังไม่หยุด นัยน์ตาคมสวยมองเด็กรับใช้ของตนนิ่ง ไม่มีทีท่าจะโอนอ่อนกับการขอร้องอ้อนวอนในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และฮีชอลก็ไม่ยอมให้สิ่งที่ปันปันต้องการเกิดขึ้น


“ปันปัน เจ้าอย่าโง่นักสิ” น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาคล้ายจะเอ็นดูมากกว่าการดุว่า แต่เจ้าของใบหน้าสวยก็ไม่ได้สบสายตา เขาแสร้งเบนใบหน้าไปมองอีกทาง ทางที่เขาจะไม่เห็นนัยน์ตากลมโตกำลังออดอ้อนไม่ต่างจากลูกแมว


“ท่านจะดุ จะว่า ตีข้าเท่าไรก็ได้ แต่อย่าให้ข้าไปเลยนะพี่ฮีชอล” คนอายุน้อยกว่าเอ่ยเสียงอ่อนเสียงหวาน หวังว่าอีกฝ่ายจะตามใจเขาบ้าง แต่ฮีชอลไม่ได้หันมาสนใจเขาเลยสักนิด มือเล็กจึงถือวิสาสะสัมผัสแขนบางแผ่วเบาก่อนเขย่าหวังให้อีกฝ่ายหันมาสนใจตน


“พูดไปเจ้าก็เหนื่อยเปล่า คำตอบของข้าก็ยังเหมือนเดิม” ฮีชอลเอ่ยเสียงแข็งกว่าเมื่อครู่ เขาตัดสินใจมาอย่างหนักแน่น ทุกอย่างรอบคอบและถี่ถ้วนซึ่งล้วนเป็นประโยชน์ต่อตัวปันปันในอนาคต แต่เขาไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมลูกเป็ดน้อยตรงหน้าต้องทำท่าทำทางเหมือนกับลูกแมวตาละห้อยที่กำลังถูกเจ้าของคนโปรดทอดทิ้ง


“พี่ฮีชอล...” ปันปันเอ่ยเสียงสั่น คล้ายกำลังจะร้องไห้อยู่รอมร่อ ฮีชอลได้ฟังเช่นนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจ ยอมแพ้ต่อลูกอ้อนเจ้าเด็กตัวดี


ใบหน้าสวยหันมามองพอดีที่เด็กน้อยกำลังเบะริมฝีปาก ปันปันพยายามอดกลั้นไม่ให้ตนเองสะอื้นไห้ เห็นดังนั้นกีแซงคนงามก็หนักใจ ได้แต่พรูลมหายใจแล้วลูบผมนิ่มสีดำสนิทอย่างแผ่วเบา


“ข้าไม่ได้ทิ้งเจ้าสักหน่อยเด็กโง่ เมื่อเจ้าเรียนเสร็จก็ต้องกลับมารับใช้ข้าอยู่ดี” น้ำเสียงที่เคยแข็งขืนนั้นอ่อนลง ประโยคที่เอ่ยออกมาคือคำปลอบประโลม ปลอบโยนเด็กน้อยที่ไม่ประสีประสารู้เรื่องอันใด


“ก็..ข้าไม่อยากไป” ปันปันยังเอ่ยคำเดิมไม่เปลี่ยน นัยน์ตากลมโตเริ่มเอ่อคลอด้วยน้ำใส แขนเล็กกอดแขนฮีชอลแน่นกว่าครั้งเก่า อีกทั้งใบหน้าน่ารักยังส่ายหน้าเพื่อยืนยันให้ได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการ


“ข้าจะพูดอย่างไร เจ้าถึงจะเข้าใจนะปันปัน” มือเรียวสวยบรรจงลูบแผ่นหลังบอบบางให้อีกฝ่ายใจเย็นและค่อยๆตั้งใจฟังคำพูดของตน “ข้าส่งเจ้าไปเรียนเท่านั้น ข้าไม่ได้ทิ้งเจ้าเลย”


“แต่พี่ฮีชอลก็เก่ง พี่ฮีชอลก็สอนข้าได้” ฮีชอลระบายยิ้มเมื่อได้ยินคำตอบ แต่ต้องส่ายหน้ากับความไร้เดียงสา


“สิ่งที่ข้าสอนเจ้าได้คือเรื่องพื้นฐาน ส่วนเรื่องอื่นๆนั้นข้าไม่สามารถ กีแซงคือศิลปะ ศิลปะนั้นมีเรื่องราว ที่มาที่ไป ละเอียดลออและลึกซึ้ง เจ้าต้องร่ำเรียนและซึมซับมัน” ปลายนิ้วเรียวสวยไล้ตามปอยผมของเด็กน้อย ไล้จรดปลายเส้นผมก่อนจะม้วนผมสีดำสนิทนั้นตามปลายนิ้วมือ “จำไว้เถิดปันปัน ไม่ใช่ใครที่ไหนจะได้ร่ำเรียน”

 



            อาจเพราะมนตร์เสน่ห์จากคำพูดของผู้เป็นนาย ที่ทำให้ปันปันแปรเปลี่ยนความคิดและเชื่อถือ

หรืออาจเพราะเหตุผลที่ดีเยี่ยม จากเด็กที่ไม่ต้องการจะเรียนจึงคิดเปลี่ยนใจ


แจอันพาปันปันมาส่งที่ห้องๆหนึ่งภายในสำนัก คนอายุมากกว่าคิดว่าการเดินมาส่งนั้นคงไม่ได้ใช้เวลามากนัก แต่ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคาดคิด ปันปันรั้งแจอันไว้อยู่นานสองนาน แต่พี่ชายคนสนิทยังนิ่งเฉย ไม่หลงกล แจอันเพียงพยักหน้าตอบรับราวกับว่าเข้าใจ แต่แท้จริงนั้นไม่ได้ฟังเด็กน้อยช่างพูดช่างเจรจา


“เลิกเรียนแล้ว ข้าจะมารับ” นั่นคือประโยคเดียวที่แจอันพูดขึ้นก่อนจะเดินจากไป ปันปันพยักหน้าตอบรับแม้จะไม่พอใจ แต่ทำอย่างไรได้ก็ต้องเดินเข้าไปในห้องเพื่อร่ำเรียน  


มือเล็กเปิดประตูตรงหน้า เรียกความสนใจให้เด็กในห้องหันมาก่อนจะหันกลับ ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น และไม่ได้รับการสนใจจากผู้ใด ปันปันรู้สึกตัวลีบเล็ก เด็กน้อยเดินไปนั่งที่มุมห้อง นัยน์ตากลมโตกวาดสายตาไปมองรอบๆ ในห้องนี้มีเด็กอีกนับสิบคนนั่งอยู่ในห้องเดียวกัน


ต่างคน ต่างหน้า ต่างลักษณะนิสัย หลากหลายบุคลิกและมีอายุที่แตกต่างกัน นัยน์ตากลมโตมองไปเบื้องหน้า เห็นโต๊ะตัวยาวที่วางอยู่โดยด้านหลังมีฉากกั้นที่ถูกวาดด้วยลวดลายดอกไม้อย่างประณีตและสวยวิจิตร แม้ใช้เพียงตาเปล่ามองก็รู้ได้ว่าต้องเป็นผลงานจากจิตรกรมีชื่อและราคาแสนแพง


            ริมฝีปากอวบอิ่มขบเม้มเข้าหา ไม่มีแต่ความกล้าที่จะเข้าไปพูดคุยกับใคร ปันปันมองเด็กคนอื่นที่กำลังพูดคุยเสียงแจ้ว แนะนำตัวแล้วทำความรู้จักกันและกัน ส่วนเขานั้น...ทำได้เพียงนั่งหลบมุม


            ไม่นานนักภายในห้องก็เงียบลงเมื่อร่างสง่าของใครบางคนเดินเข้ามา เด็กน้อยทุกคนในห้องลุกขึ้นอย่างพร้อมเพรียงแสดงความเคารพผู้มาใหม่ ทุกท่วงท่า ทุกอิริยาบถถูกจับจ้องเป็นสายตาเดียว ไม่ต่างจากภาพเขียนแสนงดงาม งดงามเสียจนดอกไม้หลากสีสันบนฉากกั้นต้องหม่นหมอง


ร่างสง่านั่งลงตามด้วยเด็กๆในห้อง ลำคอระหงเงยคางเชิดเล็กน้อยก่อนจะเหยียดยิ้มที่ริมฝีปากและแนะนำตน


            “นามของข้าคือ...ชิน จะเป็นอาจารย์ของพวกเจ้าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป” นิ้วเรียวคล้ายลำเทียนโบกพัด ท่วงท่าไม่ต่างจากผีเสื้อกำลังขยับปีก รอยยิ้มบนใบหน้านั้นช่างทรงเสน่ห์และร้ายกาจ ทั้งลึกลับ น่าค้นหาในเวลาเดียวกัน


...ราวกับว่าต้องการปิดบัง ไม่ให้ผู้ใดรู้ถึงตัวตนที่แท้จริง


นัยน์ตาเรียวสวยกวาดสายตามองไปรอบๆ คล้ายไม่ใส่ใจนัก แต่คือการพินิจพิจารณาลูกศิษย์ทุกๆคน ริมฝีปากบางเอื้อนเอ่ยประโยคแรกที่ต้องการสอนสั่งและเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในฐานะกีแซง


“กีแซงนั่นคือศิลปะพลิ้วไหวราวกับภาพเขียนที่งดงามและมากด้วยความสามารถ และจงใช้สมองไม่ใช่เรือนร่าง นี่คือสิ่งที่พวกเจ้านั้นต้องจำขึ้นใจ” เด็กทุกคนในห้องขานรับ ก้มศีรษะตอบรับคำผู้เป็นอาจารย์ ปันปันน้อยขานรับตาม ทำตามเด็กคนอื่นๆ แม้ในใจยังไม่เข้าใจถึงความหมายแท้จริงของกีแซง


โต๊ะแต่ละตัวถูกวางลงตรงหน้าของเด็กน้อยพร้อมกระดาษม้วนใหญ่ หมึกและพู่กัน บทเรียนแรกคือการคัดอักษร


“รูปโฉมคือภายนอก หากเจ้าไม่รู้จักพูดจา ไม่พากเพียรหาความรู้ ถึงจะงามล่มเมืองก็ไม่สามารถสร้างคุณค่าให้ตนเอง” ปันปันจดจำทุกคำพูดที่อาจารย์สอน ทวนกับตนเองซ้ำๆให้จำขึ้นใจ


มือเล็กฝนหมึกลงบนแท่น จับพู่กันอย่างถูกต้องจรดปลายขนสัตว์บนกระดาษ ตวัดเขียนตัวอักษรให้สวยงามที่สุดอย่างตั้งใจ แต่เพราะความตั้งใจที่มากเกินไปจึงทำให้ลืมไปว่าฝ่ามือที่ซับเหงื่อบนใบหน้าเมื่อครู่นั้น คือมือเดียวกันกับที่เพิ่งฝนแท่งหมึกสีดำ


เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นจากเด็กที่นั่งข้างๆ ปันปันงงงวย แต่ไม่ได้เอ่ยถาม จวบจนชั่วโมงเรียนสิ้นสุดลง เด็กน้อยจึงเดินกลับไปรับใช้พี่ฮีชอลพร้อมแจอันที่มายืนรับตน


ปันปันคุกเข่าลง ขานชื่อของตนเมื่อถึงหน้าห้อง ฮีชอลเอ่ยอนุญาตเด็กน้อยให้เดินเข้ามารับใช้ก่อนจะหัวเราะชอบใจเมื่อเห็นหน้าเด็กรับใช้ของตน


...ให้ตายสิเด็กโง่


ฮีชอลกลั้นหัวเราะ แต่กวักมือเรียกปันปันให้เข้ามาใกล้ มือบางยื่นกระจกบานสวยให้อีกฝ่ายส่องเห็นใบหน้าที่เปื้อนหมึกสีดำ ริมฝีปากอวบอิ่มอ้าปากพะงาบอย่างคนอ้ำอึ้ง ปันปันน้อยไม่สามารถหาเสียงของตนเองได้


กีแซงคนงามตบเข่าฉาด อยากจะหัวเราะจนกลิ้งไปมา ถ้าไม่ติดว่ามันไม่สำรวมและไม่งดงาม ใบหน้าคมสวยอมยิ้มจนปวดแก้ม ประคองแก้มนิ่มของเด็กน้อยให้อยู่ตรงหน้าก่อนจะใช้ผ้าสะอาดเช็ดน้ำหมึกที่เปื้อนใบหน้านวล


“ปันปันเอ๊ยปันปัน” ฮีชอลเอ่ยออกมาด้วยความรู้สึกเอ็นดู


หากเป็นกีแซงคนอื่น คงโกรธเกรี้ยวที่เด็กรับใช้ทำให้ตนต้องอับอาย

แต่ฮีชอล...ไม่ใช่

...เป็นแบบนี้สิยิ่งดี 


ดอกไม้ดัดในกระถางหรือ

...จะสู้ดอกไม้ป่าได้อย่างไรกัน

 




---------------------------------------------------------------------------------------

Talk

ตอนนี้สั้นกว่าตอนที่แล้ว ใช้เวลานานเพราะหาข้อมูลเยอะ ใครมีข้อมูลอยากปามา ปามาให้นี่ได้ พี่มาร์คออกมาแล้วค่ะทุกคน//โบกมือ พูดตามตรงเลยรักตอนเขียนพี่ฮี กับปันปันมาก ฮือออ น่ารักมาก สดใส ฟรุ้งฟริ้งมากมายเหลือเกิน ขอบคุณทุกคอมเมนต์ อ่านแล้วเป็นกำลังใจในการแต่ง ฮืออ เจอกันตอนหน้านะคะ #กีแซงมบ



? cactus
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 117 ครั้ง

1,342 ความคิดเห็น

  1. #1293 my-mark (@my-mark) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 มีนาคม 2562 / 15:01
    เมื่อไรเขาจะได้ใกล้ชิดกันคะะฮรือออ.
    #1293
    0
  2. #1270 N_udaen_G (@nudaeng) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 12:11
    องค์ชายอี้เอิน

    แบบพระสนมก็อยากให้ลูกชายไม่ต้องเจอแบบตัวเอง ส่วนน้องนี่น่าเอ็นดูอะไรขนาดนี้ลูก~
    #1270
    0
  3. #1255 ออมม่า (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 16:12

    ทำไม พระราชา บอกว่าลูกชาย นุ่มนิ่ม เริ่มใจไม่ดี คนนุ่มนิ่มจะเจอกีแซงได้งัย

    #1255
    0
  4. #1241 nounaaz (@nounaaz) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 / 15:20
    เจ้าดอกไม่ป่าของฉัน ฮือออออ น่ารักกก
    #1241
    0
  5. #1219 Spices_smile (@igot7ibambam) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 / 17:28
    ฮืออออ น้องงงงงงงง
    #1219
    0
  6. #1201 Khampoohnaka (@Khampoohnaka) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 / 23:28
    โถ่น้องปันปัน
    #1201
    0
  7. #1184 Sweetty_poy (@Sweetty_poy) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2561 / 19:53

    เอ็นดูน้องปันปัน

    #1184
    0
  8. #1170 jm2611 (@jm2611) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2561 / 02:24
    เอ็นดูน้องงงง
    อยากให้กลับมาแต่งต่อนะคะ
    #1170
    0
  9. #1163 sangster97 (@sangster97) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2561 / 23:42
    โอ้ยน้องปันปันเอ็นดูลูก ฮื่อออออออ ฮีชอลอยู่กับปันปันแล้วน่ารักมาก แง แต่นี่แอบสงสารองค์ชายมาร์คฮื่อ
    #1163
    0
  10. #1131 toto (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2561 / 10:03

    น้องมีความตั้งใจ อาจารย์ต้องมองเห็น

    #1131
    0
  11. #1112 Chansmile11 (@Chansmile11) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 23:47
    ฮีชอลเอ็นดูปันปันมากอ่ะ ชอบบบ
    #1112
    0
  12. #1028 sphinxxx (@pbployy) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2560 / 21:58
    องค์ชายมาร์คน่าสงสารจังเลยค่ะ อย่าน้อยใจไปเลยนะ // พี่ฮีชอลนี่เหมือนจะเป็นแม่ให้ปันปันได้แล้วนะคะ555555
    #1028
    0
  13. #1007 PaulaPum (@yukiko12) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 เมษายน 2560 / 18:57
    ฮีชอลเหมือนเป็นคุณแม่น้องน่ารักมากๆๆๆ
    #1007
    0
  14. #980 toto (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 มีนาคม 2560 / 10:47
    ชอบตอนที่ฮีซอลอยู่กะปันปันเหมือนกันค่ะ มันดูละมุนดี
    #980
    0
  15. #945 Littleta (@little-late) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 มกราคม 2560 / 02:44
    มีความน่าเอ็นดู
    #945
    0
  16. #903 Jidaaa.mb. (@songprince) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2559 / 21:46
    ชอบพี่ฮีมากค่ะะ ปันปันน่ารักอ่าา
    #903
    0
  17. #870 Gybzie1a (@nuucocoz) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 กันยายน 2559 / 09:19
    คุณฮีซอลเค้าดีจังเลยค่ะ เป็นขุ่นแม่ละ
    #870
    0
  18. #824 mew-k-g-b (@mew-k-g-b) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2559 / 16:21
    ชอบเวลาปันปันอยู่กับฮีชอลมาก อี้เอินคือใครไม่รู้จักละ อยากอ่านฮีชอลแบมมากกว่า 5555
    #824
    0
  19. #769 dada0627 (@dada0627) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2559 / 23:08
    แบมโชคดีนะที่เจอพี่ฮีชอล
    #769
    0
  20. #695 Sai-tray (@killer-hell) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2559 / 03:40
    พี่ฮีชอลเหมือนพี่ชายใจดีๆ เวลาเห็นน้องเเล้วเอ็นดู
    #695
    0
  21. #629 donstop_canstop (@donstop_canstop) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2559 / 22:49
    ชอบคำสอนขอพระสนมจัง ที่สอนให้ลูกรู้จักความพอดีไม่ทะเยิอทะยานแต่แอบหมั่นใส่พระราชาเบาๆ
    #629
    0
  22. #616 PurpleRainBow (@PurpleRainBow) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2559 / 20:03
    หวังว่าพอโต พี่มาร์คจะไม่ต้องแย่งชิงปันปันกะใครนะ
    #616
    0
  23. #531 macpie_e (@macpie_e) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2559 / 15:06
    อยากให้พี่มาร์คเจอปันปันอีกเร็วๆจังเลย
    #531
    0
  24. #475 hyuknok (@hyuknok) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2559 / 12:52
    รักฮีชอล
    #475
    0
  25. #385 Towaei (@Towaei) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2559 / 21:15
    ปันปันลูกก
    #385
    0