The Intern.ship

ตอนที่ 4 : บทที่ 3: First impression

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 41
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    21 ก.ค. 62

เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการเดินทางสุดเร่งรีบ
กับจราจรที่หนาแน่น
ไม่มีอะไรจะประจวบเหมาะกว่านี้อีกแล้ว


"หรรษ์..."


เสียงเรียกชื่อดังมาจากข้างหลัง
ตอนที่ขาข้างขวาของผมกำลังจะก้าวพ้นประตูบ้านพอดี


"ไปไงอ่ะ ให้พี่ไปส่งไหม"

"ไม่เป็นไรหรอกพี่ปัด หรรษ์ไปเองได้ครับ แค่นี้เอง"

"แค่นี้ที่ว่าเนี่ย ระยองเลยนะ แล้วทำไมไม่ขับรถไปเองหล่ะ"

"น้องคิดว่า ไปรถบริษัทก็สบายดี ไม่ต้องขับเองด้วยนะ"


อันที่จริงขับรถไปก็สะดวกแหละครับ
แต่ผมหน่ะ อยากไปลองใช้ชีวิตดูบ้าง
ชีวิตที่ไม่ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่าง
ขนาดบางทีไปมหาลัยผมยังอาศัยพี่วินไปเลย

อย่างที่เห็นว่าตลอดเวลาที่อาม่าเลี้ยงผมมา
ผมก็ใช้ชีวิตสุขสบายมาตลอด
ผมเลยคิดว่าช่วงฝึกงานเนี่ยแหละ
ที่ผมจะได้ลองผจญภัยในโลกกว้าง



"จะดีจริงๆหรอ แล้วตอนอยู่ที่โน่นเราจะเดินทางยังไงล่ะ
ออกไปหาข้าวกินยังไง ไม่สบาย เจ็บป่วย ใครจะพาไปหาหมอล่ะ"


"พอแล้วครับพี่ปัด นี่หรรษ์โตแล้วนะ น้องดูแลตัวเองได้
คนอื่นเขาไม่มีรถเขายังอยู่กันได้เลยครับ 
แล้วถ้าน้องป่วยเนี่ย น้องจะโทรหาพี่ปัดคนแรกเลย สัญญา"


ดวงตากลมโตถูกส่งจากน้องชายไปยังพี่ชาย
พร้อมกับมือซ้ายที่ยกขึ้น 
ชูนิ้วก้อยให้สัญญาณการรักษาคำมั่น


"โอเค พี่จะเชื่อ มีอะไรก็โทรหาพี่ล่ะ"


มือหนาถูกขยี้ลงเบาๆที่หัวของผม
ผมสัมผัสได้ถึงความเป็นห่วงของพี่ชายคนนี้
ถึงแม้เขาจะยุ่งมาก 
แต่เขาก็เป็นคนแรกๆที่ผมจะนึกถึงเสมอ

"ครับ หรรษ์ไปก่อนนะ ฝากดูแลอาม่าด้วยนะครับ ตอนที่หรรษ์ไม่อยู่"

"เราเถอะ ดูแลตัวเองด้วย อย่าให้ทุกคนต้องเป็นห่วง"

"เรื่องแค่นี้สบายมากครับ"


หนุ่มตี๋โบกมือลา
ก่อนก้าวขึ้นรถแท็กซี่เพื่อเดินทางไปยังจุดหมาย






"น้องหฤหรรษ์"

“มาครับ”


ผมมาได้ทันเวลาพอดี

ดีนะที่เผื่อเวลาไว้มากโข

เผื่อจนแท็กซี่ที่นั่งมายางแตก 

ผมก็ยังมาทัน

เพราะชีวิตหฤหรรษ์มักมีสิ่งมี่ไม่คาดคิดเสมอ


“คนสุดท้ายนะคะ น้องธีรพัฒน์ค่ะ”


ไม่มีเสียงตอบรับพี่พนักงานผู้ตรวจเช็ครายชื่อ

นักศึกษาประมาณครึ่งโหล

กำลังหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก


“เอ...ธีรพัฒน์มาคนเดียวเสียด้วยสิ”


เสียงบ่นพึมพำในขณะที่ทุกคนไม่สามารถช่วยอะไรได้



“มา...มา..แล้วครับ”


“เอ้า น้องธีรพัฒน์ใช่ไหม”


“ใช่ครับพี่”


“เหลือน้องคนสุดท้ายพอดี งั้นขึ้นรถเลยจ้ะ เราจะได้ออกเดินทางกัน”



เพื่อนผู้มาถึงใหม่นั่งลงตรงที่นั่งข้างผม

เสียงหอบหายใจอย่างหนัก

ไม่ต้องถามก็รู้เลยว่ารีบขนาดไหน



“สวัสดี...เราธีรพัฒน์นะ เรียกเราว่า ธี ก็ได้”


แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือคำทักทายที่แสนจะเป็นมิตร

ถูกส่งมาให้เพื่อนร่วมเดินทางอย่างผม

อย่างน้อยเพื่อนใหม่ก็ดูไม่ได้น่ากลัว



“สวัสดีครับ เราหฤหรรษ์นะ”


“ห้ะ! ชื่ออะไรนะ”



“เราชื่อ หฤหรรษ์ ยินดีที่ได้รู้จักนะธี”



“โห...ชื่อโคตรแปลก แต่มันได้อ่ะ เจ๋งดี”


“ขอบใจนะ”



ไม่ต้องแปลกใจหรอกครับ เพราะนี่ไม่ใช่คนแรกที่พิศวงกับชื่อของผม

เพราะในยุคที่ก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่20แบบนี้

ผมก็ยังไม่เคยมีชื่อซ้ำกับใครเหมือนกัน



เนื่องด้วยการออกจากกรุงเทพในเวลาเช้าตรู่

พอรถออกได้ไม่นาน ทุกคนก็เคลิ้มหลับกันหมด

ผมก็ด้วยเช่นกัน



นานผ่านไปร่วมสองชั่วโมง

ผมลืมตาขึ้นมาด้วยความงัวเงีย

พี่พนักงานคนเดิมหันมาส่งยิ้มให้


“อีกสิบนาที เราจะถึงบริษัทกันแล้วนะจ้ะเด็กๆ”


“ครับ/ค่ะ”


แววตาสดใสจ้องมองไปยังจุดหมายปลายทางที่ยังไม่รู้ว่าเป็นที่ไหนแต่รู้แค่ว่าใกล้มากแล้ว



“นี่หฤหรรษ์ ตื่นเต้นอะไรเบอนั้นอ่ะ”


“นิดนึงอ่ะครับ เราไม่ค่อยได้ออกไปไหน”


“ขนาดนั้นเลย คุณหนูสินะเรา”


คุณหนูงืออออ ไม่ชอบให้ใครเรียกแบบนี้เลย

มันเหมือนผมเป็นเด็ก

แต่กับเพื่อนใหม่คงไม่รู้อะไร

ผมไม่ควรจะโกรธเขา

ถามจริงว่าเกิดมาผมเคยโกรธใครจริงๆด้วยหรอ



คำตอบคือ



ไม่เลย...




“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ ธีเรียกเราแบบธรรมดาๆเถอะ”


“ก็นายเล่นครับๆทุกคำแบบนี้ ใครจะกล้าเล่นด้วยหล่ะ เออว่าแต่...นายมีชื่อเล่นไหม”



“เรียกเราว่า..หรรษ์ ก็ได้คะ.......นะ”


เกร็งชะมัด สงสัยผมต้องสุภาพกับธีให้น้อยลงหน่อย

ไม่งั้นผมคงดูเป็นคุณหนูไปตลอด



“ถึงแล้วจ้ะทุกคน เดี๋ยวทุกคนลงจากรถเอาเฉพาะของที่จำเป็นไปนะ ส่วนสัมภาระเดี๋ยวตอนบ่ายเราค่อยเอากลับไปเก็บที่หอพักกัน”



ทุกคนเดินลงจากรถตู้

สิ่งเดียวที่โฟกัสกันตอนนี้ คือตึกขนาดกลาง

สีน้ำเงินบนเทาดูเรียบหรู

ไม่ได้สูงระฟ้าเหมือนตึกในกรุงเทพที่ผมเคยเห็น

แต่ก็ถูกสร้างขึ้นตามสมัยนิยมพอควร


บริษัทนี้เป็นบริษัทขนาดกลาง

มีพนักงานราวๆ แปดร้อยถึงหนึ่งพันคน

พวกเราถูกพาไปยังห้องประชุมใหญ่

เพื่อฟังกฎ ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ


“โอเค ทุกคนเข้าใจที่พี่พูดนะ”


“เข้าใจครับ/ค่ะ”


“อ่ะ งั้นจากนี้ สถานที่ต่อไปที่ต้องรู้จักคือ โรงอาหาร พักทานข้าวกลางวันกันก่อน แล้วเจอกันตอนบ่ายโมงที่นี่นะจ้ะ”


ทุกคนลุกขึ้นโดยพร้อมเพรียงกัน

ผมรู้สึกดีใจมากเพราะที่นี่รับเด็กฝึกงานเยอะ

ปีนี้ก็ตั้ง 14 คน 

มีทั้งที่มาจากมหาลัยเดียวกัน

แล้วก็ต่างมหาลัย

ผมว่าผมคงไม่เหงาแน่นอน


“ไปกันเถอะ ไอ้หรรษ์”


เสียงที่ผมเริ่มจะคุ้นเคย

เพราะอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เช้า

ธียกมือขึ้นกอดคอผม

พะยักเพยิดให้ เป็นการบอกว่าไปกินข้าวกันเถอะ


“ไปสิ...เราก็หิวจนตาเริ่มลายละ”


“ขนาดนั้นเลยหรอ...วันนี้ยังไม่ทันได้ทำไรเลยได้ข่าว”


“เราต้องกินข้าวให้ตรงเวลา กินให้ครบสามมื้อสิ ไม่งั้นเราจะปวดท้องนะ”



“เรียนมาจากตำราพิชัยดาบหักใช่ไหมเนี่ย ท่องเป็นนกขุนทองเลย ไปครับน้องหรรษ์ เดี๋ยวพี่ธีจะพาน้องหรรษ์ไปโรงอาหาร น้องหรรษ์จะได้กินข้าว จะได้ไม่ปวดท้องนะครับ”


“ธี.....”


หนุ่มตี๋นิ่วหน้า บ่งบอกว่าเลิกล้อได้แล้ว

ทำไมกันนะ ทำไมทุกคนชอบทำอย่างกับเขาเป็นเด็กที่ต้องคอยเอาใจอยู่เรื่อย






——————————


ณ ห้องประชุมเช้า 


“สวัสดีทุกคน ขอต้อนรับสู่วันจันทร์อีกครั้งนะจ้ะ”


นี่ก็คือเสียงของบอส

ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทนี้



“นอกจากจะเป็นวันจันทร์แล้ว ก็ยังเป็นวันขึ้นเดือนใหม่ เดือนสุดท้ายของกลางปี ทุกคนคงเข้าใจที่พี่จะพูดต่อจากนี้นะ”


ไม่ต้องสืบเลยว่าเรื่องอะไร

ก่อนปิดไตรมาสนี้คงต้องทำงานหนักกันอีกสินะ


“สถานการณ์ของบริษัทในตอนนี้ก็ถือว่ากำลังไปได้ดี ส่วนนึงก็มาจากแผนกของเราด้วย


 ขอบคุณทุกคนมากที่ตั้งใจทำงานกันนะจ้ะ


 พี่นี่เป็นปลื้ม..


 แต่ถ้าจะให้ดีกว่านี้ ก่อนปิดไตรมาส ถ้าเราคิดผลิตภัณฑ์ได้อีกสักอย่างก็คงจะดีไม่น้อยเนอะ ว่าม่ะ”


นั่นอาจจะฟังดูเป็นประโยคคำถาม 

แต่สำหรับผม มันฟังดูเหมือนเป็นประโยคคำสั่งมากกว่า

ผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่งเราใช้เวลาไม่น้อยในการได้มันมา

ถ้าเดือนเดียวก็บอกเลยว่ายากมาก

แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยมีมาก่อน


“จริงไหมจ้ะ องศา พี่คิดว่าแค่นี้คงไม่คณามือเราหรอกเนอะ”


วิศวกรเคมีคนดังที่ถูกเรียกชื่อ

เงยหน้าขึ้นจากไอแพดคู่ใจ

ใบหน้าเรียวคม รับกับรูปแว่น

ผิวสีน้ำผึ้ง คมขำ 

ริมฝีมือปากหนาขยับยิ้มเล็กน้อย

มือคร้ามเอื้อมไปจับแว่น ก่อนตอบคำถาม



“หนักไปนะครับพี่ ผมว่าน้องๆควรได้พักบ้าง”



ฝ่ายคนโตกว่าได้รับคำตอบเช่นนั้น

ก็ดูจะหน้าเสียไปเล็กน้อย

แต่ก็ยิ้มสู้กับลูกน้องคนโปรด



“จ้ะๆ พักก็พัก แต่พี่เชื่ออยู่แล้วว่าศาจะไม่ทำให้พี่ผิดหวัง”


เธอยังคงยิ้มอย่างพอใจ

เพราะตลอดห้าปีที่รับลูกน้องคนนี้เข้ามา

เขามีแต่สร้างชื่อให้กับแผนก

และมีผลงานโดดเด่นจนไม่มีใครกล้าเถียง


“งั้นพี่ก็มีเรื่องแค่นี้ ใครมีอะไรจะรายงานไหมจ้ะ”



“เอ่อ... หนูมีเรื่องนึงค่ะ”



“ว่าไงน้อยหน่ามีอะไรว่ามาจ้ะ”


หญิงสาวแรกรุ่น เป็นเด็กจืดๆไม่สะดุดตา

บุคลิกไม่ค่อยมั่นใจกับแว่นหนาๆช่างเข้ากัน

เธอมักได้เป็นผู้รับผิดชอบกิจกรรมต่างๆของแผนกเสมอ



“เอ่อ...พอดีทางแผนกแอดมินแจ้งมาว่า

วันพรุ่งนี้จะมีน้องฝึกงานเข้ามาที่แผนกเรา2คนค่ะ”



“พรุ่งนี้!!”


ผู้จัดการสาวตะวาดลั่น 

ราวกับว่าเรื่องนี้ไม่เคยผ่านหูเธอมาก่อน


“ทำไมพี่ไม่เห็นรู้เรื่องเลยล่ะ น้อยหน่า”



“เอ่อ...คือว่า ทางแอดมินแจ้งมาแล้วเมื่อสองเดือนก่อน แต่พี่จ๋า ....ไม่อยู่ค่ะ”



“แล้วพี่ไปไหนอ่ะ”


“สวิต!!!”



เสียงลูกน้องในห้องประชุม

พร้อมใจกันตอบคำถาม

จนเหมือนว่าเธอจะได้สติกลับมาแล้ว


บอกเลยว่านอกจากเธอจะเก่งเรื่องบริหารแล้ว

เธอก็ยังเก่งเรื่องเที่ยวด้วยเช่นกัน



“อ้าวหรอ...โอเคๆ วันหลังมีไรรายงานพี่อีกทีนะ”


สาวใหญ่ปาดเหงื่อ

พลิกความโกรธกลับมายิ้มแย้มเหมือนเดิม


“แล้วใครจะรับเด็กๆไปดูแลดีจ้ะ”


พรึ่บ!!//พรึ่บ!!


ชายหนุ่มสองคนยกมือขึ้นทันทีหลังจบคำถาม


“ผมกับไอ้ศา เองครับ เราแบ่งกันเสร็จแล้วพี่”


กร เพื่อนอีกคนในแผนก

ส่ายหัวอย่างหนักใจ

ในใจมันคงคิดว่า

ไม่รู้ว่าแผนกเรารอดมาถึงจุดนี้ได้ยังไง


“โอเคคคคคค...ดีมากทุกคน ไม่ต้องถึงมือพี่หรอกเนอะเรื่องแบบนี้”


“พี่งานยุ้งงงง ยุ่ง พวกผมก็รู้”



“เงียบไปเลยไอ้กร ฉันก็ไม่เคยขาดตกบกพร่องม่ะ”



“ที่กับไอ้ศานี่ ศาจ้ะ ศาจ๋าเลยนะพี่ ทีกับผมนี่ไอ้กร!!!!”



“เออน่า...ฉันก็รักพวกแกทุกคนแหละ 


แค่คนละมาตราฐานย่ะ”



คู่ปรับไม้เบื่อไม้เมาที่ทุกคนเห็นจนชินตา

ถ้าคู่นี้เป็นมากกว่าลูกพี่ลูกน้องได้

ก็คงจะเป็นแม่กับลูกแล้วหล่ะครับ



จบจากประชุมเช้าเราแยกย้ายกันไปทำงานของตัวเองเหมือนกับทุกวัน

จนตะวันเคลื่อนที่ตรงเหนือหัว



“โอ้ยย...ได้เวลาเบรคสักทีโว้ย”


ไอ้กรบิดขี้เกียจจนตัวเป็นเกลียว

แขนมันเกือบฟาดมาโดนหน้าผมด้วยซ้ำ


“มึงพูดเหมือนมึงทำงานหนัก ตั้งแต่เข้างานกูไม่เห็นมึงจะลุกไปทำอะไรสักอย่าง”


“มึงก็พูดไปไอ้ศา ปกติช่วงเข้าวันจันทร์มันก็ต้องรีโคฟเวอรีก่อนป่ะวะ”


“กรสไตล์...สินะมึง”



“ไปเหอะ กินข้าว กูหิวแล้ว”



“ไปดิ่ กูห้ามมึงหรอ”


สองเพื่อนซี้ลากคอกันไปหาพลังงานเติมให้กับร่างกายในช่วงบ่าย

อย่างว่ากองทัพก็ต้องเดินด้วยท้องละนะ



“กินไรดีว่ะมึงวันนี้ กูอยากกินขาหมูเยอรมันชะมัด”


“นี่โรงอาหารบริษัทไงมึง ไม่ใช่ภัตตาคาร ตื่นได้ล่ะ”


สักพักไอ้กรก็เงียบไป

เหมือนกับว่ามันไม่ได้ฟังผมอยู่

สายตาเบิกกว้าง มองผ่านหน้าผมไป

เหมือนมันกำลังเจอของถูกใจไรสักอย่าง

แต่ไอ้กรก็แบบนี้อยู่แล้ว 

ตื่นเต้นกับทุกเรื่องจนผมชิน


“สรุปนี่มึงไม่ได้ฟังกูเลยสินะ กูไปซื้อข้าวดีกว่า”


ผมเลี้ยวตัวเพื่อมุ่งไปยังร้านอาหาร

แต่แล้วก็ก้าวไปไม่ทันพ้นจุดที่ยืนอยู่ 

ไอ้กรเพื่อนแสบก็ลากคอผมกลับมา



“ไอ้เชี้ยศา มึงกลับมานี่เลย 


มึงควรต้องเห็น

ดูดิ่  น่ารักจิ้มลิ้มชะมัด”


หน้าผมถูกหันไปทางเด็กกลุ่มใหญ่ที่ใส่ชุดนักศึกษาเต็มยศ กำลังเดินคุยกันดูสนุกสนาน

จุดมุ่งหมายก็คงหนีไม่พ้นโรงอาหารที่เรายืนอยู่


ในกลุ่มนั้นมีทั้งผู้หญิง ผู้ชายปะปนกันไป



“มองเด็กอีกละมึง เดี๋ยวพี่จ๋าก็เรียกไปปรับทัศนคติหรอก ไปๆกินข้าว”



สายตาของผมไม่ได้สนใจในสิ่งที่มันพูดเลยสักนิด

ผมคิดว่าเรามาทำงาน เราก็ควรสนใจแต่เรื่องงานเท่านั้น


“ถ้าได้ขาวๆ หมวยๆมาฝึกงานด้วยสักคนคงดี หื้มมมม”


สุดท้ายกลายเป็นผมต้องลากคอไอ้กร

ให้ไปซื้อข้าว ก่อนที่จะหมดเวลาเบรคแทน



ผมเดินเลือกร้านอาหารที่มีนับสิบร้าน

จนมาหยุดอยู่ร้านอาหารตามสั่งร้านหนึ่ง


“ข้าว.../ข้าว..”


ชายหนุ่มสองคนยืนนิ่งอยู่หน้าร้านเดียวกัน

ไม่มีใครยืนต่อแถวอยู่ตรงนี้

และต่างไม่ได้สังเกตอีกฝ่าย

ทั้งคู่เลยเลือกที่จะสั่งอาหารออกไป...พร้อมกัน




“พี่สั่งก่อนเลยครับ”



ชายหนุ่มหน้าตี๋ ผมดำผิวขาว

ท่าทางสุภาพเรียบร้อย

โค้งตัวเบาๆและหลีกทางให้รุ่นพี่

ที่เดินมาหยุดพร้อมกันเป็นฝ่ายสั่งก่อน



“ไม่เป็นไร นายสั่งก่อนเถอะ”


เสียงเรียบนิ่ง แววตาคมกริบ

พูดประโยคบอกเล่าคล้ายเป็นคำสั่ง



“ไม่เป็นไรครับ พี่สั่งก่อนเถอะครับ ผมรอเป็นคิวต่อไปได้ครับ”


ยังคงเป็นรุ่นน้องที่กล่าวปฎิเสธด้วยความเกรงใจ

แล้วร่างสูงก็หันมาทางเขา

ก้าวเข้ามาสองก้าวใกล้จนเห็นหน้าได้ชัดเจน

แล้วพูดขึ้นอีกครั้ง



“ฉันบอกให้นายสั่งก่อน


ฉันคิดว่าฉันไม่ต้องพูดซ้ำละนะ”



น้ำเสียงเข้มกว่าเดิมสามเท่า

ทำให้หนุ่มหน้าตี๋ก้าวออกไปสั่งอาหารอย่างเลี่ยงไม่ได้


“คะ...ครับ”


“ผมขอข้าวผัดกุ้งที่นึงครับ รบกวนใส่มาในถ้วยให้หน่อยนะครับ”


ร่างบางสั่งเสร็จก็แทบจะก้าวออกไปจากตรงนั้น

เพราะรู้สึกว่าไม่ใช่ที่ที่ควรจะอยู่นานเสียเท่าไหร่

แต่เขาก็ไม่ลืมที่จะหันกลับไปพูดกับคนด้านหลัง



“ขอบคุณพี่มากนะครับ”



รอยยิ้มกว้างถูกส่งออกมาอย่างไม่หวังผลตอบแทน

จนคนรับเองก็แทบจะตั้งตัวไม่ทัน




พรึ่บ..


เสียงของวิศวกรหนุ่มหน้าคมกำลังนั่งลงในฝั่งตรงกันข้ามกับเพื่อนสนิทของเขา


“กินไรว่ะมึงวันนี้”


คนตรงข้ามก็นั่งสุดก๋วยเตี๋ยวเต็มปาก

เป็นการตั้งคำถามที่ไม่ได้เงยหน้ามองสักนิด


“ทำไมมึงไม่แหกตาดูก่อนถามเนี่ย”


ชายหนุ่มก็เลยหงุดหงิดอย่างเสียไม่ได้


“เชี้ย!!! นี่มึงเพื่อนกูจริงป่ะเนี่ย แดกข้าวผัดกุ้ง ปกติมึงไม่ค่อยชอบอาหารทะเลไม่ใช่หรอไอ้ศา”


“ทำไม วันนี้กูจะเปลี่ยนมั่งไม่ได้หรือไง”



กรถึงกับเบือนหน้าหนี

เพราะเขาไม่เคยคาดคั้นเอาเหตุผลจากการกระทำของเพื่อนเขาได้อยู่แล้ว



“เออ แค่แปลกใจนิดหน่อย”


สุดท้ายเขาก็ปล่อยผ่านเรื่องนี่ไป

และเลิกสนใจเสียดีกว่า

จากนั้นทั้งสองก้มหน้าก้มตากินข้าว

และไม่ได้สนใจกันอีกจนกระทั่ง



“หรรษ์ ทำไมกินข้าวใส่ถ้วยอ่ะ”


“แปลกหรอธี ปกติที่บ้านเราก็กินแบบนี้”


“แบบนี้นี่แบบไหน”


ตี๋น้อยหน้าขาว ออร่าจับ

หันหลังควับไปหยิบสิ่งของออกมาจากในกระเป๋า

เขาควักกล่องสีเงินคล้ายแสตนเลส

รูปทรงกระบอกออกมา


“ก็แบบนี้ไง ฉับๆ”


เด็กหนุ่มคว้าเอาตะเกียบไม้คู่ใจ

ออกมาให้เพื่อนใหม่เห็น



นี่เป็นวิธีการกินข้าวที่เขาติดไปเสียแล้ว

การกินข้าวด้วย...ตะเกียบ


“ฮ่า ฮ่า ฮ่า คนบ้าไรว่ะ พกตะเกียบมากินข้าว”


ธีหัวเราะลั่นจนคนอื่นๆหันมอง

ไม่เว้นแม้แต่โต๊ะของรุ่นพี่ที่อยู่ไม่ใกล้



“เบาๆสิธี คนอื่นมองหมดแล้ว”



“ก็มันตลก”


“มันไม่ตลก มันปกติ”


“โอเคปกติก็ปกติ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”



หรรษ์ไม่รู้จะหยุดเพื่อนยังไง

ได้แต่หันซ้ายหันขวา

ก้มหัวเบาๆ เป็นการขอโทษคนรอบข้าง



“ไอ้ตี๋นั่นมาจากมหาลัยไหนว่ะ”


ทุกอย่างดูแปลกจนทุกคนสงสัย 

รวมทั้งไอ้กรก็ด้วย




“กูก็อยู่กับมึง กูจะไปรู้ได้ไง”



“แม่งแดกข้าวผัดกุ้งเหมือนมึงเลย แต่คงจีนจ๋ามาก แม่งใช้ตะเกียบ”


กรหัวเราะชอบใจเบาๆในลำคอ

ส่วนเพื่อนเขาก็หันกลับมาที่โต๊ะ

และโฟกัสกับจานอาหารตรงหน้าต่อ



หลังจากที่เพิ่งรู้ตัวว่า

.... เขาจ้องมองเด็กหนุ่มคนนั้นนานเกินไปแล้ว






- - - - - - - - - - - - - - -


[หลังไมค์กับไรเตอร์]


โอ้ย กว่าจะคลอดดดดด

เค้าขอโทษ หายไปตั้งสองอาทิตย์

งืออออ งือออ TT


หายไปจนรี้ดหายหมดแล้วจ้า 5555


เอาจริงๆคือเขียนได้วันละบรรทัดสองบรรทัด

เหมือนคนหมดแรง


ยังไงช่วยคอมเม้นฟีดแบคกันหน่อยนะ

ไรท์จะได้เอาไปปรับปรุง แล้วก็เป็นกำลังใจให้กันด้วย

ช่วงนี้กำลังใจขาดหนัก


หวังว่าเนื้อเรื่องจะพอไปวัดไปวานะจ้า


ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันจ้า


#เดอะอินเทิร์นชิป





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

0 ความคิดเห็น