[END] Deep kiss :: HUNHAN

ตอนที่ 11 : CHAPTER 10 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,308
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 93 ครั้ง
    27 ม.ค. 61




CHAPTER 10

 

 

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

 

 

        อาจารย์ให้แยกย้ายปรึกษาคู่ของตัวเอง

 

          ตกลงกันเพื่อเลือกหัวข้อโปรเจคที่จะลากยาวไปจนถึงสอบปลายภาค

 

          เกือบสามสิบนาทีก่อนหมดคาบ บรรยายรอบห้องกลายเป็นความเคร่งเครียดเล็กๆ ที่หายใจไม่ค่อยออก

 

          หรืออย่างน้อย...ลู่หานก็กำลังรู้สึกแบบนั้น

 

          กับคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าอาจที่ทำให้รู้สึกมากกว่านั้น

 

          คุณโอเซฮุนกับใบหน้าหล่อจัดที่บึ้งตึงน่ากลัว

 

          ริมฝีปากได้รูปปิดสนิท ยิ่งพอเห็นมือใหญ่ไล่เปิดชีทเรียนให้ผ่านไปเร็วๆ เหมือนกำลังโมโห คนตัวเล็กก็ยิ่งไม่กล้าขยับ กดดันอยู่ข้างในลึกๆ ไม่รู้ว่าจะโดนอะไรตอนไหน

 

        ได้ทำงานคู่กัน อือ...แฟนตาซีเกินไป

 

          ไม่รู้ว่าเป็นพรจากนางฟ้าแม่ทูนหัวหรือเป็นคำสาปที่กำลังจะทำให้เขากลายเป็นหิน – ก็อาจจะเป็นอย่างหลัง เพราะตอนนี้ขาทั้งสองข้างใกล้เป็นตะคริวไปทีละนิดแล้วล่ะ

 

          “อยากทำเรื่องอะไร” จู่ๆ เสียงทุ้มลึกก็ดังขึ้น และเพราะมันราบเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์ ลู่หานจึงยิ่งไม่รู้ว่าควรจะตอบว่าอะไร

 

          — ถามเพราะต้องการความคิดเห็นจริงๆ หรือจะเป็นอะไรที่เขาตามไม่ทันอีกหรือเปล่า

 

          เดาไม่ออกเลย...และพอเห็นเจ้าลูกกวางเอาแต่เงียบ ชายหนุ่มก็เงยหน้ากับขึ้นมามองกัน ดวงตาคมดุจ้องนิ่งๆ ไม่คาดคั้นแต่เอาเรื่องไม่เคยเปลี่ยน

 

          เม้มริมฝีปาก พอเห็นแบบนั้นก็เลยรีบก้มดูชีทของตัวเองก่อนที่อีกฝ่ายจะยิ่งโมโหไปมากกว่านี้

 

          “...เรื่อง...งบประมาณก็ได้” อ้อมแอ้มแผ่วเบา – เพิ่งเรียนไปวันนี้ และเป็นอย่างเดียวที่เขาพอนึกออก

 

          อย่างน้อยก็ขอให้มีคำตอบ เซฮุนคงไม่ใส่ใจกับเสียงของเขาเท่าไหร่ และ...

 

          “มีแต่ตัวเลขกับสูตรคำนวณทำได้เหรอ?”

 

          ถูกย้อนกลับแล้วก็ได้แต่ค่อยๆ ช้อนสายตาขึ้นมอง ห่อไหล่ทำตัวลีบเหมือนเด็กน้อยที่กำลังถูกดุ

 

          อา...ไม่ไหวหรอก กลั้นหายใจแล้วก็ส่ายหน้ากลับไปเป็นคำตอบช้าๆ

 

          “พูดอะไรไม่คิด โง่” – ก็โดนว่าอีกตามเคย

 

          สบตาคนขี้หงุดหงิด เดี๋ยวเดียวก็มองเมินไปทางอื่น และได้แต่นั่งนิ่งๆ รอคนตรงหน้าสรุปทุกอย่างตามที่ตัวเองพอใจ

 

          หัวข้อโปรเจค...ที่จะสมกับเป็นหนึ่งในคนเก่งของมหาวิทยาลัยอย่างโอเซฮุน

 

          ปลายนิ้วใต้แขนเสื้อขยับยุกยิกไปมา และ...

 

          “ทุนนิยม” บอกสั้นๆ บนความเข้าใจของตัวเอง ที่คนสมองช้าแบบเขายังต้องการเวลาทำความเข้าใจก่อนจะตามให้ทัน

 

          แต่...ก็รู้อยู่ว่าคนตรงหน้าไม่ได้ใจดีขนาดนั้น

 

          “ระบบทุนนิยมกับความเหลื่อมล้ำในสังคม น่าจะมีประเด็นอะไรให้วิเคราะห์ได้เยอะดี” ทุกอย่างห้วนกระชับ พร้อมกับการปิดเอกสารปึกหนาเสียงดัง จนคนตัวเล็กที่แหงนน่าฟังยังต้องสะดุ้ง

 

          เซฮุนขมวดคิ้ว พร้อมสรุปจบทุกอย่างลงด้วยเวลาไม่ถึงสามนาที

 

          “ไปหาข้อมูลมาที่เหลือฉันจัดการเอง”

 

          แล้วก็ปึงปังลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป

 

          ยังเหลือเวลาอีกตั้งเยอะ และคนอื่นๆ ยังยุ่งอยู่กับเรื่องของตัวเองเกินกว่าจะสนใจ

 

          มองชีทเรียนตรงหน้าแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ไม่กล้าคิดเลยว่าตัวเองโชคดีที่ได้จับคู่กับอัจฉริยะแบบนั้น หรืออีกฝ่ายโชคร้ายที่เจอคนโง่แบบเขา

 

          เนื้อหาที่เห็นชวนให้ท้อแท้ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เจ้าลูกกวางห่อไหล่ พอเงยกลับขึ้นมาอาจารย์อู๋อี้ฝานคนเก่งที่ยืนมองอยู่ก็ส่งยิ้มมาให้นิดๆ

 

          ยิ้มใจดี...ที่ลู่หานไม่แน่ใจว่าตัวเองทำหน้าตาแบบไหนตอบกลับไป

 

          สมองของเขาถูกชัตดาวน์ไปแล้วตั้งแต่อยู่ต่อหน้าคนๆ นั้น

 

          เหมือนกับคำถามอีกเล็กน้อยที่ไม่ทันได้เอ่ยออกไป

 

          บทเรียนที่ยังมาไม่ถึง

 

 

          ระบบทุนนิยมมันคืออะไรเหรอ...

 

 

          “โชดคีจังที่ได้คู่กับชิงชิง”

 

          พยอนแบคฮยอนหัวเราะอย่างอารมณ์ดี พลางรับไอศกรีมสีแดงมาจากอาจุมม่าในโรงอาหาร ก่อนจะแยกออกเป็นสองแท่งแล้วแบ่งกัน

 

          เพื่อนลิ้มรสมันด้วยท่าทีร่าเริง ต่างจากลู่หานที่ไม่ได้สดชื่นขึ้นเลยสักนิด อมก้อนหวานเย็นเอาไว้จนแก้มพองออกมา ก่อนจะเคี้ยวมันช้าๆ และจะลองเอ่ยถามความต้องการของอีกฝ่าย

 

          “อยากแลกคู่กันไหมแบคฮยอน” – จางอี้ชิงเป็นเพื่อนร่วมคณะของพวกเขา แล้วก็คนน่ารักและนิสัยดีมากๆ ด้วย อย่างน้อยก็คงไม่เอาแต่ว่าเขาว่าโง่หรอก

 

          มองตาปริบๆ และอีกฝ่ายยังคงนิ่งเงียบ เหมือนใช้ความคิดที่เจ้าลูกกวางก็ไม่รู้ว่าคืออะไร ต้องยอมสิ...นั่นคนที่ตัวเองชอบเลยนะ

 

          เม้มริมฝีปาก และ... “อื้ม...โชคดีจริงๆ นั่นล่ะที่ได้ชิงชิงเป็นคู่”

 

          “ทำไมล่ะ ทำไมล่ะ ไม่อยากคู่กับแฟนเหรอ”

 

          “โน...ไม่ใช่แฟน แค่ลองคุยกันเฉยๆ ต่างหาก” ส่ายนิ้วดิ๊กๆ ปฏิเสธ และจิ้มจึ้กเข้าที่ปลายจมูกของเขาเน้นๆ “ฉันทักแชทไป แล้วเขาก็ตอบกลับมา ง่ายๆ แค่นี้เอง”

 

          สบายๆ เหมือนเรื่องปกติที่ไม่จำเป็นต้องกังวล แบคฮยอนดูมีความสุขกับไอศกรีมมากกว่าคำบอกเล่ามากมายที่อยู่ในประโยคสั้นๆ นี้

 

          ไม่ได้ใส่ใจ...จนอดที่จะอยากรู้ไม่ได้

 

          “แบคฮยอน...อึดอัดบ้างไหม”

 

          สมกับเป็นลู่หานคนซื่อ ทั้งความรู้สึก ความคิด ไม่มีอะไรซับซ้อน

 

          เจ้าลูกกวางแค่อยากรู้...ความสัมพันธ์แบบไร้ชื่อเรียกนี้ มีความสุขมากกว่าความเกลียดชังที่ชัดเจนของเขาหรือเปล่า

 

          ดวงตาน่ารักกำลังจ้องกลับมา อย่างแตกต่างและมีความหมายที่แตกต่างออกไป

 

          “เสี่ยวลู่ยังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจสินะ” พูดแล้วก็ยื่นมือมาดึงยืดแก้มยุ้ยๆ อย่างมันเขี้ยว ยิ่งเห็นเขาขมวดคิ้วยุ่งเหยิงเพื่อนก็ยิ่งหัวเราะเสียงดัง

 

          สนุกสนาน...และปลอดโปร่งเหมือนท้องฟ้าในฤดูใบไม่ผลิ

 

          “น่า...ถึงจะดูเล็กน้อย แต่ก็ควรถือเป็นเรื่องพิเศษไม่ใช่เหรอ กับคนที่เข้าถึงยากแบบนั้น”

 

          แล้วคำตอบยาวๆ ก็หายไป แทนที่รอยยิ้มอ่อนโยน

 

          รอยยิ้มสดใส...ที่สว่างไสวและสวยงาม

 

          ยิ้มตาหยีให้กัน ก่อนจะวิ่งกลับไปหาคยองซูที่นั่งรออยู่ตรงโต๊ะม้าหิน

 

          ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ก็สามารถยิ้มและใจดีกับใครๆ ก็ได้เสมอ เพราะเป็นแบบนี้...เพราะน่ารักแบบนี้ใครๆ ถึงได้รักแบคฮยอน

 

          ลู่หานเองก็รัก...รักมากจนไม่อยากให้เสียใจ

 

          และบางทีเขาอาจจะไม่ได้เด็กเกินไป แต่เป็นแค่คนโง่ที่ดันทุรังและไม่เคยเข้าใจอะไร

 

          เดินช้าๆ กลับเข้าไปหา และคงไม่ใช่เขาคนเดียวแล้วล่ะ ที่ดูว้าวุ่นใจเรื่องโปรเจควิชาเลือกเสรี

 

          เหมือนว่าหัวกะทิของคณะเองก็กำลังทำหน้ายุ่งเหยิงไม่ต่างกัน

 

          “ทำไมเครียด” เจ้าลูกหมาถามขึ้นพร้อมหยิบจับกองเอกสารรอบตัวไปมา

 

          “กำลังหาหัวข้อที่คิดว่าคนแบบคิมจงอินจะทำมันออกมาได้ดี”

 

          “คุณจงอินก็ดูเก่งจะตาย นายไม่ลำบากหรอก”

 

          ได้ยินปุ๊บก็ตวัดสายตามองคนตรงหน้าทันที ดูท่า...คยองซูจะไม่ชอบอีกฝ่ายมากจริงๆ – อย่าได้บังอาจชื่นชมคนพวกนั้นต่อหน้าเขา

 

          ถลึงตาโตๆ ใส่ สุดท้ายแล้วก็...

 

          “อย่าซนพยอนแบคฮยอน” ดุและตีมือที่อยู่ไม่สุกนั้นไปทีหนึ่ง

 

          เจ้าตัวแสบทำหน้าหงิก พอเล่นสนุกไม่ได้ก็เลยเท้าคางเจื้อยแจ้วไปเรื่อยๆ ไม่หยุด

 

          “งั้นเปลี่ยนคู่กับเสี่ยวลู่สิ โอเซฮุนอัจฉริยะของมหาวิทยาลัยเลยนะ ไอคิวเกินร้อยสี่สิบแบบนายแน่นอน” ยักคิ้วก่อกวน กับรอยยิ้มสี่เหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

 

          สองคนจ้องตากันนิ่ง และพักหนึ่งก็ได้ข้อสรุปที่เด็ดขาดกลับมา

 

          “ชอบนักยูก็ไป ถึงจะเบื่อแต่ไอสะดวกแบบนี้” แล้วก็ถูกตีแรงๆ กลับไปอีกหน

 

          เหมือนจะร้องโวยวาย...พยอยแบคฮยอนต้องร้องโวยวาย เห็นแล้วล่ะว่าอ้าปาก แต่ไม่ทันหรอก...เพราะอยู่ดีๆ เจ้าลูกกวางก็ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้

 

          “เราจะคู่กับคยองซูนะ” บอกแค่นั้นแล้วก็วิ่งจากไป

 

          เหมือนจะได้ยินเสียงร้องเรียกดังไล่มาตามหลัง แต่ตอนนี้คนที่กำลังดีใจไม่มีเวลามาอธิบาย – อาจจะเป็นความโชคดีก็ได้นะ...ความโชคดีจริงๆ จากนางฟ้าแม่ทูนหัว

 

          ความหวังทำให้ลู่หานไม่เหนื่อย และเขามาถึงภาคอินเตอร์ในเวลาสั้นๆ อย่างที่ไม่เคยเกินขึ้นมาก่อน

 

          นัยน์ตากวางมองซ้ายทีขวาที คนที่กำลังนึกถึงนั่งพูดคุยอยู่กับกลุ่มเพื่อนของตัวเองถัดไปไม่ไกล มากกว่านั้นคือ...ไม่มีใครอีกคนที่ไม่ค่อยอยากเจอรวมอยู่ด้วย

 

          เผลอยิ้มหวานออกมาแล้วก็รีบตรงเข้าไปหาทันที

 

          “ไง...ลู่หาน” คิมจงอินทักทาย ส่วนคนอื่นๆ หันกลับมาจ้องเขาเป็นจุดเดียว เวลาอื่นคงทำตัวไม่ถูก แต่ตอนนี้ใครสนกันล่ะ

 

          “ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหม” เอ่ยถามและอีกฝ่ายใจดีกับเขาเสมอ

 

          ร่างสูงก้าวตามมา ทิ้งระยะห่างให้ไกลจากถูกรบกวน พอได้โอกาสเจ้าลูกกวางก็ไม่ลังเลเลย

 

          “จงอินได้ทำงานโปรเจคคู่กับคยองซูใช่ไหม”

 

          “อา...คุณเด็กเรียนคนนั้นดุมากด้วยล่ะ” ตอบกลับสบายๆ พอชายหนุ่มยิ้ม เขาก็เลยยิ้มตาม

 

          “อื้อ...ดุมากเลยล่ะ ชอบใช้กำลัง แล้วก็ไล่ตีคนอื่นด้วยสารานุกรม บางทีถ้าอาการไบโพลาร์ขึ้นก็สามารถจับคนอื่นยกทุ่มได้เลยนะ”

 

          “ขนาดนั้นเชียว” แทนที่จะกลัว คนฟังกลับพยายามกลั้นหัวเราะ ดวงตาสีเข้มที่มักแพรวพราวไม่น่าใจคล้ายจะมองออก และสนุกไปกับนิทานที่เขาแต่งขึ้น

 

          แต่เจ้าลูกกวางไม่ยอมแพ้หรอก “น่ากลัวใช่ไหม เพราะฉะนั้นเราเลยมาช่วยจงอิน แลกคู่กันเถอะ เราจะคู่กับคยองซูให้”

 

          ยื่นข้อเสนอ...เขาเรียนมาแล้วศิลปะการต่อรองในธุรกิจ ประโยชน์ของคู่เจรจาต้องมาก่อนเสมอ

 

          ยิ้มให้และคู่สนทนาเลิกคิ้วขึ้นนิดๆ

 

          “จงอิน...คู่กับเซฮุนแทนเราได้ไหม”

 

          “ทำงานคู่กับฉันมีปัญหาตรงไหนเหรอ ลู่หาน”

 

          ไม่ใช่เสียงคนตรงหน้า...และแน่นอนว่าเขาก็คงไม่บ้าเรียกชื่อตัวเอง

 

          ความทุ้มลึกที่ได้ยินเป็นอะไรที่ยิ่งกว่าคุ้นเคย

 

          มากกว่าสายลมที่หยุดเคลื่อนไหว หรือเข็มนาฬิกาที่ไม่ยอมเดินต่อ

 

          ทุกอย่างนิ่งสนิท ต่างจากดวงตากวางที่เบิกโตและระริกไหว

 

          เฟียร์ส อเบอร์คอมบี้ที่ได้กลิ่นนี้ ย้ำชัดว่าเขาไม่ได้หูแว่วไปเอง

 

          ค่อยๆ หันกลับไป...คุณโอเซฮุนกับความหงุดหงิดบึ้งตึงที่คุ้นเคยกันดี

 

          ดวงตาสีเข้มจ้องกลับอย่างดุดันจนต้องกลืนน้ำลาย ลู่หานห่อไหล่ และริมฝีปากได้รูปไม่ช้าที่จะขยับเอ่ยทันที

 

          “ขอคุยด้วยหน่อย”

 

          เป็นการบอกให้รู้ว่าคิมจงอินควรไปจากตรงนี้

 

          และเป็นการสั่งกึ่งบังคับให้ร่างเล็กจงยืนอยู่นิ่งๆ และอย่าได้บังอาจวิ่งหนีหรือขยับไปไหน

 

          ร่างสูงก้าวเข้ามาเผชิญหน้า ดูยิ่งใหญ่จนเหมือนว่าเขาจะยิ่งตัวหดเหลือเพียงนิดเดียว ช้อนสายตาขึ้นมอง สีหน้าท่าทางแบบนี้ คงหนีไม่พ้น...

 

          “ตกลงว่ามีปัญหาอะไร” คำพูดห้วนกระด้างไม่น่าฟังเลยสักนิด ก่อนที่ประกายวาววับจะยิ่งบิดเร่า เมื่อคำตอบที่ได้รับคือการส่ายหน้าซื่อๆ

 

          “ไม่มี? แล้วที่กำลังทำนี่คืออะไร...เรียกร้องความสนใจ”

 

          “ไม่ใช่สักหน่อย” – ถูกว่าอีกตามเคย แล้วครั้งนี้เขาเผลอตัวโต้ตอบไปด้วย

 

          เซฮุนจ้องคนที่กล้าเถียงกลับตาใสเขม็ง ครู่หนึ่งที่มองหน้ากันไปมา เจ้าลูกกวางก็เปิดกระเป๋าเป้ แล้วหยิบเอกสารปึกหนาออกมาส่งให้

 

          “เราหาข้อมูลแล้ว แต่อ่านยังไงก็ไม่รู้เรื่องเลย คุณคงอยากได้คู่ทำงานที่ฉลาดกว่าเรา” ขมวดคิ้วตอบกลับ

 

          เขามันโง่ไง...นี่ลู่หานคนโง่เอง

 

          ไม่มีคำตอบนอกจากการก้มลงมองเนื้อหาในมือตรงหน้า แต่...เปิดไปได้สองสามแผ่นก็เป็นอันต้องปิดลง – ปึงปังและเกรี้ยวกราดตามเคย

 

          ชายหนุ่มจ้องตาเขา เดี๋ยวเดียวก็พ่นลมหายใจเหนื่อยหน่ายออกมา “บ่ายมีเรียนไหม เลิกกี่โมง”

 

          พยักหงึกหงักก่อนจะตอบกลับซื่อๆ “สี่โมง”

 

          ฟังแล้วก็ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูและ...

 

          “ให้เวลาสิบนาที เข็มยาวชี้เลขสองนายต้องมาถึงห้องสมุด ถ้าเลทโดนดีแน่”

 

          เด็ดขาดเผด็จการ ส่งสายตาดุๆ คาดโทษใส่กันแล้วก็เดินจากไป ไม่สนใจอาการอ้าปากพะงาบๆ อยากโต้แย้งของเขาเลยสักนิด

 

          คิดเผื่อหรือเปล่าถ้าอาจารย์ปล่อยช้า?

 

          ถ้าเขาถูกเรียกพบหรือต้องตกลงเรื่องงานกับเพื่อนต่อจากนี้ล่ะ?

 

          ไม่ได้คิดเลยสินะ แล้วก็ไม่มีคำอธิบายให้ด้วย...เอาแต่ใจตัวเองจนวินาทีสุดท้าย

 

          ใบหน้าหวานบึ้งตึงนิดๆ ตอนที่มองตามแผ่นหลังกว้างนั้นไป

 

          จากคณะเขาไปหอสมุดกลาง อย่างน้อยก็ใช้เวลาตั้งห้านาทีแล้วนะ โอเซฮุน...


 (ต่อ) 


          จะมีสักกี่คนที่แสดงอาการคิ้วขมวดมาให้เห็นตั้งแต่ไกล

 

          แผ่รังสีหงุดหงิดอึมครึมให้ขยายคับห้องสมุดไปหมด

 

          โอเค...ลู่หานมาช้า

 

          เจ้าลูกกวางยอมรับอย่างไม่มีข้อแก้ตัว – จะไม่บอกว่าอาจารย์ปล่อยช้า หรือมีประชุมงานกลุ่มย่อยเก็บคะแนนใดๆ ทั้งนั้น

 

          ก็แค่มาช้า...ช้าไปนิดเดียวเท่านั้น

 

          “สี่โมงสิบสองนาที สาย!” ย้ำชัด ดวงตาคมดุวาววับเอาเรื่อง

 

          ไม่ได้โต้ตอบ คนตัวเล็กเลื่อนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามลงนั่ง ริมฝีปากสีชมพูปิดสนิท ตั้งใจจะอยู่เฉยๆ รอให้อีกฝ่ายพูดอะไรไปให้จบจะได้รีบกลับหอพัก ยังการบ้านอีกเยอะที่รอเขาอยู่

 

          นิ่งคอยอยู่แบบนั้น แต่พอเห็นคนตรงหน้ายังจ้องไม่เลิกก็คงไม่มีทางเลือก

 

          “...ขอโทษ...ก็ได้...” ห่อไหล่อ้อมแอ้มบอกออกไป

 

          และชายหนุ่มไม่มีคำพูดอะไรให้เขาอีก นอกจากวางปึกเอกสารที่เคยส่งให้ลงตรงหน้า – มีรอยยับจากการเปิดอ่าน พร้อมกับไฮไลท์และลายมือกึ่งหวัดเขียนไว้เกือบทุกหน้า

 

          “อ่านซะ จะได้เข้าใจว่างานที่ต้องทำคืออะไร”

 

          ทำทั้งหมดคนเดียวในเวลาแค่สามชั่วโมงเหรอ? – สุดยอด

 

          ดวงตากวางเบิกโตนิดๆ ขณะที่มือใหญ่หยิบดินสอโรทริงขึ้นมา เปิดหน้ากระดาษไวๆ ไปตรงคำอธิบายแรกที่คิดว่าเขาควรรู้

 

          “ทุนนิยมเกิดขึ้นหลังจากที่ระบบฟิวดัลเสื่อมลง” ไม่มีเกริ่นนำ ไม่รอให้ตั้งตัว เนื้อหาส่วนแรกเบียดแทรกเข้ามาในสมองทันที

 

          มันเป็นเรื่องของเขาที่ต้องปรับตัวและตามให้ทัน...

 

          “ทั้งหมดว่าด้วยเรื่องประชาชนมีเสรีภาพในการลงทุน เอกชนมีบทบาทในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากกว่ารัฐ หลักสำคัญคือแรงงานแลกเงิน มีกำไรเป็นเป้าหมาย กลไกราคาคือตัวกำหนด ต่างจากสังคมนิยมที่รัฐเป็นผู้ควบคุมและทุกอย่างคือความเสมอภาคเท่าเทียม”

 

          เซฮุนหยุดลงเล็กน้อยพร้อมเงยหน้าขึ้นมองตา ทั้งหมดนั้นทำให้ร่างกายเล็กๆ นี้แข็งเกร็งขึ้นมาทันที

 

          “ถ้าเคยอ่านหนังสือยูโทเปีย ของ โทมัส มอร์ ก็น่าจะเข้าใจ เพราะประเด็นที่เราควรวิเคราะห์คืออีกแง่มุมของสิ่งที่เกิดขึ้นว่ามันดีจริงหรือเปล่า ความเหลื่อมล้ำจากสิทธิเสรีภาพทั้งหมดนี้สะท้อนอะไรในโครงสร้างของเศรษฐกิจ และธุรกิจยังไงบ้าง ไม่ต้องเค้นบทสรุปจากคำถกเถียงของนักวิชาการ แค่วิพากษ์มันและนำเสนอออกมา มีคำถามไหม?”

 

          ท้ายประโยคนั้นทำให้คนที่กำลังตั้งใจฟังสะดุ้ง เผลอทำตาปริบๆ แล้วก็เม้มริมฝีปากไม่ได้ตอบกลับ

 

          ลู่หานหลบสายตาเล็กน้อย จะว่ามีคำถามก็มี หรือจะว่าไม่มีเลยก็ได้ ทั้งหมดไม่ได้รู้สึกแตกต่างกันมากนัก

 

          เจ้าลูกกวางย่นคอนิดๆ ตอนช้อนสายตากลับขึ้นมอง แล้วกดปลายเล็บใต้แขนเสื้อยาวๆ ไปมา

 

          “ถาม...เพราะฉันจะได้รู้ว่านายสงสัยตรงไหน” เสียงทุ่มลึกย้ำชัด เคร่งเครียดดุดัน เหมือนบังคับให้เขาต้องเปิดปาก และต้องเดี๋ยวนี้!

 

          สูดหายใจเข้าลึกยาว และริมฝีปากเชอร์รี่ค่อยๆ ขยับเอ่ยช้าๆ

 

          “...ฟิวดัล...คืออะไรเหรอ ยูโทเปียก็เหมือนกัน...”

 

          คำพูดทั้งหมดถูกลบหายไป เหลือเพียงความเงียบงันที่ว่างเปล่า กับดวงตาสีเข้มที่เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย

 

          ไม่มีคำต่อว่าหรือก่นด่า ไม่มีการระเบิดอารมณ์เกรี้ยวกราด และโอเซฮุนนิ่งไปจนเขากลัว

 

          ครู่หนึ่งที่ทุกอย่างไม่ขยับไหว ชายหนุ่มก็พ่นลมหายใจแรงๆ ออกมา ยกมือขึ้นเสยผมพร้อมกระแทกตัวพงพนักแรงๆ

 

          “เคยเรียนเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นไหม อย่างน้อยปีหนึ่งทุกคนต้องเรียนเป็นพื้นฐาน”

 

          “อือ...แต่ตอนนั้นก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่” ตอบกลับซื่อๆ และคนฟังขมวดคิ้วยุ่งเหยิงเหมือนอยากจะฆ่าเขาให้ตาย

 

          เซฮุนถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า ดูหัวเสียมากกว่าเดิมจนคนตัวเล็กยิ่งรู้สึกหงอลงไปเรื่อยๆ

 

          “เรียนไม่รู้เรื่องแล้วเลือกวิชานี้ทำไม? พลาดหรือดันทุรัง?”

 

          “...ก็คยองซูอยากเรียน แบคฮยอนก็สนใจ เราก็เลย...”

 

          “โง่!” ถูกตวาดกลับมา ถ้าเป็นที่อื่นมันคงเสียงดังกว่านี้ “เรียนตามเพื่อนเนี่ยนะ นายนี่มันโง่เกินเยียวยาจริงๆ ลู่หาน”

 

          อีกแล้วสินะ...ก้มมองปึกกระดาษบนโต๊ะ พร้อมขมวดคิ้วนิดๆ กับคำว่าร้ายกาจซ้ำซากที่ได้ยินจนชิน

 

          และมันไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย...

 

          ไม่ใช่เพราะเพื่อน แต่เพราะเขาโง่และหัวสมองช้า ไม่ว่าจะเรียนอะไรก็ต้องพยายามอ่านหนังสือเท่ากันต่างหาก วิชาเรียนทั้งหมดถึงเหมือนกัน – ไม่ว่าจะยากหรือง่าย

 

          และอันที่จริงเขาก็ไม่มีอะไรที่อยากเรียนเป็นพิเศษด้วย เรียกง่ายๆ ว่าเป็นพวกไม่มีเป้าหมายในชีวิต ไม่มีอะไรที่ชื่นชอบหรืออยากทำ หม่าม้าบอกว่าข้อดีในตัวของเขาคือความอดทนที่มีมากกว่าคนอื่นๆ

 

          อดทนเหมือนวัวเหมือนม้า เลยทำให้การอ่านหนังสือหรือท่องตำราทั้งที่ความจำไม่ดีเป็นเรื่องง่ายๆ – ท่องให้จำ พอลืมก็ท่องใหม่ ชีวิตการสอบของลู่หานเป็นแบบนี้เสมอ

 

          มันคือข้อดีนะ...เคยเป็นข้อดีเพียงอย่างเดียว จนกระทั่งมันเปลี่ยนเป็นความดันทุรังกับบางเรื่องเมื่อไม่นานมานี้

 

          เงยกลับขึ้นสบดวงตาที่ยังคงจ้องกลับมา ดวงตา...ที่ไม่เคยมีภาพของเขาอยู่ในนั้น

 

          เรื่องเดียวที่เป็นทั้งความพยายามและความดื้อดึงงี่เง่า และลู่หานไม่เคยเอาชนะมันได้เลยสักครั้ง

 

          ได้แต่ปิดปากเงียบสนิท และ...

 

          “รู้หรือเปล่าว่าเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ที่เรียนอยู่เอาไปต่อยอดวิชาบริหารที่นายเรียนยังไง”

 

          “...ก็...พวกตั้งราคา งบ ทุน แล้วก็...อีกหลายๆ อย่างที่เกี่ยวกับธุรกิจ” ตามหนังสือเน้นๆ และไม่ได้มีความเข้าใจอยู่ในหัวเลยแม้แต่น้อย

 

          — ที่ดูออกคงเพราะนัยน์ตากวางนั้นว่างเปล่า เหมือนตอนอธิบายโจทย์คำนวณให้ฟังไม่มีผิดเพี้ยน

 

          คิ้วของเซฮุนยิ่งผูกเป็นปมและน่าสงสารมากขึ้น พอๆ กับสายตาเอือมระอาที่ถูกส่งมาให้

 

          “ไม่ใช่แค่วิชาเรียน นายสอบเข้ามาได้ยังไงฉันสงสัย”

 

          อย่าว่าแต่ชายหนุ่มเลย เขาเองก็ตกใจเหมือนกันตอนประกาศผล

 

          ลู่หานมาที่เกาหลีใต้ตัวคนเดียว หม่าม้ากลัวเขาไปไม่รอดในสังคมที่มีแต่การแข่งขันของจีน เลยฝากเขาไว้กับญาติห่างๆ ที่แต่งงานแล้วย้ายตามครอบครัวของสามีมา ถึงจะรู้ดีว่าที่นี่เองก็ไม่ต่างกันมากเท่าไหร่ อย่างน้อยเรื่องการศึกษาก็น่าจะมีโอกาสมากกว่า

 

          แต่บ้านของเขาไม่ได้ร่ำรวย และญาติเองก็ไม่ได้มีเงินขนาดจะส่งเสียให้เรียนพิเศษหรือซื้อแบบฝึกหัดเก็งข้อสอบได้ครั้งละหลายๆ เล่ม

 

          แค่วิชาละเล่ม ทำและลบทำใหม่ซ้ำๆ อยู่แบบนั้น

 

          ถ้าถามว่าเขาสอบติดมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของประเทศได้ยังไง ก็อาจจะเป็นเพราะโชคช่วย ไม่ก็เวทมนต์ของนางฟ้าแม่ทูนหัว

 

          หรือไม่อย่างนั้น...คงเพราะใครบางคนได้โควต้าเข้าเรียนที่นี่ตั้งแต่ขึ้นมัธยมปลายปีหนึ่งแล้วก็ได้นะ

 

          นิ่งมองกลับไป ถึงเซฮุนจะไม่สนใจและมองไม่เห็น แต่ดวงตาของลู่หานก็มีคำตอบชัดเจนเสมอ

 

          ระหว่างกันหยุดนิ่งไปพักใหญ่ ไม่มีคำพูดอะไร นานจนเป็นอีกฝ่ายเองที่หมดความอดทนลง คว้าดินสอกดขึ้นมาและพลิกเปิดเนื้อหากลับไปหน้าแรกสุด

 

          “ครั้งเดียว จะเลคเชอร์หรืออะไรก็ทำ ถ้ายังสงสัยหรือมีคำถามว่าทำไมอีกก็ไปถอนวิชานี้ออกซะ ลู่หาน”

 

          แล้วการติวเศรษฐศาสตร์พื้นฐานฉบับเร่งด่วนก็เริ่มต้นขึ้น

 

          แต่...บางครั้งเซฮุนก็คิดผิด

 

          ไม่มีคำว่าครั้งเดียวสำหรับคนสมองช้า

 

          สั้นๆ คือความตั้งใจของชายหนุ่มมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

 

          “วัตถุประสงค์ของเศรษฐศาสตร์ประยุกต์คืออะไร?”

 

          “...คือ...การจัดการเพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล” ตามหนังสือเป๊ะๆ บอกแล้วว่าเขาท่องจำเก่ง แต่...

 

          “อธิบายคำว่าประสิทธิภาพกับประสิทธิผล”

 

          เจอแบบนี้เจ้าลูกกวางถึงกับไปต่อไม่เป็น เพราะในหนังสือไม่มีเขียนเอาไว้...ตายละหว่า

 

          กลืนน้ำลายช้าๆ ตอนมองหน้าคุณครูจำเป็นที่พยายามเก็บกลั้นอารมณ์จนคิ้วกระตุก

 

          ต่อยเขาได้โอเซฮุนคงทำไปแล้วล่ะ...

 

          ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกๆ เหมือน...ยังพอมีหวังกับคำถามต่อไป

 

          “กิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาคเอกชนหลักๆ มีอะไรบ้าง” คำถามดังขึ้นแล้วก็เงียบไป

 

          ไม่มีคำตอบ เพราะคนตัวเล็กเอาแต่จับจ้องอยู่ที่หนังสือเรียนที่ปิดสนิทตรงหน้า เซฮุนห้ามไม่ให้เปิด เพราะฉะนั้นตอนนี้ในสมองของเขาเลยว่างเปล่าเป็นสีขาวของทุ่งหิมะสุดลูกหูลูกตา

 

          ขมวดคิ้วทำหน้ากวางเครียดอยู่พักใหญ่ และสุดท้าย...คำตอบที่ดีที่สุดก็คือการส่ายหน้า

 

          “นายนี่มัน...ยิ่งกว่าคำว่าโง่อีก” ทุบมือลงบนโต๊ะเสียงดัง ใครๆ พากันหันมามองแต่ชายหนุ่มก็ไม่สนใจ

 

          เซฮุนจ้องเขา เหมือนกำลังพิจารณาว่าจะทำยังไงกับเจ้าคนไร้ประโยชน์นี้ดี พักหนึ่งที่เหมือนไฟในดวงตาสีเข้มนี้จะเผาไหม้กัน ร่างสูงก็ผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ เปิดหนังสือกลับไปหน้าเดิมแล้วเริ่มต้นอธิบายใหม่อีกครั้ง

 

          และลู่หานไม่เคยขี้เกียจที่จะจดประโยคเดิมๆ ซ้ำลงไป

 

          อย่างหนึ่งที่ได้เข้าใจมากขึ้น

 

          คำว่าโง่จากริมฝีปากได้รูปนี้ไม่ใช่การต่อว่า หรือรังเกียจกันเสมอไป แค่บางครั้งและน้อยนิดเต็มที

 

          เพราะเซฮุนฉลาดและเรียนรู้เร็วเกินไป ถึงไม่เข้าใจคนหัวอ่อนแบบเขา – จะหงุดหงิดก็ไม่แปลกหรอก

 

          ถึงจะเป็นแบบนั้น ทำท่ารำคาญ ทำตาขวางๆ แล้วก็ดุด่าด้วยคำพูดไม่น่าฟังหลายครั้งหลายหน แต่ก็ยังยอมสอนเรื่องเดิมๆ อยู่แบบนี้

 

          นัยน์ตากวางลอบมองคนตรงหน้า เพียงภาพเดียวที่สะท้อนชัดอยู่ภายในมานานแสนนาน ความสมบูรณ์แบบไร้ที่ตินี้ ลู่หานชอบมันทั้งหมด

 

          เขาชอบเสียงทุ้มลึกติดแหบนิดๆ ตอนเวลาที่ได้พูดคุยกัน

 

          ชอบดวงตาคมที่มักแอบซ่อนความอ่อนโยนเอาภายใน

 

          ชอบรอยยิ้มอบอุ่น...ที่อาจไม่ได้มีไว้เพื่อเขา

 

          ชอบความใจดีที่แม้แต่ความเกลียดชังก็ไม่สามารถลบเลือนมันออกไปได้

 

          ชอบ...โอเซฮุนที่สุดเลย

 

          เผลอยิ้มออกมานิดๆ ตอนที่ใบหน้าหล่อจัดขยับเข้ามาใกล้กัน ในวินาทีที่ชายหนุ่มไม่รู้ตัว หัวใจของลู่หานกำลังเต้นตึกตัก

 

          ใกล้กันจนเหมือนเป็นเพียงความฝัน ใกล้กันจนมองเห็นปลายขนตา กับริมฝีปากได้รูปที่มักเอาแต่ว่าร้ายเขาเสมอ

 

          ใกล้แค่นี้...แต่ไม่สามารถสัมผัสได้

 

          และคนตัวเล็กพอใจแล้ว จะไม่เรียกร้องเพราะกลัวทุกอย่างตรงหน้าจะหายไป

 

          เวทมนต์เหลือเชื่อนั้นยังคงดำเนินต่อไป

 

          ไม่ใช่งานเลี้ยงเต้นรำที่เขาสวมรองเท้าแก้ว

 

          แค่การสอนเนื้อหาธรรมดาๆ และทุกอย่างพลันสลายไปเมื่อนาฬิการ้องบอกเวลาสามทุ่มกว่า

 

          ห้องสมุดปิดแล้ว งานบอลในพระราชวังจบลง ไม่มีรถม้าที่ต้องเร่งรีบ มีแต่บูกัตติ เวย์รอนที่แล่นไปตามถนนโล่งว่าง

 

          เซฮุนเอ่ยปากจะไปส่งเขา ด้วยหน้าตาที่หากปฏิเสธก็อาจจะโดนต่อว่าหรือแดกดันอะไรมาอีกเป็นขโยงแน่ๆ

 

          นั่งเงียบปิดปากแน่นสนิท รถคันเดิมกับความทรงจำเดิมๆ ที่ไม่น่านึกถึงสักเท่าไหร่

 

          ยิ่งไม่มีเพลงก็ยิ่งกดดัน คงโชคไม่ดีเท่าไหร่ที่โทรศัพท์ของเขาร้องเตือนสายเรียกเข้าขึ้นมาดังลั่น

 

          “...ฮัลโหลชานยอล...” เรียกออกไปแล้วก็อยากจะกัดลิ้นตัวเอง แอบมองอีกคนด้วยหางตานิดๆ ท่าทีเฉยชานั้นบอกชัดว่าเขาไม่เคยใส่ใจ

 

          “อือ...กำลังกลับน่ะ เซฮุนไปส่ง” ปลายสายขานรับ ปาร์คชานยอลใส่ใจและอ่อนโยนกับเขามากเสมอ “ได้สิ เดี๋ยวถึงหอแล้วจะโทร.ไปนะ บ๊ายบาย”

 

          บอกสั้นๆ ให้อีกฝ่ายไม่ต้องเป็นกังวล ก่อนจะกดตัดสายไป อีกนิดเดียวก็จะถึงที่พักของเขาแล้ว ความอึดอัดเล็กๆ เหล่านี้จะได้จบลงเสียที

 

          “รักกันดีนะกับแฟนใหม่” จู่ๆ เสียงทุ้มลึกก็ดังขึ้น ราบเรียบไม่ประชดประชัน ที่สำคัญคือจับความรู้สึกอะไรไม่ได้เลย

 

          ใบหน้าหวานหันมองคนข้างๆ เซฮุนดูเฉยเมยจนมองไม่ออก

 

          “ชานยอลเป็นเพื่อนเรา” ตอบกลับ แต่...

 

          “งั้นเหรอ ตอนนั้นได้ยินว่าเขาขอคบ ทำไมไม่ตอบตกลงล่ะ จะได้ไม่ต้องมาคอยวิ่งตามฉันให้รกสายตาอีก”

 

          คำพูดไม่น่าฟังดังขึ้น โอเซฮุนก็ยังคงเป็นโอเซฮุนวันยันค่ำ – คนที่พูดไม่คิด และไม่เคยสนใจความรู้สึกของเขา

 

          กอดเป้คุณแบมบี้แน่น นิ่วหน้านิดๆ ดูน่าหยิกมากกว่าน่าโมโห และไม่รู้อะไรดลใจเจ้าลูกกวางกล้าตอบออกไปแบบนั้น

 

          “...เราไม่รีบ คุณรีบก็นำไปก่อนเลย” พนันได้เลยเดี๋ยวก็ต้องโมโหตวาดใส่หน้ากันอีก

 

          แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น...ร่างสูงกลับหัวเราะในลำคอกลับมา

 

          “ปากดีจังนะ ชอบทดสอบความกล้าในรถเหรอ”

 

          คำถามสองแง่สองง่ามทำให้มือบนตักเผลอกำแน่น ใครกันแน่ที่ชอบหาเรื่อง เขาไม่ใช่คนชอบหาเรื่องคนอื่นไปทั่วสักหน่อย

 

          “อย่าคิดว่าช่วยติวเนื้อหาให้แล้วฉันจะใจดียอมให้นายยอกย้อนได้นะ ลู่หาน”

 

          “ก็คุณหาเรื่องเรา” เถียงตาใส เป็นลูกกวางโง่ๆ ที่กล้าพยศใส่หมาป่าตัวโตที่ดุร้าย

 

          “ฉันพูดความจริง”

 

          “เราก็พูดความจริง ถ้าคุณรีบก็ขอแบคฮยอนเป็นแฟนได้ เราจะอวยพรให้”

 

          แล้วคนนิสัยไม่ดีก็เบรกรถกะทันหันอีกครั้ง!

 

          ลู่หานคงพุ่งไปข้างหน้า ถ้าไม่มีเข็มขัดนิรภัยรั้งเอาไว้

 

          ใบหน้าหวานหันมองคนที่อยู่ดีๆ ก็เกรี้ยวกราดขึ้นมา

 

          สบสายตาที่วาววับ และเหมือนว่าต้นเหตุที่ทำให้อีกฝ่ายโมโหจะมาจากคำพูดโง่ๆ ของเขาอีกแล้ว

 

          ลูกกวางเขยิบหนี แต่ร่างสูงใหญ่ของหมาป่ากลับขยับเข้ามาใกล้ๆ คว้าเอวแล้วรวบตัวเข้ามาให้แนบชิด

 

          เซฮุนจ้องตาเขา จ้องลึกเข้ามาเหมือนจะรื้อค้นทุกความรู้สึก ใบหน้าหล่อจัดในระยะใกล้ ลมหานใจกับร่างกายอุ่นร้อน ทั้งหมดนี้ยิ่งทำให้หัวใจของเขาเต้นตึกตักรุนแรง

 

          กัดริมฝีปาก หันหน้าหนีต่อต้าน พยายามดันคนตรงหน้าออกห่าง แต่มือเล็กๆ ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงทุ้มลึกกดต่ำดังกลับมา

 

          "ฉันเกลียดคำว่าแฟน" แค่นเค้นด้วยประกายเรืองรองในดวงตา – เกลียดชัง คั่งแค้น และ...คล้ายกับว่าไม่หลงเหลือความศรัทธาใดๆ อีกต่อไป

 

          “ก็แค่คำผูกมัดงี่เง่าที่รอการทรยศหักหลังเท่านั้น”

 

          ดันร่างในอ้อมแขนไปจนชนประตูรถ ลู่หานอึดอัด และได้แต่เก็บงำคำพูดด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะขาดสติทำอะไรรุนแรงขึ้นมาอีก

 

          แทบกลั้นหายใจตอนถูกฝ่ามือใหญ่ไล้ไปตามร่างกาย ปัดผ่านแก้ม เรื่อยลงมาตามลำคอ ผ่านด้านข้างลำตัวลงไปเคล้นคลึงที่เอวและสะโพก

 

          ทุกอย่างช่างดูเย้ายวนผสมกับน้ำหอมกลิ่นเซ็กซี่นิดๆ ของชายหนุ่ม

 

          นัยน์ตากวางระริกไหว หายใจติดขัด ครึ่งของความหลงใหลมึนเมา คือความกลัวที่ตีตื่นขึ้นมา

 

          ลู่หานตัวสั่น และอีกฝ่ายโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูแผ่วเบา

 

          “ไร้สาระ” แล้วร่างกายก็ถูกปล่อยให้เป็นอิสระ เซฮุนขยับกลับไปนั่งที่ของตัวเอง ปล่อยให้เจ้าตัวเล็กหอบหายใจนิดๆ อย่างน่าสงสาร

 

          “ถึงแล้วลงไปสิ” – หอพักของลู่หาน และไม่ต้องรอให้เขาเอ่ยปากซ้ำสอง ร่างเล็กรีบปลดเข็มขัดแล้ววิ่งลงจากรถไปทันที

 

          มีเสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นตามหลังมา แต่ใครจะกล้าหันกลับไปสนใจ

 

          พอปิดประตูคืนให้ สปอร์ตคาร์คันหรูก็แล่นจากไป

 

          คงเหลือแต่สมองของเขาที่ยังมึนงงอยู่หลายนาที

 

          ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนไล่เรียงความคิดไม่ทัน แต่อย่างหนึ่งที่รู้ ต่อไปนี้จะไม่พูดคำว่าแฟนใส่หน้ามนุษย์สึนามิคนนั้นอีก

 

          — เป็นสึนามิ โอเซฮุนเหมือนพายุ เหมือนสึนามี อารมณ์ของเขาเหมือนภัยพิบัติที่ไม่มีสัญญาเตือนล่วงหน้า

 

          ถอนหายใจ และในวินาทีถัดมาหัวสมองของเขาก็ทำงานผิดพลาดขึ้นมาอีกครั้ง

 

          ผิดพลาด...ด้วยความคิดไร้ประโยชน์ที่แวบขึ้นมา

 

          ภาพของแก้วใบนั้นกับชื่อที่ถูกเขียนไว้ – อิมยอนฮวา...

 

 

          ลู่หานอยากให้ทุกอย่างไม่เกี่ยวข้องกัน




TBC*




ก็ไม่เลวร้ายเท่าไหร่ว่ามั้ยคะ??
5555555555555555


ออกตัวก่อนว่า
ไม่เคยเรียนเศรษฐศาสตร์แบบจริงจัง
ถ้าผิดพลาดหรืออยากแนะนำตรงไหน
บอกได้นะคะเรายินดี


ช่วงนี้ปวดตาบ่อยๆ
แล้วก็น้องที่ช่วยพรูฟก้อน
เริ่มส่งเล่มมาให้จัดต่อแล้ว


เพราะฉะนั้น...


ตั้งแต่อาทิตย์หน้าไป
จะขอลดเป็นอัพอาทิตย์ละ 50%
จนกว่าเล่มก้อนจะเสร็จนะคะ


พูดคุยสรรเสริญคุณพระเอกไปพร้อมกันได้
ที่คอมเมนต์และแท็กนะคะ


เอ็นจอย รี้ดดิ้งค่า.



Hashtag
#ฟิคห้ามจูบ

 





 

 

 

T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 93 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,559 ความคิดเห็น

  1. #3552 mamayongg (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 18:26
    อยากให้น้องสู้บ้าง
    #3,552
    0
  2. #3480 prsh (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2561 / 15:32
    เลิกยอมคนใจร้ายแบบนั้นได้แล้วววว
    #3,480
    0
  3. #3459 sunsweets (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 / 09:48
    เบื่อคนปากแข็ง ทำเป็นเย็นชาใส่
    #3,459
    0
  4. #3440 Annonymus (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2561 / 23:33
    ้เกือบโดนรังแกอีกแล้ว ยัยลู่
    #3,440
    0
  5. #3418 Maylovechanbaek (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2561 / 11:14
    สู้เค้าได้แล้วน้องลู่!!!
    #3,418
    0
  6. #3203 tuntiiz (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 8 เมษายน 2561 / 13:32
    เว้ยยยยย เมื่อไรลู่จะร้าย แบบอย่าไปยอมมันลูกกกกก
    #3,203
    0
  7. #2997 luhanbaekhyunkai (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 2 เมษายน 2561 / 07:32
    ลู่หานนี่นะเจ็บไม่รู้จักจำ โง่!!!!!!! เลิกตามได้แล้ว ไปหาพี่ชานซิๆๆ
    #2,997
    0
  8. #2948 polypoll (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 เมษายน 2561 / 20:51
    รำคาญเซ
    #2,948
    0
  9. #2695 ppphhhuuu (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 มีนาคม 2561 / 15:24
    แอบเบื่อนิดๆ ง่ะ
    #2,695
    0
  10. #2624 janenyhun (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 14 มีนาคม 2561 / 03:38
    เราก็โง่ มาติวให้เราโด้ยยย555555
    #2,624
    0
  11. #2576 DevilRoman (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 มีนาคม 2561 / 00:58
    เข้าใจลู่หานตอนโดนเซฮุนถามเกี่ยวกับเรื่องเรียนเลยอ่ะ555555555เราคงจะเป็นคนประเภทเดียวกัน
    #2,576
    0
  12. #2377 YUUUUY (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 8 มีนาคม 2561 / 15:13
    เบื่อเซฮุน - -
    #2,377
    0
  13. #1683 PareWaPkh (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 / 19:54
    ความอ่อนโยนอันน้อยนิดดดด
    #1,683
    0
  14. #1676 JongjitSriyan (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 / 01:01
    พี่ฮุนก็ยังมีความใจดีอยู่บ้างละนะ
    #1,676
    0
  15. #1590 bruinx_ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 / 04:11
    ถ้านี่เป็นลู่หานก็คงจะโดนด่าว่าโง่เช่นกันเพราะหัวไม่ดีโว้ยยยยยย เซฮุนเข้าใจหน่อยเส้ะ แหม่พ่อคุณ
    #1,590
    0
  16. #1564 wrfnz (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 มกราคม 2561 / 23:53
    เราอาจจะเป็นไทป์เดียสกับลู่หานละ คือสอนแล้วไม่จำ 555555
    #1,564
    0
  17. #1551 GXB-7127 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 มกราคม 2561 / 16:52
    เห้ยแบบเซฮุน เปลี่ยนคู่แต่แรกก็ได้ป่ะ พอไม่ให้เปลี่ยน ก็มาด่าลูกชั้นว่าโง่ จะเอาเซฮุน เอาไงงง!
    #1,551
    0
  18. #1523 natchananjulklum (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 มกราคม 2561 / 05:21
    อยากให้ลู่หานกับชานยอลสวีทกันเยอะๆ
    เเล้วเซฮุนไปเห็นงี้
    เบื่อ เบื่อคนคำพูดร้ายกาจ
    ไม่นึกถึงน้องบ้างเลยอะ!
    #1,523
    0
  19. #1501 hh_9094 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 มกราคม 2561 / 00:41
    เลิกเถอะนะลู่หาน เขาใจร้ายเกินไปอ่ะ พระเอกมีปมเอ๊ย สงสารลูก
    #1,501
    0
  20. #1480 KissFram (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 มกราคม 2561 / 22:25
    หนูลูก ลู่หาน แม่ว่าหนูควรดื้อแบบดื้อออออ สุดๆกับพี่ฮุนแล้วไปอ่อนโยนตาหวานใส่ พี่ชาลดีกว่าค่ะ หนู/แม่ถือว่าแม่ได้บอกแล้วนะ
    #1,480
    0
  21. #1479 Nnhh (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 มกราคม 2561 / 19:10
    ทำไมเริ่มรู้สึกถึงรังศีแปลกๆที่นางมีต่อลูกเรา แต่คงไม่รู้ตัว หึๆๆๆ ใกล้แร้วรึเปล่าน้าา ซอมเบิ่งอยู่เด้ออ ใ้ห้พิชานสวีทกับลูกแทนค่ะ อยากเห็นคนร้อนรน อิอิอิ
    #1,479
    0
  22. #1478 Kunutchaya (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 มกราคม 2561 / 17:32
    อิมยอนฺฮวา คือใครกันนะ ลู่ ท่าทางจะรู้จักด้วย เซฮุนก็อ่อนโยนกับลู่หน่อยก็ไม่ได้ สบัดใส่ตลอด
    #1,478
    0
  23. #1477 BOSSLU (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 มกราคม 2561 / 15:56
    ลู่ อย่าไปยุ่งกะมันนนนนน คบกับชานยอลไปเลย รำคานจริงๆๆๆ
    #1,477
    0
  24. #1476 ElyXiOn HH (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 มกราคม 2561 / 14:31
    ลู่ก็ดื้อเหลือเกิน ไมดื้ออย่างงี้คะลูกกกกกกกกกก คบกับชานสักทีเถอะ เรือผีของแม่จะได้แล่นบ้าง5555555
    #1,476
    0
  25. #1475 Wi!!Soul_Ws (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 มกราคม 2561 / 14:19
    นี่ติดใจกับคำว่า'แฟนใหม่'ของเซฮุนมาก
    งั้นแสดงว่าลู่ก็ต้องเคยมีแฟนเก่า แล้วชื่อที่อยู่ในแก้วคือใคร พี่จับต้นชนปลายไม่ถูกแล้วค่ะะะะ
    #1,475
    0