[END] Deep kiss :: HUNHAN

ตอนที่ 3 : CHAPTER 2 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,913
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 180 ครั้ง
    18 ธ.ค. 60




CHAPTER 2

 

 

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

 

 

        หลายคนบอกว่าความรักไม่แย่เท่าไหร่

          บางคนชื่นชม หนักหน่อยก็เทิดทูนบูชา ยังมีอีกมากมายที่พยายามหาคำอธิบายหรือนิยามโก้เก๋ให้


          จะอะไรก็แล้วแต่...เพราะสำหรับลู่หานมีอยู่สองคำเท่านั้นที่เขานึกออก


         ไม่รู้กาลเทศะ และชอบแวะเวียนมาผิดเวล่ำเวลา


          เม้มริมฝีปากในตอนที่ถูกโอเซฮุนบีบต้นแขนแรงๆ และจ้องกลับมาเหมือนอยากจะฆ่ากันให้ตาย


          ดวงตาสีเข้มลึกลับคู่นี้น่ากลัว...มันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่เมื่อก่อน และเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ


          จนถึงตอนนี้ลู่หานกล้าหายใจไปเพียงสองครั้งเท่านั้น ครึ่งหนึ่งในสมองของเขามึนเมาไปกับกลิ่นซิทรัสอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว – เฟียร์ส อเบอร์ครอมบี น้ำหอมประจำตัวเซฮุน ซึ่งบางทีลู่หานก็อาจจำได้แม้แต่ราคาข้างกล่อง


          เผลอตัวหลบสายตาและได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเอง มีอะไรเกี่ยวกับคนๆ นี้ที่เขาลืมไปแล้วบ้าง – เกิดวันที่ 12 เมษายน สูง 184 ซม. ชอบดื่มชานมไข่มุกรสช็อกโกแลตหลังเลิกเรียนเสมอ


          ถ้าหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง...เขาก็ไม่เคยลืมเลยสักอย่าง


          ไม่เปลี่ยน...เหมือนความเกลียดชังในดวงตาคู่นั้น


          พักหนึ่งที่เห็นว่าเขาไม่โต้ตอบ อีกฝ่ายก็ทำเสียงเหอะในลำคอ มือที่สร้างความเจ็บปวดให้กันค่อยๆ คลายออก เปลี่ยนเป็นล้วงลงไปในกระเป๋ากางเกงเพื่อหยิบบางอย่างออกมา – ขนมห่อเล็กๆ สีหวาน กับกระดาษโพสท์อิทรูปหัวใจที่ถูกชูขึ้นตรงหน้า


          “เมื่อเช้าก็เอามาให้ ตอนเย็นก็ยังเอามาให้ ขยันจังนะ ตั้งปีกว่าแล้วยังหาคนถูกใจนอกฉันไม่ได้อีกเหรอ?”


          “ไม่ใช่ของระ...” บอกได้แค่นี้แล้วก็ต้องเงียบกลับลงไป ลู่หานกลืนคำพูดลงช่องท้องและหัวคิ้วย่นเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว อยากตอบโต้กลับไป แต่การทุ่มเถียงไม่ใช่นิสัยดั้งเดิมของเขา อีกอย่าง...ไม่มีประโยชน์กับคนๆ นี้


          “อา...สรรพนามน่ารำคาญแบบนั้นอีกแล้วสินะ” เสียงทุ้มลึกแผ่วเบาคล้ายกระซิบ คู่สนทนารู้ดีว่าต้องทำแบบไหนถึงจะมีผลต่อหัวใจของเขา แน่นอนโดยเฉพาะเมื่อมั่นถูกเอ่ยด้วยความรู้สึกกึ่งระอาและเย้ยหยันอย่างไม่คิดปิดบัง


          “แต่ช่างเถอะ...เมื่อกี้บอกว่าไม่ใช่ของนาย งั้นแสดงว่าของเพื่อน?” ถามพลางเลิกคิ้ว แต่ลู่หานไม่ได้ตอบ


         
เซฮุนก็เป็นแบบนี้...มักเห็นเรื่องรอบตัวเป็นสิ่งตลกขบขันที่ไม่จำเป็นต้องแยแส โดยเฉพาะสิ่งที่ตัวเองเกลียด แต่ที่รแย่กว่านั้นคือ...นอกจากความเอาแต่ใจอย่างร้ายกาจตามประสาคนสมบูรณ์แบบ ที่อยากได้อะไรก็ต้องได้แล้ว ก็ยังนิสัยเสียชอบพาลใส่สิ่งรอบตัวได้อย่างเท่าเทียมถ้าหากเขาต้องการ


          ดังนั้นคนตัวเล็กจึงพูดไม่ได้และไม่อยากพูดอะไรทั้งนั้น


          กระนั้นก็เถอะ...อาการกล้ำกลืนคำพูด มองต่ำกึ่งหน้างอแบบนี้เซฮุนก็ชอบอีก


          เหมือนเขาจะชอบการไล่ล่าและไล่ต้อนให้เหยื่อจนมุมพอๆ กัน


          ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคออย่างสบาย ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ตรงหน้าจะขยับออกห่างพลางชูของในมือพร้อมเขย่าเบาๆ ไปมา ดวงตาสีเข้มคู่นั้นมีประกายวาววับถือดี จ้องมองกลับมาแล้วก็โยนมันลงไปในถังขยะด้านหลังอย่างแม่นยำ


          “ไม่อยากได้ไม่ต้องเอามาให้อีก หน้านายฉันก็ไม่อยากเห็น ไม่ต้องมาเสนอตัวให้”


         ถ้าแบคฮยอนไม่ขอร้องสาบานว่าลู่หานจะไม่มาที่นี่


         ถ้าแบคฮยอนไม่ใช่เพื่อนที่ดีสาบาน...ลู่หานจะไม่ยอมอดทนฟังให้คนๆ นี้ทำร้ายเขาอีกซ้ำสอง


          คำพูดทั้งหมดอัดแน่นเอ่อล้น มากมายแต่กลับไร้ทางระบาย


          คนตัวเล็กได้แต่ยืนนิ่ง ก้มมองปลายเท้าของตัวเอง เหมือนกำลังสะสมความเสียใจให้มากขึ้นๆ มาก...จนอาจจะกลายเป็นความเกลียดชังเข้าสักวัน แล้วหลังจากนั้นก็จะไม่เสียใจอีก สูดหายใจเข้าลึกยาวเพราะก่อนหน้านั้น...


          ใบหน้าหวานเงยกลับขึ้นมาช้าๆ เรียบนิ่งพร้อมประสานสายตากลับไป


         
ไม่ใช่แค่เซฮุนหรอก...ลู่หานเองก็นิสัยเสียเหมือนกัน เขาอาจไม่ใช่คนช่างเถียง ไม่ตอบโต้เอาชนะคะคาน และดูไม่สู้คน แต่ว่า...เมื่อถึงขีดจำกัดหนึ่งทุกอย่างจะตีกลับ กลายเป็นคนดื้อเงียบที่จะเอาแต่จ้องมองโดยปราศจากคำพูด

          ทุกคนมักชมว่าดวงตาของเขาเหมือนลูกกวางแรกเกิด ที่ทั้งใสสะอาด ซื่อตรง และเป็นประกายสวยงาม


          น่าเสียดายที่เซฮุนเกลียดมัน เกลียดตาคู่นี้พอๆ กับทุกอย่างที่เป็นเขา


          พอถูกจ้องกลับไปรอยยิ้มเหยียดนั้นก็ค่อยๆ ถูกลบหาย เหลือเพียงใบหน้าเฉยชากับไฟโทสะที่คุกกรุ่นอยู่ภายใน


          “มองหน้าแบบนี้...อยากลองดีสินะ ลู่หาน”


          ร่างสูงกดเสียงต่ำ พร้อมก้าวเข้ามาประชิดอย่างเอาเรื่อง และเป็นเขาเองที่ลืมตัวถอยหลังตามสัญชาตญาณ


          โชคดีที่เสียงกริ่งเลิกคลาสดังช่วยเอาไว้ ตามด้วยเสียงฝีเท้าและการพูดคุยของนักศึกษาคนอื่นๆ ที่ดังใกล้เข้ามา


          ความกดดันระหว่างกันถูกทลายลง ชายหนุ่มเสียสมาธิไปเล็กน้อย และเขารีบผลักคนตรงหน้าให้ออกห่างก่อนจะวิ่งจากมาอย่างรวดเร็ว


          เซฮุนน่ากลัว...ทั้งคำพูด แววตา รวมทั้งการแสดงออก ทั้งหมดยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่างกันยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ


          —
ยืนอยู่ตรงหน้าแต่เหมือนยิ่งไกลออกไปทุกที แต่ว่า...แบบนี้อาจจะดีกว่า ลู่หานจะได้ไม่อยากเจอคนๆ นี้อีก

          อย่าได้เจอหรือพูดคุยกันอีกเลย


          เขาอธิษฐานและอยากให้มันเป็นแบบนั้น



         
อีกปีเดียวก็จะเรียนจบแล้ว ก่อนจะถึงตอนนั้นขอให้...


         
“เหม่ออีกแล้วนะเสี่ยวลู่”

          เสียงสดใสดังขึ้นฉุดเขาออกมาจากภวังค์


          แบคฮยอนยืนอยู่ตรงหน้าพร้อมจ้องเขม็งกลับมาด้วยอาการขมวดคิ้วบึ้งตึง


          “เมื่อกี้...พูดว่าอะไรเหรอเราไม่ทันได้ฟัง” พยายามยิ้มตอบกลับไป แล้วก็โดนอีกฝ่ายหยิกแก้มกลับคืนมา


          “เดี๋ยวเถอะ ไม่น่ารักเลยนะเสี่ยวลู่ ฉันถามว่า...”


          “แบคฮยอนแค่ถามยูว่าวันนี้การแต่งตัวเป็นยังไงบ้าง? โอเคไหม? และแค่...เกือบจะร้อยครั้งแล้วเท่านั้นเอง”


          คำตอบที่ได้ดังขึ้นทางด้านหลัง จากโดคยองซูเพื่อนตัวเล็กและหัวกะทิเพียงหนึ่งเดียวของคณะ – พูดได้ห้าภาษา ครองเกรดเฉลี่ย
4.00 ทุกเทอม และคะแนนยังติดอันดับหนึ่งในห้าของมหาวิทยาลัยด้วย

          คิดดูแล้ว...รอบตัวของลู่หานมีแต่คนมหัศจรรย์ทั้งนั้น มากกว่าที่มาของการสนิทกัน ก็คงจะเป็นความธรรมดาที่ไม่มีอะไรโดดเด่นนี่ล่ะ ที่ทำให้เขาไม่เหมือนคนอื่น


          แบคฮยอนมักบอกว่านั่นคือข้อดีที่มีแค่เขาเท่านั้น ก็...ฟังดูเป็นคำปลอบใจที่อ่อนโยนดีเหมือนกันนะ


          คยองซูดันกรอบแว่นหนาเตอะบนหน้า ก่อนจะก้มลงอ่านสารานุกรมในมือต่ออย่างไม่ใส่ใจ ผิดกับอีกคนที่เจออะไรที่เป็นวัตถุสะท้อนเงาไม่ได้ ต้องวิ่งเข้าไปส่งดูความเรียบร้อยทุกที


          “ฉันดูดีแล้วจริงๆ ใช่ไหม”


          “แล้วยูก็น่ารำคาญมากด้วยไอจะบอกให้” – เห็นแบบนี้แต่พวกเขาสามคนรักกันดี


          ลู่หานมองดูเพื่อนสองคนต่อล้อต่อเถียงกัน หรือถ้าจะพูดให้ถูกเหมือนคนโดนต่อว่าพูดคนเดียวมากกว่า เพราะอีกฝ่ายแค่พ่นลมหายใจแล้วหันหน้าหนี ไม่ได้สนใจจะฟัง – คนที่มีรอยยิ้มน่ารักให้กันตั้งแต่วันแรกที่เจอ ทั้งยังใจดีพาเขาที่กำลังหลงทางไปที่หอประชุม และมือข้างนั้นอบอุ่นเหมือนกับเสียงหัวเราะ


          ทั้งที่อยู่ในเครื่องแบบนักศึกษาเหมือนกัน แต่แบคฮยอนก็น่ารักเหมือนดอกไม้เล็กๆ ที่กำลังเบ่งบาน ต่างจากเขาที่ไม่รู้จะเติบโตขึ้นมาบ้างเมื่อไหร่


          ก็ว่าไปนั้นนะ...หัวเราะกับตัวเองพลางเดินเข้าไปหา ใช้มือจัดผมสีน้ำตาลอ่อนนุ่มของเพื่อนให้เข้าที่


          “ลดความตื่นเต้นลงนิดหน่อยก็น่ารักแล้วล่ะ” บอกแล้วก็ยิ้มหวานให้ ...ยิ้มทั้งดวงตาและริมฝีปาก


          เดี๋ยวเดียวอาการเครียดเกร็งต่างๆ ก็เหมือนจะค่อยๆ หายไป ความตื่นเต้นที่ระริกไหวในดวงตาเรียวรีคู่นั้นค่อยๆ สงบลงเชื่องช้า – อีกหนึ่งในความสามารถที่ไม่เข้าท่าเท่าไหร่ของลู่หาน...คือการปลอบเพื่อนให้ใจเย็นลงได้


          คนฟังจ้องตาเขาพร้อมพยักหน้า มือเล็กๆ จัดปกเสื้อเชิ้ตสีขาวให้เพื่อนอีกนิด แค่นี้พวกเขาก็ไปต่อได้อย่างมั่นใจ


          ยังเช้าอยู่มาก ตามตึกต่างๆ จึงมีนักศึกษาให้เห็นประปราย อันที่จริงพวกเขามีเรียนตอนสิบโมงครึ่ง แต่เพราะลู่หานมีหนังสือกองโตจากการทำรายงานครบกำหนดคืน คยองซูเลยอาสามาเป็นเพื่อน – พวกเขาคงเป็นคนไทป์เดียวกันเกินครึ่งหนึ่งของลักษณะนิสัย ชอบเก็บตัวอยู่ในห้องสมุด ดมกลิ่นกระดาษและหมึกจากหนังสือกองโต ผิดกับอีกคนที่เลือกใช้ที่นั่นเป็นห้องนอนจำเป็น


          แต่เมื่อวานพอได้ยินแพคฮยอนก็รีบยกมือจะตามมาด้วยผิดกับทุกครั้ง


          ว่าด้วยทางไปห้องสมุดที่มีมากมายหลากหลาย และหนึ่งในนั้นคือการผ่านหน้าคณะภาคอินเตอร์ของเซฮุนไป


         ‘เช้าแบบนี้หมอนั่นยังไม่มาหรอก


         ‘เซฮุนมีเรียนตอนแปดโมงครึ่งเขาไม่เคยมาสาย อีกอย่างไม่ได้เจอก็ไม่เห็นเป็นไร แค่ได้เดินผ่านก็แฮปปี้แล้ว คนมีแฟนเป็นสารานุกรมแบบคยองซูไม่เข้าใจหรอก


          คำโต้เถียงเล็กๆ นั้นน่ารักในความคิดของลู่หาน และเขาคิดว่าตัวเองเข้าใจความรู้สึกนั้น แค่ได้เข้าใกล้แม้ว่าคนที่แอบชอบจะไม่หันมามองเลยก็ตาม เท่านั้นก็มีความสุขมากจริงๆ นะ


          เขาเคยเรียนรู้ความรู้สึกนั้น แต่มันก็ผ่านมานานแล้วอีกเหมือนกัน...


          พวกเขาเดินไปตามทางด้วยกันเรื่อย ด้านหน้าที่ยังไม่มีสปอร์ตคาร์คันหรูจอดเรียงรายให้เห็นมากนัก แต่แค่ความโล่งว่างเหล่านี้ก็ยังแผ่รัศมีความหยิ่งทะนงที่ใครๆ ก็รู้สึกขยาดออกมา


          เหมือนอยู่กันคนละโลกเลยนะ... หันมองไปรอบๆ แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นนักศึกษากลุ่มใหญ่กำลังมุงดูบอร์ดประกาศด้านหน้าพร้อมกับส่งเสียงอื้ออึงไปหมด และมีไม่น้อยเลยที่รีบวิ่งมารวมเป็นส่วนหนึ่งด้วยความอยากรู้อยากเห็น


          “บอร์ดนี่ไม่เสียชาติเกิดนะ เพราะแม้แต่เทพเจ้าภาคอินเตอร์ก็ยังต้องหยุดอ่าน” คยองซูวิพากษ์วิจารณ์และ...


          “ไปดูกันเถอะอาจจะเป็นเรื่องด่วนที่พวกเราต้องรู้ด้วยก็ได้นะ”


          ว่าแล้วไม่มีผิด ซ้ำลู่หานยังถูกดึงตัวให้วิ่งตามไปด้วย


          ยิ่งเข้าใกล้คนยิ่งแออัดจนได้แต่ชะเง้อมองข้ามไหล่ใครหลายๆ คนข้างหน้าเข้าไปดู ทว่า...


          “เลี่ยนจัง นิยายสุดๆ” จู่ๆ เสียงของคนในกลุ่มที่มองไม่เห็นว่าใครก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงหัวเราะขบขัน


          “เราอาจจะไม่รู้จักกัน แต่ฉันก็อยากจะส่งมอบความปรารถนาดีให้กับคุณนะ” อีกเสียงอ่านข้อความออกมาดังๆ


          “นี่ๆ ดูประโยคนี้สิ ไม่เป็นไรนะถ้าคุณจำไม่ได้ แต่ฉันจำได้ นี่อาจจะเป็นโชคชะตาก็ได้ที่ทำให้เราได้พบกัน ไม่ไหวเลย โอเวอร์เกินไปหรือเปล่า” แล้วเสียงครางในลำคอที่มีทั้งล้อเลียนและหมั่นไส้ก็ดังกระหึ่ม


          มีเพียงลู่หานที่ยังขมวดคิ้วไม่เข้าใจ เพราะพวกหล่อนอ่านข้อความไม่ต่อเนื่อง กระโดดข้ามไปประโยคนั้นทีโน้นที เขาจึงจับใจความไม่ได้ว่าคนพวกนี้กำลังพูดเรื่องอะไร คราวนี้เลยไม่ชะเง้ออย่างเดียวและตัดสินใจเขย่งเท้าตามด้วย คนตัวเล็กเม้มริมฝีปาก แล้วดวงตากวางก็ต้องเบิกตากว้าง หัวใจกระตุกแรงๆ ก่อนหล่นวูบลงไปกองอยู่ที่พื้น เมื่อมองเห็นว่าอะไรคือสิ่งที่ทุกคนกำลังมุงดู


          บอร์ดกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มช่วยทำให้กระดาษสีชมพูหวานดูโดดเด่นสะดุดตา ซ้ำยังมีหมุดสีส้มสะท้อนแสงน่าเกลียดปักไว้เหมือนจะใช้มันเชิญชวนสายตาของผู้อ่าน พร้อมร่องรอยการไฮไลท์บางข้อความอย่างจงใจ


          และที่แย่ที่สุดคือ...


          “เดี๋ยวนะ...คนเขียนข้อความนี้คือ พยอนแบคฮยอน? ว้าย...ล้อเล่นน่า”


          ตามมาด้วยเสียงเซ็งแซ่และการแสดงความคิดเห็นด้วยถ้อยคำรุนแรงน่ารังเกียจ – ทุกคนรู้จักแบคฮยอนอยู่แล้ว อย่างน้อยก็ในฐานะผู้นำเชียร์ปีที่แล้ว


          แต่...จดหมายของเพื่อนเซฮุนทิ้งขยะไปแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมถึง...


          มือเล็กกำแน่นเมื่อมองเห็นใครสักพลิกเปิดแผ่นกระดาษอีกใบที่อยู่ทางด้านหลังด้วย


          “อุ้ย...มีอีกแผ่นด้วยล่ะ”


          “ไหน...อ่านเลยๆ อ่านดังๆ นะ” กลับกลายเป็นความสนุกสนานที่...มากกว่าความใจร้าย


          เพราะเป็นเพื่อนของลู่หานเหรอ เพราะเขาเอามันไปส่งเหรอเซฮุนถึงทำแบบนี้


          ได้แต่ตั้งคำถาม...แต่ก็ไม่เคยมีใครได้ยินหรือว่าตอบกลับ – ไม่ได้ยินและไม่เคยแยแสคนแบบเขา


          “อ้าว...แบคฮยอนนี่ มาเช้าเหมือนกันนะ”


          ใครตรงนั้นทักเพื่อนเขาออกมา เรียกความสนใจจากทุกคนให้หันไปทันที – ดวงตาและรอยยิ้มที่เห็นล้วนขบขันและเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นเรื่องสนุก


          คนตัวเล็กหันกลับไปทางคนที่ยืนเยื้องไปทางด้านหลัง ในตอนนี้ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความรู้สึกของเพื่อน เขาเห็นใบหน้าที่มักมีรอยยิ้มสดใสซีดเผือด สีหน้าของแบคฮยอนปรากฏอารมณ์หลากหลาย ทั้งตกใจ ตัดพ้อ และเจ็บปวดหวาดกลัว ครู่เดียวก่อนที่น้ำตาจะไหลออกมาเพื่อนก็หันหลังกลับและวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว


          “แบคฮย...” – ไม่รับฟังแม้แต่เสียงเรียก ไม่อยากรับรู้ในเสียงหัวเราะเยาะเย้ยเหล่านั้น


          ทุกอย่างถูกทิ้งไว้ข้างหลังโดยไม่ยอมหันกลับมามองอีกเป็นครั้งที่สอง ทิ้งไว้...แม้แต่ตัวลู่หานคนนี้...


          ครู่หนึ่งที่หยุดนิ่งและได้แต่มองตามไปเขาก็รวบรวมความกล้าฝ่าฝูงคนเข้าไปกระชากกระดาษสองแผ่นนั้นคืนมา ดวงตากวางวาววับขุ่นมัวตอนก้มลงมองของในมืออีกครั้ง


          มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะนิสัยเสียทำแบบนี้ได้


          คนๆ เดียวที่กล้าทำเรื่องใจร้ายโดยไม่คิดถึงจิตใจคนอื่นแบบนี้


          ต้องเจอกันอีกแล้วสินะ...โอเซฮุน


(ต่อ)


          โต๊ะม้าหินคงเป็นหนึ่งในไม่กี่อย่างของภาคอินเตอร์ที่ใกล้เคียงกับคำว่าธรรมดาสามัญที่สุด

          คยองซูเคยบอกไว้...แต่นั่นมันไม่ใช่เรื่องสำคัญในตอนนี้


          ดวงตากวางมองหาเป้าหมายไปทั่ว เช้าขนาดนี้ไม่รู้หรอกว่าคนต้นเรื่องมาถึงคณะหรือยัง หรือว่าตอนนี้นั่งรอเรียนอยู่ห้องอะไร สิ่งเดียวที่ลู่หานรู้คือเขาจะไม่ล้มเลิกความตั้งใจ ต่อให้ต้องควานหาตัวคนๆ นั้นทุกห้องเขาก็จะทำ


          คนตัวเล็กก้าวเข้ามาในตัวตึกทั้งที่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองควรเริ่มหาจากตรงไหน แหงนหน้ามองตัวเลขบอกชั้นที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปตามความสูงอย่างลังเล ชั่วอึดใจหนึ่งที่หยุดไป แต่เพราะเสียงหัวเราะเฮฮาจากกลุ่มคนที่นั่งอยู่ถัดไปไม่ไกลนัก ทำให้เขาต้องละความสนใจหันกลับไปมอง


          และอาจต้องขอบคุณคนเหล่านั้นที่ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาไปมากกว่านี้


          ท่ามกลางนักศึกษากลุ่มใหญ่ โอเซฮุนยังคงโดดเด่นกว่าใครเสมอ ชายหนุ่มหัวเราะยักคิ้ว และอะไรอีกมากมายไปกับการสนทนาที่ไม่รู้หัวข้อ แต่นั่นไม่จำเป็นที่ลู่หานต้องสนใจ


          เพราะต่อจากนี้...เรื่องเดียวที่พวกเขาจะต้องคุยกัน คือเรื่องจดหมายสองฉบับในมือนี้


          เดินตรงเข้าไปและหยุดลงตรงหน้าในจังหวะที่ดวงตาคมดุคู่นั้นเลื่อนกลับมามองกันพอดี


          “เราขอคำอธิบาย” เสียงใสที่เอ่ยขึ้นยุติการสนทนาทั้งหลายลง ทุกคนในกลุ่มหันมามองเขาบ้างสงสัย และมีอีกไม่น้อยที่ตั้งแง่ในความแตกต่าง แต่ตอนนี้...มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สะท้อนชัดอยู่ในดวงตากวางและความรู้สึก


          “เรื่องอะไรครับ” เสียงทุ้มถามกลับ สุภาพ แต่กวนประสาท โดยเฉพาะรอยยิ้มมุมปากที่ดูสบายๆ ไม่ทุกข์ร้อนนั่น


          “จดหมายที่เราส่งให้คุณเมื่อวาน” คิ้วบางขมวดชิดไม่พอใจ ทว่า...


          “คนนี้เหรอพยอนแบคฮยอนเจ้าของจดหมาย” กลับเป็นเพื่อนของชายหนุ่มที่ร้องทักขึ้นมา


          “ถึงจะดูธรรมดาเกินไปหน่อยแต่ก็ไม่ได้ขี้เหร่เลวร้ายเท่าไหร่ กูให้ผ่าน” อีกคนผิวปากถูกใจ แล้วก็เกิดเป็นเสียงโห่แซวที่จับใจความไม่ได้ ลู่หานถูกวิพากษ์วิจารณ์และประเมินค่าเหมือนเป็นสินค้าอะไรสักอย่างจากคนพวกนี้


          แน่นอนที่สุดเขายังคงทำได้แค่กัดริมฝีปากและเลือกจะไม่โต้ตอบกับเรื่องเหล่านั้น


          “โอ๊ะ...กัดปากแล้วน่ารักนะ น่ามันเขี้ยวดี ถ้ามึงไม่ชอบส่งต่อไหม” หนึ่งในนั้นไม่พูดเปล่ายังขยับเข้ามาใกล้กันอย่างฉวยโอกาส จนเป็นเขาเองที่ต้องขยับหนีการจู่โจมที่กะทันหันและไร้มารยาทแบบนี้


          คนพวกนั้นหัวเราะชอบใจ ก่อนจะถูกเสียงหนึ่งเอ่ยขัดขึ้น


          “คนนี้ไม่ใช่เจ้าของจดหมายหรอก เสียใจแทนพวกมึงด้วยนะ” เสียงทุ้มต่ำในลำคอให้การอธิบาย พร้อมกับการเงยกลับขึ้นมาสบตากัน “ไม่ได้เจอกันนานเลยว่าไหม ลู่หาน”


          แล้วริมฝีปากหนาบิดเป็นรอยยิ้มนิดๆ ที่ไม่แสดงออกว่าเป็นมิตรหรือศัตรู


          เพื่อนสนิทของเซฮุน ชายหนุ่มตัวสูงผิวสีแทนที่แอบซ่อนตัวตนเอาไว้ภายใต้ภาพลักษณ์ของหมีขี้เซา คิมจงอิน


          คนที่ใกล้ชิดร่างสูงมากที่สุด และเป็นคนที่ไม่เคยอ่านออกเลยมากที่สุดเช่นกัน


          เขาหัวเราะ ในขณะที่คนต้นเรื่องเคาะปลายนิ้วลงบนโต๊ะช้าๆ และขยับลุกขึ้นยืนอย่างไม่รู้ร้อนหนาวใดๆ ดวงตาสีเข้มวาววับ ไม่เคยปิดบังความรู้สึกระหว่างกันเสมอ


          “ไม่ใช่เจ้าของแต่โง่ไม่ต่างกัน” คำบอกนั้นดังชัด และมันรุนแรงพอจะทำให้อาการสนุกสนานทั้งหลายสลดลง


          เซฮุนจ้องเขา นิ่งมองอยู่ครู่ใหญ่ก็ออกปาก “ตามมานี่”


          ไม่ใช่คำบอก...แต่เป็นคำสั่งที่คนตัวเล็กต้องทำตาม และเดี๋ยวนี้
!

          ร่างสูงเดินนำเข้าไปในตึกเรียน จงอินโบกมือส่งเขา และเพื่อนคนอื่นๆ ได้แต่ส่งเสียงล้อเลียนตามไป


          ระหว่างกันยังคงนิ่งเงียบ มีเพียงแผ่นหลังกว้างกับความเฉยชาที่ลู่หานรู้ว่าไม่มีประโยชน์ให้เร่งเร้า – เซฮุนจะยอมเปิดปากก็ต่อเมื่อเจ้าตัวอยากจะพูดเท่านั้น


          พอลับสายตาและปราศจากคนรบกวนชายหนุ่มก็หยุดลง


          “คุณทำแบบนี้ทำไม” – เวลานั้นมาถึงแล้ว


          “ฉันทำอะไร” คนฟังหันกลับมาเลิกคิ้วพลางไหวไหล่อย่างไม่แยแส


          “คุณเอาจดหมายไปติดที่บอร์ดของคณะ คิดบ้างหรือเปล่าว่าแบบนี้จะทำร้ายจิตใจของคนเขียนขนาดไหน”


          มือเล็กกำแน่น ยอมรับว่าโกรธ...แต่ความอดทนของเขาก็เหมือนไม่มีวันหมดอยู่ดี


          คู่สนทนายกมือขึ้นกอดอก ก่อนจะก้าวกลับเข้ามาใกล้ ดวงตาคมดุฉายชัดถึงความสนุกที่ได้เห็นเขากระวนกระวายไม่สบายใจอย่างที่หวัง “เดือดร้อนแทนเพื่อนสินะ?”


          ไม่มีคำตอบ เพราะลู่หานเลือกที่จะจ้องตาท้าทายกลับไป


          ให้งัดกันทางคำพูดคนหัวช้าแบบเขาคงนึกคำตอบที่รุนแรงกลับไปไม่ทัน หรือให้ไปต่อยตีคนที่ร่างกายเต็มไปด้วยมัดกล้ามและสูงใหญ่แบบนั้นก็คงตายเปล่า เพราะฉะนั้นสิ่งเดียวที่ทำได้คงมีแต่การไม่หลบสายตาที่มองมาเท่านั้น


          มองให้พอเลย...ดวงตาที่เซฮุนเกลียดนักเกลียดหนา


          และบางที...ลู่หานก็ดื้อกว่าที่ตัวเองคิดไว้เสียอีก


          นัยน์ตาคมหรี่แคบทันที แต่ประกายวาวโรจน์ยังคงเด่นชัดและมากขึ้นเรื่อยๆ


          รอบตัวจมลงสู่ความเงียบที่มีเพียงเสียงเดินของเข็มนาฬิกา เหมือนว่ามันกำลังนับถอยหลังสู่จุดระเบิดที่น่ากลัวโดยไม่รู้กำหนด – เหมือนลูกกวางตัวน้อยที่กำลังตั้งแง่กับราชสีห์ เหมือนเหยื่อที่กำลังลองดีกับผู้ล่าซึ่งไร้ความปรานี


          “ฉันเกลียดจดหมายพวกนี้” เสียงที่เคยนุ่มหูเย็นเยียบ และคนฟังรู้สึกขนลุกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก


          “ยิ่งคนรับฝากส่งก็ยิ่งเกลียด ฉันไม่เสียใจเลยสักนิดที่ทำแบบนี้ ลองคิดดูสิ...ถ้าฉันทำตัวใจบุญอย่างนาย คงต้องทนอ่านประโยคหวานเลี่ยนไร้สาระแบบนั้นทั้งวัน” แล้วริมฝีปากได้รูปกดมุมปากเป็นรอยยิ้มยโส ร้ายกาจสมเป็นโอเซฮุน


          ร่างสูงก้าวเข้ามาประชิด พร้อมก้มลงมาหากันอย่างจงใจ “นี่มันโลกของความจริง แค่ส่งจดหมายสารภาพรักแล้วหลังจากนั้นก็ได้อยู่ด้วยกันตลอดไปน่ะ มันมีแต่ในเทพนิยาย บอกเพื่อนของนายด้วย...ว่าฉันเตือนให้ตื่นจากฝันได้แล้ว”


          ฉับพลัน กระดาษจดหมายในมือก็ถูกขยำเป็นก้อนและปาใส่หน้าเขาทันที
!

          ทุกอย่างหยุดชะงักลงโดยไม่มีใครได้ตั้งตัว มีเพียงดวงตาคมดุตวัดมองคนตัวเล็กกว่าอย่างเอาเรื่อง เหมือนกับใบหน้าหวานที่บึ้งตึงกรุ่นโกรธ ไม่หรอก...จะว่าโกรธก็ยังน้อยไปกับความรู้สึกในตอนนี้ ริมฝีปากสีชมพูเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง ดวงตากวางสื่อชัดถึงแรงอารมณ์ที่อัดแน่นอยู่ข้างใน


          “คุณมัน...แย่ที่สุด” เค้นคำพูดออกเพียงเท่านี้ แล้วก็หันหลังกลับไปทางประตู ถ้าอยู่นานกว่านี้เขาคงได้ทำอะไรโง่ๆ แบบที่อีกฝ่ายว่าแน่ ทว่าทันทีที่ก้าวขา คนนิสัยไม่ดีที่ไวกว่าก็คว้าแขนของเขาเอาไว้ กระชากรุนแรงจนหน้าเกือบคะมำ
!

          ลู่หานถูกเหวี่ยงลอยไปกระแทกกับผนังอีกครั้ง ความเจ็บระลอกสองที่เขาไม่ได้เตรียมใจ มากกว่านั้นคือร่างสูงที่เท้าแขนเอาไว้เหนือหัวพร้อมทาบทับกายลงมา ปิดทางหนีรอบตัวของเขาอย่างจงใจ


          “กล้ามากนะที่ปาของใส่กันแบบนี้” คนฟังเบิกตาเล็กน้อย เมื่อชายหนุ่มจงใจแกล้งเป่ารดลมหายใจอุ่นๆ ลงมา


          “...คุณมันแย่” แล้วเสียงที่เอ่ยออกมาก็สั่นไม่เหลือชิ้นดี ดวงตาลู่หานมีเค้าแววต่อต้านคนตรงหน้าเสมอ ผิดกับร่างกายและสมองโง่ๆ ของเขา – แต่เชื่อเถอะ...ว่าหัวใจเป็นก้อนเนื้อที่งี่เง่ามากกว่านั้น


          เม้มริมฝีปาก แต่อีกฝ่ายหัวเราะออกมาเบาๆ


          “ฉันไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็นคนดี แล้วนายล่ะ...ยอมรับตัวเองได้หรือเปล่าว่าชอบคนแย่ๆ แบบนี้”


          งี่เง่าจริงๆ ด้วยก้อนเนื้อบ้า... ลู่หานขมวดคิ้วหันหน้าหนีและรวบรวมแรงผลักคนตรงหน้าให้ออกห่าง แต่นอกจากจะเปล่าประโยชน์แล้ว ยังถูกเขากดแรงๆ จนแทบจมหายเข้าไปในกำแพงอีกต่างหาก


          “เมื่อวานอุตส่าห์หนีไปได้ยังกลับมาอีก นายนี่มันโง่จริงๆ นั่นล่ะ” เสียงนั้นเยาะเย้ยเหมือนรอยยิ้มมุมปาก


          คนตัวเล็กจ้องตาของคู่สนทนากลับไป มันมีประกายเจ้าเล่ห์ไม่น่าไว้วางใจมากขึ้นทุกขณะ


          ไม่เถียงไม่โต้ตอบแต่ลืมตัวกลั้นหายใจ และผู้ล่าของเขาโน้มตัวลงมาหาช้าๆ


          “ถ้าเหงาขนาดนั้นจะใจดีเล่นเป็นเพื่อนให้ก็ได้ งั้นเริ่มจาก...รำลึกความหลังกันหน่อยก็แล้วกัน”


          พูดจบใบหน้าหล่อจัดก็ฝั่งลงมาบนร่างกายของเขา
!

          รวดเร็วเกินกว่าจะทันได้ตั้งตัว และรุนแรงเกินกว่าลู่หานจะต้านทานไหว
!!

          ร่างเล็กขัดขืนอยู่ในการกักขังที่รัดแน่น ต่อต้านและทุบกำปั้นน้อยๆ ลงบนแผงอกกว้างแข็งแรงนั่น ลู่หานดิ้นหนีเบี่ยงตัวหลบการจู่โจมล่วงเกินที่ทำให้ผิวขาวๆ ของเขาขึ้นรอยแดง


          หันหนีผลักไส และนั่นคือความคิดที่ผิดมหันต์...


          เซฮุนจะไม่จูบเขารู้ดี แต่กลับลืมไปว่าชายหนุ่มจะทำยิ่งกว่านั้น


          —
เสื้อนักศึกษาถูกทึ้งให้แยกออกจากกัน แหวกกระชากเปิดเปลือยลำคอและหัวไหล่นวลเนียนที่ขาวสะอาดตา และขึ้นรอยจากการกระทำที่ห้วนกระด้าง เสี้ยววินาทีที่ไม่มีแม้แต่เวลาให้ตกใจ ริมฝีปากไค้รูปก็กดน้ำหนักลงมาแรงๆ

          “...เจ็บ...ปล่อย...” ร้องห้ามแต่มันไม่เคยได้ผล ผิวเนื้อบอบบางที่ถูกฉกชิมกำลังเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม


          คิสมาร์กที่ไม่ได้เกิดจากความรัก ไม่มีความอ่อนโยนหรือทะนุถนอมเช่นเดียวกับการกระทำ คนตัวสูงกัดเขา ฝังรอยฟันเอาไว้อย่างจงใจ ก็แค่การเล่นสนุกฆ่าเวลาไม่ใช่การตีตราแสดงความเป็นเจ้าของหรือหวงแหน


          ลู่หานตัวสั่น พยายามดันร่างตรงหน้าออกไป แต่เซฮุนกลับจับมือข้างนั้นไว้แล้วกดลงไปให้แนบกับผนัง ยุติการต่อต้านและให้ตนเองได้สามารถกลั่นแกล้งเขาได้ตามใจ ก่อนจะล้วงเข้าไปในสาบเสื้อแยกออก แตะต้องสัมผัสพร้อมลูบไล้เคล้นคลึงไปตามร่างกายที่สั่นกลัว ฝ่ามือนั้นเย็นชืดเหมือนกับริมฝีปากที่กำลังก่อกวนปั่นป่วนความรู้สึกของเขา


          อย่าทำแบบนี้...คนตัวเล็กดิ้นหนี แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือร่องรอยสีแดงเข้มรอบคอที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปลายนิ้วชำนาญปลุกเร้าและบดขยี้ในจุดที่ไว้ต่อความรู้สึกอย่างแม่นยำ ลู่หานไม่ชอบแบบนี้ เขาไม่ชอบ...และไม่เคยต้องการ


          ผลักโอเซฮุนออกไปแรงๆ และ...


          “ยูแน่ใจนะว่าลู่หานเพื่อนไออยู่ที่นี่”


          เสียงของคยองซู ร่างสูงชะงักและไม่นานพวกเขาก็ได้ยินจังหวะการก้าวเดินที่ใกล้เข้ามา


          “แน่สิ ฉันเห็นเซฮุนเดินมาทางนี้” อีกเสียงของคิมจงอินที่ชัดเจนขึ้นทุกที


          รับรู้ทุกการพูดคุย และเจ้าของชื่อไม่ได้ใสซื่อจนเกินไปนัก “คยองซูเราอยู่ตรงนี้”


          ร้องบอกแล้วก็ผลักคนตรงหน้าให้ออกห่าง – เซฮุนจะไม่ตอแย คงไม่อยากให้ใครเห็นว่าตัวเองกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับคนอย่างเขา


          เร่งแต่งตัวให้เรียบร้อยที่สุดและรีบวิ่งกลับไปหาเพื่อนตรงทางออกทันที


          ลู่หานไม่ได้เล่าและไม่ได้หันกลับไปมองคนข้างหลัง เขาไม่อยากเห็นหน้าอีกฝ่าย อีกอย่าง...ตอนนี้มีเพียงอย่างเดียวที่เขาต้องกังวลก็คือรอยบ้าๆ บนคอนี้ต่างหาก ดังนั้น ตลอดทั้งวันนี้เจ้าลูกกวางจึงเอาแต่นั่งห่อไหล่เหมือคนไม่มั่นใจอยู่อย่างนั้น ร่างกายที่ดูเล็กบางอยู่แล้วจึงยิ่งกระจิดริดเข้าไปใหญ่


          กว่าจะเลิกคลาสและฝ่าการจราจรกลับไปถึงหอพักได้ ลู่หานก็หมดแรงจะคิดอะไรต่อแล้ว


          มีข้าวผัดกิมจิกับซุปสาหร่ายวางอยู่บนโต๊ะตอนที่เขากลับมาถึง แต่ทั่วทั้งห้องกลับปิดไฟมืดสนิท คนตัวเล็กไม่ได้สนใจจัดการความหิวของตัวเอง แต่กลับเดินไปทางประตูห้องนอน ผลักเข้าไปและเปิดม่านเปิดไฟจนสว่างจ้าทันที


          มีก้อนผ้าห่มกลมๆ อยู่บนเตียงนอนทางฝั่งขวา และพอรู้ว่ามีคนมาเจ้าก้อนนั้นก็ยิ่งขดตัวเข้าหากัน


          “จะไม่ถามหรอกนะว่าอยู่แบบนี้ทั้งวันหรือเปล่า แต่ห่มผ้าหนาขนาดนั้นระวังจะไข้ขึ้นจริงๆ นะ แบคฮยอน”


          เจ้าของชื่อสะดุ้งน้อยๆ ครู่หนึ่งหลังจากยอมรออย่างใจเย็น รูมเมทของเขาก็ค่อยๆ ยอมขยับออกมา สีหน้าของเพื่อนยังไม่สู้ดี และขอบตาก็บวมเป่งอย่างไม่น่าแปลกใจ เจ้าตัวยุ่งบีบมือเข้าหากัน ก้มหน้านิ่ง พักหนึ่งก็ยอมเอ่ยเบาๆ ออกมา


          “...กลับมาแล้วเหรอ...เป็นยังไงบ้าง...” ทักทายแล้วก็กัดริมฝีปาก  และ...


          “ลู่หานไล่ต่อยเจ้าพวกปากมากหมดทั้งมหาวิทยาลัยแล้ว สบายใจได้”


          เป็นคยองซูที่เอ่ยเล่า พร้อมเดินเข้ามานั่งข้างเตียง


          “...จริงเหรอ...”


          “ก็ถ้านั่นคือสิ่งที่ยูอยากได้ยินน่ะนะ” ดันกรอบแว่นอันโตด้วยท่าทางจริงจัง ผิดกับอีกคนที่หงอยกลับลงไปอีกครั้ง


          “ฉันทำเรื่องแย่ๆ ลงไปสินะ” คนถามเกาข้างแก้ม พยายามหัวเราะและเรียกตัวตนที่ร่าเริงของตัวเองกลับคืนมา


          “ไม่ใช่ความผิดของแบคฮยอนหรอก อย่าคิดมากสิ”


          “ใช่ๆ ไม่ใช่ความผิดของยูเลย ยูไม่ควรหนีมารู้ไหม แต่ยูควรวิ่งเข้าไปต่อยหน้าโอเซฮุนอะไรนั่นสักเปรี้ยง”


          เป็นความคิดที่ดี แต่...คนฟังกลับส่ายหน้าปฏิเสธ


          “ไม่ได้หนีเพราะกลัว แต่มันน่าอาย เรื่องเพ้อฝันแบบนี้คงเกิดขึ้นแค่ในเทพนิยายสินะ”


          คำบอกนั้นทำให้ลู่หานชะงัก รอยยิ้มที่เห็นก็ดูฝืดฝืนและน่าเห็นใจ


          บางทีอาจจะเป็นแบบนั้น...รักแรกพบไม่ได้จบลงที่คำว่านิจนิรันดร์ จุมพิตจากรักแท้ไม่สามารถปลุกเจ้าหญิงจากนิทราได้เท่ากับเสียงของนาฬิกาบนหัวเตียง และโลกใบนี้ก็ไม่มีเจ้าชายขี่ม้าขาวเหมือนในเทพนิยาย


          เพราะในความเป็นจริงแล้ว...เราอาจตกหลุมรักพ่อมดใจร้ายก่อนจะได้ทำความรู้จักกับเจ้าชายเสียอีก


          ลอบยิ้มกับตัวเองนิดๆ และเสียงที่เงียบไปดังกลับขึ้นมาอีกครั้ง


          “ขอหยุดต่อสักวันสองวันได้ไหม” คยองซูหันควับทันทีที่ได้ยิน สายตานั้นแสดงชัดว่าไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง


          “หยุดทำไม ยูไม่ผิดทำไมต้อง...”


          “ให้แค่วันเดียวตกลงไหม” ลู่หานแตะบ่าอีกคนพลางส่ายหน้าเป็นเชิงห้าม


          แม้จะไม่เห็นด้วยแต่ก็คงคัดค้านไม่ได้ คยองซูรู้ดี...ว่าระยะทำใจของคนเราต่างกัน – บางคนอาจรวดเร็วแค่หนึ่งลมหายใจ แต่บางคน...ก็อาจยาวนานทั้งชีวิต


          พวกเขาพูดคุยกันอีกพักใหญ่หัวกะทิของกลุ่มก็ลากลับ และก่อนไปก็ยังย้ำชัดให้เขาเลิกตามใจแบคฮยอนเสียที


          ลู่หานหัวเราะและโบกมือลาตามรถสีขาวที่ขับออกไปจนลับสายตา


          หมดลงไปแล้วอีกหนึ่งวันที่เหน็ดเหนื่อยอย่างบอกไม่ถูก และตอนนี้เขาก็หิวข้าวมากๆ จนไม่มีแรงจะทำอะไรแล้ว


          ร่างเล็กนั่งลงตรงโต๊ะอาหาร ของโปรดง่ายๆ ที่เพื่อนอุตส่าห์ทำไว้ให้ เขาจะกินให้อร่อยทุกคำเลยสัญญา


          หยิบช้อนตักซุปขึ้นชิม และ...จู่ๆ เจ้าโทรศัพท์ที่มีสภาพตัดขาดจากโลกภายนอกมาทั้งวันก็ส่งเสียง – แบคฮยอนคงลืมเอาไว้ ไม่ก็จงใจทิ้งไว้เพราะขี้เกียจตอบคำถามจากข้อความแน่ๆ


          หน้าจอนั้นสว่างวาบแล้วก็ดับไป แต่เดี๋ยวเดียวก็กลับมาส่งเสียงใหม่ เป็นอย่างนี้ซ้ำๆ มากกว่าสามรอบจนนึกรำคาญ ใครกันน่ะ...ช่างไม่มีมารยามเอาซะเลย ขมวดคิ้วพลางยกมันขึ้นมาดู และ...


          เสี่ยวลู่...


          ชื่อนี้เด่นหราอยู่กลางหน้าจอ วินาทีแรกที่เห็นคนมองถึงกับอธิบายรู้สึกไม่ออก


          ชื่อของเขานี่ เบอร์นั่นก็ด้วย แล้วทำไมเขาถึงกลายเป็นคนโทรเข้ามาได้?
!

          ขมวดคิ้วงุนงงและรีบเดินไปค้นกระเป๋าของตัวเองบนโซฟาทันที ก่อนจะพบว่าโทรศัพท์ของตัวเองหายไปอย่างไร้ร่องรอยเรียบร้อยแล้ว – ไปลืมทิ้งไว้ตอนไหน


          ก้มมองเครื่องมือสื่อสารตรงหน้าอีกครั้ง อา...พลเมืองดีสินะ บอกกับตัวเองและตัดสินใจสไลด์หน้าจอเพื่อกดรับ


          “รับช้าจริง” – หา...ตามไม่ทันกับความฉุนเฉียวตั้งแต่เริ่มต้นแบบนี้


          “คุณเป็นใคร ทำไมโทรศัพท์ของเราถึงไปอยู่ที่คุณได้” ถามกลับไปเหมือนคนที่ยังดึงสติกลับมาไม่ได้ แต่แทนที่อีกฝ่ายจะให้คำตอบ กลับมีเสียงหัวเราะสบายๆ ที่ฟังแล้วไม่ดีต่อใจเลยสักนิด


          เสียงที่ได้ยินฟังดูคุ้นชินจนกลัวเป็นการหูแว่วไปเอง ครู่หนึ่งที่ปลายสายเงียบไปการตอบกลับที่รอคอยก็ดังขึ้น


          คำพูดสาบานจากใจว่าไม่อยากได้ยินมันเลยแม้แต่นิดเดียว



         
“คิสมาร์กยังไม่ทันหายเลย ลืมกันไปแล้วเหรอ ลู่หาน"





TBC*




ไม่เอา...ใจร่มๆ ต๊ะ

โปรดวางอาวุธและของมีคมไว้ห่างจากตัวตอนอ่าน
โทรศัพท์แท็บแล็ตก็ห้ามขว้างนะตัวเธอ


มีคนตอบถูก ดีใจ T^T
มันคือ Kiss mark // Hickey ค่ะ
ไหนอยากได้อะไร DM มาเราๆ
5555555555555


ขอแว๊บไปเลี้งก้อนแป๊บนึงน้า
เดี๋ยวกลับมาหาจ้า


พูดคุยสรรเสริญคุณพระเอกไปพร้อมกันได้
ที่คอมเมนต์และแท็กนะคะ


ทีมคูมแม่สู้มั่ยสู้?.



Hashtag
#ฟิคห้ามจูบ

 





T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 180 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,559 ความคิดเห็น

  1. #3535 Ppray_hss (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2562 / 21:11
    จะสรรเสริญคุณพระเอกยังไงให้สุภาพดีคะ!!!!!!!!!!
    #3,535
    0
  2. #3532 Paniin (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 02:19
    ฮึ่ม!!!
    #3,532
    0
  3. #3520 Tangkwa Maneewan (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:08
    เซฮุนโครตร้ายเลยหวะ
    #3,520
    0
  4. #3509 oohse_karn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2561 / 08:41
    ฮุนอ่ะใจร้ายยย
    #3,509
    0
  5. #3498 CeePee (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2561 / 20:04
    เซฮุนเอาไปเร้ออออ
    #3,498
    0
  6. #3472 prsh (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2561 / 03:01
    เกินไปแล้วโอเซฮุน คนเราจะอดทนได้ขนาดไหนกัน ต้องยอมเขาขนาดไหนเนี่ยลู่หานนนน
    #3,472
    0
  7. #3444 sunsweets (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2561 / 15:33
    ร้ายกาจ มากเซฮุนนนนนิสัยไม่ดีเลย
    #3,444
    0
  8. #3430 cchaogouychyy_ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2561 / 13:16
    ทำไมหน่วงจัง งืออออ
    #3,430
    0
  9. #3398 Sehunnie94 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 เมษายน 2561 / 10:17
    ใจร้ายมากเลยนะ มาทำร้ายลูกเราทำไมอะ
    #3,398
    0
  10. #3383 Yellow (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 เมษายน 2561 / 11:28
    ใจร้ายจังนะคุณโอ ละนี่ไปมีเรื่องอะไรกันตอนหนายย
    #3,383
    0
  11. #3350 soseelll (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 เมษายน 2561 / 22:19
    อ่อนโยนกับเสี่ยวลู่หน่อยโอเซฮุน
    #3,350
    0
  12. #3349 NLHH12 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 เมษายน 2561 / 22:12
    รับรู้ถึงความเลวของเซฮุนเลยจ้า
    #3,349
    0
  13. #3197 9490seluhanhunhan。 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 เมษายน 2561 / 09:55
    ทุบพระเอกสิบที !!!!
    #3,197
    0
  14. #3117 tuntiiz (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 เมษายน 2561 / 21:37
    อิฮุนนนนนนนนนน
    #3,117
    0
  15. #3035 tha_na_porn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 เมษายน 2561 / 21:39
    เกลียดฮุนทำไง
    #3,035
    0
  16. #2986 luhanbaekhyunkai (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 เมษายน 2561 / 05:31
    อหหหหหอีพระเอก เหตุใดทำไมจึงร้าย
    #2,986
    0
  17. #2940 polypoll (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 เมษายน 2561 / 19:45
    เปลี่ยนพระเอกไปเลยยยยยย
    #2,940
    0
  18. #2824 I LoVe xs (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 07:27
    เอาพระเอกไปเก็บที เดือด!!
    #2,824
    0
  19. #2820 sirinthipYY (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 มีนาคม 2561 / 20:12
    อยากต่อยเซฮุนโว้ยยยยยยยย
    #2,820
    0
  20. #2607 janenyhun (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 มีนาคม 2561 / 00:56
    อิฮุนนนนนนนนน
    #2,607
    0
  21. #2186 FERN36380 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 / 00:08
    ต่อยแม่ม!!
    #2,186
    0
  22. #1664 PareWaPkh (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 / 18:46
    ไม่เคยอ่อนโยนนน
    #1,664
    0
  23. #1582 bruinx_ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 / 01:43
    เซฮู๊นนนนนน ร้ายกาจ
    #1,582
    0
  24. #1577 JongjitSriyan (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 / 14:10
    เซร้ายเกิ๊น
    #1,577
    0
  25. #789 (S)-BEAR (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 มกราคม 2561 / 10:21
    ทำไมนายกับทำยัยน้องของเราแบบน้านนนนน
    #789
    0