[END] Deep kiss :: HUNHAN

ตอนที่ 9 : CHAPTER 8 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,752
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 101 ครั้ง
    14 ม.ค. 61




CHAPTER 8

 

 

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

 

 

        ห้องเรียนรวมวิชาเลือกเสรีคึกคักอื้ออึงเสมอ

 

          มีทั้งเสียงทักทายถามไถ่ และการอ้อนวอนขอลอกการบ้านที่คั่งค้างจากคนข้างๆ

 

          ทุกคนหันหน้าเข้าหากัน จับกลุ่มพูดคุยในหัวข้อที่หลากหลาย – ไม่ใช่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาค หรือความเคลื่อนไหวทางการเงินของประเทศในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

          และอาจมีเพียงลู่หานที่นั่งเท้าคางเหม่อลอยอยู่ตรงมุมห้อง

 

          ไม่สนใจสิ่งรอบตัวแถมยังถอนหายใจออกมาบ่อยๆ อย่างน้อยก่อนเข้าเรียนนี่ก็สี่ครั้งเข้าไปแล้ว

 

          — คยองซูกับแบคฮยอนมองหน้ากัน แล้วปลายนิ้วเรียวที่พุ่งเข้ามาดีดเป๊าะแรงๆ เข้าให้ตรงหน้าผาก

 

          “...เจ็บ...” เจ้าลูกกวางกุมหัว

 

          “หนึ่งแต้มสำหรับจัดการคนชอบเหม่อ” แต่พยอนแบคฮยอนกลับยักคิ้ว ดูภูมิอกภูมิใจกับผลงานตรงหน้า

 

          “ทำไมหมู่นี้ยูชอบใจลอย มีใครทำอะไรให้เครียดหรือเปล่า” คยองซูขยับแว่นหนาเตอะของตัวเอง มันคือความห่วงใยที่รับรู้ได้ แต่บางทีก็เหมือนตำรวจสอบสวนคดีมากกว่าจะเป็นการสนทนาแบบสบายๆ

 

          ถูกสายตาสองคู่รุมจ้อง แต่ลู่หานก็ยังส่ายหน้าไปมา และมันไม่ได้น่าเชื่อถือเลยสักนิด

 

        'คบกับผมได้ไหม...เสี่ยวลู่'

 

          เสียงทุ่มต่ำคุ้นเคยยังคงได้ยินชัดเจนอยู่ในหัว และหลังจากนั้นทุกอย่างก็คือความเงียบงันที่ไม่มีอะไรให้จับต้อง

 

          ว่างเปล่า...เหมือนสมองที่เป็นสีขาวโพลน

 

          ไม่ใช่ความเครียดหรือการกังวลใจ เขาแค่กำลังใช้ความคิดอยู่บนเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างการตอบรับและปฏิเสธที่หมิ่นเหม่

 

          ฐานันดรที่สองจะไปได้ดีกับปริ๊นส์ชาร์มมิ่งใช่ไหมนะ?

 

          เจ้าลูกกวางไม่มั่นใจเท่าไหร่ ต่อให้คิดเข้าข้างตัวเองก็ยังลังเล เขาชอบชานยอลนะ...ชอบรอยยิ้มกับดวงตาที่อ่อนโยนคู่นั้นมากๆ

 

          แต่...มันเป็นความรู้สึกที่แตกต่างจากเซฮุน และนี่ก็ไม่ใช่โลกในเทพนิยาย

 

          บางทีชานยอลอาจต้องการคนอื่นที่ดีกว่านี้ ใครสักคนที่เหมาะสมและน่าภูมิใจมากกว่าเขา

 

          ใครคนอื่นที่...

 

          จู่ๆ เพื่อนยื่นหน้าเข้ามาจ้องใกล้ๆ ชนิดที่ว่าปลายจมูกแทบจะชนกัน แบคฮยอนหรี่ตาจับผิด ทำเสียงงึมงำในลำคอ ก่อนจะสรุปฟังธงอย่างเด็ดขาดน่ากลัว

 

          “คิดถึงปาร์คชานยอลอยูแน่นอน” – ดวงตากวางเบิกโต พร้อมกับมือเล็กๆ ที่ยกขึ้นจับแก้มของตัวเองเอาไว้ทันที

 

          เขากำลังทำหน้าแบบไหนอยู่? ดูออกง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ?

 

          “ทำไมถึงรู้ล่ะ”

 

          “อื้อ...รู้ตอนที่บอกนี่ล่ะ”

 

          ฟังแล้วก็หยุดชะงักไป พอลองคิดอีกที...

 

          โอเค...เขานี่มันโง่จริงๆ เลย

 

          ลู่หานย่นจมูกใส่ ต่างจากอีกฝ่ายที่หัวเราะร่าเริงไปกับความเจ้าเล่ห์ของตัวเอง

 

          “จริงๆ ก็ไม่เห็นจะยาก นายทำหน้าเหมือนตอนโดนตามจีบใหม่ๆ เลยรู้ไหม”

 

          อา...ช่วงเวลาที่ไม่เป็นตัวของตัวเองและไม่อยากจะนึกถึงเท่าไหร่ แค่เห็นหน้าปาร์คชานยอลมือไม้ก็ยุ่งเหยิงไปหมด วางตัวไม่ถูกและในหัวก็มีแต่คำถาม คนดังแบบนั้นจะมาชอบคนธรรมดาที่ไม่มีอะไรโดดเด่นเลยแบบเขาจริงๆ เหรอ?

 

          แฟนตาซีเกินไป และลู่หานต้องใช้เวลาปรับตัวเข้าหากันตั้งหกเดือนกว่า - มันไม่ง่ายเลยจริงๆ

 

          “แล้วนี่พ่อคนแสนดีมาทำตัวสุภาพบุรุษอะไรให้ลำบากใจอีกล่ะ อย่าบอกนะว่าคราวนี้จะขอคบ” ปลายนิ้วเรียวจิ้มจึกเข้ามากลางหน้าผากซ้ำๆ

 

          ก็ถ้าเป็นแค่เลี้ยงหนังหรือเปย์นาฬิการิชาร์ด มิลล์ สักเรือนสองเรือนแบบธรรมดาก็ดีน่ะสิ แต่แน่นอนว่ามันไม่ใช่ และ...อ่านใจกันขนาดนี้เขาจะตอบอะไรได้อีก

 

          ทำตาปริบๆ แล้วก็พยักหน้ารับหงึกหงัก

 

          “...อื้อ...ขอเป็นแฟนน่ะ”

 

          คำยืนยันดังขึ้นแล้วก็เงียบหายไป ไม่มีการโต้ตอบอะไรกลับมานอกจากรอยยิ้มที่ยังนิ่งค้างอยู่บนริมฝีปาก ไม่มีคำพูดหรือการขยับเขยื้อนอะไรอีก ครู่ใหญ่จนมือเล็กๆ พยายามโบกเรียกสติ

 

          ไม่มีเสียงขานรับจากความว่างเปล่า

 

          เหมือนจะช็อคไปแล้วกับคำบอก แต่ว่านะ... 3 2 1

 

          “ว่ายังไงนะ!!”

 

          ระเบิดบึ้มออกมาพร้อมกัน ดังตูมตามจนคนทั้งห้องหันกลับมามอง – ไม่ได้โมโหนะ ที่โวยวายตาเหลือกโตแบบนั้นเพราะกำลังตื่นเต้น สองคนนี้เชียร์ปาร์คชานยอลออกนอกหน้ามาตั้งแต่ไหนแต่ไร

 

          อย่างน้อยก็เป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่คนโง่ๆ แบบเขาตามคนอื่นทัน

 

          ไม่อย่างนั้นเพื่อนก็คงแสดงออกมากเกินไป

 

          “เมื่อไหร่!”

 

          “แล้วตกลงเป็นแฟนกันไปแล้วใช่ไม่ใช่!”

 

          ถามดังๆ จนคนตัวเล็กต้องย่นคอหนี แก้มกลมๆ สองข้างแดงแจ๋จนน่าสงสาร และรีบดึงเพื่อนให้นั่งลงเร็วๆ จะตกใจก็ไม่ว่าหรอก แต่ไม่ต้องเสียงดังขนาดนี้ได้ไหม

 

          กำลังจะร้องห้ามออกไป ทว่า...

 

          “ใครเป็นแฟนใครหรือคบกับใครเหรอ?”

 

          เสียงทุ้มอู้อี้ในลำคอดังขึ้นเหนือหัว คุ้นเคยจนต้องเงยกลับขึ้นมอง คิมจงอินกับรอยยิ้มกึ่งเป็นมิตรของเขาคือของคู่กันที่เห็นจนชินตา

 

          แต่...โชคไม่ดีเท่าไหร่ เพราะเจ้าลูกกวางเผลอเหลือบไปมองด้านหลังตามนิสัย

 

          — ได้สบตากับโอเซฮุนจังๆ และความเกลียดชังทั้งหมดก็ถูกส่งตรงมาหาอย่างไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

 

          เหมือนว่าวันนี้จะรุนแรงกว่าเคยยังไงก็ไม่รู้...

 

          กลืนน้ำลาย เมื่อดวงตาคมดุที่ควรจะมองเมินกันกลับจ้องตอบและไม่ยอมหันหนีไปอย่างทุกที

 

          เซฟโซนของลู่หานจึงเป็นการก้มต่ำ หลบตา และค่อยๆ เป็นฝ่ายหันหนีไปเอง อย่างน้อยการมองจงอินในตอนนี้ก็ยังดูปลอดภัยกว่า

 

          ชายหนุ่มยักคิ้วแทนคำทักทาย และพวกเขาได้แต่ยิ้มตอบกลับไป เว้นเพียงอีกคนที่...เลือกใช้ท่าไม้ตายซัดใส่กันตั้งแต่เช้า

 

          เคยได้ยินชื่อคยองซูสามวิไหม?

 

          วินาทีแรกคือการขยับแว่น วินาทีที่สองหรี่ตาประเมินค่า และวินาทีสุดท้ายที่เจ็บสุดคือ...จ้องนิ่งๆ ที่สื่อชัดถึงความรู้สึก

 

          “เราคุยกันอยู่แค่สามคนไม่ใช่เหรอ?” – เผือกอะไรด้วยคิมจงอิน?

 

          มาพร้อมคำพูดเลยด้วย...ลู่หานปั้นหน้าไม่ถูก ส่วนแบคฮยอนได้แต่หัวเราะ ทำตลกแก้เก้อกับคำถามตัดสัมพันธ์แบบนั้น

 

          “อา...ชานยอลเพิ่งจะขอเสี่ยวลู่คบน่ะ สุดยอดไปเลยใช่ม้า”

 

          “ไม่เห็นจำเป็นต้องเล่าให้คนนอกฟังเลยนะ” เน้นชัดแล้วก็ก้มลงอ่านหนังสือในมือต่ออย่างไม่สนใจ แต่...

 

          “อาฮะ...ดีใจด้วยนะลู่หาน”

 

          “ไล – อาาาาาร์” เสียงดังจนถูกสะกิด แล้วก็หันมาเถียงตาเขียว “ไอแค่ท่องศัพท์ มีสอบอิ้งสื่อสารตอนบ่าย ใครมีปัญหาอะไรเหรอ?”

 

          อา...โดคยองซูนี่มันโดคยองซูจริงๆ

 

          แต่จงอินไม่ได้ถือสา ชายหนุ่มหัวเราะนิดๆ พยักหน้าให้เป็นเชิงขบขัน แล้วก็เดินกลับไปนั่งรวมกับกลุ่มเพื่อนของตัวเอง

 

          ที่ลู่หานก็ไม่กล้ามองตามไปอยู่ดี

 

          และตอนนี้แบคฮยอนก็กำลังอบรมอีกคนในเรื่องการมีมนุษยสัมพันธ์ที่น่ารักกว่านี้

 

          “ไอไม่ชอบหมอนั่น ไม่ชอบทั้งกลุ่มเลยนั่นล่ะ ทั้งยูแล้วก็ลู่หานถ้าไม่จำเป็นอย่าไปเข้าใกล้จะดีกว่า คิมจงอินอะไรนั่นไม่ใช่คนดีขนาดนั้นหรอก เรียกว่าเอาเรื่องเลยก็ได้ อยู่ห่างๆ ไว้ดีที่สุด”

 

          เพื่อนไม่เคยรู้จักเหล่านั้น เรามาจากคนละโรงเรียนกัน ถ้าแค่โอเซฮุนเขาก็พอจะเข้าใจได้ แต่พอหมายรวมอีกคนเข้าไปด้วยก็อดรู้สึกทึ้งนิดๆ ไม่ได้

 

          เซ้นส์ของคยองซูแม่นยำเสมอ และคงจะจริงอย่างที่บอกมา...อย่าไปเข้าใกล้ แล้วก็อยู่ให้ห่างที่สุด

 

          เพื่อจะได้ไม่ต้องรู้สึกเสียใจไปมากกว่านี้

 

          ย้ำกับตัวเอง ให้ก้อนเนื้องี่เง่าและสมองโง่ๆ ของตัวเองจำได้เสียที

 

          ใครคนหนึ่งตะโกนบอกการมาถึงของอาจารย์ การสนทนาทั้งหมดจึงพวกเขาจึงยุติลง

 

          ทุกคนนั่งประจำที่ ไม่มีการซักไซ้คาดคั้นคำตอบ และลู่หานก็ไม่ได้บอกออกไป อีกข้อความของปาร์คชานยอลที่มาพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยนเหมือนอย่างทุกครั้ง

 

         'วันเกิดผมก็ได้' ยังคงใจดีและตามใจกันเสมอ

 

        'คำตอบที่ขอไว้ ให้ผมเป็นของขวัญวันเกิดก็ได้ ผมจะรอเสี่ยวลู่นะ'

 

          คำพูดสุดท้ายก่อนพวกเขาจะจากกัน และนั่นคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เจ้าลูกกวางต้องใช้ความคิดมากกว่าเดิม คิดให้รอบคอบเพื่อไม่ให้คนแสนดีแบบนั้นต้องเสียใจ

 

          เรื่องสำคัญ...ที่คนโง่แบบเขาอยากทำให้ได้

 

          ประตูห้องเรียนถูกเปิดออกพร้อมกับหญิงวัยกลางคนที่คุ้นตาก้าวเข้ามาพร้อมด้วยเอกสารมากมายพะรุงพะรัง แต่ที่แปลกออกไป...วันนี้หล่อนไม่ได้มาคนเดียว

 

          ชายหนุ่มวัยทำงานท่าทางภูมิฐานคนหนึ่งปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขา ถูกแนะนำสั้นๆ ว่าคืออาจารย์พิเศษที่ให้เกียรติมาสอนอีกหลายครั้งต่อจากนี้ไป

 

          ไม่นานห้องเรียนก็ส่งต่อความดูแลให้อยู่ในความรับผิดชอบของเขา

 

          ทุกคนเงียบสนิท ไม่มีใครกล้าพูดอะไร เหมือนมีบางอย่างจากคนที่ยืนจับไมโครโฟนอยู่ตรงสเตจสั่งให้ทั่วทั้งห้องเป็นเช่นนั้น

 

          “สวัสดีครับ วันนี้ปมได้รับเกียรติจากอาจารย์ของพวกคุณ ให้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์นอกตำราต่างๆ ก่อนที่เราทุกคนจะได้เจอการแข่งขันของจริง หวังว่าในหลายอาทิตย์นี้ทุกอย่างจะดำเนินไปด้วยดี ถือว่าผมเป็นรุ่นพี่คนหนึ่งก็ได้”

 

          เขาเอ่ย เสียงนุ่มทว่าหนักแน่น และไม่มีอาการประหม่าใดๆ

 

          “ผมอู๋อี้ฝาน ยินดีที่ได้พบกับทุกคนในวันนี้ครับ”

 

          แล้วก็ยิ้มออกมานิดๆ เท่านั้นล่ะ...เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นทั่วห้องทันที

 

          ดังกระหึ่มจนฟังไม่ออกเลยว่าในวงสนทนาต่างๆ นั้นพูดคุยอะไรกันบ้าง หรืออย่างน้อยก็คงไม่พ้นความสมบูรณ์แบบที่เหมือนหลุดออกมาจากเทพนิยายของคนตรงหน้า

 

          — หน้าตาที่คมเข้มหล่อเหลา ร่างกายแข็งแรง หลังตรงผึ่งผายและบุคลิกอันสง่างามภูมิฐาน ทุกอากัปกิริยาไม่ว่าจะหยิบจับอะไรก็ดูดีไปหมด รวมไปถึงรอยยิ้มมุมปากที่บาดใจใครหลายๆ คนด้วย ชนิดที่ว่าคนที่อยู่แถวหลังไกลๆ ยังสามารถรับรู้ถึงออร่านี้ได้

 

          แต่อะไรก็คงไม่ดึงดูดเท่าดวงตาคมสีเข้มที่มีเค้าแววเฉลียวฉลาดเฉียบขาดนี้ – อยู่เหนือทุกคนและทำให้เขาสามารถควบคุมชั้นเรียนได้ด้วยเพียงแค่การมอง

 

          ลู่หานนิ่งฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ชื่นชมที่หลากหลาย ไม่น้อยที่หลงใหลไปกับรูปลักษณ์ และอีกมากมายที่พูดถึงนามสกุลของอาจารย์

 

          แบคฮยอนคือหนึ่งในนั้น...

 

          “...อู๋อี้ฝาน...อู๋อี้ฝาน...ทำไมคุ้นๆ หว่า” เจ้าลูกหมาพึมพำงึมงำใช้ความคิด และ...

 

          “ตระกูลอู๋ก็นามสกุลของอดีตภรรยาของ ส.ส.โอ คนดังนั่นยังไงล่ะ” โดคยองซูผู้รอบรู้ให้ความกระจ่าง

 

          “แล้วอู๋อี้ฝานคนนี้ก็เป็นเจ้าของธุรกิจที่ชนะการประมูล ได้สัมปทานการดูแลโครงสร้างพื้นฐานระหว่างเกาหลีกับจีนด้วย จำไม่ได้เหรออาทิตย์ที่แล้ววิชาหลักยังให้พวกเราวิเคราะห์เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในกรณีพวกนี้อยู่เลย”

 

          “โห...” คนฟังลากเสียงยาวๆ ดวงตาน่ารักเป็นประกายตื่นเต้น ใครจะเชื่อ...ว่าจะได้เจอคนมีชื่อเสียงแบบนี้ง่ายๆ “ทั้งเก่ง ทั้งฉลาด แถมยังดูดีขนาดนี้ ไม่ใช่คนที่จะหาได้ตามท้องถนน...”

 

          ยังพูดไม่ทันจบเสียงตึงใหญ่ก็ดังสนั่นลั่นห้อง!

 

          หยุดทุกการสนทนาลงในฉับพลัน!!

 

          สายตาทุกคู่ละจากด้านหน้าย้อนกลับไปทางด้านหลัง จุดรวมความสนใจของคนทั้งคลาส

 

          กลุ่มของเด็กภาคอินเตอร์ที่กินพื้นที่ไปถึงสามแถวที่นั่ง

 

          และโอเซฮุนกับใบหน้าหล่อจัดที่บึ้งตึงยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

 

          ชายหนุ่มดูหงุดหงิด กรุ่นโกรธ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครทราบสาเหตุเหล่านั้น

 

          มีเพียงการประสานสายตาท้าทายภายใต้ความเงียบงัน ครู่หนึ่งที่เงียบไปร่างสูงก็ขยับลุกขึ้นยืน จ้องมองคนทางด้านหน้าคนนิ่งพร้อมริมฝีปากได้รูปก็ขยับเอ่ย

 

          “ผมทำโต๊ะพับเลคเชอร์หลุดมือ ไม่มีเจตนาอื่น หวังว่าอาจารย์จะไม่ถือสา” เสียงทุ้มลึกราบเรียบ แต่ดวงตาสีเข้มที่เห็นกับวาววับ และบิดเร้าไปด้วยประกายคุกกรุ่นอัดอั้นบางอย่างที่ก็ตอบไม่ได้

 

          ไม่ยอมรอฟังอะไรให้เสียเวลา ชายหนุ่มก็หันหลังกลับเดินตรงไปทางประตูและเปิดออกไป ไม่สนใจสิ่งรอบตัวอื่นๆ ข้างหลัง

 

          อึดใจเดียวก่อนที่ทั้งห้องจะคืนสภาพปกติ

 

          การเรียนการสอนเริ่มต้นขึ้น และไม่มีใครสนใจเรื่องของเซฮุนอีก

 

          ตัวตนของชายหนุ่มถูกลบหายออกไปชั่วขณะ แม้แต่ลู่หานที่กำลังจดจ่ออยู่กับเนื้อหาก็ไม่แตกต่าง

 

          ไม่มีใครรู้ว่าเขากลับเขามาตอนไหน ทุกการกระทำอาจเงียบเชียบเกินไป หรือไม่อย่างนั้น...บทเรียนของอาจารย์พิเศษคนใหม่ก็สนุกเกินไป

 

          ใครๆ ต่างหลงลืมเวลา และสนุกกับการอภิปรายความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ที่ถูกหยิบยก

 

          รู้ตัวอีกที...ก็เลยเวลาพักเที่ยงไปหลายนาทีแล้ว แต่วันนี้ไม่มีเสียงบ่นหรือเสียงท้องร้องใดๆ ให้ได้ยิน

 

          และถ้าอาจารย์ไม่ติดประชุมช่วงบ่าย การออดอ้อนขอต่อเวลาคงเกิดขึ้นยาวนานกว่านี้

 

          แค่ครั้งแรก...เขาก็กวาดคะแนนนิยมจากนักศึกษาไปได้แทบทั้งคลาสแล้ว...

 

          “สนุกจังเลยเนอะ ดูสิฉันใช้สมุดจดไปตั้งเยอะเลยวันนี้ เหลือเชื่อ” แบคฮยอนพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี

 

          ตอนนี้พวกเขาอยู่หน้าร้านถ่ายเอกสารรวมกับคนอื่นๆ – ใครสักคนในห้องร้องบอกต่อๆ กันมา ว่าหลังเลิกคลาสให้แวะรับชีทสรุปเนื้อหาสำหรับสอบกลางภาคด้วย

 

          ยังคงมีเสียงพูดคุยชื่นชมอาจารย์คนนั้นไม่หยุดปาก จากรอยยิ้มและดวงตาที่เป็นประกายเหล่านั้น ทุกคนคงชอบเขามากจริงๆ

 

          ลู่หานมองดูเจ้าลูกหมาที่ร่วมวงเจื้อยแจ้วไม่หยุด ก่อนจะหันไปรับเอกสารปึกใหญ่ที่ถูกส่งมาให้ – มีหลายลายมือรวมกันอยู่ในนั้น คงรวบรวมมาจากหัวกะทิของคลาสหลายๆ คน และแน่นอน...ต้องมีโดคยองซูของพวกเขาอยู่ในนั้นด้วย

 

          มือเล็กพลิกเปิดทีละแผ่นช้าๆ และ...

 

          “โอ๊ะ...มีลายมือขของโอเซฮุนด้วยนี่”

 

          ใครสักคนพูดขึ้น และมันอยู่ถัดจากหน้าที่เจ้าลูกกวางหยุดค้างไว้ไม่เกินสองแผ่น - คนอื่นๆ ไม่มั่นใจ แต่สำหรับเขาไม่มีอะไรให้ต้องลังเลสงสัย

 

          เซฮุนลายมือกึ่งหวัดมาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว ไม่กดน้ำหนักแต่เขียนทิ้งปลาย มักเขียนตัวอักษรติดกันแทบไม่วรรคเลย มีคนเคยบอกว่าเพราะสมองของเขาไปไวกว่ามือ เพราะแบบนั้นในโน้ตเลยมักมีตัวย่อที่ชายหนุ่มคิดขึ้นเอง มากหน่อยก็เป็นภาษอังกฤษ

 

          ซึ่งทั้งหมดก็อ่านไม่ง่ายอยู่ดี...

 

          ไล่ดูไปเรื่อยๆ แล้วเสียงร่าเริงก็ดังขึ้น

 

          “ไหนๆ ขออ่านหน่อย” แบคฮยอนยังคงตื่นเต้นตอนยื่นมือออกมาหาด้วยท่าทางกระตือรือร้น และดวงตาตาที่เป็นประกายซุกซน แต่ว่า...

 

          “ไม่ให้ดูหรอก” เป็นคำปฏิเสธหน้านิ่งจากคยองซู แล้วกระดาษทั้งปึกก็ถูกคว้าไป

 

          “ขี้โกงนะ เดี๋ยวจะโดน” คนถูกแกล้งหน้างอ แล้วก็วิ่งไล่คว้าเอกสารไปทั่ว

 

          เพื่อนหัวเราะกันคิกคัก ถึงจะโตๆ กันแล้ว แต่นานๆ ครั้งเล่นแบบนี้ฆ่าเวลาก็สนุกดีเหมือนกัน แบคฮยอนยื่นมือมา และอีกคนเบี่ยงตัวหลบแล้วยกทุกอย่างในมือมาให้เขา

 

          “อ่า...เจ้าเสี่ยวลู่” โวยวายแล้วก็วิ่งเข้าใส่ โชคดีที่หน้าตึกตอนนี้ไม่ค่อยมีคนแล้ว เลยยิ่งมีพื้นที่ให้เล่นสนุกแบบไม่ต้องอายใคร

 

          จากที่แคบๆ จึงยิ่งขยายวงกว้างออก และมันคงจะสนุกกว่านี้ ถ้าเอกสารในมือของลู่หานจะไม่เผลอไปฟาดหัวคนที่เพิ่งเดินออกมาจากข้างใน

 

          ทุกอย่างหยุดกึกและเจ้าลูกกวางหันหลังควับอย่างตกใจ

 

          และ...ยิ่งหน้าผู้เคราะห์ร้าวว่าเป็นใครเขาก็ยิ่งอยากร้องไห้

 

          พลาดอีกแล้วล่ะลู่หาน...

 

          คุณโอเซฮุนที่ทำหน้าเหมือนพร้อมจะทำลายล้างทุกอย่างในโลกใบนี้!!

 

          คนตัวเล็กกลืนน้ำลายห่อไหล่ ในขณะที่อีกฝ่ายจ้องเขาเขม็งอย่างเอาเรื่อง

 

          “จะมีครั้งไหนไหมที่เจอนายแล้วไม่มีเรื่องอารมณ์เสีย”

 

          เสียงทุ้มห้วนกระด้างไม่น่าฟัง และแทนที่จะฉุนเฉียวจากไปร่างสูงกลับก้าวเข้ามาเผชิญหน้า ดวงตาสีเข้มวาววับดูน่ากลัว

 

          ลู่หานเม้มริมฝีปาก ก่อนที่ข้อมือเล็กๆ จะถูกกระชากขึ้นมาอย่างดุดัน เซฮุนแย่งเอกสารในมือของเขาไปดู คิ้วเข้มขมวดชิดแสดงถึงความหงุดหงิด

 

          ก่อนที่ทุกอย่างจะจบลงด้วย...

 

          “ถ้าปัญหาเยอะนักก็ไม่ต้องอ่าน” แล้วก็ขยำของในมือแบบไม่สนใจเสียงร้องห้าม

 

          คงได้ทำจริงๆ ถ้าไม่มีมือของใครหนึ่งที่เหมือนกล้าลืมตายตรงเข้ามายั้งเอาไว้

 

          “...อาจารย์...” เสียงใสพึมพำ และคนถูกเรียกยิ้มน้อยๆ พร้อมพยักหน้าให้ ก่อนจะหันไปมองต้นตอของความโกรธเกรี้ยวทั้งหมด

 

          “คุณไม่ควรทำลายของๆ คนอื่นนะ”

 

          ดวงตาคมล้ำลึกสองคู่มองสบประสานกันนิ่งเนิ่นนาน และเมื่อเห็นอีกฝ่ายยังอวดดีไม่ยอมเลิกราความตั้งใจ เสียงทุ้มกร้าวก็ดังขึ้น

 

          “โอเซฮุน!” – ไม่ว่าระยะใกล้หรือใกล้ ทุกคนที่ได้ยินพากันสะดุ้งไปตามๆ กัน

 

          เว้นเพียงเจ้าของชื่อที่ไม่ยี่หร่ะ ยิ้มเหยียดอย่างลองดี ก่อนจะปล่อยมือและโยนเอกสารนั้นลงพื้น

 

          “ชอบยุ่งไม่เข้าเรื่องแบบนี้เสมอเลยเหรอครับ อาจารย์” ชายหนุ่มเน้นเสียงที่คำสุดท้าย ดวงตาของเขาโชนแสงท้าทาย – ถ้าคู่กรณีเป็นคนอื่นเขาอาจจะซัดด้วยหมัดหนักๆ จนล้มคว่ำไปแล้ว

 

          แต่โชคดีที่มันไม่เป็นเช่นนั้น และ...

 

          “ผมแค่ชอบทำในสิ่งที่ถูกต้องอย่างที่ผู้ใหญ่คนหนึ่งพึงกระทำ” อู๋อี้ฝานสบตาคนฟัง มั่นคงไม่หลบเลี่ยงไปมองอย่างอื่นเลยสักวินาที “สิ่งถูกต้อง...ที่คิดว่าเด็กอาจไม่เข้าใจ”

 

          ย้ำประโยคหลังเหมือนจงใจ ไม่มีคำโต้ตอบ หรือแม้แต่ความใจกล้าเข้าแทรกกลางเพื่อให้ทุกอย่างยุติลง

 

          ลู่หานได้แต่มองคนทั้งสองสลับไปมา ข้อมือที่ถูกจับไว้เจ็บจนชา เพราะโอเซฮุนกำลังระบายอารมณ์ขุ่นมัวทั้งหมดลงไปกับแรงบีบมืออย่างไม่สงสารกัน

 

          พักหนึ่งที่บรรยากาศโดยรอบปราศจากเสียง เหมือนว่าอากาศก็ไม่กล้าหายใจก็ตามไปด้วย มีเพียงการจ้องตาฟาดฟันที่มองไม่เห็นจุดจบ

 

          เซฮุนไม่ยอมลงให้ แต่ในที่สุดคนที่มากด้วยวัยก็เป็นฝ่ายเริ่มต้นอีกครั้ง

 

          “แม่บ่นคิดถึงน่ะ” จู่ๆ เขาก็เปลี่ยนเรื่อง สร้างความงุนงงให้กับทุกคนที่ยืนลุ้นระทึกอยู่ตรงนั้น

 

          “อาทิตย์นี้ถ้าว่างกลับบ้านด้วย และไม่ต้องกลัวว่าจะเจอหน้าฉัน เพราะฉันต้องไปพบลูกค้าที่ต่างจังหวัด” ยิ้มมุมปากอีกครั้ง แต่ไม่สามารถสัมผัสความคิดภายในของเข้าได้เลย “แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังกลับมาสอนทันนะ ถ้าไม่อยากเจอหน้ากันจนต้องทำนิสัยเสีย ไล่อาละวาดทำลายข้าวของคนอื่นเป็นเด็กไม่รู้จักโตแบบนี้ก็หยุดเรียนไปซะ เพราะฉันคงหยุดสอนเพียงเพราะคนๆ เดียวไม่ได้”

 

          พูดจบก็ก้มลงเก็บเอกสารบนพื้นที่มีรอยยับเกินครึ่งแผ่นส่งคืนให้เจ้าของ

 

          “ของคุณครับ” คำพูดนั้นอ่อนโยนสุภาพต่างจากที่คุยกับอีกคนลิบลับ “ถ้ามีอะไรสงสัย คุณถามผมได้ทุกเสมอ”

 

          อาจารย์คนใหม่เบนสายตาไปมองคู่กรณีอีกครั้ง ท้าทายด้วยคำพูดที่ไม่มีใครได้ยิน ครู่เดียวก็จากไปยังรถของตนที่จอดอยู่หน้าตึก

 

          เจ้าลูกกวางได้แต่มองตามไป อย่างหนึ่งที่รู้สึกคือ...คนตรงหน้าดูยืนอยู่สูงกว่า และยิ่งใหญ่กว่าเซฮุนมากทีเดียว

 

          โอเซฮุนคนที่มักทำให้เขาร่างกายหดเล็กเหลือนิดเดียวและกลายเป็นคนไร้ค่าเสมอ

 

          ลืมตัวแหงนขึ้นมองเสี้ยวหน้าดูที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมนี้ ดวงตาคู่นั้นยังคุกกรุ่นไปด้วยความรู้สึกมากมาย ดูอึดอัดกรุ่นโกรธอย่างไร้ทางระบาย

 

          มากกว่านั้นคือความเกลียดชังที่แม้แต่ตัวตนของลู่หานเองก็เทียบไม่ติด

 

          เซฮุนเกลียดอาจารย์มากขนาดนั้นเลยเหรอ?

 

          เผลอตั้งคำถามในจังหวะที่อีกฝ่ายก้มลงมาสบตากันพอดี

 

          ชายหนุ่มจ้องเขา เดี๋ยวเดียวก็ผลักออกห่างพร้อมเอ่ยเสียงดังที่ดูคล้ายการตวาดกลายๆ ใส่กัน

 

          “ตัวปัญหา รำคาญ!”

 

          แล้วร่างสูงก็เดินดุ่มๆ จากไป โดยไม่คิดอธิบายอะไรหรือพูดอะไรอีก

 

          “คราวหน้าก็อย่าเอาแต่ขมวดคิ้วหงุดหงิดคนทั้งโลก เดินมองทางด้วย ลู่หานจะได้ไม่สร้างปัญหาให้ยูอีก”

 

          โดคยองซูตะโกนไล่หลังตามไปอย่างโมโห โชคดีที่อีกฝ่ายเดินไปไกลแล้ว ถ้าได้ยินมีหวังเรื่องคงไม่จบลงแค่นี้แน่

 

          ถอนหายใจและเสียงหัวเราะขบขันดังขึ้นจากทางด้านหลัง

 

          “ขยันหาเรื่องเหลือเกินนะพวกนาย”

 

          ฮวังจื่อเทาที่ยังคงยืนสูบบุหรี่อยู่ตรงนั้นเอ่ยขึ้น ดวงตาเรียวรีเจ้าเล่ห์คู่นั้นเป็นประกายดูไม่น่าไว้ใจ ชายหนุ่มโยนก้นกรองทิ้งลงพื้นพร้อมขยี้ด้วยปลายเท้า ก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้พวกเขาที่งุนงงตามเรื่องไม่ทัน

 

          “อาจารย์อู๋อี้ฝานเป็นพี่ชายของเซฮุน และมันก็ไม่ค่อยถูกกับคุณพี่ชายนั่นเท่าไหร่ หัดจำไว้หน่อยก็ดีนะ”

 

          เหมือนเป็นการเตือนที่หวังดี แต่ว่า...

 

          “คงไม่จำเป็น เพราะเรื่องของเพื่อนยูไม่ได้สำคัญสำหรับพวกไอขนาดนั้น” หัวกะทิของคณะขยับแว่นตา สีหน้าจริงจังกับการตัดสัมพันธ์ที่อาจยังไม่ได้เริ่มต้น

 

          ไม่มีอาการผิดหวังให้เห็น ตรงกันข้ามจื่อเทายิ่งพยายามกลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น ร่างสูงสบตาเพื่อนของเขาก่อนจะเลื่อนเลยมาหยุดที่ลู่หาน พร้อมขยับยิ้มที่ไม่น่าไว้วางใจออกมา

 

          “แต่ฉันไม่คิดว่ามันจะเป็นแบบนั้นทั้งหมดหรอกนะ” จ้องลึกเข้ามา และคนๆ นี้น่ากลัวเสมอ “เทพนิยายยังไม่จบดี ถ้ามีอะไรสงสัยถามฉันได้ตลอดเวลานะ กวางน้อย”

 

          แล้วก็ยื่นมือมาหวังจะสัมผัสแก้มของเขา แต่ลู่หานกลับถอยหลัง สื่อชัดว่าไม่ต้องการข้องเกี่ยวใดๆ อีก

 

          การสนทนาถูกตัดขาดและจบลงเพียงเท่านั้น ฮวังจื่อเทาไม่ได้ตอแยเซ้าซี้ แค่ยักคิ้วให้แล้วก็โบกมือลาจากไป

 

          ไม่มีใครสนใจเขา แบคฮยอนกำลังวุ่นกับการปลอบคยองซูที่หัวเสียจนไม่เป็นอันทำอะไร หรือถ้าจะมี...ก็คงเป็นลู่หานที่มีความคิดมากมายในหัว

 

          มันอาจเป็นการยั่วยุให้ขุ่นเคืองธรรมดาตามนิสัย แต่ไม่หรอก...เขามองเห็นบางอย่างในดวงตาเหล่านั้น

 

          บางอย่างที่คนโง่อย่างเขาตีความไม่ออก

 

          เขาไม่เคยรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับเซฮุนเลยสักอย่าง

 

          ไม่สิ...ลู่หานรู้หลายอย่าง แต่พวกวันเกิดกับอาหารที่ชอบไม่ได้ช่วยทำให้อีกฝ่ายยอมยิ้มให้เขา

 

          มีแต่ข้อมูลไร้ประโยชน์ไม่ช่วยทำให้ชายหนุ่มมีความสุขได้เลย

 

          ดวงตาคู่หวานหม่นเศร้าขณะมองตามแผ่นหลังกว้างที่เห็นแค่ลิบๆ ถ้ารู้ล่ะก็... ถ้ารู้ก่อนหน้านี้ล่ะก็...

 

          คิดแล้วก็ต้องชะงักไป...ถ้ารู้แล้วจะทำอะไร

 

          เขาทำอะไรได้บ้าง...ในเมื่ออีกฝ่ายไม่เคยยินดีในการมีตัวตนของเขา

 

          มือเล็กใต้แขนเสื้อกระชับเข้าหากัน ต่อให้ได้รับโอกาสแค่ครั้งเดียวลู่หานก็ยังไม่รู้เลยว่าควรจะทำอะไรดี

 

          สมองงี่เง่า...ต่อว่าตัวเองพลางเม้มริมฝีปาก

 

          อย่างเดียวที่สามารถรับรู้ในตอนนี้มีเพียงข้อมือที่ถูกบีบแน่นก่อนหน้า

 

          มันเป็นรอยแดงและกลับมาเจ็บปวดอีกครั้ง...


 (ต่อ) 


          จะวันไหนๆ โรงอาหารของมหาวิทยาลัยก็ยังเหมือนเดิม

 

          นักศึกษาแออัด ที่นั่งไม่พอ และเป็นพักกลางวันแบบเดิมๆ ที่วนกลับมาเริ่มต้นใหม่ บางครั้งเสียงดังๆ หนวกหูเหล่านี้ก็ยิ่งทำให้ช่วงเวลาพักอันน้อยนิดหมดสนุก

 

          แต่อย่างหนึ่งที่ลู่หานชอบมากที่สุด...คือชานยอลไม่เคยเปลี่ยนไป

 

          จะวันไหนๆ ชายหนุ่มก็ยังคงใจดี และมีรอยยิ้มอ่อนโยนให้เขาเสมอ

 

          — มารับเขาที่หน้าคณะ สั่งเมนูง่ายๆ ที่เขาชอบโดยไม่เคยถาม และจบลงที่ร้านขนมใกล้ๆ ถ้าตอนบ่ายพวกเขามีเรียนต่อ วันไหนที่แดดร้อนก็ไม่เคยอายที่ยกแฟ้มขึ้นมาบังให้ ไม่อย่างนั้นก็จะบังคับกันให้เข้าไปเดินร่ม โดยไม่สนใจว่าตัวเองจะต้องทนร้อนแค่ไหน

 

          อันที่จริงวันนี้เจ้าลูกกวางกังวลหน่อยๆ กับคำตอบที่ยังค้างคา และเจ้าสองแสบที่รีบอ้างธุระด่วนไม่ยอมมาด้วยกัน – แบคฮยอนกับคยองซูมักช่วยเปิดทางให้ชายหนุ่มเสมอ แต่ต้องไม่ใช่ในเวลาแบบนี้สิ

 

          ลู่หานปั้นหน้าไม่ถูกจริงๆ ตอนเจอกันครั้งแรก ไม่รู้ว่าจะต้องเจออะไรหรือคำถามชวนลำบากใจแบบไหนจากอีกฝ่าย

 

          กังวลไปหมด...แต่พอได้อยู่ต่อหน้ากัน กลับไม่มีสิ่งที่เขากลัวเกิดขึ้น – ชานยอลไม่รบเร้าหรือซักไซ้ บทสนทนาระหว่างกันยังคงเรียบง่ายและอบอุ่นเหมือนอย่างที่แล้วมา และเขายังได้ขนมถุงใหญ่เป็นรางวัลที่หม่ำจาจังยอนหมดถ้วย

 

          ในเมื่อไม่มีอะไรแตกต่าง...ก็อาจเป็นเขาเองที่ต้องเลิกหยุดยืนอยู่ที่เดิมและก้าวไปข้างหน้าบ้าง

 

          เข้าไปใกล้อีกนิด ได้รู้จักตัวตนและเรียนรู้ที่จะรักปาร์คชานยอลคนนี้ให้มากขึ้น

 

          ดวงตากวางใสแป๋วจ้องมองคนที่ตัวสูงกว่า พอเขาหันมายิ้มให้ก็ไม่ลังเลที่จะป้อนของหวานในมือให้บ้าง

 

          สมองของเขาอาจจะงี่เง่าและดื้อรั้นจนลืมเซฮุนไม่ได้ แต่ก็ใช่ว่าลู่หานจะรักอีกฝ่ายไม่ได้

 

          จะให้มากขึ้นในทุกๆ วัน รักให้มากเท่าที่คนโง่อย่างเขาทำได้  แม้จะความรู้สึกข้างในจะเพิ่มได้แค่ทีละนิดเชื่องช้า แต่สักวันเขารักและดูแลให้มากกว่าที่ได้รับมา

 

          ไม่มีการเปรียบเทียบหรือสมการมากกว่าน้อยกว่าใดๆ

 

          ของขวัญวันเกิดที่จะมอบให้...เขาอยากให้ชานยอลมีความสุขตลอดไป

 

          เอื้อมออกไปจับมือใหญ่ข้าง บีบเบาๆ แล้วยิ้มหวานให้ มือใหญ่โตเหมือนยักษ์แต่คอยประคับประคองถนอมกันเสมอ

 

          ชานยอลหัวเราะ ยีผมเขาจนยุ่งเหยิง แล้วดึงไปกอดคออย่างที่ชอบทำ – หอมแล้วก็อบอุ่นมากจริงๆ

 

          ซุกตัวเข้าหานิดๆ ก่อนที่บีเอ็มดับเบิ้ลยู ซีรี่ส์ เจ็ดคันหรูจะแล่นตรงมาจะชะลอหยุดตรงหน้า พร้อมด้วยกระจกฝั่งคนขับที่ลดลงช้าๆ

 

          “อาจารย์อู๋” ลู่หานรีบค้อมตัวลงทักทายอย่างสุภาพ และอีกฝ่ายพยักหน้ารับนิดๆ พร้อมรอยยิ้ม แน่นอนว่ามันต้องหยุดสายตาและมีเสน่ห์ในแบบผู้ใหญ่อย่างร้ายกาจ

 

          “สวัสดีครับ” เสียงทุ้มนุ่มนวลเอ่ยทัก และความใจดีนั้นเผื่อแผ่ไปถึงคุณคนดังจากคณะสื่อสารที่ยืนข้างๆ กันด้วย “มื้อกลางวันเรียบร้อยกันแล้วใช่ไหม”

 

          “ครับผม อาจารย์ล่ะครับ” ชานยอลเองก็สุภาพและน่าประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกของการสนทนาเสมอ

 

          “ผมแวะเอาเอกสารมาให้ที่ร้านถ่ายเอกสารก่อนกลับบริษัท บังเอิญเจอพวกคุณพอดี ฝากกระจายข่าวให้มารับไปอ่านเพื่อเตรียมตัวควิซในอาทิตย์หน้าด้วยนะครับ”

 

          อา...ได้ยินแล้วเข่าอ่อนท้อแท้ เจ้าลูกกวางเกลียดการสอบทุกประเภท

 

          แต่โวยวายไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงได้แต่พยักหน้าหงึกหงักยอมรับไป

 

          อู๋อี้ฝานพยักหน้าอีกครั้งแทนคำพูดทั้งหมด แวบหนึ่งที่ดวงตาสีเข้มล้ำลึกคู่นั้นเลื่อนมาหยุดอยู่ที่เขาอย่างเฉพาะเจาะจง นิ่งเงียบปราศจากเสียงบอกกล่าวถึงความคิด

 

          ดวงตากวางคู่ใสกะพริบปริบๆ ครู่เดียวบทสนทนาที่หายไปก็กลับคืนมา

 

          “ฝากบอกกลุ่มเด็กภาคอินเตอร์ที่ขาดเรียนไปด้วยนะครับ”

 

          เหมือนเป็นคำบอกธรรมดา แต่ส่งผลกับลมหายใจอย่างมีนัยสำคัญ

 

          อีกแง่หนึ่งของการรับรู้อย่างเท่ากัน คือการหายหน้าหายตาไปของคนๆ นั้น สองอาทิตย์แล้วที่เซฮุนไม่ได้เข้าเรียนพร้อมกับเพื่อนๆ ของเขาอีกสองสามคน

 

          อันที่จริงตั้งแต่วันนั้นแล้วที่ลู่หานก็พยายามจะไม่หันไปมอง หรือคอยตามหาจากที่ไกลๆ เหมือนอย่างเมื่อก่อน

 

          แต่สุดท้าย...เรดาร์ของเขาเรื่องโอเซฮุนก็ยังทำหน้าที่ได้ดีเสมอ

 

          ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่าการตอบรับสั้นๆ และปล่อยให้รถยนต์คันหรูแล่นห่างออกไป

 

          เขามีเวลาอยู่กับชานยอลอีกประมาณยี่สิบนาที ก่อนที่ชายหนุ่มจะแยกตัวกลับไปเข้าคลาสเรียนช่วงบ่ายที่คณะของตัวเอง

 

          แต่ไม่ต้องห่วงเรื่องการกระจายข่าว เพราะพยอนแบคฮยอนผู้กว้างขวางสามารถจัดการทุกอย่างได้ภายในห้านาที

 

          ตอนนี้หน้าร้านถ่ายเอกสารก็มีทั้งนักศึกษา และเสียงโอดครวญงึมงำถึงการควิซที่ไม่ทันตั้งตัว

 

          ดูจากโหงวเฮ้งของอาจารย์อู๋อี้ฝานแล้ว...ต้องยากเย็นอย่างไม่ต้องสงสัยด้วย

 

          เจ้าลูกหมาบ่นไม่หยุด ต่างจากคุณโดคยองซูที่ดวงตาเป็นประกายชื่นชอบความท้าทายนี้

 

          ลู่หานก้มมองเอกสารในมือ ที่กังวลมากกว่าการสอบนิดๆ คือคนบางกลุ่มที่ยังไม่ได้รับข่าวเรื่องนี้ โชคไม่ดีที่พวกเขาเป็นคนกลุ่มเดียวกับโอเซฮุน

 

          ปลายนิ้วเล็กๆ สไลด์หน้าจอโทรศัพท์ผ่านไปเร็วๆ มีเบอร์หนึ่งที่บันทึกไว้และเคยติดต่อไปเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

 

          คิมจงอิน...

 

          มองชื่อที่ถูกพิมพ์ไว้อย่างเรียบง่าย กัดริมฝีปากลังเล แล้วก็กดปุ่มโทรออกทั้งที่ยังไม่มั่นใจ

 

          เสียงสัญญาณการติดต่อดังขึ้นในจังหวะที่สม่ำเสมอ สวนทางกับหัวใจของลู่หานที่ตักตึกเร็วๆ อย่างประหม่า เผลอกลั้นหายใจ และ...

 

         (ว่าไง ลู่หาน)

 

          ปลายสายจำเขาได้และไม่ได้มีน้ำเสียงหงุดหงิดกลับมาอย่างที่กังวล – จริงๆ แล้วจงอินก็เป็นคนใจดีมากนะในสายตาของเขา

 

          “เรา...คือ...มีเอกสารของวิชาเสรี จงอินมารับกับเพื่อนๆ นะ” – แต่มันคนละเรื่องกับอาการตื่นเต้นที่ทำให้การเรียงประโยคมั่วซั่วแบบนี้

 

          เจ้าลูกกวางเม้มปาก พยายามดึงสติกลับมาให้มากที่สุด

 

         (อา...ได้สิ ฉันจะบอกคนอื่นๆ ให้ แต่คงไม่ได้ไปเอาเอง ฉันมาธุระต่างจังหวัดกับครอบครัวน่ะ)

 

          มิน่าเสียงของชายหนุ่มถึงได้ฟังดูเร่งรีบ และเขาไม่ควรรบกวนเวลาสำคัญแบบนั้น

 

          “งั้นเรา...”

 

         (เดี๋ยวลู่หาน)

 

          อีกฝ่ายแทรกขึ้นมาก่อนที่เขาจะได้บอกวางสาย

 

        (ฉันรู้ว่ามันฟังดูบ้าไปหน่อย แต่ช่วยเอาเอกสารนี้ให้เซฮุนทีได้ไหม)

 

          คำขอดังขึ้นและลู่หานไม่แน่ใจว่าตัวเองควรตอบตกลงหรือเปล่า

 

          “เราฝากไปกับเพื่อนที่ภาคของจงอินได้ไหม” เพราะคนๆ นั้นคงไม่อยากรับของจากมือเขาเท่าไหร่

 

         (คือ...)

 

          เสียงทุ้มต่ำในลำคอดังขึ้นแล้วก็หายไปพักหนึ่ง ชายหนุ่มเหมือนมีเรื่องที่อยากจะบอกเขา และเจ้าลูกกวางยินดีอดทนรอฟังอย่างใจเย็น

 

         (เซฮุนมันไม่มามหาวิทยาลัยจะสองอาทิตย์แล้ว ฉันเองก็มัวแต่ยุ่งเรื่องของที่บ้านเลยไม่ได้ไปลากคอมันมาจากคอนโด ยังไงรบกวนเอาให้มันทีได้ไหม ฉันจะแชร์โลเคชั่นไว้ให้ในข้อความ)

 

          หัวใจที่กำลังทำงานหนักเต้นช้าลงไป ที่แรกลู่หานคิดว่าชายหนุ่มแค่ไม่เข้าคลาสเรียนรวม ไม่นึกว่าเขาจะหายหน้าหายตาไปเลย – เหมือนกับครั้งที่แล้ว ไม่มีสัญญาณเตือน ไม่มีใครบอกล่วงหน้า

 

          ได้แต่อึกอัก ไม่รู้ว่าต้องพูดอะไรออกไปแบบไหน และ...

 

         (ฉันต้องไปแล้วล่ะ ฝากด้วยนะ ขอบคุณมากลู่หาน)

 

          “...เดี๋ยวก่อนจง...”

 

          แล้วสายก็ถูกตัดไป โลกยุค 4.0 ไม่เหมาะกับคนเฉื่อยชาแบบเขาจริงๆ

 

          ได้แต่ถอนหายใจแล้วโทรศัพท์ในมือก็สั่นเตือนอีกครั้ง

 

          — ที่อยู่ของโอเซฮุน ซึ่งถูกกำกับด้วยข้อความสั้นๆ จากผู้ส่งถึงเขา

 

          – เวลาอยู่คนเดียวเซฮุนมันชอบลืมกินข้าว ฝากซื้ออะไรง่ายๆ ให้มันทีได้ไหม เดี๋ยววันไปมหาวิทยาลัยฉันเอาเงินไปให้ คิมจงอิน –

 

          นัยน์ตากวางไล่อ่านจนจบ อย่างเดียวที่ทำได้ดีในตอนนี้คือการคิดวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา

 

          ถ้าเขาใจร้าย ไม่สิ...ถ้าลู่หานอยากใจร้าย เขาก็ควรปล่อยเรื่องทุกอย่างไว้ ทิ้งเอกสารไว้ที่นี่แล้วเมินเฉยเหมือนที่เซฮุนชอบทำกับเขา

 

          อย่าไปสนใจ...บอกกับสมองและหัวใจของตัวเอง

 

          ติดแค่...จริงๆ แล้วลู่หานเป็นมนุษย์ที่สั่งการโดยไขสันหลัง และมันมักทำงานเร็วกว่าสมองกับหัวใจเสมอ

 

          มันบอกไปแล้วว่าเขาเป็นห่วงชายหนุ่ม และคงปล่อยไปไม่ได้

 

          อา...ลู่หานคนโง่

 

          ยืนนิ่งพักหนึ่งก็เดินกลับไปที่ร้าน บอกอาจุมม่าใจดีคนนั้นว่าเขาขอเพิ่มชีทเรียนอีกหนึ่งชุด

 

          อยากเคาะหัวตัวเองแรงๆ กับความไม่เอาไหนนี้

 

          ให้พยายามยังไงก็รู้ดีว่ายังตัดใจจากเซฮุนไม่ได้ ให้บังคับตัวเองแค่ไหน ดวงตามันก็คอยแต่จะมองหาร่างสูงอยู่เรื่อยไป

 

          อีกอย่าง...เขายังไม่ได้ขอโทษที่เผลอเอาชีทฟาดหน้าอีกฝ่ายเลย

 

          ลู่หานคนงี่เง่า!

 

          ก่นด่าตัวเอง...แล้วสุดท้ายก็ยอมมาหยุดยืนอยู่หน้าห้องของชายหนุ่ม

 

          คอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองแบบนี้ สมแล้วที่เป็นคนของตระกูลโอ

 

          และเจ้าลูกกวางได้แต่ยืนประหม่าอยู่อย่างนั้น ถ้าแบคฮยอนรู้เข้าอาจไม่พอใจ แต่คยองซูอาจจะโกรธจนแว่นตาร้าวเลยก็ได้

 

          ไหนจะปาร์คชานยอลแสนดีคนนั้นอีก

 

          ถ้าจะถามว่ากลัวไหม ลึกๆ แล้วลู่หานกลัว กลัวทั้งการเผชิญหน้า การมองตาที่มีแต่ความเกลียดชัง หรือแม้แต่ การใช้กำลังที่ทำให้เขาสมยอมอย่างนุ่มนวล

 

          ไม่อยากให้เกิดขึ้นสักอย่าง แต่นอกจากหัวใจกับสมองไขสันหลังของเขาก็ดื้อดึงที่สุด

 

          เม้มริมฝีปาก และกลั้นใจกดกริ่งตรงหน้าประตูไปครั้งหนึ่ง หัวใจเต้นเร็วกว่าตอนต่อสายหาจงอินอีก

 

          คิ้วบางขมวดมุ่น ลุ้นระทึก แต่กลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ อาจจะไม่ได้ยินหรือเปล่า...คิดพลางลองดูอีกครั้ง แต่สถานการณ์ก็ยังเงียบฉี่

 

          อดทนรอพักใหญ่ พอเห็นไม่มีวี่แววก็ตัดสินใจกดเรียกเป็นครั้งสุดท้าย

 

          และครั้งนี้เขาได้ยินเสียงเปิดประตูจากด้านใน

 

          เจ้าของห้องค่อยๆ โผล่หน้าออกมาช้าๆ ด้วยดวงตาคมดุที่ง่วงงุน และใบหน้าหล่อจัดที่บ่งบอกว่าเจ้าตัวกำลังหงุดหงิดสุดๆ

 

          แต่ก็อาจจะมากกว่านั้น...เมื่อมาเจอว่าคนที่ก่อกวนความสงบเป็นใคร

 

          โอเซฮุนแทบพ่นไฟใส่เขา แต่ลู่หานรีบตีมึนยืนของในมือส่งให้

 

          “...ชีทวิชาเลือกเสรี อาทิตย์หน้ามีควิ...”

 

          “ไม่เอา” ตัดบทและทำท่าจะดึงประตูปิดหนี แต่ไม่รู้อะไรดลใจให้เจ้าลูกกวางกล้าตาย หยุดยั้งคนที่จวนเจียนจะระเบิดนั้นเอาไว้

 

          “...คิมบับ...จงอินบอกว่า...”

 

          “ช่างจงอินมัน กลับไปซะ!”

 

          แล้วก็ปิดประตูกระแทกใส่หน้ากัน อันที่จริงเรื่องทุกอย่างก็ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายของเขานัก ที่แปลกคือ...เพราะเตรียมใจมาก่อนหรือเปล่านะ ครั้งนี้ถึงไม่รู้สึกโกรธหรือว่าเสียใจเท่าไหร่

 

          ไม่อย่างนั้นเขาอาจจะตัดใจจากเซฮุนสำเร็จแล้วก็ได้

 

          ก็ว่าไปนั่น...หัวเราะกับตัวเองและลืมไปว่ายังไม่ได้ทำตามอีกหนึ่งความตั้งใจเลยนี่นะ

 

          ความดื้อรั้นเป็นอุปนิสัยอย่างเดียวของลู่หาน ที่สามารถเอาชนะความรู้สึกทั้งหมด

 

          อย่างน้อยก็แค่ถูกว่ารุนแรงให้เสียใจเท่านั้น

 

          สูดลมหายใจเข้าลึกยาวและกลั้นใจกดกริ่งเรียกอีกครั้ง

 

          มือเล็กใต้แขนเสื้อบีบเข้าหากันไปมา เขารู้ว่าตัวเองมีความอดทนมาก ลู่หานรอเก่งและคงต้องหมายรวมเรื่องนี้เข้าไปด้วย

 

          ยืนรออยู่แบบนั้น และในจังหวะที่ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจเสียงปลดล็อคก็ดังขึ้นอีกครั้ง เจ้าตัวเล็กตั้งใจเอ่ยคำพูดที่เตรียมไว้รอ แต่ทว่า...

 

          เซฮุนยื่นมือออกมา คว้าต้นแขนของเขาแล้วดึงรั้งเข้าไปภายในทันที

 

          ไม่มีคำบอก ไม่มีคำอธิบาย หรือแม้แต่การร้องห้ามของคนไม่ทันตั้งตัว

 

          ประตูบานเดิมปิดลงอีกครั้ง ลงกลอนแน่นสนิท

 

          ไม่ต้อนรับใครๆ อย่างที่แล้วมา...




TBC *




เจอกันอาทิตย์หน้าค่า


พูดคุยสรรเสริญคุณพระเอกไปพร้อมกันได้
ที่คอมเมนต์และแท็กนะคะ


รักกกกก.



Hashtag
#ฟิคห้ามจูบ

 





 

 

 

T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 101 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,559 ความคิดเห็น

  1. #3478 prsh (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2561 / 06:29
    จะโดนอะไรอีกล่ะเนี่ย จะใจอ่อนยอมอะไรนักหนาล่ะน้องงงงงง
    #3,478
    0
  2. #3451 sunsweets (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2561 / 23:33
    เย็นชาเกินไปแล้วเซฮุน!!!!
    #3,451
    0
  3. #3438 Annonymus (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2561 / 23:06
    ลูกกกกกก จะโดนเค้าทำอะไรไหม ไปยืนตรงนั้น ทำไมไม่หนีกลับบ้านเนี่ย
    #3,438
    0
  4. #3347 กาตุ่ยสีชมพู (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 เมษายน 2561 / 17:43
    น้องงงง
    #3,347
    0
  5. #3201 tuntiiz (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 เมษายน 2561 / 13:02
    เว้ยยย ไปรักอิพี่ชานไปลู่ ฮือออ
    #3,201
    0
  6. #3044 tha_na_porn (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 เมษายน 2561 / 12:20
    เลิกโง่สักทีเถอะยัยลู่!
    #3,044
    0
  7. #2995 luhanbaekhyunkai (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 เมษายน 2561 / 07:00
    ลู่หานโง่!!!!!!! โง่มากๆเลย เจ้าเด็กคนนี่
    #2,995
    0
  8. #2958 เสี่ยวลู่ของโอเซ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 เมษายน 2561 / 00:00
    หนูเชียร์ชานลู่ ฮื้ออออ
    #2,958
    0
  9. #2946 polypoll (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 เมษายน 2561 / 20:34
    ไม่เอาเซฮุนแล้ว ฉันจะยกลูกให้ปาร์คชานยอล
    #2,946
    0
  10. #2621 janenyhun (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 มีนาคม 2561 / 03:03
    อิผี!!!!!!!
    #2,621
    0
  11. #1660 JongjitSriyan (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 / 07:05
    ย็นชาเหลือแสน
    #1,660
    0
  12. #1588 bruinx_ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 / 03:34
    ปวดหัวจุยยยยยยยยไปหมดแล้วววววววววว
    #1,588
    0
  13. #1362 GXB-7127 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 มกราคม 2561 / 00:27
    เซฮุน!! อย่าทำลูกชั้นนะ!! ชั้นจะเก็บไว้ให้ชานยอลลล!(??) ไม่นะะะะ
    #1,362
    0
  14. #1330 Magic-Crystal (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 มกราคม 2561 / 08:22
    ฮื่อออออ เซฮุนอย่าทำอะไรลู่หานนะ
    #1,330
    0
  15. #1318 hyunbam (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 มกราคม 2561 / 03:18
    ลู่หานใจอ่อนเกินไปอะรู้ว่ารักนะ แล้วพี่ชานคนดีของน้องละ ฮื่ออออ
    #1,318
    0
  16. #1185 Pcyshzyx (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 มกราคม 2561 / 00:41
    ดื้อจริงๆเลยยัยหนู แต่เซฮุนกระชากเข้าห้องแบบนั้น อย่าทำน้องนะ!!!!
    #1,185
    0
  17. #1158 ann (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 มกราคม 2561 / 23:27
    เราชอบมากเลยแต่ที่น่าเสียใจคือลู่หานใจอ่อนมากเลย...เสียงเพลงก็ทำให้การอ่านมันได้อารมณ์มากด้วย..ขอบคุณนะที่แต่เรื่องที่สามารถทำให้เรา...มีความรู้สึกร่วมไปด้วยกับตัวละคร...ยังไงก็สู้ๆนะจะรออ่านและติดตามตลอดไป
    #1,158
    0
  18. #1157 Kusama Daniel (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 มกราคม 2561 / 22:54
    เริ่มจะเบื่อลู่หลนแล้วๆๆๆ เมื่อไหรจะตัดใจสักที คือแบบบบบบบ
    #1,157
    0
  19. #1156 nrp_ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 มกราคม 2561 / 22:51
    เธอมาทำให้อยากแล้วเธอก็จากไป..
    เข้าวจว่าไรท์กว่าจะแต่งตอนหนึ่งได้ใช้เวลานานมากและคนอ่านเองใช้เวลาไม่ถึง20นาทีด้วยซำ้ แต่ไรท์จ๋าสู้ๆนะ ผลิตฟิคดีๆแบบนี้มาเรื่อยๆนะ จู้บบบบบบบ😘
    #1,156
    0
  20. #1155 nrp_ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 มกราคม 2561 / 22:49
    ขอฉากคัท..
    #1,155
    0
  21. #1154 Namtao07 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 มกราคม 2561 / 22:37
    เซฮุนคงลากลู่หานเข้าไปด่า พูดจาแย่ๆ ทำร้ายจิตใจลู่หาน > ทำร้ายร่างกายแบบเดิม > จบด้วยประโนคร้ายๆๆอีก แบบที่ชอบทำมัน ไม่รู้ว่าลู่ทำไรให้แต่ลู่คงไม่เคยทำร้ายเซฮุนหรอก ลู่หานไม่ใช่คนโง่ แต่แค่เป็นคนที่รักเซฮุนมากกก ถึงแม้จะโดนเกลียดแต่รักอ่ะ มันตัดใจยากกก อยากลู่เข้มแข็ง มีชานเป็นเพื่อนสนิทที่ดูแลแบบพี่ชายงี้ ได้ป่ะ สงสารชาน #ทีมลู่หานคนโง่ ได้มั้ย //วอนไรท์หยุดทำร้ายนายเอกของเราแล้วไปทำร้ายพระเอกบ้างค่ะ พลีสสสสสส
    #1,154
    0
  22. #1153 sxhun (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 มกราคม 2561 / 22:06
    คิดอะไรไม่ออกไม่มีทีม5555 ทีมไรท์ละกันอย่าใจร้ายกับน้อง
    #1,153
    0
  23. #1152 real__pk (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 มกราคม 2561 / 20:42
    อยากให้ลู่หานคบกับชานยอลให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยเด้อออออออ เบื่อพี่พระเอกมากเลยจ้าาาาา
    #1,152
    0
  24. #1151 fridayspecial (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 มกราคม 2561 / 19:49
    รอตอนหน้าไม่ไหวแล้วค่าา อิพี่อย่าเก้วกาดใส่น้องนะ...
    #1,151
    0
  25. #1150 seyalove (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 มกราคม 2561 / 19:29
    เข้ามาซ้ำ แงงงงง......  ระวังจะแพ้ใจตัวเองนะคุณพระเอก เชอะ
    #1,150
    0