The Intern.ship

ตอนที่ 3 : บทที่ 2: เรื่องนี้ถึงหู...อาม่าแน่!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 54
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    6 ก.ค. 62

เช้าวันเสาร์หลังจากการสอบวันสุดท้าย

เสร็จสิ้นไปเมื่อสองวันก่อน

ผมเดินทางกลับบ้านเพื่อไปพักผ่อนสมอง
และเตรียมพร้อมก่อนที่จะไปใช้ชีวิต

...เด็กฝึกงาน

และที่สำคัญกว่า
วันนี้ผมมมีภารกิจที่ต้องทำ
นั่นก็คือ



.

.

.



ผมต้องบอกเรื่องนี้กับอาม่าหน่ะสิ



แกร๊ก แกร๊ก

เสียงประตูอัตโนมัติเปิดออก


"ใครมาหน่ะ ลื้อไปดูสิอาหลิน"

"ได้ค่ะ คุณท่าน”

เสียงสาวใช้วัยค่อนไปทางครึ่งชีวิตหลัง
ตอบรับคำนายหญิงผู้เป็นเจ้าของบ้าน

ไม่นานนักเธอก็เดินกลับมา
แต่ไร้ซึ่งวี่แววของคนที่เพิ่งจะมาใหม่

"ใครมาล่ะ"

"เอ่อ..."

"อั๊วได้ยินเสียงรถจอดน๊า ลื้อไม่ต้องมาอ้ำอึ้งได้ไหมอาหลิน"

อาม่านอนอยู่บนเก้าอี้โยกตัวโปรด 

ปรือตากึ่งหลับกึ่งตื่น

นั่นเป็นอิริยาบถประจำที่ท่านชอบทำเสมอ



"คือ..."

แววตาของสาวใช้

เหลือบมาด้านหลังหญิงสูงวัยอยู่ตลอดเวลา

ราวกับว่านี่เป็นความลับอันใหญ่หลวง
แน่ซิ เพราะเจ้าหลานจอมซน

กำลังส่งสัญญาณให้ป้าผู้เป็นแม่บ้าน

ห้ามส่งเสียงให้อาม่ารู้

แล้วแอบย่องมาด้านหลัง



"จ๊ะเอ๋!!!" 

"ว้าย! ซี้แหงแก๋แล้ว"

อาม่าสะดุ้งตัวจนพัดคู่ใจหลุดร่วงจากมือ



"โถ่ววว อาตี๋น้อย ทำไมลื้อมาแกล้งคนแก่แบบนี้ล่ะ ม่าตกใจหมด"

"โอ๋ๆๆ แค่แหย่เล่นนิดหน่อยเองน้าอาม่า หนูคิดถึงอาม่าจังเลย”


สองคนโผกอดเข้าหากัน

ตามประสาคนที่คิดถึงกันเป็นอย่างมาก


"ลื้อไม่ต้องมาพูดเลย นี่เดือนนึงแล้วน้าที่อั๊วไม่เห็นหน้าหลานชายหน่ะ"

คนสูงอายุขี้น้อยใจ คว้าพัดที่ส่งจากสาวใช้ได้
ก็โบกสะบัดหันหน้าหนีอาตี๋น้อยผู้เป็นหลานรัก

"ก็หนูมีสอบนี่หน่า สอบเสร็จก็รีบกลับมาหาอาม่าเลยนะจ้ะ"

แววตาใสถูกส่งไปขอความเห็นใจ

และหวังเพียงน้ำเสียงออดอ้อนจะง้ออาม่ากลับมาได้



"จริงหรออาตี๋ ได้ข่าวว่าลื้อสอบเสร็จตั้งแต่วันพุธล่ะนะ นี่อะไรวันเสาร์เพิ่งจะโผล่หน้ามาหาอาม่าได้"

"โถ่ววว ม่าคร้าบบบ สอบเสร็จหนูก็ไปกินเลี้ยงกับเพื่อน แล้วก็รีบกลับมาเก็บของ เพื่อเตรียมตัวที่จะไป...”


กว่าผมจะรู้ตัวว่าพูดอะไรอยู่
ก็เล่นซะพูดเกือบหมดประโยคแล้ว


หรรษ์เอ๋ย อยากจะเอามือเคาะหัวตัวเองนัก


"เมื่อกี้ ...อาตี๋พูดว่าอะไรนะ อาม่าไม่ค่อยได้ยินเลย”


“อ่อ...หนูบอกว่า หนูก็รีบเก็บของกลับมาหาอาม่าไงจ้ะ”


อาม่าทำหน้าครุ่นคิด 

แววตาสงสัยว่าผมพูดแบบนั้นจริงๆหรอ


“เอาเถอะ อาม่าจะเชื่อก็ได้”


โอ้ย..โล่งอกไปที จะบอกตอนนี้บ้านแตกแน่

รอให้อาม่าหายงอนก่อนดีกว่า



แล้วผมก็ลุกขึ้น โผเข้าไปกอดผู้หญิงอีกคน


“ป้าหลินคร้าบบบ หรรษ์หิวจังเลย วันนี้มีอะไรให้กินบ้างครับ นี่หรรษ์ไม่แวะที่ไหนเลยนะ จะกลับมากินของป้าหลินคนเดียว”


ผมรีบเบี่ยงประเด็นเพื่อไม่ให้อาม่าสงสัยต่อ


นี่ป้าหลิน

ผู้เปรียบเสมือนแม่นมของผม

ท่านเป็นแม่บ้านที่อยู่กับอาม่ามานาน

ดูแลตั้งแต่รุ่นป๊าผมแหน่ะ

บอกเลยว่า...ถ้านอกจากผมจะติดอาม่าแล้ว

ก็คงมีป้าหลินอีกคนที่ผมนะติดแจเลย

แล้วอาหารของป้าหลินก็อร่อยที่สุดในโลกเลยล่ะ


“มีสิคะ มีเยอะแยะเลยค่ะคุณหนู นี่อาม่าก็ให้ป้าเตรียมของโปรดคุณหนูทุกวัน ตั้งแต่เย็นวันพฤหัสโน่นแล้วค่ะ”


แง่มๆ ฟังแล้วยิ่งรู้สึกผิดไปใหญ่เลยครับ

ผมปล่อยให้อาม่ารอตั้งหลายวัน 

ช่างเป็นหลานที่ไม่ได้เรื่องเสียจริงเชียว



“ฮือๆๆๆ หนูขอโทษน๊าาาอาม่า หรรษ์ผิดไปแล้วคร้าบบ”


ผมหันกลับไปอ้อนอาม่าอีกครั้ง

รู้สึกผิดจนสำนึกผิดไม่ทันไปเลยครับ

นี่ยังไม่นับเรื่องที่ต้องบอกวันนี้อีก


“อาม่าคร้าบบบ งั้นวันนี้หรรษ์จะพาอาม่าไปเที่ยวเป็นการไถ่โทษนะครับ ตามใจอาม่า 1 วันเต็ม”


นิ้วชี้ที่ชูเป็นเลขหนึ่ง ถูกยกขึ้นบังกรอบหน้ากลม

ที่มีรอยยิ้มทะเล้นและสดใสอยู่เสมอ


“ก็ได้ เห็นแก่วันนี้อั๊วก็ว่างๆหรอกนะ”


อาม่าตอบผมแบบขอไปที แต่ผมรู้นะว่ามีคนแอบหันไปยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ไม่มีใครรู้ใจอาม่าเท่าหลานคนนี้อีกแล้ว เชื่อสิ






บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ผมอยู่มาตั้งแต่เกิด

มันออกจะดูใหญ่ไปสักหน่อยถ้าเทียบกับจำนวนคนในบ้าน แต่ผมกลับรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่ได้กลับมา

ผมได้รับความรักจากทุกคนอย่างเต็มเปี่ยม

และไม่เคยรู้สึกว่าขาดอะไรเลยสักนิด





อาม่ามักสอนผมเสมอว่า

...ทุกอย่างมักมีเรื่องดีดีซ่อนอยู่ อยู่ที่เราเลือกจะมอง...






“คุณหนูครับ บ่ายนี้ให้ผมขับรถให้ไหมครับ”


เสียงชายหนุ่มที่อายุแก่กว่า

เดินเข้ามาถามผมในระหว่างมื้ออาหารกลางวัน


“พี่ปัดดดดดดด ป้าหลินดูสิ พี่ปัดแกล้งหรรษ์อีกแล้ว บอกให้เรียกน้องเฉยๆก็พอ เรียกคุณหนูอีกแล้ว”


“เรียกน้องไม่ดีหรอกค่ะ คุณหนูเป็นเจ้านาย”


ป้าหลินที่กำลังยกสำรับกับข้าวมาก็พลอยเห็นดีเห็นงามกับลูกชายไปด้วยอีกคนแล้วครับ


“เห็นไหมครับคุณหนู ใครๆก็ว่าแบบนี้ดี”


พี่ปัดแกล้งขยิบตาให้ผม ให้ความรู้สึกว่าตัวเองเอาชนะผมได้แล้ว

ผมบุ้ยปากและตอบกลับไป


“คนอะไรพูดจาไม่รู้ความ”


ทุกคนยิ้มพร้อมกันและขำเล็กๆ

ดีใจที่แกล้งผมได้กันยกใหญ่


“อาปัด ลื้อก็ไปแกล้งอาตี๋อยู่ได้ มาๆมานั่งกินข้าวพร้อมกัน”


“พี่ปัดไปนั่งข้างอาม่าเลย หรรษ์จะให้ป้าหลินนั่งข้างหรรษ์”



ปฐพี คือชื่อจริงของพี่ปัด (ที่ผมเรียกจนติดปาก)

เป็นลูกชายคนแรกและคนเดียวของป้าหลิน

ผมกับพี่ปัดสนิทกันมาก

อายุเราห่างกันแค่สามปี

ด้วยความที่พ่อของพี่ปัดเสียไปตั้งแต่ยังเด็ก

อาม่าจึงรับพี่ปัดมาเป็นบุตรบุญธรรม

ส่งเสียเลี้ยงดูเหมือนกับหลานคนนึง

สำหรับผมแล้วพี่ปัดก็เหมือนพี่ชายแท้ๆ

ที่เห็นกันมาแต่อ้อนแต่ออด


“แล้วนี่จะพาอาม่าไปไหนอ่ะ ไม่เห็นจะชวนพี่เลย”


“ทำไมคุณปฐพี ไม่เรียกผมว่าคุณหนูแล้วหล่ะครับ”


“แหม หรรษ์พี่ก็แค่แหย่เล่น เจ้าเด็กขี้น้อยใจเอ๊ย”


ผมงอนไม่จริงจังหรอกครับ

แค่งอนให้มีคนง้อกันบ้างก็เท่านั้น


“แล้วคุณปฐพีว่างหรอครับวันนี้ ไม่ต้องไปรอตรวจคนไข้หรือรับพยาบาลสาวที่ไหนหรอครับ”


ผมยังคงเล่นต่อให้พี่ชายรู้สึกถึงความห่างเหอนกันเสียบ้าง

ถึงพี่ชายผมจะเป็นคนอบอุ่น

เห็นแบบนี้เรื่องสาวๆก็มิเคยว่างเว้น


“วันนี้หมอปัดว่างทั้งวันเลยครับ พร้อมรับใช้นายหญิงของบ้าน”


“นายยง นายหญิงอะไรกันเล่า นี่หรรษ์เป็นผู้ชาย จำไว้นะ ว่าแซวน้องมันบาป”


“มีด้วยหรอ พี่แซวน้องแล้วบาปหน่ะ แล้วอีกอย่างนายหญิงที่ว่าพี่ก็หมายถึงอาม่ากับแม่ต่างหากล่ะ”


“สาบานสิว่าคิดแบบนั้นครับ”


ผมนั่งจ้องพี่ปัดตาเขม็ง

นี่ก็นับเป็นคนแค่ไม่กี่คนบนโลกนี้

ที่ผมจะเกรี้ยวกราดใส่แบบนี้ได้


พี่ปัดยกมือข้างขวาขึ้น พร้อมกับชูนิ้วสามนิ้ว


“ด้วยความสัตย์จริง แต่เหมือนว่าจะมีคนร้อนตัวว่าหน้าสาวเหมือนผู้หญิงนะ ฮ่าๆๆๆ”


“พอๆเลยพวกลื้อนี่ ทะเลาะกันเป็นเด็กไปได้

วันนี้อาม่าจะไปไหว้เจ้าแม่กวนอิมสักหน่อยนะ ถ้าลื้อว่างก็ไปด้วยกันสิอาปัด”



“ได้ครับอาม่า”



จากที่รู้กันดีว่าผมเป็นเด็กติดอาม่ามาก

ทุกคนคงเดากันได้ไม่ยากว่าตัวผมนั้นมีเชื้อสายจีนเป็นแน่ แต่ผมหน่ะเป็นลูกครึ่งครับ

ป๊าเป็นคนจีน ส่วนแม่เป็นคนไทย

ชีวิตผมก็เลยได้รับอิทธิพลมาทั้งสองสัญชาติ

ส่วนใหญ่ผมก็จะไปไหว้เทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์กับอาม่าบ่อยๆ ส่วนตักบาตรทำบุญอาม่าก็จะทำทุกเช้าอยู่แล้ว




ระหว่างทางที่เรากำลังขับรถมุ่งตรงไปยังจุดหมาย

โดยมีพี่ปัดรับอาสาเป็นสารถี

ผมนั่งข้างคนขับ

ด้านหลังก็มีอาม่ากับป้าหลินนั่งไปด้วย

รายหลังสุดกว่าจะหว่านล้อมให้มาด้วยกันได้

ก็ยืดเยื้อไปจนบ่ายคล้อยแล้ว



“นี่จบปี3แล้วใช่ไหมเราหน่ะ”


“ครับ เพิ่งสอบเสร็จไปเอง”


“งั้นปิดเทอมนี้ก็ต้องไปฝึกงานแล้วสิ”


คำถามที่ผมไม่คิดว่าจะต้องตอบตอนนี้ก็มาได้จังหวะพอดี 

ทำไมพี่ปัดจะถามอะไรไม่ปรึกษาน้องก่อนนะ

ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ผมเตี้ยมกับพี่ปัดก่อนก็น่าจะดี


“ครับ”


คำตอบรับสั้นๆ ที่ดูผิดปกติไปสักหน่อย


“ลื้อจะไปฝึกงานหรออาตี๋ ทำไมอาม่าไม่เห็นรู้เรื่องเลยหล่ะ”


นั่นไงครับ...

พี่ปัดนะ หาเรื่องให้หรรษ์อีกแล้ว

ไม่มีเวลาจะมานั่งโทษใครแล้วครับตอนนี้

เพราะยังไงผมก็ต้องบอกอาม่าอยู่ดี

แต่...


ผมขอคิดสักครู่นึงนะ




“บอกคุณท่านไปเถอะค่ะคุณหนู อย่าทำให้คุณท่านต้องเป็นห่วงเลยนะคะ”


ผมคงคิดนานไปหน่อย

นานจนป้าหลินต้องกระซิบให้ผมตอบอาม่าเสียที




“คืออย่างงี้น้าาา อาม่า คือหนูอ่ะ ต้องไปฝึกงานตอนปิดเทอมนี้ ตามที่ทางมหาวิทยาลัยกำหนดไว้ ถ้าหรรษ์ไม่ไปฝึกงาน หรรษ์ก็จะเรียนไม่จบนะจ๊ะ”



“นานแค่ไหน!”


“4 เดือนคะ...ครับ”


“อืมมม ทำไมฝึกนาน อั๊วไม่เข้าใจ เรียนมาขนาดนี้ยังต้องฝึกอะไรกันเยอะแยะ”


“ที่ต้องฝึกนานก็เพราะหรรษ์หน่ะ เรียนวิศวะครับอาม่า จำเป็นต้องเรียนรู้จากการทำงานจริงๆมากกว่าการเรียนอย่างอื่นครับ อีกอย่างการฝึกงานก็เป็นการปรับพื้นฐานสำหรับเด็กที่ใกล้จะเรียนจบให้รู้และเข้าใจโลกการทำงานจริงๆด้วยครับ”


นับว่าครั้งนี้พี่ปัดอธิบายได้ดี

เอาสิบแต้มจากหรรษ์ไปเลย

ผมชูนิ้วโป้งให้พี่ชาย


“อืม ก็เข้าใจได้อยู่นะ”


“งั้นหนูก็ไปฝึกงานได้แล้วใช่ไหมครับ อาม่าาาา”


“มันเรื่องเกี่ยวกับการเรียนหนิ่ อาม่าจะไปห้ามลื้อได้ยังไงล่ะอาตี๋”


“เย้ๆ”


ผมเผลอออกอาการดีใจไปหน่อย

ไม่คิดว่าทุกอย่างจะง่ายดายขนาดนี้

งานนี้ต้องขอบคุณพี่ปัดคนเก่งของผม


ผมหันไปส่งยิ้มให้พี่ปัดอย่างรู้สึกขอบคุณ

แต่นั่นก็เป็นยิ้มที่ยิ้มได้ไม่นานเท่าไรนัก



“แล้วจะไปฝึกที่ไหนละอาตี๋?”




“เอ่อ คือ....




 ระยองครับอาม่า”


ผมหน้าเจื่อนเพราะไม่รู้ว่าคำตอบจะตรงใจอาม่าแค่ไหน



“ทำไมมันไกลอย่างงี้ล่ะ อาตี๋!”


“คือว่า...”




“อาม่าคร้าบบบ หรรษ์หน่ะ เรียนวิศวเคมีมานะครับ โรงงานส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับสายนี้ ก็มีแต่แถวระยองเท่านั้นแหละครับอาม่า”



“ก็จริงของลื้อนะอาปัด


เห้อ...ปิดเทอมนี้อาม่าก็เหงาอีกแล้วสินะ”


“โถ่ววว อาม่าคร้าบบบ เดี๋ยวหนูจะกลับมาหาอาม่าบ่อยๆนะ อย่างน้อยสองอาทิตย์ครั้งเลยครับ”


“อย่ามาหลอกคนแก่ให้รอน่าอาตี๋...



แต่ไม่เป็นไรหรอก อาม่าอยู่ได้”


ตามประสาแหละครับ อาม่าก็อายุเยอะแล้ว

ท่านเองต้องการคนดูแลเอาใจใส่

โดยเฉพาะลูกหลานที่ต้องการให้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา 


“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะคุณหนู ตั้งใจฝึกงานเถอะเดี๋ยวป้าจะดูแลอาม่าให้เองนะคะ ไม่ปล่อยให้เหงาแน่นอน”


ผมยิ้มอ่อนๆให้กับป้าหลิน

ได้แต่คิดในใจว่า

ผมจะพยายามรักษาหน้าที่ของผมให้ดีที่สุด

ตอนนี้ก็คือการเรียนให้จบ

แล้วผมก็สัญญากับตัวเองว่าจะกลับมาอยู่ใกล้ชิดอาม่าแล้วดูแลท่านให้ดี

รอก่อนนะครับอาม่า



หลังจากที่พวกเราไหว้เจ้าแม่กวนอิมและขอพรกันเสร็จเรียบร้อย

พี่ปัดก็ชวนพวกเรามาเดินออกกำลังที่สวนสาธารณะใกล้บ้านในตอนเย็น


“อาม่ารู้ไหม คนสูงอายุเนี่ยต้องออกกำลังบ่อยๆนะครับ ไม่งั้นจะแก่ก่อนวัยน้าาา”


“อั๊วรู้หรอกน่า นี่อาม่าก็สาวกว่าใครเพื่อนล่ะนะ เรื่องคิดเลขนี่มาแข่งกันได้เลย”


อาม่าพูดตอบพี่ปัดด้วยความมั่นใจ

จริงอย่างที่อาม่าพูดแหละครับ 

อาม่ายังดูเดินคล่องแคล่ว 

และสุขภาพดีกว่าคนในรุ่นราวคราวเดียวกัน


ส่วนเรื่องคิดเลขนั้นก็คงเป็นเพราะธุรกิจห้องเช่าที่ต้องคิดคำนวณเป็นประจำ

ทำมาตั้งแต่สมัยสาวๆจนถึงป่านนี้





เราเดินกันจนมาหยุดอยู่ใจกลางของสวน

เบื้องหน้าเป็นทะเลสาบที่กว้างพอที่จะถีบเรือเป็ดได้

และตอนนี้ก็เป็นเวลาเย็นจนพระอาทิตย์เกือบจะตกดินแล้ว



“คุณท่านเดินมานานแล้ว งั้นเดี๋ยวหลินไปซื้อน้ำให้ดื่มนะคะ”


“งั้นผมขอไปช่วยแม่นะครับอาม่า”


“ได้สิ ไปเถอะ”



ตอนนี้ก็เหลือแค่ผมกับอาม่าสองคน

เรากำลังชมนกชมไม้ และมองพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปด้วยกัน


“อาตี๋ ลื้อมาใกล้ๆอาม่าสิ”


ผมเขยิบเข้าไปใกล้อาม่าแล้วประคองมือที่ดูผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมายของอาม่าไว้




“ลื้อรู้ไหม สมัยที่อาป๊าของลื้อเด็กๆ อีเป็นเด็กที่ซนมาก ทั้งดื้อทั้งซน เลยโดนอาม่าตีเป็นประจำ 


ชีวิตของป๊าลื้อไม่ค่อยจะได้เที่ยวเล่นเหมือนอย่างใครเขาหรอกนะ 


ก็เพราะ...


อาม่า เองนั่นแหละ 



ที่เคี่ยวเข็ญให้อีเอาแต่เรียนหนังสือ เพราะอาม่ากลัวว่าวันนึงถ้าอีไม่มีความรู้ก็จะสู้คนอื่นเขาไม่ได้ 

แต่อาป๊าของลื้ออีก็ไม่เคยบ่นเลยสักครั้ง 


สุดท้ายอาม่าก็มารู้ทีหลังว่า สิ่งที่อาม่าคิดว่าดี บางทีมันอาจจะทำให้ป๊าของลื้อเขาไม่ได้มีความสุขเลยจริงๆ



มาวันนี้...


ลื้อโตขึ้นแล้วนะอาตี๋ 

อาม่าอยากให้ลื้อได้ใช้ชีวิตอย่างที่ลื้ออยากเป็น 

ทำในสิ่งที่ลื้ออยากทำ 


มีสิ่งเดียวที่อาม่าอยากเห็นคือ...



อยากเห็นลื้อมีความสุข”


น้ำตาของหนุ่มน้อยเริ่มคลอหน่วย

รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของคนทั้งสอง


“ขอบคุณนะครับอาม่า หนูจะไม่ทำให้อาม่าผิดหวัง”


“สิ่งใดที่ลื้อตัดสินใจดีแล้ว ต่อไปอาม่าจะไม่ห้ามอีก  แต่ขอให้รักษาความดีไว้กับตัวลื้อเองนะอาตี๋น้อย”


“ครับอาม่า หนูรักอาม่านะ”



หนูจะดูแลอาม่าแทนป๊าให้ดีที่สุด



ไม่มีบทสนทนาใดจนพระอาทิตย์ล่วงลับ

มีเพียงความอบอุ่นที่อบอวลอยู่ระหว่างคนสองคนในตอนนี้






—————————————-

[หลังไมค์กับไรท์เตอร์]


ไม่รู้ว่าเป็นไงบ้างนะตอนนี้

อยากให้เห็นความเป็นมาของแต่ละตัวละครไปก่อนเน้อ

ค่อยๆเป็นค่อยๆไป


ตอนหน้าจะเข้าเรื่องละ

พร้อมยัง!


คอมเม้นมาคุยกันได้

ไรท์ไม่ดุ

หวังว่าจะชอบกันนะ


อัพก่อนไปพีรญาปาร์ตี้จ้า


#เดอะอินเทิร์นชิป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

0 ความคิดเห็น