The Intern.ship

ตอนที่ 2 : บทที่ 1: สอบไฟนอล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 100
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    26 มิ.ย. 62

ภาพนักศึกษาหลายร้อยหลายสิบคน

ในรั้วมหาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง
กำลังคร่ำเคร่งกับตำราเรียน
ราวกับว่านี่จะเป็นการสอบครั้งสุดท้ายในชีวิต
ปรากฎอยู่เบื้องหน้าชายหนุ่มหน้าตี๋
ที่เพิ่งรีบเร่งลงจากรถมอไซ’วินเมื่อครู่

เมื่อก้าวลงจากยานพาหนะที่ใช้สอยอยู่เป็นประจำ
จ่ายเงินค่าบริการเรียบร้อย
เขาก้มหน้ามองดูนาฬิกาบนข้อมือซ้ายทันที


“ดีนะ ยังมาก่อนเวลาตั้ง 20 นาที”

รอยยิ้มอ่อนเผยให้เห็นบนใบหน้า
แสดงอาการของคนที่โล่งใจ
ในที่สุดเขาก็มาสอบได้ทันเวลา


“เห้ย! ไอ้หรรษ์ทางนี้”

หนึ่งในสามของกลุ่มคนกำลังโบกมือเรียกเพื่อนที่เพิ่งมาใหม่ให้ไปร่วมวงด้วย

“ช้ากว่าทุกวันนะ ปกติมึงมาก่อนเป็นชั่วโมงหนิ่ไอ่ตี๋”

กันต์ทักทายเพื่อนสนิทที่รู้นิสัยใจคอกันเป็นอย่างดี

เพราะนี่คือสิ่งที่แปลกไปจากทุกครั้ง


“เราเพิ่งอ่านจบตอนตีสี่แล้วก็เผลอหลับไปอ่ะสิ ตอนแรกกะว่าจะโต้รุ่งถึงเช้า แต่ว่า...”



“แต่.. “



“แต่...”



“แต่...เชี้ยไรว่ะ!”


อิน ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งอุทานออกมาอย่างหัวเสีย
ก็เพื่อนตัวดีมัวแต่ลีลากว่าจะพูดออกมาแต่ละคำ



“แต่ว่า...เผลอหลับคาหนังสือไปตอนก่อนจะรุ่งสางอ่ะ สังขารคนเรานี่มันไม่เที่ยงจริงๆนะ”

หนุ่มแว่นยกมือขึ้นเกาคอตัวเอง ทำหน้าตาเหยเก
เพราะรู้สึกว่าอะไรก็ไม่กะปรี้กะเปร่าเหมือนเดิมอีกต่อไป

ร่างกายอันไม่จีรังกำลังจะฟ้องถึงอายุที่มากขึ้น


“ฮ่าๆๆๆๆๆ”

ส่วนเพื่อนอีกสามคนก็พร้อมใจกันหัวเราะลั่น

จนคนแถวนั้นหันมองกันเป็นตาเดียว

ถึงแม้ว่าจะชินกับคำพูดแบบนี้แต่มันก็อดไม่ได้จริงๆ
แม้แต่เพื่อนที่ดูจะเนิร์ทแบบเจ๋งก็ไม่เว้น


“เราว่าหรรษ์ทำเต็มที่แล้วแหละ ไหนๆก็ไหนๆล่ะ มาทวนกันรอบสุดท้ายดีกว่า”


ในขณะที่ชวนพวกผมให้มาอ่านทวน

เจ๋งเองก็ยังหลุดขำอยู่เป็นระยะ


อินกับกันต์นั่งลงฝั่งตรงข้ามหรรษ์

ส่วนเจ๋งเดินมานั่งอีกฝั่ง หย่อนตัวลงข้างๆคนที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว



พรึ่บ!!!


เสียงกองชีทหนาเท่าคัมภีร์ไบเบิล

ถูกวางลงตรงหน้านักศึกษาปีสาม

ชายหนุ่มใช้หลังมือปาดเหงื่อที่ข้างแว่นเล็กน้อย

คงเป็นเพราะรีบมาให้ทันเวลา

ก็เลยต้องมีอาการเสียเหงื่อให้เห็นกันบ้าง


หลังจากนั้นเขาก็เริ่มพลิกหน้ากระดาษของชีทสรุปทันที



“ไอ้หรรษ์ เก็งข้อสอบข้อแรกมาเลยมึง

อินออกคำสั่งตามประสาคนอ่านน้อยทันควัน


“อิน...วิชานี้สอบปฎิบัติไม่ใช่หรอ จะเก็งอะไรดีล่ะ”



“หื้ม!!!”


และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่เพื่อนทั้งสามให้ความสนใจมาที่คนคนเดียวในกลุ่ม

เพียงแต่ครั้งนี้ไม่มีเสียงหัวเราะตามมาด้วย


“หรรษ์ อย่าบอกนะว่าอ่านแลปมาจนถึงเช้า”


นั่นคงเป็นคำถามจากเจ๋งที่มีน้ำเสียงคล้ายไม่ต้องการคำตอบว่าใช่สักเท่าไหร่


แล้วสุดท้ายผมก็ตอบออกไปแบบหน้าตาเฉย

ไม่รู้ว่าพวกนี้จะกังวลอะไรกันนักหนา

สงสัยจะอ่านมาไม่มากพอล่ะมั้ง


“อื้ม อ่านจนแม่น อ่านจนมั่นใจมากเลยล่ะ”



“ไอ้หรรษ์ แม่งเอ๊ย” เป็นกันต์ที่สบถอย่างหมดอารมณ์



“ไม่เป็นไรนะกันต์ เดี๋ยวติวให้ยังพอมีเวลา อย่าเครียดไปเลยนะ”


“กูเครียดกับมึงเนี่ยแหละ นี่มึงอ่านหนังสือมากเกินไปแล้วใช่ไหมเนี่ย ถึงเบลอขนาดนี้”


“เบลอไรอ่ะ เบลอว่ารักแถบหรอ”


“ยังจะมีอารมณ์เล่นมุกอีกนะไอ้หรรษ์ มึงลองมองไปรอบๆตัวมึงดิ่ ว่าคนอื่นเขาอ่านอะไรกัน”


สายตาของผมกวาดไปรอบๆตามคำบอกของเพื่อน

ทุกคนล้วนแล้วแต่อ่านหนังสือเล่มเดียวกัน

รวมทั้งเพื่อนในโต๊ะของผมด้วย



“เคมีขั้นสูง!!!”



คราวนี้คงเป็นตัวผมเองที่ตกใจสุดขีด



“ทำไงดีอ่ะ เราคิดว่ามันสอบตอนบ่าย ตายแน่ๆ เราต้องตายแน่ๆ”


จะโก๊ะอะไรขนาดนี้นะหฤหรรษ์

สิ่งที่ควรอ่านก็ไม่อ่านก่อน 

อ่านแต่ไอ้สิ่งที่มันยังมาไม่ถึงอีก

กรรมอะไรของเรากันนะ


“หรรษาอีกแล้วนะมึง ฟังไอ้เจ๋งติวเลย กูรู้ว่าแป๊บเดียวมึงก็จำได้”


อินเปลี่ยนเป้าหมายไปเป็นเพื่อนสุดเนิร์ทแทน

นี่คงจะเป็นความหวังสุดท้ายที่ผมจะฝากชีวิตไว้ได้ตอนนี้สินะ


“ช่วยเราด้วยนะเจ๋ง ถ้าเราสอบตก เรากลัวอาม่าเสียใจ”


“อย่าคิดมาเลยหรรษ์ นี่วิชาถนัดอยู่แล้วหนิ่ แค่ไม่ได้อ่านทวนอย่างมากก็แค่ไม่ท็อปนะ”


แววตาของลูกแมวขี้อ้อนที่ใครมองทีไรก็แพ้ทุกที

แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ 

สมองระดับหรรษ์แล้ว ถ้าตกก็ต้องยกกลุ่มเนี่ยละ

(เว้นเจ๋งไว้คนนึงละกัน เพราะรายนั้นเทพกว่าเยอะ)






“เห้อ...สอบเสร็จสักที กูล่ะปวดหัวมานาน ไฟนอลผ่านไปแล้วโว้ยยย”


ป้าบ!!!


“แหมไอ้อิน ทำยังกับอ่านหนังสือทุกวัน อ่านเยอะ ทำยังกับเครียดมากเลยนะเพื่อน กูเห็นนะมึงเล่นเกมส์ทุกคืน ตั้งตี้เก่ง~”


ไม่วายที่กันต์กับอินจะทะเลาะกันเสมอ

จนเป็นภาพที่ผมกับเจ๋งชินไปเสียแล้ว


“เขาเรียกว่า...บริหารเวลาเป็นเว้ย เราต้องบาลานซ์ชีวิตทั้งส่วนที่เครียดแล้วก็ส่วนที่มีความสุขไปพร้อมๆกัน ก็เหมือนกับที่มึงเล่นกีฬาแหละไอ้กันต์”


อินบรรยายพร้อมโบกไม้โบกมือไปในอากาศ

เสมือนว่าการเล่นเกมส์คือความสุขขั้นสูงสุด

จริงๆทุกคนในกลุ่มก็เล่นเกมส์ตามประสาเด็กผู้ชาย

แต่ไม่มีใครที่ไม่เล่นแล้วจะลงแดงตายเหมือนอิน


“เออเดี๋ยวกูจะดูว่าถ้าสอบไม่ผ่านเนี่ย มึงยังจะมีความสุขได้อยู่ไหม”


กันต์ส่งเสียงคาดโทษอินจนลั่น

ที่เห็นถกเถียงกันตลอดแบบนี้

ทุกคนก็รู้ดีว่ากันต์นั่นแหละที่ห่วงเพื่อนมากที่สุด


“จ้า...พ่อจ๋า อินกลัวแล้วจ้า~”



“เอาน่า...เลิกทะเลาะกันเถอะนะ ทั้งสองคนเลย วันนี้สอบเสร็จแล้ว หรรษ์ว่าเราไปฉลองกินหมูกระทะกันดีกว่า”


“ไปกันนะเจ๋ง เราเลี้ยงก็ได้ ตอบแทนที่เจ๋งช่วยติวให้เมื่อเช้า”


หรรษ์หันไปอ้อนเพื่อนผู้มีบุญคุณ

ผู้ซึ่งไม่ค่อยจะยอมไปไหนกับเพื่อนสักเท่าไหร่


“อื้มไปสิ งั้นเราโทรบอกที่บ้านก่อนแล้วกันนะ”


เจ๋งยกโทรศัพท์ขึ้นและเดินแยกตัวออกไปเล็กน้อย

คราวนี้ก็ถึงตาสองเพื่อนสุดแสบที่เหลือ


“กูไป//กูไป”


“ดีมาก ไม่ต้องให้หรรษ์ถึงกับเอ่ยปากถามเอง ดีใจจังเลย นานๆจะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้”


ใบหน้าขาวใต้กรอบแว่นใส

แก้มกลมถูกยกขึ้นตามริมฝีปากอมชมพูที่ยกยิ้มจนสุด

ยกมือป้อมๆตบมือแปะๆ ดีใจกว่าใครเพื่อน




ณ ร้านหมูกระทะ


ซู่ ซ่าส์ เสียงเนื้อสายพันธุ์ต่างๆ

กำลังเปลี่ยนสภาพจากเนื้อดิบกลายเป็นเนื้อสุก

ประกอบกับไอควันที่ลอยเหนือรอบกระทะ

จากน้ำซุปร้อนๆ ที่มีเหล่าบรรดาผักจมอยู่ในนั้น



“ร้านหมูกระทะนี่ก็ดีเหมือนกันนะ หรรษ์ว่ามันอร่อยแล้วก็อิ่มดี แต่เสียอย่างเดียวเสียงผู้คนนี่อื้ออึงไปหน่อย แหะ แหะ”


“ถ้ามึงรำคาญวันหลังกูจะขอห้องส่วนตัวให้เอาไหมล่ะ”


“มีด้วยหรออิน?”


ผมรู้สึกประหลาดใจที่ร้านแบบนี้มีห้องอย่างที่ว่า

เพราะเกิดมาก็ยังไม่เคยเห็น




“กู...ประ..ชด!”



“ฮ่าๆๆๆๆๆ”


ทุกคนพร้อมใจกันหัวเราะร่าอีกครั้ง

มีแต่ผมที่ได้แต่เกาหัวอย่างงงๆ

นี่โดนหลอกอีกแล้วหรอเนี่ย


ผมไม่เคยโกรธหรือว่าเกลียดเพื่อนเลยสักครั้ง

ถึงจะดูเป็นตัวตลก แต่ผมรู้ดีว่าเพื่อนผมไม่ได้คิดแบบนั้น สามปีเต็มที่คบกันมาทำให้ได้เรียนรู้อะไรมากมาย

และผมก็รู้สึกดีทุกครั้งที่ได้เห็นรอยยิ้มของคนอื่น


เพราะ...รอยยิ้ม คือสิ่งมหัศจรรย์ที่มีค่าเสมอ



“ปิดเทอมนี้พวกมึงฝึกงานที่ไหนกันว่ะ ช่วงนี้กูก็ซ้อมกีฬายุ่งๆเลยไม่ได้ถามเลย”


กันต์เริ่มคำถามที่มีสาระที่สุดของวันนี้

เมื่อเห็นว่าคนในกลุ่มตั้งตาตั้งตากินจนเสียงเงียบไป


“ของกูจะไปฝึกโรงงานผลิตทำชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ว่ะ เขาติดต่อมาล่ะ”


“นี่มึงกะวิศวะแล้วไปเปิดร้านเกมส์เป็นรูปเป็นร่างเลยใช่ม่ะ กะรู้ยันที่ซื้อวัตถุดิบเลยไหมมึง”


“ก็ดีนะ”


อินโต้ตอบกันต์หน้าตาเฉย เท่าที่ผมรู้สึกได้มันออกจะกวนๆอยู่หน่อยๆ


กันต์ส่ายหัวเบาๆ เลิกสนใจอินแล้วหันมาสนใจผมกับเจ๋งแทน


“เราคงไปฝึกงานที่บ้านอ่ะ”


เจ๋งตอบสั้นง่ายได้ใจความ

เป็นไปตามคาดของทุกคน

เพราะเราต่างรู้ดีว่าที่บ้านของเจ๋งมีธุรกิจ

ส่วนรายละเอียดนั้น 

ผมเองก็ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเหมือนกัน



“ไอ้หรรษ์ละ ได้ที่ไหน”



“เราหรอ ได้บริษัทเกี่ยวกับยานยนต์หน่ะ”



“จิงดิ่ อุตสาหกรรมใหญ่เลยนะมึง แล้วทำที่ไหนอ่ะ”



“ระยอง”



“หรรษ์เคยไปไกลๆแบบนั้นด้วยหรอ อย่าบอกนะว่า...”


ยังคงเป็นเจ๋งที่ห่วงผมเสมอ

ถามไถ่สไตล์หลานติดอาม่า

ที่ไม่น่าได้ไปไหนมาไหนไกลๆสักเท่าไหร่



“เอาจริงก็ยังเลย...กลัวอาม่าจะไม่ให้ไป”



“ก็บอกแบบไม่ต้องบอกหมดดิ่มึง กูทำบ่อย”



“ไอ้เชี้ยอิน สอนเพื่อนแต่เรื่องดีดีทั้งนั้น”


“บอกไปเหอะมึงอาม่าตามใจมึงจะตาย”


จริงอย่างที่กันต์บอก อาม่าตามใจผมตั้งแต่เด็ก

แต่ถ้าอะไรที่ท่านเห็นว่าไม่เหมาะสม

ผมก็ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะคิดเลยด้วยซ้ำ


“เราว่าบอกอาม่าเถอะ...ไม่งั้นอาม่าจะเป็นห่วงหรรษ์นะ”


“จะดีหรอเจ๋ง แล้วถ้าไม่ได้ขึ้นมาล่ะ”


เจ๋งหันมาจ้องมองผม

ผละมือข้างขวาจากช้อน

แล้วแตะลงเบาๆบนไหล่ของผม


“ใช้เหตุผลสิ อาม่าต้องยอมแน่นอน เชื่อเรา”


แล้วแววตาของเจ๋งก็กลายเป็นสระอิ

ยิ้มให้กำลังใจสุดพลัง



เอาไงดีว่ะ หฤหรรษ์เอ๊ยยย

ตอนสมัครก็ไม่ทันคิดตอนนี้เลยต้องมานั่งคิดไม่ตกเลย

ยังไงก็อีกตั้งสองอาทิตย์กว่าจะเริ่มงาน

งั้นขอเวลาคิดสัก 2 วันละกันนะ



จะว่าไป...ความคิดอินก็น่าสนนะ 





—————————————-

[หลังไมค์กับไรท์เตอร์]



มาแล้วววว คลอดเสียทีตอนแรก

พล็อตมันมีคร่าวๆในหัวแหละ

แต่พยายามจะแต่งให้ต่างกับเรื่องเดิม


อ่านแล้วเป็นไง ชี้แนะไรท์ด้วยนะ

รออ่านคอมเม้นของทุกคนอยู่เด้อ


ถึงมาช้า...แต่ก็มานะ


#เดอะอินเทิร์นชิป






ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

0 ความคิดเห็น