[END] Deep kiss :: HUNHAN

ตอนที่ 10 : CHAPTER 9 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,992
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 105 ครั้ง
    20 ม.ค. 61




CHAPTER 9

 

 

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

 

 

        ภายในห้องแบ่งเป็นสองชั้น

 

          ใกล้เคียงกับเพนท์เฮ้าส์แต่ก็ไม่ใช่เลยทีเดียว

 

          บันไดไม้สีดำฉลุลายเป็นสิ่งแรกที่เขาเห็น แต่คนตัวเล็กกลับไม่กล้าก้าวออกจากตรงนั้น

 

          — ที่มุมห้องหน้าประตูซึ่งปิดสนิท และคงต้องบอกว่าลู่หานไม่กล้าหันไปมองอย่างอื่น

 

          ความสูงเกิน 180 เซนติเมตรขวางกั้นทุกอย่างเอาไว้ บดบังทุกการมองเห็น และกลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำยาปรับผ้านุ่มจากร่างกายใหญ่โตนี้ไม่ช่วยทำให้เขาหายกลัว

 

          เจ้าลูกกวางยืนห่อไหล่ ก้มหน้ามองต่ำไม่ยอมสบตา ร่างเล็กสั่นนิดๆ เขาอาจหน้าด้านแบบในสายตาของอีกฝ่าย ที่เริ่มชาชินกับคำพูดร้ายๆ ที่ทิ่มแทงเข้ามา แต่...ไม่ใช่กับการกระทำทางร่างกายในทุกกรณี

 

          เซฮุนยังคงปิดปากแน่นสนิท และเขาเองก็ไม่กล้าที่จะบอกออกไปถ้าชายหนุ่มไม่ถาม

 

          ได้แต่กัดริมฝีปาก และไขว้นิ้วเล็กๆ ใต้แขนเสื้อยาวไปมา ครู่เดียวเสียงห้วนกระด้างก็ดังขึ้น

 

          “จะเอาอะไรอีก” – สะดุ้งตกใจทันที แล้วก็เผลอตัวเงยกลับขึ้นมอง ดวงตาสีเข้มนั้นดุดันเคร่งเครียด เหมือนอยากตีเขาให้ตายอยู่ตรงนี้

 

          ลู่หานตัวแข็งทื่อไม่กล้าหายใจ แต่...ในความเกรี้ยวกราดทั้งหมดนี้ กลับมองเห็นเค้าแววเหนื่อยล้าที่แอบซ่อนอยู่ภายใน

 

          ครึ่งหนึ่งที่เกือบกลายเป็นความสับสนเจ็บปวดที่เจ้าตัวไม่เคยแสดงออก...เขาเห็นมัน

 

          จากความหวาดกลัวค่อยๆ แปรเปลี่ยน อาการเครียดเกร็งค่อยๆ จางหาย และ...

 

          “...เรา...ยังไม่ได้ขอโทษคุณเลย” เสียงใสเอ่ยบอกแผ่วเบา ให้ใจชื่นขึ้นยังไงเขาก็ยังกลัวเซฮุนอยู่ดี

 

          “...ที่เผลอเอากระดาษฟาดหน้าไปวันนั้น...ขอโทษนะ เซฮุนนา”

 

          ไม่บ่อยนักหรอกที่จะได้เรียกขานชื่อนี้

 

          หรืออาจจะต้องบอกว่า...ไม่มีครั้งไหนที่เจ้าตัวจะยินดีให้เขาได้เอ่ยมัน

 

          เหมือนอย่างครั้งนี้...ที่แม้จะขมวดคิ้วยุ่งเหยิง และใบหน้าหล่อจัดก็ยังบึ้งตึงกรุ่นโกรธ แต่ประกายในดวงตาคมดุนี้กลับอ่อนลง

 

          เป็นครั้งแรก...ที่ความขุ่นมัวภายในเจือจางลงนิดๆ ตอนอยู่ต่อหน้ากัน

 

          แต่ว่า... “ไร้สาระ”

 

          เรียบนิ่งเย็นชา และโอเซฮุนก็คือโอเซฮุนวันยันค่ำ

 

          ชายหนุ่มระบายลมหายใจแรงๆ แล้วก็หันหลังให้ ทำท่าจะเดินหนีอย่างระอา ถ้าไม่ติดที่...

 

          “...คิมบับ...ชีท...” เจ้าลูกกวางย้ำอีกครั้ง พออีกฝ่ายตวัดสายตากลับมาก็ย่นคอหนี แต่นัยน์ตาใสๆ สื่อชัดว่ายังไม่ถอดใจ “...วางให้บนโต๊ะนะ...”

 

          บอกออกไป แล้วทั่วทั้งห้องก็หลงเหลือเพียงความเงียบงัน กับการจ้องตาที่คนนอกตีความหมายไม่ออก

 

          ไม่เคยมีใครตั้งคำถาม อะไรในตัวลู่หานที่โอเซฮุนเกลียดที่สุด?

 

          ความใสสะอาดซื่อตรงที่มักถูกมองว่าเป็นการเสแสร้งแกล้งทำ

 

          ความตั้งใจที่บางครั้งก็ดูโง่เง่าและน่าระอา

 

          หรือว่า...ความดื้อรั้นที่จบลงด้วยการสร้างปัญหาให้ตัวเองและคนรอบข้างอยู่บ่อยๆ

 

          ไม่เคยมีใครถาม และชายหนุ่มก็ไม่เคยพูดมันออกมา

 

          เซฮุนจ้องกลับมานิ่งๆ และเค้าแววไม่สบอารมณ์นี้ไม่ได้จางหายไป ร่างสูงพ่นลมหายใจ แล้วก็ตัดบทด้วยคำพูดไม่รื่นหูเหมือนอย่างทุกครั้ง

 

          “อยากจะทำอะไรก็ทำ น่ารำคาญ!”

 

          แล้วก็หันกลับปึงปังเข้าไปในห้องนอนชั้นบนอย่างไม่สนใจคนตัวเล็กอีกต่อไป

 

          ไม่ใช่เรื่องของเขา เดี๋ยวเบื่อก็กลับไปเอง แต่ถ้าวุ่นวายโง่ๆ อีกล่ะก็น่าดู...

 

          คาดโทษเอาไว้ ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียง คว้าโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นเกมที่ค้างไว้ต่อ ลู่หานกลายเป็นอากาศธาตุไปเรียบร้อยกับคนที่กำลังจดจ่ออยู่กับหน้าจอ

 

          ชายหนุ่มไม่ได้สนใจโลกภายนอกหรือกาลเวลา มีข้อความเข้าเป็นร้อยแต่เขาก็ไม่คิดเปิดอ่าน

 

          เขาแค่อยากอยู่เงียบๆ แล้วหาอะไรทำฆ่าเวลาให้วันหนึ่งๆ หมดไปเร็วๆ เท่านั้น

 

          ยามบ่ายในฤดูใบไม้ผลิที่เงียบสงบ ไม่ร้อนหรือหนาวจนเกินไป เครื่องปรับอากาศยังคงทำหน้าที่ได้ดีสม่ำเสมอ

 

          รอบตัวที่เบาสบายส่งผลให้เปลือกตาที่หนักอึ้งปรือลงช้าๆ ทีละนิด ไม่นานร่างสูงบนเตียงก็หลับไป

 

          หลับลึกตัดขาดจากทุกสิ่งทั้งมวล

 

          หากใครจะรู้...โอเซฮุนชอบใช้เวลาอยู่ในโลกแห่งความฝันมากกว่า

 

          โลกที่เขากำหนดได้เอง และไม่มีความเจ็บปวดจากความจริงเข้ามาวุ่นวาย

 

          โลกที่ทุกอย่างสามารถแก้ไข แม้ไม่ได้ย้อนเวลากลับไป

 

          และในโลกนี้...เขาได้ยินเสียงหัวเราะสดใสกับรอยยิ้มสว่างไสวที่แสนคิดถึง ท้องฟ้าเป็นสีชมพูด้วยกลีบดอกเชอร์รี่ เป็นฤดูใบไม้ผลิที่อบอุ่น

 

          มือเล็กๆ ตรงหน้ายังคงเคลื่อนไหว เหมือนเส้นผมสีดำที่พลิ้วไหวไปกับสายลม

 

          ชีวิตและลมหายใจเป็นนิรันดร์เสมอในห้วงของความฝัน

 

          เซฮุนคว้าร่างนั้นไหว กอดกระชับเข้าหาตัวแนบแน่นอย่างโหยหา รับรู้ถึงหัวใจที่ยังคงเต้นเป็นจังหวะเดียวกันเสมอ

 

          เสียงหัวใจที่ดังตึกตักแผ่วเบา...และมันทำให้เขาเจ็บปวดหลังจากลืมตาตื่นขึ้นมาเสมอ

 

          ผนังห้องเปลี่ยนเป็นสีส้มของยามเย็นที่กำลังจะจบลงไป

 

          อาการปวดหัวตุ้บๆ กับลมหายใจที่ร้อนผ่าวที่ให้ชายหนุ่มต้องจำใจลุกขึ้นนั่ง

 

          นาฬิกาบนผนังบอกเวลาห้าโมงครึ่งกว่าแล้ว เซฮุนไม่คิดว่าตัวเองจะหลับไปนานขนาดนี้

 

          ร่างสูงบิดขี้เกียจพร้อมลุกขึ้น ไม่สนหน้าจอโทรศัพท์ที่ค้างไว้ตรงหน้าหยุดเกม เดินช้าๆ ไปเปิดประตู เพื่อจะพบกับ...

 

          ทำไมยังไม่กลับไปอีก...

 

          คิ้วเข้มขมวดยุ่งเหยิงทันที เมื่อมองเห็นว่าตรงโต๊ะอาหารมีใครนั่งอยู่

 

          ลู่หานที่สวมแว่นตา กับการก้มเขียนอะไรยุกยิกอยู่ท่ามกลางกองเอกสารมากมาย

 

          เห็นห้องของเขาเป็นโรงอาหารนั่งทำรายงานเหรอ?

 

          หงุดหงิดเพิ่มขึ้นอีกขั้น และก้าวเร็วๆ ตรงเข้าไปหา แต่ยังไม่ถึงก็ต้องชะงักไปก่อน เพราะห้องนั่งเล่นที่เคยรกไปด้วยถุงขนม กองกระป๋องน้ำอัดลมและเบียร์ กับเสื้อผ้าที่ถอดทิ้งระเกะระกะ ทั้งหมดหายไปกลับคืนสู่ความเรียบร้อยดังเดิม

 

          — ในตะกร้ามีผ้าสีและผ้าดำที่ถูกแยกไว้ อะไรที่ระเนระนาดก็เข้าที่เป็นระเบียบ จนคนที่เพิ่งตื่นงุนงงนิดหน่อย

 

          เด็กคนนี้ทำให้เขาเหรอ?

 

          จ้องมองคนที่ยังไม่รับรู้ถึงตัวตนของเขา และถึงจะเป็นแบบนั้น ลู่หานก็ยังเว้นช่องว่างในความเป็นส่วนตัวระหว่างกันเอาไว้ให้เขา ไม่จุ้นจ้านใช้ข้าวของ จัดแจงในครัว หรือก้าวก่ายภายในตู้เย็นอย่างไม่รู้กาลเทศะ

 

          กล่องคิมบับที่คนตัวเล็กซื้อมายังวางอยู่ตรงข้างกัน แค่เก็บขยะเล็กๆ น้อยๆ ให้ และ...มีมารยาทเหมือนกันนี่

 

          คงเป็นคำชมแรกจากใจของเขาที่มีให้ แต่...เซฮุนไม่มีทางจะพูดออกไปเด็ดขาด

 

          เดินตรงเข้าไปหา และย่อตัวลงนั่งที่ฝั่งตรงข้าม

 

          “ต้องออกปากไล่เหรอถึงจะกลับได้”

 

          ไม่เคยอ่อนโยน และเจ้าลูกกวางแค่เงยหน้าขึ้นมอง ดันแว่นสายตาเฉิ่มเชยนั้น แล้วก็ก้มกลับลงไปเขียนข้อความในชีทต่อ

 

          อีกอย่างที่ควรถาม เกลียดเวลาที่ถูกคนตรงหน้าต่อต้าน หรือเมินหนีด้วยใช่ไหม?

 

          เซฮุนเกลียดคนอวดดี ดันทุรังทั้งๆ ที่รู้ว่าจะพ่ายแพ้ เขาถือเป็นความโง่เง่าที่ไม่น่าอภิรมย์เอาเสียเลย

 

          ถลึงตาใส่คนที่ไม่ยอมมองหน้าเขา ก่อนจะคว้ากระดาษสักแผ่นแถวๆ นั้นขึ้นมาดู

 

          แล้วความรู้สึกข้างในก็ชะงักงันไปเล็กน้อย ความเกรี้ยวกราดในดวงตาไหววูบสับสน

 

          ลู่หานไม่ได้ทำการบ้านหรือเรื่องส่วนตัวใดๆ แต่กำลังคัดลอกทุกอย่างในวิชาเสรีที่เขาขาดเรียนไปสองครั้งลงในเอกสารให้

 

          หลายต่อหลายแผ่นยังคงเป็นแบบนั้น ทีละตัวอักษรที่เป็นระเบียบด้วยน้ำหนักที่สม่ำเสมอบ่งบอกถึงความตั้งใจ

 

          เหลือบมองมือเล็กๆ ที่ยังไม่ยอมหยุดพัก ข้อนิ้วที่เห็นเป็นสีแดงตัดกับผิวขาวซีด ที่อีกฝ่ายไม่มีทีท่าว่าเมื่อยล้าหรือยอมหยุดความตั้งใจเหล่านี้ลง

 

          ความรู้สึกแรกคือสีขาวโพลนเหมือนหิมะ ว่างเปล่าจนจับต้องอะไรไม่ได้ แต่ต่อมาก็กลับกลายเป็นคำถามและความไม่เข้าใจมากมาย

 

          ถูกว่าไปมากมายขนาดนั้นทำไมยังยอมทำอะไรเพื่อเขาอีก?

 

          ทำไมต้องพยายามเพื่อเขามากขนาดนี้?

 

          โง่หรือเปล่า...แค่ถ่ายเอกสารแล้วทิ้งไว้ก็ได้ไม่ใช่เหรอ?

 

          หรือว่าทั้งหมดคือการเสแสร้งเพื่อเรียกคะแนนสงสารเห็นใจ?

 

          ต่างๆ นานาสารพันจะคิดไป เซฮุนจ้องมองคนตรงหน้านิ่ง เขาคิดว่าตัวเองรู้จักลู่หาน รู้จักดีถึงตัวตนที่ปกปิดไว้ภายใต้ใบหน้าใสซื่อนี้

 

          คนที่ง่ายและยอมอ้าขาให้คนเพื่อความต้องการของตัวเอง

 

          คนน่ารำคาญที่เอาแต่เสนอหน้าเข้ามาวิ่งในวังวนสายตาของเขา

 

          คนหน้าไม่อาย...ที่ไม่ว่าจะไล่แค่ไหนก็ยังหน้าด้านยืนอยู่ตรงนี้

 

          คนที่เขาเกลียดแสนเกลียด แต่...ก็ยังเป็นคนเดียวกับเจ้าลูกกวางตรงหน้าที่ไม่ยอมแพ้

 

          คิดเหรอว่าไม่รู้ว่ากลัวแค่ไหน คิดเหรอว่าจะปกปิดร่างกายสั่นเทาของตัวเองจากสานตาของเขาได้

 

          เซฮุนไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจเลยสักนิด

 

          “บ้าหรือเปล่า ถ่ายเอกสารก็สิ้นเรื่องไปแล้ว” ริมฝีปากได้รูปขยับไปไวกว่าสมอง และคนฟังเหมือนเพิ่งนึกออกเช่นกัน

 

          ลู่หานเกาหัว สุดท้ายก็ยิ้มออกมานิดๆ

 

          “อือ...แต่อีกสองแผ่นก็เสร็จแล้วล่ะ” เสียงใสแผ่วเบา และยังคงก้มหน้าก้มตาอยู่อย่างนั้น

 

          นอกจากนัยน์ตาใสๆ คู่นี้แล้ว รอยยิ้มของคนตรงหน้าเขาก็เกลียด – ยิ้มที่ดูปลอดโปร่งเกินไป ทั้งที่ดวงตาแสดงออกว่าเจ็บปวดแค่ไหน

 

          เสแสร้งไปเพื่ออะไร...

 

          ต่อว่าในใจและ... “โง่”

 

          คำนิยามเดียวที่เขาจะมอบให้ได้ มองเห็นล่ะว่ามือเล็กๆ นั้นชะงักไปนิดหนึ่ง แต่สุดท้ายก็กลับมาเขียนอะไรต่อไปเรื่อยๆ

 

          ท่าทางที่ยิ่งเห็นก็ยิ่งหงุดหงิด จนต้องกระชากกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมา

 

          ลู่หานเกือบร้องโวยวาย แต่พอเห็นสายตาคมดุตวัดมองก็ห่อไหล่หงอกลับลงไป หูกวางหางกวางที่มองไม่เห็นลู่ลงดูน่าสงสาร ตรงกันข้ามกับอีกฝ่าย...ที่ยิ่งเห็นข้อความตรงหน้าก็ยิ่งอยากพ่นไฟ

 

          “ไปเอาสูตรการคำนวณกับวิธีคิดนี้มาจากไหน...ทำเอง?” เสียงทุ้มลึกดังขึ้น และเจ้าตัวเล็กชะเง้อหน้าขึ้นมองของในมือใหญ่นิดๆ

 

          “...สูตรจดตามอาจารย์ วิธีทำ...ลอกคยองซู”

 

          “ทำไมไม่ทำเอง” อยู่ดีๆ ก็ดุใส่ รู้สึกว่าอยากดุขึ้นมาพอเห็นท่าทางน่ารำคาญแบบนั้น

 

          ไม่มีคำตอบ พักใหญ่จนต้องพ่นลมหายใจเหนื่อยหน่ายออกมา “ลอกคนอื่นมายังผิด ตอนสอบคงได้เอฟแน่ๆ โง่!

 

          คำก็โง่สองคำก็โง่ ลู่หานรู้ตัวดีอยู่แล้วว่าเขาสมองช้าแค่ไหน

 

          และก็มีบางครั้งเหมือนกันที่ความเสียงใจจะถูกเจือด้วยความรู้สึกโมโหนิดๆ แต่ก็เล็กน้อยในแบบที่คนอื่นคงไม่รู้สึกถึง

 

           เก็บปากกาคุณแบมบี้แท่งโปรดลงกระเป๋า ยังคงไม่เถียงไม่โต้ตอบ แต่จะเดินหนีไปไกลๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องได้ยิน หรือเห็นอะไรให้รู้สึกแย่อีก

 

          ว่าอยู่ได้...งั้นจะไม่สนใจแล้ว

 

          ลุกขึ้นยืนและ...

 

          “นั่งลง” จู่ๆ คนตัวสูงก็ออกคำสั่งกับเขา จ้องตาเขม็งอย่างเอาเรื่องเมื่อเขาไม่ยอมเป็นเด็กดีว่าง่ายๆ

 

          “นั่งลงลู่หาน อย่าให้ฉันต้องบังคับ”

 

          แล้วก็ลุกขึ้นตามคำบอก สวนทางกับเจ้าลูกกวางที่นั่งแหมะ ยกเป้ขึ้นมากอดสร้างเซฟโซนของตัวเองทันที

 

          ดวงตากวางมองตามมือใหญ่ที่พลิกหน้ากระดาษไปมาเหมือนกำลังหาอะไรบางอย่าง และพอเห็นเขานั่งนิ่งๆ ก็ถลึงตาใส่กันอีกครั้ง

 

          “ปากกา” – ไม่ให้...แท่งนั้นหม่าม้าซื้อให้เขาตอนสอบเข้าได้

 

          คนใจร้อนแบมือเร่งเร้า และได้ดินสอไม้ธรรมดากลับไปหนึ่งแท่ง แต่เซฮุนไม่สนใจ เขาดึงชีทเรียนมาวางไว้ พร้อมเอ่ยบอกด้วยเสียงทุ้มลึกดุดันจริงจัง

 

          “จะบอกครั้งเดียวจำเอาไว้ล่ะ”

 

          บอกแล้วก็เริ่มอธิบายโจทย์สมการคำนวณหาค่าทางเศรษฐศาสตร์ตรงหน้า ไม่สนใจคนที่ทำตาปริบๆ งุนงงตามไม่ทัน

 

          ไม่คิดว่าจะได้เห็นเซฮุนมุมนี้ และยิ่งไม่คิดว่าชายหนุ่มจะมาทำอะไรแบบนี้ แต่ว่า...

 

          “ถ้า x เป็นบวกย้ายข้างไปก็ต้องเป็นลบไหม”

 

          “โจทย์เขียนว่าร้อยละ 7 ของประชากรทั้งประเทศ อ่านหนังสือออกหรือเปล่า”

 

          “ข้อนี้เมื่อกี้ก็อธิบายไปแล้ว ไม่เข้าหัวเลยหรือไง โง่!”

 

          “ทำไมถึงได้โง่แบบนี้ ลู่หาน!!”

 

          โง่ โง่ และอีกหลายๆ โง่ที่ได้ยินจนชินชา

 

          เซฮุนถอนหายใจ ต่อว่ากันซ้ำๆ จนน่าเห็นใจ และถึงจะเป็นแบบนั้น...ก็ยังคงสอนเขาต่อไปทีละข้อ

 

          ไม่อ่อนโยนหรอก แล้วก็ไม่โรแมนติกเลยสักนิด นอกจากคำว่าแล้วอีกฝ่ายก็แทบไม่พูดอย่างอื่น

 

          แต่ว่า...ก็ยังสัมผัสได้ถึงความใจดีที่อยู่ลึกลงไปข้างใน

 

          ใช่แล้ว...หนึ่งในหลายๆ เหตุผลของความประทับใจตอนนั้น คือความใจดีที่มักมีให้คนอื่นเสมอ แม้ว่าตอนนี้มันจะจมหายไปกับความเกลียดชัง แต่ลู่หานก็ยังจำได้นะ

 

          เขายังจำรอยยิ้มและโอเซฮุนที่เปล่งประกายคนนั้นได้

 

          คนที่ทำให้คนไม่เอาไหนอย่างเขามีเป้าหมายในชีวิตขึ้นมา

 

          คนที่...ทำให้เขาพยายามมากขึ้น เพื่อที่จะดีขึ้น เก่งขึ้น และสามารถเข้าใกล้อีกฝ่ายได้มากขึ้น

 

          ให้ผ่านไปนานแค่ไหน ให้ถูกเกลียดมากแค่ไหน ลู่หานก็ไม่เคยหยุดหัวใจของตัวเองได้

 

          ต่อให้ไม่ได้รับความรู้สึกนั้นตอบกลับมา หรือทำได้แค่แอบมองจากที่ไกลๆ เขาก็ยินดีเสมอ ขอแค่เซฮุนมีความสุข เข้าก็ยิ้มได้แล้วล่ะ

 

          จ้องมองคนตรงหน้าที่ตอนนี้อยู่ใกล้แค่เอื้อม และพอเขาเงยกลับขึ้นมาสบตา ก็สะดุ้งตกใจและรีบก้มกลับลงไปแบบไม่แนบเนียนสุดๆ

 

          ได้ยินเสียงถอนหายใจดังขึ้นแทนคำพูดร้ายกาจกลับมา เซฮุนยกมือขึ้นเสยผมลวกๆ แต่นั่นคือหนึ่งในเสน่ห์ที่ยากจะต้านทานของเขา

 

          และในจังหวะที่ชายหนุ่มไม่ทันตั้งตัว เจ้าลูกกวางก็ลึกขึ้นยื่นมือไปวางทาบบนหน้าผากของเขาทันที

 

          “เฮ้!” ถูกปัดมือออกแต่...

 

          “กะแล้วว่าต้องไม่สบาย” ไม่ได้อธิบายเหตุผล แต่เปิดกระเป๋าแล้วหยิบยาลดไข้ออกมา และเดินเลยเจ้าของห้องไปอีกทางหนึ่ง “ขอใช้ครัวหน่อยนะ”

 

          “อย่าจุ้นไม่เข้าเรื่อง กลับไป”

 

          แทนที่จะเสียใจลู่หานกลับหัวเราะนิดๆ เพราะถ้าไม่ป่วยคำพูดที่มีให้กันคงทิ่มแทงความรู้สึกมากกว่านี้

 

          หยุดยืนตรงชั้นวางะมองหาแก้วรองน้ำกลับไปให้ชายหนุ่มกินยา มีใบหนึ่งที่อยู่ใกล้ และเขาไม่ได้ดูมันให้ดีนอกจากหยิบลงมาเท่านั้น

 

          ไม่รู้ว่าเซฮุนเดินมาตั้งเมื่อไหร่

 

          เข้ามาซ้อนหลังแนบชิดและหยุดยั้งมือเขาไว้ในเสี้ยววินาที!

 

          “อย่ายุ่งกับแก้วใบนี้” – มันเป็นสีชมพูพาสเทลที่มีลวดกลีบดอกเชอร์รี่

 

          ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดลงมาตรงข้างแก้ม ใกล้ชิดจนแผ่นหลังเล็กๆ แนบไปกับแผงอกกว้าง และสัมผัสถึงจังหวะหัวใจที่เต้นแผ่วเบา

 

          พักหนึ่งที่เงียบไปและข้อมือของเขาถูกบีบแรงๆ จนเจ็บ เจ้าลูกกวางก็วางห่อยาเอาไว้ข้างซิงค์น้ำ

 

          “อย่าลืมกินยานะ” เสียงใสเอ่ยสั้นๆ เขาไม่ได้ต่อต้าน และเดี๋ยวเดียวร่างสูงก็ยอมออกห่าง

 

          ลู่หานไม่ได้หันไปมองว่าเขาทำยังไงกับมัน แค่เดินกลับไปที่โต๊ะ เก็บกระเป๋าและเตรียมตัวกลับหอพัก – จะสองทุ่มแล้วแบคฮยอนคงเป็นห่วงแย่

 

          สะพายเป้คุณแบมบี้ แต่ก็ถูกคว้าแขนไว้อีกครั้ง

 

          “จะไปไหน”

 

          “กลับบ้าน...คุณไม่สบายควรพักผ่อน”

 

          ตอบกลับและคราวนี้นัยน์ตากวางไม่มีเค้าแววหวาดกลัว

 

          “จะกลับยังไง เดี๋ยวฉันไปส่ง”

 

          “เรากลับรถบัสได้ คุณไปนอน”

 

          — บางครั้งโง่จนน่ารำคาญ บางครั้งก็เสนหน้าวุ่นวายจนน่าโมโห แต่บางครั้ง...ก็ดื้อรั้นจนอยากเอาชนะให้เข็ด

 

          “อย่าเล่นตัวได้ไหม มันไม่ได้ทำให้นายดูมีค่าขึ้นมาเลยสักนิด” บอกออกไปและมองเห็นดวงตากวางไหววูบเจ็บปวด

 

          “คนเกลียดกันเขาไม่ทำแบบนี้หรอก เซฮุนนา” อีกครั้งที่เด็กคนนี้เรียกชื่อของเขา และชายหนุ่มเข้าใจความรู้สึกที่สื่อผ่านออกมาทางเสียงใสแผ่วเบานี้

 

          “ฉันเกลียดนาย” เขาย้ำและบีบต้นแขนเล็กๆ แน่นขึ้น “อาจจะเกลียด...แต่ไม่ใช่ตลอดเวลา บางทีก็รำคาญ บางทีก็สงสัย และบางที...นายก็ดูน่าสงสาร”

 

          ลู่หานนิ่งฟัง รับทุกถ้อยคำลงสู่หัวใจที่ชาหนึบ อีกครั้งกับความเจ็บปวดที่ยืนอยู่ตรงหน้า ในมือของเขาถือแอปเปิ้ลไว้สองผล – หอมหวานจากคาราเมล และสวยงามจากยาพิษที่เคลือบไว้

 

          ความสุขเพียงสั้นๆ นี้ทำให้เขาเผลอตัวกลืนกินยาพิษเข้าไปมากมาย

 

          ก้อนสีแดงที่เว้าแหว่งอัปลักษณ์ แต่เขากลับเลือกมันแทนลูกสีแดงที่ยังไม่เคยได้แตะต้อง

 

          ผลลัพธ์ของมันกำลังส่งผลให้แม้แต่เสียงก็ยังไม่เล็ดลอดออกมา

 

          “ฉันไม่ได้รักนาย และอาจจะไม่มีวันรักใครอีก ที่ทำไปวันนี้ก็เพราะอยากตอบแทนที่อุตส่าห์ยอมอดทนลอกชีทเรียนให้ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านี้ เพราะฉะนั้นตัดใจเถอะ สิ่งเดียวฉันให้ได้คงมีแค่ความสงสาร เชื่อเถอะ...ว่านายไม่อยากได้มัน”

 

          เซฮุนชัดเจนเสมอ คงเป็นครั้งแรกในรอบปีกว่าที่หายหน้าไป...เขาพูดดีๆ กับลู่หาน

 

          พูดด้วยเสียงทุ้มนุ่มแต่ฟังดูเจ็บปวดมากเหลือเกิน

 

          ตื้อในลำคอจนต้องกัดริมฝีปาก ขอบตาร้อนผ่าวแต่กลับไม่มีน้ำตา ความรู้สึกของเขามักปะทุอยู่ข้างใน ก่อนจะแตกสลายไปกับความเงียบงันที่ไม่มีใครรับฟัง

 

          “อือ...ถ้าอย่างนั้นคุณก็ควรปล่อยเรากลับบ้านแล้วรีบไปพักผ่อน” เสียงหวานใสเย็นเหมือนรอยยิ้มนิดๆ ที่มอบให้ ดวงตากวางสดใสตอนมองกลับไปพร้อมวางมือลงบนปลายนิ้วที่เกาะกุมรั้งตัวเขาไว้

 

          “ถ้าคุณยังดึงดันอยู่แบบนี้ เราอาจจะคิดเข้าข้างตัวเองว่าคุณกำลังพยายามหาทางเข้าใกล้เราก็ได้นะ”

 

          หัวเราะทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรน่าขำ

 

          หัวเราะ...กับความโง่เง่าครั้งที่ล้านของตัวเอง

 

          ได้แต่มองตากันไปมา ไม่มีคำพูด และพักใหญ่ชายหนุ่มก็ยอมคลายมือออก ถอยห่าง...ทิ้งไว้เพียงความวูบโหวงในความรู้สึก

 

          ลู่หานทำเพียงยิ้มให้ แล้วก็ตรงไปทางประตูเพื่อจากไป

 

          เขาไม่ได้หันไปมองข้างหลัง ไม่ได้หันกลับไปมองเซฮุนที่ยังคงยืนอยู่ตรงนั้น คงได้แค่กำแอปเปิ้ลเคลือบยาพิษในมือเอาไว้แน่นๆ และกัดมันต่อไปเรื่อยๆ

 

          ให้ความเจ็บปวดเพิ่มมากขึ้น

 

          มากขึ้น มากขึ้น จนกว่าทุกอย่างจะพังทลาย

 

          แตกสลายลงไป...เพื่อที่เขาจะได้ตัดใจจากเซฮุนจริงๆ ซะที

 

          แต่ไม่ใช่เพราะคำพูดทั้งหมด ไม่ใช่เพราะภาพในดวงตาที่ว่างเปล่า

 

          แต่เป็นบางอย่างบนแก้วใบนั้น

 

          ชื่อที่ถูกสลักไว้...ลู่หานมองเห็นมันชัดเจน

 

          ข้างกายของเซฮุนคงไม่มีที่ว่างหลงเหลือให้ใครอีกแล้วจริงๆ


 (ต่อ) 


          อิมยอนฮวา...

 

          เขียนชื่อนี้ลงในกระดาษ พักหนึ่งก็ลบมันให้หายไป แต่เดี๋ยวเดียวก็เขียนกลับลงไปอีก

 

          ทำซ้ำๆ อยู่แบบนี้จนลู่หานคิดว่าตัวเองอาจจะป่วย

 

          คำพูดของอาจารย์ไม่เข้าหัวเลยสักประโยค นอกจากเหม่อลอยแล้ว ตอนนี้เจ้าลูกกวางก็ยังเอาแต่คิดถึงเรื่องไม่เป็นเรื่องด้วย

 

          ท่าทางหวงแก้วใบนั้น กับการประคับประคองที่ทะนุถนอมแบบนั้น ทำให้เขาปัดชื่อนี้ออกไปไม่ได้

 

        ‘เซฮุนมันเคยมีแฟนที่คบกันอยู่แล้วตั้งแต่ตอนม.ปลาย เป็นผู้หญิงที่แก่กว่าเกือบเจ็ดปีเลยล่ะ แต่ก็รักกันดีนะ

 

          เรื่องราวในความทรงจำทำให้ดวงตากวางคู่ใสไหววูบ และ...

 

        ‘เพราะมันไม่ใช่แค่การลาจาก แต่เป็นการทรยศที่ทำให้เจ็บปวดยิ่งกว่าตายทั้งเป็น

 

          คำพูดของคิมจงอินดังขึ้นในวินาทีถัดมา

 

          คำพูด...ที่ยังไม่ได้รับการเฉลย และเขาเองก็ไม่กล้าถามต่อ

 

          ค้างคาใจ...แต่ความอยากรู้ไม่ช่วยให้เซฮุนหายเจ็บปวดได้

 

          ลู่หานคนนี้...ช่วยอะไรโอเซฮุนไม่ได้เลยสักอย่าง

 

          หวังว่าจะไม่ใช่คนเดียวกัน ขอให้ชื่อนั้นไม่ใช่

 

          ทำได้เท่านี้เองสินะ...

 

          “นี่แน่ะ” ปลายนิ้วของพยอนแบคฮยอนพุ่งเข้ามาดีดโป๊ะเข้าให้ที่กลางหน้าผากแรงๆ

 

          เรียกสติคนชอบเหม่อให้สะดุ้งตกใจทันที

 

          “ตั้งใจเรียนเดี๋ยวนี้นะ เจ้ากวางเอ๋อ” – คือเรื่องปกติ เป็นภารกิจหลักประจำกลุ่มที่มักเกินขึ้นแทบทุกวัน

 

          เพื่อนหรี่ตาแล้วก็ชี้นิ้วลงมาในหนังสือซ้ำๆ เน้นย้ำในคำพูดของตัวเอง ต่างจากอีกคนที่ยกมือขึ้นลูบรอยแดงป้อยๆ อย่างน่าสงสาร

 

          รู้ว่าเป็นห่วงกัน แต่เอะอะก็ใช้ความรุนแรงแบบนี้ ถ้าเขาโง่กว่าเดิมจะทำยังไง

 

          ขมวดคิ้วทำหน้ากวางงอนอยู่เงียบๆ น่ามันเขี้ยวจนแบคฮยอนต้องยื่นมาหยิกแก้มยุ้ยๆ อย่างหมั่นไส้ แบบนี้ก็เลยไม่ได้สนใจบทเรียนสักที และทำเอาคยองซูที่ทนเสียงงุ้งงิ้งข้างๆ หูไม่ไหวหันมาอาละวาดใส่

 

          เด็กดื้อสองคนมองสบตา...สุดท้ายก็หัวเราะออกมาเบาๆ พอให้ไม่รบกวนคนอื่น แม้ว่าจะถูกหัวกะทิของคณะถลึงตาใส่อยู่ก็ตาม

 

          ก็มีกันอยู่เท่านี้ โลกใบเล็กๆ ที่มีกันแค่สามคนอบอุ่น และเต็มไปด้วยรอยยิ้มเสมอ

 

          รอยยิ้มสดใสที่สว่างไสว...

 

          ทั้งหมดนั้นสะท้อนอยู่ในสายตาของโอเซฮุน

 

          ใบหน้าหล่อจัดเรียบนิ่ง ตอนจ้องมองไปที่คนตัวเล็กซึ่งอยู่ถัดลงไปถึงห้าแถว – ไม่เคยเป็นแบบนี้เวลาอยู่ต่อหน้ากัน ไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ และแทบไม่มองตากันเลยด้วยซ้ำไป

 

          ลู่หานไม่เคยมีความสุขเวลาอยู่กับเขา...

 

          แล้วแบบนั้นทำไมถึงยังพยายามวิ่งไล่ พยายามวิ่งตามทั้งที่เจ็บปวด

 

          คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน นิ่งมองคนที่ถ้าไม่เหม่อลอยจนโดนเขกหัว ก็จะก้มหน้าก้มตาจดเลคเชอร์ เอาเป็นเอาตายจนเหมือนจะหล่นลงไปในสมุด

 

          แว่นสายตาเชยๆ ไม่ช่วยอะไรเลยหรือไง?

 

          อย่างเดียวที่พอจะสรุปได้ และไม่มีอะไรเหนือไปจากความคาดหมายมากนัก

 

          โง่...ดูจะเป็นคำนิยามที่ครอบคลุมชัดเจนที่สุด

 

          — โง่ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย โง่ที่ไม่รู้จักปกป้องตัวเอง โง่จนน่ารำคาญ โง่จนหงุดหงิด และโง่จนอยากฆ่าให้ตาย

 

          นึกถึงแล้วก็กรุ่นขึ้นมานิดๆ แค่การสอนโจทย์คำนวณง่ายๆ ยังทำตาว่างเปล่าใสแจ๋วใสกันเหมือนไม่เคยมีความรู้มาก่อน

 

          อยากจะว่าใส่หน้าอีกหลายๆ ครั้ง แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น...มันก็คือดวงตากวางที่ใสสะอาดและซื่อตรง

 

          ไม่อยากยอมรับเท่าไหร่...แต่เซฮุนมองไม่เห็นเค้าแววเสแสร้งแกล้งแสดงอยู่ในนั้น

 

          ครั้งแรกที่ได้ตั้งใจมอง บางทีมันอาจไม่ใช่การหลอกลวงตีสองหน้า

 

          บางทีนะ...ซึ่งมันก็เป็นคนละเรื่องกับการยอมอ้าขาให้คนอื่นง่ายๆ และนั่นยังไม่ใช่เหตุผลเพียงพอที่จะใช้รักใครสักคน

 

          ยังมีคำถามอีกมากมายที่ยังหาคำตอบไม่เจอ

 

          เป็นคนยังไงกันแน่...ลู่หาน

 

          “มีเรื่องอะไรดีๆ เหรอ” จงอินที่นั่งค้างกันถามขึ้น เมื่อเห็นเขาเอาแต่มองไปข้างหน้าตาไม่กะพริบ

 

          “ไม่มี” บอกปัดตามนิสัย แต่...

 

          “ไม่ใช่ว่ามึงกำลังจะหาเรื่องแกล้งลู่หานอยู่นะ”

 

          “กูไม่ว่างทำอะไรไร้สาระแบบนั้นหรอก” ท้ายประโยคฟังดูห้วนนิดๆ ร่างสูงปรายตามองเพื่อนที่ขยันทำให้เขาหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม ก่อนจะเลิกสนใจทุกสิ่ง ก้มกลับลงไปจดจ่ออยู่กับหน้าจอโทรศัพท์และเกมที่เล่นค้างไว้

 

          ตัดบทสนทนาและผลักทุกอย่างรอบกายออกจากความคิด

 

          ไม่มีอะไรให้ใส่ใจ และวันนี้เขานึกถึงชื่อของลู่หานบ่อยเกินไปแล้ว

 

          บทเรียนยังคงดำเนินต่อไป ผ่านการบรรยายสลับกับการอภิปรายแสดงความคิดเห็นที่น่าตื่นเต้น คลาสเรียนดูมีชีวิตชีวาไม่น่าเบื่อ

 

          แต่ไม่ว่ายังไงโอเซฮุนก็ยังคงซุกตัวอยู่ในมุมมืดที่ไม่พยายามรับรู้สิ่งใด

 

          มุมมืดของตัวเองที่ไม่อนุญาตให้ใครเฉียดใกล้

 

          หลังจากเวลาพักเบรคจบลง กิจกรรมในห้องเรียนก็เปลี่ยนไป

 

          “ผมจะให้พวกคุณจับคู่กันทำโปรเจค” อู๋อี้ฝานประกาศผ่านไมค์หลังจากนักศึกษาคนสุดท้ายนั่งลงประจำที่


          “แต่เป็นคู่ที่มาจากการจับฉลากนะครับ ดูแลกันให้ดี เพราะพวกคุณต้องช่วยกันไปจนกว่าจะหมดเทอม”

 

          คุณอาจารย์พิเศษยิ้มนิดๆ กับเสียงบ่นงึมงำ แต่นั่นก็มากพอที่จะเยียวจิตใจของใครหลายๆ คนได้

 

          พวกเขาเดินเรียงแถวทยอยกันไปรับกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่ถูกพับไว้บนโต๊ะข้างหน้า มันค่อนข้างหน้าตื่นเต้นกับการที่ต้องทำงานกับคนที่ไม่สนิท หรือไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

 

          ถ้าได้คู่ดีก็มีชัยไปกว่าครึ่ง แต่ถ้าตรงกันข้ามล่ะ...

 

          ตอนนี้ทั่วทั้งห้องจึงมีเสียงพูดคุยที่ฟังไม่รู้เรื่องเต็มไปหมด

 

          หมายเลขสุดท้ายถูกส่งต่อและต่อไปคือการประกาศคู่ทำงาน

 

          ทุกคนดูตื่นเต้น แต่ไม่ว่าจะเป็นใครกับโอเซฮุนก็ไม่มีอะไรแตกต่างทั้งนั้น

 

          ลำดับที่หนึ่งถูกเรียกให้ลุกยืนขึ้น แต่นิ้วยาวยังคงระรัวกดปุ่มในเกมอย่างชำนาญ เขาได้เลข 7 แต่อีกฝ่ายจะเป็นใครชายหนุ่มไม่คิดสนใจ

 

          คนที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 จบลงไป...

 

          “คนต่อไปช่วยยืนขึ้นด้วยครับ” เสียงทุ้มลึกไม่เคยน่าฟังมาแต่ไหนแต่ไร ร่างสูงวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ ก่อนจะขยับลุกขึ้นท่ามกลางสายตาทุกคู่

 

          แต่ในดวงตาสีเข้มคมดุคู้นี้สะท้อนเพียงแค่เพียงภาพของคนตรงหน้าเพียงอย่างเดียว – ถือดี ท้าทาย และไม่เคยเป็นมิตร

 

          ครู่หนึ่งที่ทั้งห้องเงียบกริบ และมีเพียงความกดดันจากการประสานสายตา ใครคนหนึ่งก็ขยับตัวช้าๆ

 

          คนตัวเล็กที่มีกลุ่มผมสีอ่อน ผิวขาวซีดดูจืดชืดเหมือนกับแว่นตาเฉิ่มเชยบนใบหน้า ริมฝีปากสีชมพูเม้มแน่น

 

          หันมองซ้ายมองขวาไปมาเหมือนประหม่า ก่อนจะหันกลับมาทางด้านหลัง แล้วนั่นล่ะ...ที่ดวงตาใสๆ คู่นั้นถึงกับเบิกโต

 

          นัยน์ตากวาง...ที่ทำให้คำพูดในหัวหมุนวน

 

          โง่!




TBC*




เป็นพระเอกธรรมดาโลกมั่ยจำเนาะ
5555555555555555


พูดคุยสรรเสริญคุณพระเอกไปพร้อมกันได้
ที่คอมเมนต์และแท็กนะคะ


ขอปั่นตอนต่อไปแปร๊บบบบ.



Hashtag
#ฟิคห้ามจูบ

 





 

 

 

T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 105 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,559 ความคิดเห็น

  1. #3542 เสี่ยว ป๋าย (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 / 16:11

    เอ้า โง่.หรออ โง่จริงอะ?... อะ โง่ก็โง่ แล้วอย่ามาตกหลุมรักคนโง่นะจ๊ะ..เซฮุนน

    #3,542
    0
  2. #3537 Ppray_hss (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2562 / 00:23
    ก็โง่จริงๆอ่ะเนอะ

    แฮ่ อย่าด่าเค้า เค้าอินนนน
    #3,537
    0
  3. #3479 prsh (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2561 / 15:03
    ลู่หานนี่ดื้อจริงๆ โง่กันทั้งคู่นั่นแหละเซฮุน
    #3,479
    0
  4. #3458 sunsweets (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 / 09:27
    เซฮุนใช้คำว่าโง่เปลืองมากอ่ะ ว่าน้องทำไม!!
    #3,458
    0
  5. #3439 Annonymus (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2561 / 23:18
    ตอนนี้มีแต่คำว่าโง่ อยู่ในหัวแล้วเนี่ย อะไรจะขนาดนั้นเซฮุน
    #3,439
    0
  6. #3360 NLHH12 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 13:30
    ลู่หานอย่าไปคุยกับมันลูก
    #3,360
    0
  7. #3202 tuntiiz (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 เมษายน 2561 / 13:14
    ลู่หนีไปแปปปปปเลยยนนน 555
    #3,202
    0
  8. #3045 tha_na_porn (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 เมษายน 2561 / 13:25
    โง่กันหมด!!
    #3,045
    0
  9. #2996 luhanbaekhyunkai (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 เมษายน 2561 / 07:16
    โง่ทั้งคู่!!!!
    #2,996
    1
    • #2996-1 GBright˙ω˙(จากตอนที่ 10)
      26 เมษายน 2561 / 09:50
      โอ๊ยยยหนีไปลูกกก
      #2996-1
  10. #2947 polypoll (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 1 เมษายน 2561 / 20:43
    เซฮุนนั่นแหละที่โง่!!!
    #2,947
    0
  11. #2831 I LoVe xs (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 22:38
    โอ้ยด่าขนาดนี้อย่าให้เห็นว่าสักวันรักน้องเค้านะ แม่จะไล่ให้หาทางกลับบ้านไม่เจอ!
    #2,831
    0
  12. #2830 MomayThesw (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 20:50
    โง่!!!!!
    #2,830
    0
  13. #2622 janenyhun (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 มีนาคม 2561 / 03:19
    พระเอกเป็นไรมากป่ะ
    #2,622
    0
  14. #2353 Sasynthia (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 มีนาคม 2561 / 18:25
    ลู่หานดื้อเกินไป ไม่แปลกใจเลยที่จะโดนรำคาญ
    #2,353
    0
  15. #1998 BeamWnchy (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2561 / 11:43
    เริ่มรำคาญแบคฮยอน
    #1,998
    0
  16. #1977 seyiyemoon (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2561 / 13:38
    นับคำว่าโง่ไม่ถ้วนอ่ะเอาจริง อย่าว่าน้อง!!
    #1,977
    0
  17. #1682 PareWaPkh (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 / 19:38
    อย่าว่าน้องงงง
    #1,682
    0
  18. #1675 JongjitSriyan (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 / 00:21
    โง่นี้แปลว่ารักหรือป่าวนะ 😁
    #1,675
    0
  19. #1589 bruinx_ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 / 03:53
    คำก็โง่ สองคำก็โง่นะฮุนนนนนนนนนนนนนน
    #1,589
    0
  20. #1573 exoxoxo1122 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 / 02:24
    เซฮุนก้ำกึ่งระหว่างคำว่าเย็นชาหรือเย็นชาเลยก็ว่าได้ ปากร้าย ไม่สนใจความรู้สึกของใครทั้งนั้น โผงผาง เก็บตัว เซฮุนสีเทาใกล้จะดำแล้วอ่ะ
    #1,573
    0
  21. #1460 Akanishi Galaxy (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 มกราคม 2561 / 06:41
    เออ เออ ว่าเค้าโง่ อะไรก่โง่ คำก่โง่ทสองคำก่โง่ เด๋วหลงรักคนโง่เมื่อไหร่จะสมน้ำหน้า เชอะ
    นี่ก่สงสารลูกกวาง รักมาก จนยอมทุกอย่างแล้ว เค้าว่าให้ก็ยังยิ้ม ฮือออ
    #1,460
    0
  22. #1431 fairylu_ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 มกราคม 2561 / 23:12
    ว่าลูกเรามากี่รอบแล้ว นิสัยไม่ดีจริงๆ!!!!
    #1,431
    0
  23. #1413 cover-sky (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มกราคม 2561 / 15:43
    เอาแล้วครับๆๆๆ ได้จับคู่กันนนน55555
    #1,413
    0
  24. #1365 GXB-7127 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มกราคม 2561 / 00:42
    โง่! เอ่อ...ขอซื้อคำนี้จากเซฮุนทีได้มั้ยคะไรท์ ใช้ฟุ่มเฟือยเว่อไรเว่อ โง่ววววว
    #1,365
    0
  25. #1352 nrp_ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 มกราคม 2561 / 22:50
    ไม่เคยตะอ่อนโยนเลย
    #1,352
    0