[END] Deep kiss :: HUNHAN

ตอนที่ 12 : CHAPTER 11 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,185
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 134 ครั้ง
    3 ก.พ. 61




CHAPTER 11

 

 

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

 

 

        คณะภาคอินเตอร์เหมือนเป็นแหล่งรวมความไม่ธรรมดา

 

          ทั้งสิ่งปลูกสร้าง ยานพาหนะหรูหรา หรือแม้แต่ผู้คนที่เดินผ่านไปมา – กลิ่นน้ำหอม รองเท้าและกระเป๋าราคาแพง ไม่มีซ้ำแบรนด์กันเลย

 

          แต่...มีอย่างหนึ่งที่พวกเขาเหมือนกัน คือสายตาสงสัยกึ่งเหยียดกับแขกทุกคนที่มาเยือน

 

          และลู่หานที่นั่งนิ่งๆ อยู่ตรงโต๊ะม้าหินนี้ ก็ได้รับการต้อนรับแบบนั้นอย่างเท่าเทียม

 

          — ถูกมองว่าแปลกไม่ก็ตัวประหลาดเป็นพักๆ แต่เจ้าลูกกวางไม่ได้ใส่ใจ เขาแค่กำลังรอใครบางคน

 

          รอส่งงานให้ แล้วก็จะกลับไปที่ตึกของตัวเอง

 

          รออยู่ตรงนี้...กับกลีบดอกเชอร์รี่ที่ปลิดปลิวร่วงหล่นลงมาบนหลังมือเชื่องช้า

 

          มีคนบอกว่ามันเคลื่อนที่ทุกๆ 5 เซนติเมตรต่อวินาที

 

          ใครๆ ก็รู้จัก อนิเมชั่นของมาโคโตะ ชินไค – 5 Centimeters Per Second เรื่องราวของระยะทาง ห้วงเวลา การก้าวไปข้างหน้า และการจมอยู่กับความหลัง

 

          ลู่หานยังรู้จักเลย มันมีส่วนคล้ายในความโง่เง่าของเขาอยู่หน่อยๆ และการร้องไห้จนตาบวมไปเรียนทำให้ถูกคยองซูบีบจมูกแรงๆ กับอินเนอร์ไม่เข้าท่านี้

 

          — แต่สุดท้ายตัวเอกของเรื่องก็ก้าวต่อไปข้างหน้าได้ ต่างจากเขาที่ไม่ได้ขยับไปไหน ยังยืนอยู่ที่เดิมกับความรู้สึกเดิมๆ ของตัวเอง

 

          เงยหน้าขึ้นมอง กลีบแล้วกลีบเล่าล่องลอยอยู่ในอากาศเหมือนกำลังเต้นรำ นัยน์ตาคู่หวานสดใส และริมฝีปากจิ้มลิ้มเผลอยิ้มออกมานิดๆ

 

          ในโลกสีชมพูที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในสายลมพัดเอื่อย เจ้าลูกกวางกับเสื้อไหมพรมสีฟ้าลายก้อนเมฆ คือสีสันสบายตาที่ทำให้รู้สึกสงบ

 

          ความสุขเล็กๆ ของวันที่เกิดขึ้น และ...

 

          “คุณ” ร้องเรียกทันทีเมื่อร่างสูงคุ้นตาเดินตรงมาทางนี้ ก่อนที่ร่างเล็กๆ จะกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปหยุดลงที่ตรงหน้า

 

          ฤดูใบไม้ผลิที่สว่างไสว แต่โอเซฮุนทำเหมือนโลกของตัวเองมีแต่มรสุมรุนแรงที่มืดมน - แค่เห็นหน้ากันชายหนุ่มก็ดูหงุดหงิดขึ้นมา

 

          และไม่ต้องรอให้เขาถาม ลู่หานรีบเปิดกระเป๋าเป้ส่งของในแฟ้มให้ทันที

 

          “...เรา...พิมพ์รายงานมาให้” เม้มริมฝีปากนิดๆ ดูไม่มั่นใจ “คุณช่วยอ่านทีว่าพอไหวไหม มีไฟล์อยู่ใน USB เผื่ออยากไฮไลท์ให้เราแก้อะไร”

 

          คนฟังนิ่งมองและเดี๋ยวเดียวก็ยอมรับมันไปพลิกอ่านผ่านๆ พักหนึ่งที่ริมฝีปากได้รูปปิดสนิทลู่หานก็ถอนหายใจเมื่อไม่โดนดุอะไรกลับมา ตั้งใจจะบอกลา ถ้ายังรบกวนไปมากกว่านี้คงต้องระเบิดอารมณ์อะไรสักอย่างกลับมาแน่ๆ

 

          “งั้นเรา...”

 

          “จะคืนให้ตอนเย็น สี่โมงที่ห้องสมุดเหมือนเดิม” สั้นกระชับเหมือนเคย แต่ว่า...

 

          “วันนี้ไม่ได้หรอก” ลืมตัวบอกออกไปเร็วๆ แล้วก็ต้องเม้มปากกลั้นหายใจเมื่อถูกตวัดสายตามองคล้ายไม่พอใจ สุดท้าย...ก็เลยได้แต่ก้มมองปลายเท้าของตัวเอง “...คือ...วันนี้เรามีธุระ”

 

          “งั้นก็พรุ่งนี้ แต่อาทิตย์อื่นต้องสามวัน ถ้าอยากส่งอัพเดตทันทุกวันจันทร์ ฉันว่างพุธ พฤหัส ศุกร์”

 

          วางแผนอย่างเป็นระบบ เป็นการแบ่งเวลาที่ดี วันที่เหลือพวกเขาจะได้ทุ่มเวลาให้กับงานวิชาอื่น ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ...

 

          “เราว่างทุกวัน...ยกเว้นวันพุธ” ย้ำอีกครั้งและคู่สนทนาของเขาหรี่ตาลงนิดๆ

 

          “ติดเรียนหรือชมรม?”

 

          ได้ยินแบบนั้นส่ายหน้ากลับไปมา ก่อนจะตอบกลับตามประสาคนซื่อ “เปล่า...วันพุธเป็นวันของชานยอล”

 

          และนั่นก็ทุกอย่างยุติลง...ไม่มีคำพูด ริมฝีปากได้รูปปิดสนิท เซฮุนทำเพียงแค่จ้องมองกลับมานิ่งๆ ดวงตาคมดุเรียบเฉยว่างเปล่า และไม่เคยคาดเดาความคิดได้

 

          โลกระหว่างกันหยุดนิ่ง และมีเพียงกลีบดอกเชอร์รี่ที่ล่องลอย

 

          5 เซนติเมตรต่อวินาที...ตอนนี้พวกเขาใช้เวลาอยู่ตรงนี้ไปเท่าไหร่แล้ว

 

          ครู่หนึ่งของการแลกสายตา เสี้ยวหนึ่งของห้วงเวลากับอารมณ์ที่หลากหลาย ในที่สุดโอเซฮุนก็ตอบรับ

 

          “ตามนั้น” ไม่มีอย่างอื่น ก่อนที่ร่างสูงจะเดินเลี่ยงไปอย่างไม่คิดสนใจกันอีก แต่ว่า...

 

          “เซฮุน” เป็นลู่หานที่ออกปากเรียก และมือเล็กๆ เผลอรั้งชายเสื้อของอีกฝ่ายไว้

 

          เจ้าของชื่อหันกลับมา ไม่กี่ครั้งหรอกที่เขาจะใจดีหยุดรอฟัง

 

          “...คือ...คุณโกรธหรือเปล่าเรื่อง...”

 

          “ถ้าบอกว่าโกรธจะยอมยกเลิกนัดไหมล่ะ”

 

          เสียงทุ้มลึกดังแทรกขึ้นทันที ประกายในแววตาคู่นั้นทำให้เจ้าลูกกวางต้องเม้มริมฝีปาก – ไม่ได้ดุดันเกรี้ยวกราด ไม่อ่อนโยนนุ่มนวล แค่ความรู้สึกมากมายที่กำลังวิ่งวน และมันยากเกินกว่าคนโง่อย่างเขาจะตีความได้

 

          ก้มลงมองมือที่ดื้อดึงและยังไม่ยอมปล่อยชายเสื้อข้างนั้น

 

          แต่วันพุธเป็นวันของชานยอล...ย้ำชัดกับตัวเอง

 

          คำตอบที่ดีที่สุดจึงเป็นได้แค่ความเงียบงันเท่านั้น และ...

 

          “ถ้าตอบไม่ได้ทันทีวันหลังก็อย่าถาม” คนตรงหน้าตัดบทอย่างเย็นชา “จะไปไหนก็ไป เพราะฉันไม่เคยใส่ใจมันไปมากกว่างานที่รับผิดชอบ”

 

          แล้วร่างสูงก็หันหลังกลับ เดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองกันอีก

 

          อา...นั่นสินะ เซฮุนจะไปโกรธหรือไม่พอใจได้ยังไง

 

          นี่เขากำลังคิดอะไรอยู่...ไม่มีทางหรอก

 

          นอกจากโง่แล้วยังบ้าอีกนะ...ลู่หาน

 

          ต่อว่าตัวเองพร้อมหัวเราะนิดๆ ก่อนจะเดินกลับไปยังคณะในทิศทางฝั่งตรงข้าม

 

          5 เซนติเมตรต่อวินาทีที่หมุนวน อยู่ลงแล้วในที่ตรงนั้น...

 

          วันนี้ชานยอลมารับเขาก่อนเวลาครึ่งชั่วโมง

 

          ชายหนุ่มยิ้มให้ทันทีพอเห็นลู่หานเดินลงมาจากตึกคณะ รีบลุกจากโต๊ะม้าหิน แล้วตรงเข้ามารับเอกสารกองโตมากมายจากไปช่วยถือ

 

          “โดดเรียนไม่ดีนะชานยอล” ต่อจากที่คุยกันค้างไว้ในแชท และเจ้าลูกกวางไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะทำมันจริงๆ

 

          “กลัวเสี่ยวลู่รอนาน ไม่เป็นไรหรอก” ปฏิเสธสบายๆ แล้วก็ชี้ปลายนิ้วมาทางเขา “จมูกแดงๆ นะครับ ไม่สบายหรือเปล่า”

 

          อา...ส่ายหน้าแล้วก็สูดน้ำมูกเสียงดัง “แอร์ในห้องหนาวไปหน่อยน่ะ”

 

          ยิ้มหวาน แล้วก็ต้องชะงักเมื่อร่างสูงโน้มตัวลงมาหา

 

          ตาสบตาที่สื่อความหมายชัดเจน – ห่วงใย รักใคร่ และปรารถนาดี

 

          โอเค...ลู่หานพ่ายแพ้กับลูกอ้อนอีกตามเคย

 

          ร้อนผ่าวไปหมดทั้งหน้า หัวใจยังเต้นตึกตักดังๆ จนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินจนต้องเม้มริมฝีปากไว้

 

          อย่างยอมรับ...หมู่นี้เขาใจเต้นกับปาร์คชานยอลมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป...ต้องไม่กล้ามองหน้าชายหนุ่มแน่ๆ

 

          แล้วจะคุยกันยังไง...หลบสายตา พร้อมกับมือใหญ่ที่วางลงมาบนกลุ่มผมสีอ่อนแผ่วเบา

 

          “ดูแลตัวเองด้วยนะครับ ถ้าไม่สบายผมต้องเสียใจมากแน่ๆ ที่ดูแลเสี่ยวลู่ไม่ดีพอ”

 

          เหมือนได้ยินเสียงระเบิดปุ้งในหัวของตัวเอง

 

          ทำไมถึงขยันทำให้หวั่นไหวนักนะ – นิสัยไม่ดี

 

          แอบนิ่วหน้าใส่ ก่อนจะเดินเตาะแตะตามชายหนุ่มไปที่รถ

 

          ตลอดทางมีแต่คนให้ความสนใจ ทุกอย่างก้าวอยู่ในสายตา มองจากด้านหลังยังรู้เลยว่าคนๆ นี้ดูดี และไม่สามารถละสายตาได้เพียงใด

 

          ปาร์คชานยอลที่มีรอยยิ้มอ่อนโยนและใจดีเสมอ

 

          ปริ๊นซ์ชาร์มมิ่งของทุกคน แต่น่าเสียดายที่ลู่หานไม่ใช่คนสมควรสวมรองเท้าแก้วที่อีกฝ่ายตามหา

 

          คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย และขาเล็กๆ ก้าวช้าลงโดยไม่รู้ตัว

 

          เจ้าลูกกวางไม่แน่ใจ...เขาคือความสุขที่แท้จริงของชายหนุ่มหรือเปล่า หรือไม่อย่างนั้นลู่หานคนโง่นี้ก็ไม่สามารถเป็นความสุขของใครได้เลย

 

          ระยะห่างระหว่างกันเริ่มมากขึ้น แม้ว่านัยน์ตากวางจะยังคงจับจ้องอยู่ที่คนตรงหน้า สว่างไสวจนแทบมองไม่เห็น แต่ว่า...ก่อนที่พวกเขาจะไกลจากกันไปมากกว่านี้

 

          ร่างสูงหยุดและหันกลับมาคว้ามือของเขาไว้

 

          “เดี๋ยวก็ไปไม่ทันรอบหนังที่จองไว้หรอก” ยิ้มให้และคราวนี้พวกเขาออกเดินไปพร้อมกัน

 

          ทุกสายตายังคงจับจ้อง มีเสียงซุบซิบให้ได้ยินตลอดการเดินผ่าน แต่ลู่หานไม่ได้ยินหรอก – ฟังไม่รู้เรื่องและเขาไม่ได้ใส่ใจ

 

          ไม่ได้สนใจไปมากกว่าหัวใจที่เต้นดังมากขึ้น กับฝ่ามือที่กระชับแน่นเติมเต็มช่องนิ้วของตัวเอง

 

          ชานยอลกำลังยิ้ม และเจ้าลูกกวางอุ่นวาบไปทั้งตัว

 

          อบอุ่นจนร้อนผ่าวตอนแอบเงยขึ้นมองคนข้างกายอีกครั้ง

 

          บางที...เขาอาจจะชอบอีกฝ่ายมากขึ้นกว่าเดิมแล้วก็ได้

 

          ชอบมากๆ...และปาร์คชานยอลคนนี้เป็นหนึ่งในความสุขของเขา

 

          รถคันหรูของชายหนุ่มอยู่ตรงหน้า แต่เหมือนสติของลู่หานยังไม่คืนกลับมาเลย

 

          มือใหญ่ละออกห่างเพื่อเปิดประตูให้ แต่คนตัวเล็กก็ยังยืนนิ่งอยู่แบบนั้น

 

          ยืนเป็นกวางเอ๋อจนอีกฝ่ายต้องบีบเบาๆ แทนคำเรียก

 

          “จ้องผมขนาดนี้ตกหลุมรักกันแล้วใช่ไหม”

 

          อา...เพิ่งรู้ว่าไม่ได้เหม่อลอย แต่กำลังจ้องคู่สนทนาอย่างเอาเป็นเอาตายและตาไม่กะพริบเลย

 

          แล้วเมื่อกี้ถามว่าอะไรนะ...ทบทวนตัวเอง เสร็จแล้วก็ระเบิดกลายเป็นสายไหมที่ล่องลอยไปกับท้องฟ้าสีชมพู

 

          อายจนแก้มยุ้ยๆ เปลี่ยนสีแดงแจ๋ ริมฝีปากจิ้มลิ้มที่พยายามขยับไปมาเพื่อแก้ตัวแบบนั้น ยิ่งทำให้เจ้าลูกกวางดูน่ารัก น่าแกล้ง

 

          — ดวงตาที่มองมายังคงอ่อนโยน แต่มันก็มีเสน่ห์ที่เหลือล้นจนหายใจลำบาก

 

          ชานยอลหัวเราะ ก่อนจะโน้มตัวลงมาแนบหน้าผากเข้าหากันพร้อมประคองแก้มของเขาไว้

 

          นิ่งค้างไว้ครู่หนึ่งก็ผละออกเปลี่ยนเป็นลูบหัวไปมาเบาๆ

 

          “ไม่แกล้งแล้วครับ หายตื่นเต้นแล้วใช่ไหม” – ใครว่า...ใจเต้นแรงกว่าเดิมอีก

 

          ทีแรกเขาคิดว่าอีกไม่นานพอเริ่มปรับตัวได้ อาการใจสั่นนี้จะหายไปเอง แต่ไม่หรอก...ลู่หานคิดผิด เขาไม่ชินและไม่มีทางชินได้ง่ายๆ

 

          กัดริมฝีปาก แล้วก็ได้แต่นั่งนิ่งๆ อยู่อย่างนั้น

 

          สงสัยว่าเขาจะต้องฝึกทำใจกับเรื่องแบบนี้ไปอีกนานเลยล่ะ

 

          เมอเซเดส เบนซ์เคลื่อนตัวออกไปแล้ว แต่ใครคนหนึ่งยังคงยืนนิ่ง เฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดจากด้านหลังในทิศทางฝั่งตรงข้ามอย่างเงียบเชียบ

 

          มองเห็น...และบันทึกภาพทุกอย่างเอาไว้ในโทรศัพท์ของตัวเอง

 

          ปลายนิ้วยาวไล่ดูผลงานของตัวเองอย่างพอใจ ก่อนจะกดส่งทั้งหมดนั้นเข้าไปในห้องสนทนา พร้อมด้วยรอยยิ้มมุมปากที่คาดเดาความคิดไม่ออก

 

          “จงอินคะ ไปกันเถอะค่ะ” แม่สาวผมแดงที่เขาเพิ่งรู้จักและเกิดคุยถูกคอกันร้องบอก และตรงเข้ามาควงแขนไว้

 

          ดวงตาเรียวรีคู่นั้นก็น่ารักดี มันทอประกายซุกซนที่น่าลองเล่นด้วยสักครั้ง

 

          เจ้าของชื่อพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปเปิดประตูรถของตัวเองออกให้ตุ๊กตาหน้ารถคนใหม่

 

          แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น...เรื่องสนุกสำหรับเขาตอนนี้คงแค่เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น

 

          บีเอ็มดับบลิวรุ่นล่าสุดเตรียมพร้อมเดินเครื่องเต็มสมรรถนะ แต่ก่อนหน้านั้นก็ยังอดไม่ได้ที่จะลอบมองหน้าจอมือถือของตัวเอง – ขึ้นว่าอ่านแล้ว แต่กลับไม่มีข้อความใดๆ ตอบกลับมา

 

          พักหนึ่งแสงไฟก็ดับไป และมันไม่ได้มีอะไรผิดจากที่เขาคาดการ์ณเอาไว้เลยสักนิด

 

          เย็นชาจังนะ...ทั้งที่รู้ว่าเขากำลังรออยู่แท้ๆ

 

          หัวเราะในลำคอแล้วก็เลิกใส่ใจ

 

          น่า...ถึงยังไงปลายทางของเขาก็เป็นพวกใจร้ายแบบเสมอต้นเสมอปลายอยู่แล้ว

 

          คิมจงอินรู้ดีที่สุด

 

        ปลายทาง...ที่ชื่อว่าโอเซฮุน


 (ต่อ) 


          แล้วมันก็เป็นหายนะยิ่งกว่าที่คิด

 

          ในห้องวิชาเลือกเสรีที่จอแจอื้ออึงไปด้วยบทสนทนา

 

          แต่เปล่า...โอเซฮุนไม่ได้อาละวาด หรือโมโหตูมตามพังตึกเรียน

 

          เพราะเรื่องที่ว่าแย่นั้น...คือการส่งคืนเล่มโปรเจคกลับมาให้ตอนท้ายคาบ พร้อมด้วยรอยปากกาแดงในแบบที่เรียกได้ว่า...ไม่ธรรมดา

 

          แก้มันทุกหน้า! และแทบทั้งหมดเป็นพาร์ทของลู่หาน!!

 

          มือที่ไล่เปิดหน้ากระดาษไปเร็วๆ กำแน่น แต่นั่นยังไม่เท่ากับอาการคิ้วตึง ขมวดแล้วขมวดอีกจนมันพันกันยุ่งเหยิง

 

          หงุดหงิดชะมัด...เพียงอย่างเดียวในความคิดของชายหนุ่มตอนนี้

 

          ยิ่งอ่านรายงานก็ยิ่งรู้สึกแบบนั้น เขียนอะไรไม่รู้เรื่อง วกไปวนมาเหมือนว่ายอยู่ในอ่าง หาจุดเริ่มต้นลงท้ายในประโยคไม่เจอ เลวร้ายกว่านั้น...ที่อดทนสอนไปไม่เข้าสมองขี้เลื่อยนั่นเลยสินะ

 

          เหลือบมองคนที่นั่งก้มหน้านิ่ง อยากเขย่าคอให้ตายถ้าไม่ติดที่ว่าเขาเองก็ไม่ได้ตรวจให้ละเอียดก่อนส่งไป

 

          คงต้องบอกว่า...ผิดที่คิดว่าลู่หานจะฉลาดขึ้นหลังจากการติวแค่ครั้งเดียว

 

          ไม่ได้เลวร้ายหรอก แค่รวมๆ แล้วมันพินาศกว่าที่คิด

 

          — นโปเลียนเคยบอกไว้ โง่แต่ขยันสมควรฆ่าให้ตายมากที่สุด เพราะถ้าปล่อยไว้ก็ดีแต่จะสร้างเรื่องให้ลำบาก...และวันนี้เขาได้พิสูจน์แล้วว่ามันเป็นจริงเช่นนั้น

 

          ทำไมถึงได้โง่จนเกินเยียวยา โง่จนไม่รู้จะจัดการยังไง

 

          จ้องเขม็ง สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ พร้อมกับการปิดรูปเล่มเสียงดังปึงปัง และคนที่เอาแต่หลบสายตาสะดุ้งตกใจทันที

 

          “เห็นผลงานตัวเองแล้วใช่ไหม” ดุดันจริงจัง แต่...

 

          “อือ” เสียงเล็กๆ ที่ตอบกลับยานคาง ตามมาด้วยอาการพยักหน้าช้าๆ ที่ชวนให้ยิ่งขัดใจ

 

          จงใจจะกวนประสาทหรือไง?

 

          เกือบได้หลุดคำแรงๆ ออกไปแล้ว ถ้าเจ้าลูกกวางไม่เงยกลับขึ้นมามองกันเสียก่อน

 

          เซฮุนชะงักไปเล็กน้อย – ทำไมจมูกแดงๆ แล้วตาโง่ๆ นั่นก็ดูเลื่อนลอยแปลกๆ ด้วย

 

          เป็นครั้งแรกที่ตรงหน้าเป็นแบบนี้ ลู่หานเหมือนกำลังพยายามปรือตาฉ่ำน้ำขึ้นมองเขา

 

          ร้องไห้? หรือว่า...

 

          บางครั้งร่างกายก็ไปไวกว่าความคิด รวดเร็วจนตามไม่ทัน รู้ตัวอีกทีมือข้างนั้นก็วางทาบลงมาบนหน้าผากของอีกฝ่ายแล้ว

 

          ตัวร้อนจี๋...เซฮุนเพิ่งตั้งสติได้ พร้อมๆ กับถลึงตาใส่อีกคนที่เอาแต่ตกใจตัวแข็งทื่อ

 

          “ไม่สบายก็พักอยู่บ้านจะมาเรียนทำไม” เสียงทุ้มลึกดุอีกครั้ง ส่วนคนฟังน่ะเหรอ...

 

          “...แค่เป็นหวัดนิดเดียวเอง...” ตอบรับอู้อี้ขึ้นจมูกแล้วก็สูดน้ำมูกโชว์ ยิ้มแป้นอวดแก้มกลมๆ เหมือนคนเมายาแก้ไข้ ทั้งที่โงนเงนจนเขาต้องจับหัวเอาไว้กันล้ม ลู่หานหัวเราะนิดๆ อย่างน่ารำคาญ ก่อนจะล้วงเอามาส์กขึ้นมาสวมไว้ พร้อมแบบมือขอเล่มรายงานจากเขา

 

          “...เดี๋ยวเราแก้ให้นะ” อาสาทันที แต่...เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ

 

          ปกติก็ทำเขาเสียเวลามากพออยู่แล้ว ในสภาพไร้สติแบบนี้คงได้ก่อเรื่องให้เสียหายอีกเยอะเลยล่ะ

 

          โยนเล่มรายงานลงบนโต๊ะเสียงดังโครม ก่อนจะตัดบทตามนิสัยคนไม่ชอบอะไรที่วุ่นวาย

 

          “เอาไปอ่านทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำ จนกว่าจะเข้าใจเนื้อหาไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ฉันจะแก้ใหม่ทั้งหมดเอง”

 

          “...แต่ว่า...”

 

          “ความพยายามของนายไม่เคยทำให้ฉันรู้สึกชื่นชมลู่หาน” ประโยคเย็นชาดังสวนขึ้นทันที หลังจากนั้นก็เงียบหายไปพักใหญ่

 

          ระหว่างกันคล้ายเวลาหยุดลงกับที่

 

          รอบกายยังคงเคลื่อนไหว เพื่อนๆ ทยอยลุกขึ้นและออกจากห้องไปทีละคน แต่สายตาเยือกเย็นของเซฮุนกับแช่แข็งคนตรงหน้าเอาไว้ไม่ให้ขยับไปไหน

 

          หยุดเอาไว้ไม่ให้เดินหน้าหรือว่าถอยหลัง

 

          มันอาจเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อหนึ่งปีก่อนแล้วก็ได้

 

          มือเล็กๆ ด้านหน้าลำตัวบีบเข้าหากันแน่น แต่ชายหนุ่มไม่คิดสนใจ

 

          “เพราะมันไร้ประโยชน์ จนตีค่าเป็นได้แค่ความดันทุรังที่ไม่เข้าท่า บอกให้ทำอะไรก็ทำ แค่นี้ฉันก็เหนื่อยกับนายมากพอแล้ว”

 

          คำพูดราบเรียบแต่กลับแหลมคมกำลังทิ่มแทงเข้ามา วิ่งผ่านหัวใจของเขาไปครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ลู่หานก็โง่เกินกว่าจะถอยหลังหรือปกป้องตัวเองได้

 

          งั้นเหรอ...เป็นแบบนี้เองสินะ

 

          กัดริมฝีปากแน่น แต่เซฮุนคงมองไม่เห็น

 

          พักหนึ่งที่ปล่อยให้ความเงียบไหลผ่าน ใบหน้าซีดเซียวก็ค่อยๆ มีรอยยิ้มที่เหนื่อยล้าปรากฏ

 

          “...อือ...เข้าใจ...”

 

          “ฉันน่าจะเปลี่ยนคู่เป็นจงอินตั้งแต่วันนั้น ให้ตายเถอะ” ไม่ยอมหยุดฟังเลยสักนิด สุดท้ายก็หันหลังกลับเดินจากไป ทิ้งคนข้างหลังเอาไว้อย่างไม่ใยดี

 

          เซฮุนไม่เคยสนใจผลจากคำพูดของตัวเองมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

 

          ร่างสูงกลับออกมา และเพื่อนที่เพิ่งคุยกับอาจารย์เสร็จยังกระจายอยู่แถวๆ นั้น รวมถึงคนที่อยู่ในความคิดด้วย

 

          คิมจงอินยักคิ้วให้ สวนทางกับอีกฝ่ายที่หน้าตาบึ้งตึงไม่น่าเข้าใกล้เป็นเอกลักษณ์

 

          “หงุดหงิดอะไรมา ถ้าให้กูเดา...คงไม่พ้นเสี่ยวลู่สินะ” สรรพนามใหม่ทำให้ชายหนุ่มชะงัก หันกลับไปเลิกคิ้วสบตา

 

          “เอ้า...ก็เพื่อนๆ เรียกลู่หานแบบนั้น เจ้าชายปาร์คชานยอลคนนั้นก็ด้วยนะ กูผิดตรงไหน” ฉีกยิ้มไปพร้อมกับคำตอบ แต่ไม่น่ารักหรอก น่าถีบมากกว่า

 

          ตวัดสายตามอง และไม่มีทางที่จะหยุดคนกวนประสาทได้เพราะเรื่องแค่นี้

 

          “ได้ดูหรือเปล่ารูปที่ส่งให้ น่ารักดีนะว่าไหม” คำถามน่ารำคาญยังคงถูกส่งต่อมาให้เรื่อยๆ ระยะทางระหว่างตึกเรียนกับโรงอาหารอยู่ไกลกันพอสมควร นั่นหมายความว่าเขาคงต้องทนฟังเจ้าเพื่อนชั่วพล่ามอะไรต่อไปอีกพักใหญ่

 

          “ก็ดี ถ้านั่นคือสิ่งที่สตอล์กเกอร์อย่างมึงอยากได้ยิน”

 

          “ที่กูอยากได้ยินน่ะ คือความรู้สึกจริงๆ ของมึงต่างหาก โอเซฮุน” คราวนี้เสียงที่ได้ยินเปลี่ยนไป การล้อเล่นมีเค้าแววจริงจังแอบแฝงมาอย่างเงียบเชียบ

 

          เจ้าของชื่อประสานสายตากลับไปยังเพื่อน มันเป็นประกายวาววับที่บิดเร่า เหมือนกำลังสนุกไปกับการท้าทายความอดทนนี้ แต่...

 

          “มึงอยากได้ยินอะไรก็ตามนั้น” ตัดบทตามนิสัย แต่ปลายหูก็ยังได้ยินเสียงหัวเราะชอบใจ

 

          “ไม่มีเป็นพิเศษหรอก แต่หึงหน่อยก็ดีนะ ก่อนจะไม่มีโอกาส”

 

          คำบอกนั้นทำให้ขายาวๆ หยุดลง ทุกอย่างชะงักงัน เหลือเพียงการจ้องตาอย่างเอาเรื่องและไม่ยอมลงให้

 

          “กูไม่จำเป็นต้องรู้สึกอะไรกับคนที่ทำตัวง่ายไปทั่วแบบนั้น”

 

          ให้ใกล้กันแค่ไหน มุมมองเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้ว...ลึกลงไปก็ไม่มีใครเปลี่ยนความคิดจองเซฮุนได้

 

          สำหรับเขา...ลู่หานก็ยังคงเป็นคนที่ยอมอ้าขาให้ใครก็ได้ง่ายๆ ขอแค่ทำให้หายอยากได้

 

          และความคิดนั้นสื่อไปถึงคิมจงอินอย่างไม่ต้องสงสัย

 

          ครู่หนึ่งที่ไม่มีการโต้ตอบ คำพูดมากมายกำลังหลั่งไหลโดยปราศจากเสียง ต่างไม่ยอมละสายตา และ...ท้ายที่สุดชายหนุ่มผิวแทนก็ไหวไหล่ โคลงศีรษะพร้อมตบมือลงมาบนไหล่หนาเบาๆ

 

          “เอาเถอะตามใจมึง ถ้ารำคาญมากนักก็อดทนอีกนิดละกัน อีกไม่หรอก...ลู่หานจะไม่มาให้มึงเห็นหน้าอีก” พูดจบแล้วก็เดินนำไป ไม่ได้ก่อกวนหรือหันมาสนใจกันอีก

 

          ระหว่างกันหลงเหลือเพียงความเงียบ กับเสียงอึกทึกของโลกภายนอกที่ไม่เข้าหัว

 

          ริมฝีปากได้รูปปิดสนิท และอันที่จริงเซฮุนไม่ได้เก็บคำพูดของเพื่อนมาคิดมากขนาดนั้น

 

          เขาไม่เคยจินตนาการถึงชีวิตที่ไม่มีลู่หานมาเกะกะสายตา

 

          ไม่เคยคิดถึงมากกว่า เพราะต่อให้คนน่ารำคาญแบบนั้นหายไปก็ไม่มีผลอะไรต่อชีวิตเขาเลยสักนิด

 

          มือใหญ่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตอบข้อความเท่าที่จำเป็น – ไม่มีคิมจงอินอยู่ในรายชื่อเหล่านั้น แต่ปลายนิ้วก็ยังกดเข้าไปอ่านข้อความที่ถูกส่งมาซ้ำอีกครั้ง

 

          รูปเหล่านั้นถูกขยายใหญ่...รูปของลู่หานกับปาร์คชานยอล และรอยยิ้มกับความใกล้ชิดที่แสดงออกว่ามีความสุขกันขนาดนั้น

 

          เซฮุนนิ่งมองมัน ดวงตาสีเข้มราบเรียบไม่ปรากฏห้วงอารมณ์ เขาแค่อยากดูมันอีกครั้ง ดูให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้รู้สึกอะไรไปกับเรื่องที่เกิดขึ้น

 

          คำตอบคือมันไม่มีผลกระทบใดๆ กับเขาอย่างที่คิด

 

          อีกอย่าง...ชายหนุ่มไม่มีเวลาว่างขนาดนั้น

 

          การหายไปหนึ่งปีทำให้ต้องเรียนหนักมากกว่าคนอื่น เรียนควบของทั้งสองชั้นถ้าอยากจบพร้อมคนอื่นๆ วันจันทร์และอังคารจึงเป็นวันหฤโหดสำหรับเขา – ตั้งแต่แปดโมงครึ่งถึงสามทุ่มครึ่ง พร้อมกับรายงานเกือบทุกวิชา

 

          ยากที่จะจัดการ ไม่ง่ายเลยแม้เขาจะเป็นโอเซฮุนคนเก่งของมหาวิทยาลัย

 

          อัจฉริยะก็มีวันเหนื่อยเหมือนกัน...

 

          เป็นครั้งที่อาจารย์ปล่อยเลทเกือบจะสี่ทุ่มครึ่ง

 

          ร่างสูงเดินกลับออกมาพร้อมกับหนังสือหลายเล่มในมือ ครบกำหนดคืนวันนี้ และเป็นโชคดีที่หอสมุดกลางเริ่มเปิดยาวไปถึงเที่ยงคืน

 

          — ก่อนสอบกลางภาคแต่ละคณะมักมีเทสต์ย่อย และมันจำเป็นต้องมีที่ให้นักศึกษาแบบพวกเขาได้ติวหนังสือกัน

 

          ยังมีผู้คนให้เห็นหนาตาไม่ต่างจากช่วงกลางวันมากนัก แต่ละตึกเปิดไฟสว่างไสว บ้างจับกลุ่มกันทำรายงาน บ้างรวมตัวกันทำกิจกรรมตามแต่ที่ได้รับมอบหมาย

 

          มหาวิทาลัยอันดับหนึ่งของประเทศก็เป็นแบบนี้...การเรียนต้องดีแต่เรื่องอื่นก็ทิ้งไม่ได้

 

          ชายหนุ่มเดินทอดน่องไปตามทางช้าๆ ไม่ได้หยุดพักหรือสนใจอะไรเป็นพิเศษ เพื่อนๆ ของเขาเลิกเรียนและกลับไปตั้งแต่บ่ายสามแล้ว แต่การอยู่คนเดียวไม่ใช่ปัญหาของเซฮุน

 

          ไม่ได้วังเวง และยังมีเสียงพูดคุยเบาๆ ให้ได้ยิน เหมือนกลีบดอกเชอร์รี่มากมายที่ยังคงปลิวว่อนในอากาศ เล่นสนุกไปกับสายลม

 

          หอสมุดอยู่ตรงหน้าถัดไปไม่ไกล ก่อนที่มือใหญ่จะได้ออกแรงผลักบานประตูเข้าไปข้างใน

 

          ไฟทุกดวงยังสว่างจ้า พร้อมด้วยผู้คนประปรายที่จับจองโต๊ะว่างกับการเรียนของตัวเอง

 

          เซฮุนหยุดยืนตรงเคาน์เตอร์เพื่อทำธุระของตนให้เสร็จ กลิ่นกระดาษกลิ่นหมึกที่คุ้นชินทำให้หัวสมองที่เหนื่อยล้าผ่อนคลายลงมากทีเดียว – หนึ่งในกิจกรรมยามว่าง เขาชอบอ่านหนังสือ เคยชอบ...แต่อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว

 

          ปล่อยอารมณ์อยูในห้วงภวังค์ครู่เดียวเท่านั้น ก่อนจะยื่นมือกลับไปรับบัตรนักศึกษาคืนมา ทุกอย่างเรียบร้อยด้วยเวลาสั้นๆ และมันดีสำหรับคนที่เหนื่อยมาแล้วทั้งวัน

 

          คงจะได้กลับไปพักผ่อนตามตั้งใจ ถ้าปลายหางตาไม่สะดุดเข้ากับบางอย่าง

 

          ไกลออกไปขนาดนั้นยังเห็นได้ เซฮุนเกลียดความตาไวของตัวเอง

 

          แทบสุดผนังอีกฝั่งของพื้นที่กว้างใหญ่นี้ ใครคนหนึ่งที่ไม่อยากแม้แต่จะรู้จักนั่งอยู่ลำพังตรงนั้น

 

          ลู่หานกับกองหนังสือท่วมหัว และสภาพที่...บอกเลยว่าดูย่ำแย่กว่าตอนเช้าที่เจอกันเสียอีก

 

          นี่มันสี่ทุ่มกว่าแล้วไม่ใช่เหรอ...

 

          เหลือบมองนาฬิกาบนผนัง ครู่หนึ่งที่ไม่ได้ลังเลขนาดนั้นร่างสูงก็ตรงเข้าไปหา เจ้าลูกกวางกำลังก้มต่ำพิมพ์อะไรต๊อกแต๊กจนเหมือนจะหล่นเข้าไปในโน้ตบุ๊ค

 

          หยุดยืนข้างๆ แต่อีกฝ่ายคงโง่เกินกว่าที่จะรู้จักสังเกตสิ่งรอบตัวให้ไวกว่านี้

 

          “ทำอะไร ทำไมไม่กลับไปพัก” เสียงทุ้มลึกกดต่ำ และคนไม่ทันระวังสะดุ้งโหยง ลู่หานรีบเงยหน้าขึ้น ดันแว่นแล้วเผลอทำตาโตตอนจ้องกลับมา

 

          หน้ากวางป่วยชัดๆ ขมวดคิ้วก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองหน้าจอที่เต็มไปด้วยตัวหนังสือ

 

          “บอกแล้วไงว่าไม่ต้องทำ” – กะแล้วไม่มีผิด รายงานเล่มนั้นก็ยังแผ่หลาเป็นหลักฐานอยู่ข้างๆ

 

          เซฮุนจ้องตาเจ้าเด็กดื้อ เขม่นมองอย่างเอาเรื่อง ปกติคงห่อไหล่ก้มหน้ากลัวเขา แต่ตอนนี้น่ะเหรอ...

 

          “แต่มันเป็นความรับผิดชอบของเรานะ” เถียงตาใส คว่ำปากไม่ยอมแพ้อีกต่างหาก

 

          “เลิกดันทุรังแล้วกลับบ้านไปได้แล้ว”

 

          “...เราแค่พยายามต่างหาก”

 

          “คิดว่าคนโง่อย่างนายจะทำอะไรให้มันดีขึ้นได้หรือไง!” เสียงดังและหยาบคายขึ้นโดยไม่รู้ตัว

 

          คราวนี้คู่สนทนาไม่ตอบ ได้แต่สูดน้ำมูกด้วยจมูกแดงๆ แล้วมองตากลับมา ใบหน้าหวานดูบึ้งตึงไม่สบอารมณ์ จ้องให้รู้ว่าจ้อง ลู่หานกำลังต่อต้านกลับมาอยู่เงียบๆ แม้จะป่วยจนลืมตาไม่ขึ้นแล้วก็ตาม

 

          ดันทุรัง...กวนประสาท!

 

          อยากบีบคอให้ตาย แต่จู่ๆ ร่างเล็กก็ลุกพรวดขึ้น และ...

 

          “...งั้นคุณก็ทำไปเลย...” เสียงอู้อี้ยานคาง ทำตาขวางใส่กัน แล้วก็คว้าหนังสือไปเก็บที่ชั้น

 

          แล้วก็ทิ้งให้เขานิ่งอึ้งอยู่กับการสวนคืนที่เหนือความคาดหมายนิดๆ นั้น – เมายาแก้ไข้จริงๆ สินะ

 

          หันมองตามไป เดินยังตะไม่ไหว แล้วยังโง่ตะกายขึ้นไปเกาะชั้นหนังสือสูงๆ อีก พ่นลมหายใจอย่างหัวเสียก่อนจะตามไปคว้าเล่มในมือมาถือไว้เอง

 

          “อย่ามายุ่ง”

 

          “อย่าลีลาน่ารำคาญ”

 

          “ปล่อย”

 

          “ลู่หาน!”

 

          ดุใส่เสียงแข็งพร้อมกระชากของในมือมาอีกครั้ง เจ้าเด็กดื้อยืนนิ่ง เม้มริมฝีปากจนแก้มที่แดงเพราะพิษไข้เหมือนจะแตกออกมา เดี๋ยวเดียวก็ยอมปล่อยมือออก แล้วเดินหนีไปที่อื่นให้ต้องตามไปดูวุ่นวายไปหมด

 

          อย่างหนึ่งที่เซฮุนได้รู้เพิ่มมากขึ้น พอป่วยแล้วเจ้าลู่หานจะงอแง ที่ดื้ออยู่แล้วก็ยิ่งดื้อเข้าไปใหญ่ ที่เคยกลัวกันก็หายหมด – ดื้อเงียบ ดื้อหัวชนฝา โง่แล้วก็ดื้อจนน่าฆ่าให้ตาย

 

          กว่าจะจัดการกับอีกฝ่ายได้ ชายหนุ่มก็ถึงกับปวดหัวตุ้บๆ เหมือนจะป่วยเสียเอง

 

          ยืนกอดอกมองมือเล็กค่อยๆ เก็บของลงเป้อย่างใจเย็น ชักช้าจนอยากต่อว่าไปหลายๆ หน และพอทุกอย่างเสร็จสิ้น ก็ยื่นมือไปคว้ากระเป๋าโน้ตบุ๊คตรงหน้ามาทันที

 

          “ของเรานะ”

 

          “ถ้าไม่มีงานอยู่ในนี้ฉันคงโยนทิ้งข้างถนนไปแล้ว” ตอบกลับ แล้วก็กระชากมันมาไว้ในความดูแล

 

          ลู่หานทำหน้างอใส่กันทันที ขมวดคิ้วมองหน้าเขา ครู่เดียวก็หันหนีเดินจากไป

 

          ร่างเล็กเดินโงนเงนเตาะแตะออกมาภายนอก ยิ่งตกดึกอากาศยิ่งเย็น เจ้าลูกกวางพยายามถูจมูกของตัวเองแรงๆ พลางหันซ้ายหันขวาด้วยอาการมึนงงสับสน

 

          พอเห็นแบบนี้...ใจร้ายแค่ไหนก็คงปล่อยไปไม่ได้

 

          “กลับยังไง” – เงียบ ไม่ตอบ ไม่มองหน้า

 

          “ลู่หาน”

 

          “กลับรถบัส” เหมือนจะน็อตหลุดกับเขาจริงๆ เพราะพอตอบเสร็จก็ทำท่าจะเดินหนี แต่...

 

          “รถอยู่ทางนี้” คว้าขอเสื้อเจ้าตัวเล็กเอาไว้แน่น ไม่ได้อ่อนโยนเท่าที่ควรจะเป็น แต่คนป่วยไม่มีทางมีแรงดิ้นขนาดนั้นหรอก

 

          “จะไปส่ง โง่แบบนี้เดี๋ยวก็ไปก่อเรื่องระหว่างทางอีก”

 

          ยังคงมีอาการขืนตัวต่อต้านนิดๆ และเซฮุนอาศัยที่ตัวโตกว่างดึงรั้งอีกฝ่ายให้ก้าวตามมา พร้อมจับยัดเข้าไปในรถอย่างทุลักทุเล

 

          “ทำไมตัวยังร้อน กินยาลดไข้ไปตอนกี่โมง” ฝ่ามือที่วางลงไปบนหน้าฝากนั้นร้อนจี๋ ลมหายใจที่สัมผัสได้ร้อนผ่าว เหมือนแก้มแดงๆ ที่เข้มสีขึ้นเรื่อยๆ

 

          เจ้าลูกกวางเอาแต่นั่งกอดเป้อยู่ในเซฟโซนของตัวเอง พอถูกถามย้ำอีกครั้งถึงจะยอมอ้อมแอ้มตอบกลับ

 

          “...กินไปเมื่อเช้า...” – ถ้าไม่ดีขึ้นแล้วทำไมไม่กินทุกๆ สี่ชั่วโมง!

 

          มีใครก่อกวนอารมณ์เขาได้มากกว่านี้ไหม?

 

          หรือมีใครโง่ บ้า ปัญญาอ่อนได้ยิ่งกว่าลู่หานหรือเปล่า?

 

          โอเซฮุนเสยผมอย่างหงุดหงิด เดินอ้อมไปขึ้นรถ แล้วขับกระชากออกไปทันที

 

          ชายหนุ่มไม่ได้ต่อว่าหรือพูดจารุนแรงใส่ แค่มองตรงไปข้างหน้า แล้วเบรกแรงๆ เมื่อมองเห็นร้านสะดวกซื้อ

 

          “รอตรงนี้” ออกคำสั่งแล้วก็ก้าวลงไปเร็วๆ ไฟกะพริบที่เปิดเป็นสัญญาณไว้คงช่วยยื้อเวลาได้สักพัก

 

          ทำทุกอย่างด้วยความรวดเร็ว อาหารง่ายๆ สำหรับคนป่วยก่อนกินยา อะไรที่ใช้เวลาสั้นๆ และสามารถทำให้ร่างกายอุ่นขึ้น

 

          เลือกหยิบไปจ่ายเงิน ก่อนจะกลับมาส่งให้คนที่แทบลืมตาไม่ขึ้นในรถ

 

          “...รามยอน...”

 

          “รสไก่ ไม่เผ็ดหรอก กินเข้าไป”

 

          — ไม่เคยดูแลคนป่วย ไม่เคยมีใครให้เขาต้องดูจริงจัง ตอนที่ไม่สบายเขาก็ยังลงมาซื้อของพวกนี้กินกันตาย และเขาก็ไม่ตาย

 

          เพราะฉะนั้นกินเข้าไปเถอะ...

 

          ส่งขวดน้ำและแผงยาลดไข้ตามไป ยังไม่ออกรถจนกว่าคนตัวเล็กจะละเลียดกินมันจนหมด

 

          “...ไม่อร่อยเลย...”

 

          “เรื่องมาก น่ารำคาญ” – ป่วยแล้วใจกล้าเหลือเกินนะ

 

          ถูกย่นจมูกใส่ พอเห็นเขาทำท่าเอาเรื่องเจ้าเด็กดื้อก็รีบห่อไหล่หันไปสูดเส้นบะหมี่เงียบๆ

 

          ห้วงเวลาสั้นๆ ในรถที่มีเพียงพวกเขา ดูแตกต่างจากภายนอกที่เต็มไปด้วยแสงสี

 

          ไม่มีเสียงเพลงหรือการบรรเลงดนตรี

 

          มีแค่การขยับยุกยิกไปมาตรงปลายหางตาที่ไม่ได้น่ารำคาญเกินไปนัก ลู่หานไม่ได้โวยวายออดอ้อน ไม่เรียกร้องหรือทำตัวน่าสงสาร ตรงกันข้ามคือการต่อต้านผลักไสเขามากกว่าปกติทุกทิศทาง

 

          จากแค่เหลือบมองกลายเป็นจบลงที่การจ้องมอง

 

          มองกลุ่มผมสีอ่อนที่ขยับไปตามการเคลื่อนไหว ริมฝีปากสีชมพูที่เผยอออกสลับเม้มเข้าหากัน ปลายจมูกเชิดรั้นที่ยังคงเป็นสีแดง และมือเล็กๆ ที่จับตะเกียบเอาไว้อย่างหมิ่นเหม่

 

          โดยเฉพาะดวงตาฉ่ำปรือที่เขามักตั้งท่ารังเกียจและไม่อยากสนใจมัน

 

          เพิ่งรู้ว่ามันเคยสดใสขนาดไหน

 

          และเพิ่งเห็นว่าแพขนตาเหล่านั้นยาวและงอนมากจริงๆ

 

          นิ่งมองอยู่แบบนั้นจนอาหารที่ซื้อมาหมดลง และคนป่วยในความดูแลกินยาเสร็จเรียบร้อย

 

          ลู่หานขอบคุณเขา แล้วหลังจากนั้นระหว่างกันก็ไม่มีอะไรให้พูดคุยอีก เซฮุนสนใจแค่การขับรถและถนนข้างหน้า ส่วนคนที่ยาเริ่มออกฤทธิ์ก็เริ่มปรือตาลงอีกครั้ง

 

          ทั้งที่ไม่สบายขนาดนี้ก็ยังเลือกที่จะอยู่แก้อีกเหรอ...ทำไมกัน?

 

          ได้แต่ตั้งคำถาม ที่ไม่มีวันเอ่ย และคงไม่มีทางได้คำตอบจากริมฝีปากเชอร์รี่ที่ปิดสนิทนี้

 

          เหลือบมองคนที่นิ่งไปเป็นระยะ แล้วก็เห็นว่าร่างเล็กพยายามซุกเข้าหาเป้ของตัวเอง อาจจะหนาว...เขาเลยเอื้อมมือไปปรับแอร์ให้

 

          “...ใจดีแบบนี้...เราก็เลิกรักไม่ได้น่ะสิ...เซฮุนนา...” จู่ๆ คนที่คิดว่าหลับไปแล้วก็เอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง

 

          คล้ายละเมอ แต่ไม่หรอก...ดวงตากวางที่กำลังสั่นไหวรุนแรงนั้นให้คำตอบได้ดีที่สุด – เจ็บปวด และเต็มไปด้วยความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า

 

          โลกใบนั้น...โลกที่บิดเบี้ยวใบนั้น เขาทำลายมันลงด้วยมือของตัวเองซ้ำๆ

 

          จ้องมองลึกเข้าไป ในขณะที่มันปรือลงช้าๆ อีกครั้ง

 

          “งั้นก็...ไม่ต้องเลิก” คำพูดที่ไม่ผ่านการไตร่ตรองสะดุดอยู่ตรงปลายลิ้น “ถ้าเลิกไม่ได้ก็รักต่อไปแบบนี้ล่ะ”

 

          คงเป็นเสียงนุ่มหูที่สุดเท่าที่เคยเอ่ยออกมา สัมผัสถึงความคิดอะไรไม่ได้เลยแม้แต่ในสมองของตัวเอง ทำได้เพียงสบสายตาที่มองกลับมา ตามด้วยรอยยิ้มเศร้าสร้อยนิดๆ ของคนฟัง

 

          “...ขี้โกงนี่นา...”

 

          ใช่...เขามันคนขี้โกง เป็นคนเห็นแก่ตัวที่ไม่สมควรมีความสุขใดๆ

 

          เป็นคนบาปที่ไม่สมควรได้รับความรัก และพระเจ้าคงไม่มีวันให้อภัย

 

          นิ่งมองคนที่หลับไปอีกครู่หนึ่งก็เลิกสนใจ

 

          เขาไม่ใช่ปริ๊นซ์ชาร์มมิ่งที่กำลังตามหาเจ้าสาวจากรองเท้าแก้วในมือ ไม่ใช่เจ้าชายที่จะใช้จุมพิตถอนพิษจากผลแอปเปิ้ลได้

 

          ในโลกที่มืดมนไร้แสงสว่างนี้ เขาเป็นได้แค่พ่อมดใจร้ายที่รู้วิธีทำร้ายคนอื่น แต่ไม่สามารถหาวิธียับยั้งพิษร้ายนั่นได้

 

          ถ้าจะว่าใครสักคนว่าโง่...ก็คงเป็นตัวเขาเองที่โง่ที่สุด

 

          ในความเงียบงันสั้นๆ นี้ เรื่องราวในหัวมากมายหลั่งไหลมาจากความทรงจำที่ถูกเก็บกลั้น เซฮุนได้แต่มองภาพในอดีตเหล่านั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย

 

          ไม่เจ็บปวดที่ยิ้มแย้มไปกับมัน

 

          ก็แค่วังวนที่กักขัง แต่เขาไม่ได้คิดพังทลายมันออกมา

 

          บูกัตติ เวย์รอนจอดสนิทลงตรงหน้าหอพักเดิม ลู่หานยังคงหลับลึก และเขาคงต้องตามพยอนแบคฮยอนลงมาแบกเพื่อนของตัวเองขึ้น

 

          กริ๊งเดียวสั้นๆ ไม่นานคนยิ้มง่ายก็รีบลงมา

 

          เจ้าลูกกวางที่ถูกรบกวนการนอนงอแงยกใหญ่อย่างที่คิดเอาไว้ ทั้งดื้อและวุ่นวายมากจริงๆ

 

          ชายหนุ่มถอนหายใจ สุดท้ายก็ต้องเป็นคนอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นไปส่งถึงเตียงในห้องนอน - พอหัวถึงหมอนก็ผลักเขาออก หันไปคว้าตุ๊กตากวางเน่าๆ ตรงหัวเตียงมากอดไว้แทน

 

          ทำคุณบูชาโทษแท้ๆ หายเมื่อไหร่เจอดีแน่...ลู่หาน

 

          คาดโทษทางสายตากับคนที่หลับอุตุไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร อย่างน้อยแก้มก็ไม่แดงแล้ว และเหมือนว่าจะหายใจได้ดีขึ้นกว่าเดิมด้วย

 

          ใช้ปลายนิ้วปัดปลายผมที่รกระเปลือกตาออกให้ – ตัวเย็นขึ้นแล้วล่ะนะ

 

          ทุกอย่างถูกคืนให้อยู่ในความดูแลของแบคฮยอน เขาบอกเวลากินยากับอีกสองสามเรื่องให้สั้นคนตัวเล็กฟังสั้นๆ ก็กลับลงมา

 

          ห้าทุ่มครึ่งกว่าแล้ว เซฮุนล้าเต็มที...

 

          กดรีโมทปลดล็อครถของตัวเอง และในจังหวะที่เตรียมจะก้าวขึ้นนั่งนั้น ประตูรถอีกคันที่จอดนิ่งสนิทอยู่ในความมืดก็เปิดออก

 

          เมอเซเดส เบนซ์ดำคันนี้ไม่คุ้นตาเท่ากับเจ้าของที่ก้าวลงมา

 

          ร่างสูงสมบูรณ์แบบและเป็นที่จับตาไม่ต่างกัน

 

          ปาร์คชานยอลคนดังกำลังจ้องมองมาทางนี้

 

          ไม่มีคำทักทายหรือการโบกมืออย่างเป็นมิตร ใบหน้าหล่อเหลาเรียบเฉย เช่นเดียวกับเขาที่ไม่แสดงออกใดๆ กลับไป

 

          มีเพียงการประสานสายตาที่นิ่งเงียบและเยือกเย็น

 

          ครั้งที่สองแล้วสินะที่ได้พวกเขาได้เผชิญหน้ากัน

 

          ครั้งแรกในฐานะคนแปลกหน้า แต่ว่าในครั้งนี้...ดูเหมือนจะมีอะไรมากกว่านั้น

 

          อากาศยังคงนิ่งสงบ กาลเวลาไม่กล้าเคลื่อนไหว

 

          ท่ามกลางความมืดมิดที่ไร้เสียงใดๆ รอบตัวนี้

 

          ดวงตาคมล้ำลึกทั้งสองคู่กำลังวาววับเรืองรอง เปล่งประกายท้าทายโดยปราศจากผู้บ่วงรู้ความคิดภายใน

 

          เปลวไฟลุกโชนแรงกล้า...

 

          พร้อมแผดเผาฝ่ายตรงข้ามให้พินาศย่อยยับลง!




TBC*




ทำตัวน่ารักก็เป็นนี่คุณพระเอก
555555555555555555555555555


อาทิตย์นี้คงอัพได้วันเดียวนะคะ
มีเรื่องให้ต้องทำเยอะแยะเลย
รอหน่อยน้า ~


ให้เครดิตก่อนๆ
ความรู้เศรษฐศาสตร์นอกจากอ่านเองแบบโง่ๆ แล้ว
ก็ยังมีตะจี๋ดวงใจจอมทัพที่คอยช่วยดูให้ค่ะ
หัวข้อรายงานของพระเอกน้องก็เป็นคนแนะนำค่ะ
ขอบคุณตะจี๋มากๆ เลย


พูดคุยสรรเสริญคุณพระเอกไปพร้อมกันได้
ที่คอมเมนต์และแท็กนะคะ


ซียูจ้าาา.



Hashtag
#ฟิคห้ามจูบ

 





 

 

 

T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 134 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,559 ความคิดเห็น

  1. #3525 Tangkwa Maneewan (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 / 02:11
    เอาจีงงเซฮุนโครตปากเเข็งเลยอะ การกระทำเหมือนสับสน
    #3,525
    0
  2. #3514 hamhamtaro13 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 กันยายน 2561 / 00:11
    ร้องไห้เลยค่ะตอนนี้ อุตส่ากลั้นมาได้ตั้งหลายตอน55555
    #3,514
    0
  3. #3504 haneulkim (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2561 / 23:57
    พระเอกเป็นไบโพล่าป่ะคะ ไม่เข้าใจคุณเขาเท่าไหร่เลย
    #3,504
    0
  4. #3481 prsh (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2561 / 16:14
    อะไรของเขา ตามไม่ทันจริงๆคุณคนนี้ กลับไปเลย ชานยอลมาแล้วว
    #3,481
    0
  5. #3460 sunsweets (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 / 10:05
    เนี่ยก็ห่วงน้องขนาดนี้ยังจะปากแข็ง โอเซฮุนคนบ้า
    #3,460
    0
  6. #3419 Maylovechanbaek (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2561 / 11:34
    คือทีแรกเซทำเหมือนลู่ผิด ตอนนี้เซทำเหมือนเซผิด อยากรู้ว่าปมคืออะไร ทำไมถึงเลิกกัน???
    #3,419
    0
  7. #3408 GBright˙ω˙ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 เมษายน 2561 / 10:11
    อย่าให้ความหวังเสี่ยวลู่เลยเซฮุน
    #3,408
    0
  8. #3046 tha_na_porn (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 4 เมษายน 2561 / 15:49
    สู้เขาชานยอล
    #3,046
    0
  9. #2999 luhanbaekhyunkai (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 2 เมษายน 2561 / 08:02
    พระเอกมาแล้ว ชานยอลลล
    #2,999
    0
  10. #2949 polypoll (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 1 เมษายน 2561 / 21:01
    กั๊กทำไมวะ!?! รำค๊าญญญญญญ ไม่ชอบก็ปล่อยเขาไปดิ
    #2,949
    0
  11. #2832 I LoVe xs (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 มีนาคม 2561 / 07:56
    เริ่มชอบเค้าแล้วใช่มั้ยล่ะ มาบอกไม่ต้องเลิกรัก ขี้โกง!!! ทีมพี่ชานมากค่ะตอนนี้
    #2,832
    0
  12. #2691 SSkyelle (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 มีนาคม 2561 / 09:38
    เกลียดมาหลายตอน พอมาตอนนี้แงงงงใจบางเลยแพ้
    #2,691
    0
  13. #2625 janenyhun (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 14 มีนาคม 2561 / 04:00
    จะรักก็รีบรักสิคุณ
    #2,625
    0
  14. #2190 Alpaca_haha (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 2 มีนาคม 2561 / 03:35
    เซฮุนขี้โกงง มีการบอกไม่ให้เลิกรัก แง้คนบ้า
    #2,190
    0
  15. #1753 PareWaPkh (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2561 / 19:52
    อบอุ่นนนนน
    #1,753
    0
  16. #1690 Joker_King (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:20
    คิดถึงจังเยยค่าาาาาา
    #1,690
    0
  17. #1689 hunhanhh1220 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:13
    เพิ่งได้มาอ่านเรื่องนี้ คือดีมากๆเลยค่ะ แงงง คือพระเอกร้ายจนน่าโมโห หึ้ยยย คุณปาร์คก็ดี๊ดี นี่เชียร์คุณปาร์คเต็มสูบเลย
    #1,689
    0
  18. #1686 YokTamonwan (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:07
    ไรท์ต้อด่วนเลยยย
    #1,686
    0
  19. #1685 sunicha1409 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 / 21:56
    ก็ห่วงเขาขนาดนั้นนนนนนนนน ดูแลทุกอย่าง ทุกรายละเอียด ไข้ลดแล้วเอย หายใจสะดวกแล้วเอย มีความปัดผมให้ โอ้ยยยยยยยย ชอบก็บอกชอบสิลืมผู้หญิงคนนั้นให้ได้สักที
    #1,685
    0
  20. #1684 HUNHAN7520 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 / 21:27
    เซฮุนจะใจแข็งได้นานแค่ไหน เสี่ยวลู่น่ารักขนาดนี้ แล้วไหนจะคู่แข่งอีกก
    #1,684
    0
  21. #1681 hunnnielu947 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 / 17:58
    เซฮุนนา ฮือออ ชอบมากเวลาลู่เรียกแบบนี้ โอ้ยยย เซฮุนจะไม่ใจอ่อนหน่อยหรออออ
    #1,681
    0
  22. #1680 Who Ozone (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 / 03:27
    ขี้โกง ระวังบาปนะ
    #1,680
    0
  23. #1678 JongjitSriyan (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 / 01:36
    เซฮุนน่า อย่าขี้โกงสิ
    #1,678
    0
  24. #1677 Ploy Yahom (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 / 01:16
    พีคมากก “ไม่ต้องเลิกรัก” กรี๊ดดดดดด พี่เค้าพูดนี้ออกมาแล้ววว
    #1,677
    0
  25. #1674 sxhun (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:16
    ยอมใจพระเอกมาก
    #1,674
    0