ใต้ร่มใบภักดิ์

ตอนที่ 41 : แกลลอนที่ 20 (50%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 115
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    25 มิ.ย. 60





วันรุ่งขึ้น...

ลัลนาเดินออกมาจากร้านค้าแห่งสุดท้ายที่อยู่ในบัญชีรายชื่อ ซึ่งเธอนำสินค้าทั้งสบู่และน้ำมันไบโอดีเซลมาฝากขายด้วยสีหน้าแห้งเหี่ยวอับเฉาพร้อมกับหนุ่มข้างกาย เพราะไม่คาดคิดเลยว่าหนทางที่กำลังจะรุ่ง กลับกลายเป็นริ่ง แล้วดิ่งลงเหวจนสุดกู่ เมื่อบรรดาร้านค้าที่เธอเคยนำของไปฝากวางในคราแรกกล่าวกับเธอเพียงสั้นๆ เหมือนกันเกือบทุกร้านว่า

ช่วงนี้พี่รับสินค้าใหม่เพิ่มไม่ได้หรอกจ้ะ

ทำไมล่ะค่ะ

ลัลนาเอ่ยถามเช่นนั้นด้วยความสงสัยทุกครั้งที่ได้ยินประโยคซึ่งใจความคล้ายๆ กันแบบนี้

ก็พี่เพิ่งรับออร์เดอร์ใหม่เข้ามาเมื่อเช้านี้เอง คงต้องรอให้ขายหมดก่อนน่ะจ้ะ

หรือไม่ก็...

พี่ไม่มีพื้นที่จะให้วางของแล้วละจ้ะ ดูสิ ของเก่ายังแน่นไปหมดเลย

ฟังดูก็รู้ว่าเป็นเพียงข้ออ้าง เพื่อจะบอกปัดไม่รับฝากขายสินค้าของเธอชัดๆ แต่ลัลนาก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการดึงดันด้วยลูกตื้อ

พี่ลองดูของฉันก่อนก็ได้นะจ๊ะ คราวนี้ฉันเปลี่ยนกล่องมาใหม่แล้ว สีสันสวยงามสะดุดตาเชียวจ้ะ หรือถ้าในร้านพี่ไม่มีที่วางของแล้วจริงๆ แค่เอาโต๊ะมากางแล้วตั้งขายตรงหน้าร้านก็ได้นะจ๊ะ

ลัลนาไม่ละความพยายาม รีบหยิบทั้งกล่องสบู่และขวดน้ำมันออกมาโชว์ขณะพูด แต่ก็ยังถูกอีกฝ่ายเอ่ยขัดขึ้นอีกคราว

ไม่ต้องหยิบออกมาหรอกจ้ะ ยังไงพี่ก็รับไว้ไม่ได้อยู่ดี

ผู้เป็นเจ้าของร้านพูดด้วยสีหน้าลำบากใจ ก่อนจะปิดประตูบอกปัด มิให้หญิงสาวหาช่องทางต่อรองกับตนได้อีกว่า

ส่วนเรื่องจะให้เอาของมาตั้งตรงหน้าร้านเนี่ย พี่ว่าคงไม่ได้หรอก เพราะพื้นที่พี่มันแคบมาก ทางเดินยังไม่ค่อยจะมีเลย อีกอย่างพี่ก็ดูร้านแค่คนเดียวเอง คงไม่มีเวลาออกไปดูของให้หนูแน่ๆ พี่กลัวมันจะหายน่ะจ้ะ

พอได้ฟังดังนั้นลัลนาจึงได้แต่นิ่งเงียบอย่างจนใจ เพราะถึงเจ้าของร้านจะไม่ได้ปฏิเสธออกมาตรงๆ แต่คำพูดก็บอกอยู่โต้งๆ แล้วว่าพวกเขาไม่ต้องการสินค้าของเธอ สาวใต้เลยจำต้องเดินหน้าจ๋อยออกมาแทบไม่ทัน

และนี่ก็คือเหตุผลว่าทำไม... เธอถึงอยู่ในอาการหม่นหมองสีหน้าไม่สู้ดีนัก

ไร้สาระที่สุด!” จิรเมธสถบออกมาอย่างเหลืออด หลังจากทนยืนฟังลัลนาสนทนากับเหล่าเจ้าของร้านเงียบๆ มาโดยตลอด

ไม่ยอมรับของเพราะไม่มีที่วางงั้นเหรอ ปากหยักเชิดเหยียดออกดูแคลน เฮอะ! ทั้งที่มีที่เหลือขนาดให้คนลงไปนอนดิ้นตายได้หลายตลบเนี่ยนะ ตลกสิ้นดี!”

ทุกคนเขาก็มีเหตุผลของเขานั่นแหละ อย่าไปว่าเขาเลย ลัลนาบอกด้วยน้ำเสียงปลงตก  มันเป็นความผิดของฉันเองต่างหาก ที่ไม่ยอมเชื่อฟังนาย ดันเอาสบู่ใส่กล่องโทรมๆ ไปฝากขาย ก็เลยเป็นอย่างที่นายว่า... ขายไม่ออก! แล้วเราจะไปโทษคนที่เขาเข็ดกับสินค้าของเราได้ยังไงล่ะ

คนพูดลู่ไหล่ลงอย่างรู้สึกผิด ทำเอาคนหัวเสียรีบหุบปากฉับไม่กล้าพูดอะไรมากอีกเลย เพราะกลัวว่าจะเป็นการบั่นทอนกำลังใจของหล่อน คนทั้งสองจึงได้แต่เดินกลับมาขึ้นรถด้วยความเงียบงัน โดยเฉพาะลัลนาที่พอขึ้นมานั่งบนรถแวนแล้ว เธอก็หันกลับไปดูข้าวของเต็มหลังรถที่ตนตั้งใจทำมาขายด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย

ส่วนคนข้างกายที่แอบเห็นท่าทางหดหู่ของหล่อนเข้า ก็บังเกิดความสงสารขึ้นมาจับใจ พานให้นึกโมโหไปถึงร้านขายน้ำมันเครื่อง ร้านขายแบตเตอรี่ และอู่ซ่อมรถทั้งหลายที่พวกเขาเพิ่งจะเอาน้ำมันไบโอดีเซลไปฝากจำหน่าย แต่ก็ได้รับคำปฏิเสธกลับมาเหมือนกัน

โอ๊ย! ไบองไบโออะไรกัน พี่ไม่เอาหรอกน้อง หนุ่มวัยรุ่นอายุไล่เลี่ยกับเขา ผู้เป็นเจ้าของร้านโบกมือไล่พวกตนอย่างไร้มารยาท ทำให้จิรเมธรู้สึกขุ่นเคืองไปแล้วหนึ่งดอก แถมไอ้หมอนั่นมันยังพูดจาไม่มีน้ำใจไร้สมองต่อไปอีกว่า

พี่จะบอกให้นะน้อง ราคาน้ำมันของน้องมันแพงเท่าๆ กับดีเซลนั่นแหละ ผลิตก็ยาก ใช้ไปแล้วก็ไม่รู้ว่าจะดีรึเปล่า เกิดทำให้เครื่องยนต์ลูกค้าพี่เสียขึ้นมา พี่ก็โดนด่าตายเลยสิน้อง

เจ้าของร้านหนุ่มเดินหนีไปทำงานยังอีกทาง

โธ่! พี่จ๊ะ ไบโอดีเซลมันไม่ได้แย่อย่างที่พี่คิดเลยนะ ลัลนาไม่วายเดินตามตื้อ

จริงอยู่ที่ราคามันอาจจะไม่ต่างจากน้ำมันดีเซลสักเท่าไหร่ แต่มันก็มีประโยชน์มากกว่าเยอะเลยนะจ๊ะ อย่างเช่นมันช่วยรักษาเครื่องยนต์จากการเผาไหม้สมบูรณ์ จนไม่เกิดการอุดตันของกำมะถัน ที่สำคัญยังช่วยลดควันดำ ถือเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมของบ้านเราด้วยนะจ๊ะ

จิรเมธมองลัลนาพยายามหว่านล้อมเจ้าของร้านแล้วก็นึกเห็นใจ ในสมองจึงเพียรคิดไปว่าเขาจะหาทางทำอย่างไรให้พวกคิดน้อยแบบนี้มองเห็นและเข้าใจถึงคุณประโยชน์ของไบโอดีเซลได้บ้าง เพราะเรื่องวางกลยุทธ์ในเชิงพาณิชย์นั้นเป็นงานที่เขาถนัดมากกว่าจะให้มาเดินร้องแรกแหกกระเชอขายตรงกันแบบนี้

ในจังหวะที่หนุ่มนักพัฒนากำลังคิดหาทางแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้าอยู่นั้น ไอ้เจ้าของร้านจอมกร่างก็เดินกระแทกแม่สาวผอมบางเข้าอย่างจังด้วยความรำคาญ เพราะคิดว่าเจ้าหล่อนพูดมาก ทั้งที่จริงๆ มันมีแต่ผลดีนานัปการ ทว่าคนใจดำคับแคบเหมือนกบในกะลากลับไม่เคยคิดจะหยุดฟังหรือสนใจเลยสักนิด หนำซ้ำยังมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มทุนอีกต่างหาก ด้วยเหตุที่น้ำมันไบโอดีเซลอาจจะไม่ได้สร้างผลกำไรให้มากมายก่ายกองอย่างที่เจ้าตัวต้องการ

แต่หากมองกันระยะยาวละก็ ของที่เราผลิตใช้เองภายในประเทศ อย่างไรก็ย่อมดีกว่าไปซื้อหามาจากบ้านเมืองอื่นที่อาจจะมีราคาแพงขึ้นจนหูฉี่ ซึ่งมันจะช่วยลดเงินตราที่รั่วไหลออกไปได้ มิหนำซ้ำยังช่วยต่อยอดในเรื่องของการลดต้นทุนค่าขนส่งที่ต่ำลง เราจึงซื้อสิ้นค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ได้ราคาถูกตามไปด้วย และข้อดีที่สำคัญอีกอย่างก็คือ...ยังเป็นการสร้างงานสร้างอาชีพให้แก่คนไทยอีกทางหนึ่งนั่นเอง

ยิ่งคิด จิรเมธก็ยิ่งรู้สึกฮึดฮัดขัดใจ พลางให้นึกค่อนแคะเจ้าของร้านที่ชอบคิดตื้นๆ พวกนี้ไมได้ว่า

ไอ้พวกสมองก้านไม้ขีดเอ๊ย!’

แล้ววินาทีนั้นจิรเมธก็จำได้แม่นยำว่า เขารีบสาวเท้าก้าวเข้าไปรองรับเรือนร่างบอบบางที่ถูกชนจนเสียหลักเซเกือบจะล้มด้วยความอ่อนโยนเพียงใด ก่อนจะยืนประจันหน้าไอ้คนที่ลงไม้ลงมือกับหญิงสาวผู้เป็นดั่งดวงใจของเขาด้วยแววตาเรืองรองขนาดไหน

มีอะไรไอ้หน้าจืด? ผู้เป็นเจ้าถิ่นตะคอกถาม เมื่อเห็นท่าทางเอาเรื่องของจิรเมธ

ขอโทษเธอเดี๋ยวนี้ เขาสั่งเสียงเข้ม

มึงเป็นใครมาสั่งกู?

เป็นใครก็ได้... ที่ทำให้ร้านของแกเจ๊งได้เดี๋ยวนี้เลย เขาขู่เอาจริง จะยอมขอโทษดีๆ ไหม?

มึงกล้าหาเรื่องกับกูเหรอ วอนตายซะแล้วไอ้นี่

แต่อีกฝ่ายกลับไม่มีความรู้สึกเกรงขามอะไรเลยสักนิด มันหันหลังเดินอาดๆ หายเข้าไปทางหลังร้าน

พอเห็นแค่นั้นแหละ ลัลนาก็รู้ทันทีว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป เธอจึงหันมาคว้าข้อมือหนาให้ออกวิ่งเร็วจี๋

หนีเร็ว!” เสียงเตือนของสาวใต้ดังขึ้นแทบจะพร้อมๆ กับคำเรียกขานลูกน้องของอีกฝ่าย

เฮ้ย! เด็กๆ ออกมาหาเฮียหน่อย มีคนมันมากวนตีนหน้าร้าน

สิ้นเสียงของคนเป็นลูกพี่เท่านั้นละ บรรดาจิ๊กโก๋ เด็กแว้น ในพื้นที่หลายสิบคนก็เดินดาหน้ากันออกมาจากหลังร้าน แล้ววิ่งไล่ตามสองหนุ่มสาวที่ริอ่านมาเหยียบจมูกลูกพี่หนุ่มของพวกมันไปอย่างรวดเร็วฉับไว

ทว่ายังนับเป็นโชคดีเหลือเกินที่จิรเมธและลัลนาโกยอ้าวกลับมาถึงรถได้ก่อน เจ้าตัวจึงรีบสตาร์ทเครื่องและขับรถพุ่งทะยานออกไปจากที่ตรงนั้นได้ทันเวลา ก่อนที่พวกอันธพาลจะเข้าถึงตัวรถของตนเพียงแค่เส้นยาแดงผ่าแปด

พอคิดมาถึงตอนที่เขาต้องมาเสียฟอร์มวิ่งหนีไอ้พวกจิ๊กโก๋เตลิดเปิดเปิงแบบนั้นแล้ว ชายหนุ่มก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิด ขัดเคืองใจขึ้นอีกหลายเท่าตัว เลยกะว่าจะชวนหญิงสาวไปหาอะไรเย็นๆ กระแทกปากดับความรุ่มร้อนลงเสียหน่อย และเพื่อเป็นการเอาอกเอาใจสาวใต้ไปในตัวซะด้วยเลย

เธอไม่รีบกลับบ้านใช่ไหม งั้นเราไปหาไอศกรีมในเมืองกินกันดีกว่า เผื่อจะคิดอะไรใหม่ๆ ออกบ้าง

ไม่รู้เจ้าตัวจะเอ่ยปากถามความเห็นของสาวใต้ทำไม ในเมื่อเขาเล่นพูดเองเออเองเสร็จสรรพซะแล้ว

อืม... แล้วแต่นายเถอะลัลนาตอบรับเสียงเนือยๆ

คนฟังเลยยิ่งพลอยกลุ้มอกกลุ้มใจกับหล่อนไปด้วย แต่เขาก็ไม่รู้ว่าจะปลอบเธอได้อย่างไร ในเมื่อเจ้าตัวปล่อยให้เส้นผมดำขลับเงางามที่ยาวสลายอยู่เต็มแผ่นหลังหันมาสนทนากับเขาแทน ขณะที่เบื้องหน้า สาวใต้เอาแต่พิงหัวกับกระจก พลางมองบ้านเรือนสองฟากฝั่งตามถนนหนทางที่เขาขับผ่าน

ดังนั้น คนที่อึดอัดจนเหลือทนเลยหักรถเข้าจอดข้างทาง ก่อนจะดึงมือบางให้หันหน้ามาคุยกัน

หนูนา... อย่าเงียบไปแบบนี้ได้ไหม ฉันไม่สบายใจเลย จิรเมธทอดเสียงบอกอย่างอ่อนโยน

ใครจะคาดคิดล่ะว่าแทนที่เขาจะได้เห็นหน้าสวยๆ ของเธอ กลับเป็นหยาดน้ำตาที่หยดแหมะลงมาเสียนี่ นับเป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นกะจะกับตาตัวเองแบบนี้ เพราะคราวก่อนเขาเห็นเธอเอาแต่นั่งก้มหน้าก้มตาและออกอาการสองไหล่สะท้านไหว จากบนรถแวนที่จอดอยู่ไกลๆ เท่านั้น

หัวใจของชายหนุ่มจึงพลันอ่อนยวบ เสียงการเต้นก็หายวับไปจากความรู้สึก ราวกับว่ามันได้ตายไปแล้วพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ร่วงหล่นลงมาของเธอ

ร้องไห้ทำไมฮึ... หนูนา? ปลายนิ้วโป้งจากสองมืออบอุ่นยกขึ้นเกลี่ยน้ำใสๆ ใต้ดวงตาและร่องแก้มอย่างนุ่มนวล แววตาห่วงหาก็จับจ้องมองลึกเข้าไปในนัยน์ตาคู่โศกอย่างหวานซึ้งตรึงใจ

คนที่ได้รับการปฏิบัติด้วยความละมุนละไมเลยยิ่งออกอาการวาบหวามหวั่นไหว เพราะดันเผลอปล่อยความอ่อนแอให้คนตัวสูงเห็นเข้าซะได้ เธอจึงนั่งก้มหน้ามองพื้นไม่ยอมเอ่ยตอบเขา

ทว่าจิรเมธกลับไม่ใส่ใจ เขาเพียงรอยยิ้มจางๆ ก่อนจะทำหน้าที่ปลอบโยนเจ้าหล่อนต่อไป มือข้างหนึ่งเคลื่อนประคองใบหน้างามคมขำเอาไว้ ก่อนจะค่อยๆ ดันให้เธอฟุบหน้าลงมาบนหัวไหล่กว้างของเขา เพื่อใช้เป็นหลักพักพิงใจในยามที่บังเกิดความอ่อนล้า

อย่าร้องเลย นิ่งซะนะคนดี ถ้าเธอเสียใจเรื่องหน้าร้านวันนี้ละก็ ไม่ต้องห่วงนะ ฉันจะหาทางแก้ไขเอง เขาบอกเสียงละมุน พลางยกมือลูบเรือนผมนุ่มสลวยอย่างแผ่วเบา

อือ ลัลนาพยักหน้ารับ แม้จะรู้สึกอับอายขายหน้าเหลือคณา แต่หญิงสาวก็เลือกที่จะซุกซบอกกว้าง ด้วยความรู้สึกที่อุ่นใจปลอดภัยหาที่ใดเปรียบมิได้ น้ำตาที่ทำท่าว่าจะหยุดไหลจึงยิ่งเอ่อนองเข้าไปใหญ่ เพราะที่พักพิงอันอบอุ่นมีเลือดเนื้อและจิตใจอยู่ตรงนี้...

จิรเมธยังคงลูบหัวเรียกขวัญและกำลังใจของสาวใต้ให้กลับคืนมาดังเดิม เขาไม่อยากจะยอมรับนักหรอกว่าตัวเองซาดิสม์! ชอบทะเลาะต่อล้อต่อเถียงกับสาวแสบซะยังจะดีกว่า ขอเพียงแค่ไม่ต้องทนเห็นเธอมีสีหน้าเศร้าหมอง นั่งร้องไห้จนตัวโยนราวกับเด็กน้อยน่าสงสารอยู่แบบนี้เป็นพอ

ครั้นพอเสียงสะอื้นเลือนหายไป หนุ่มขี้เล่นจึงเชยคางมนขึ้นมาให้สบตากับเขา ก่อนจะเอ่ยล้อเลียนว่า

ไหนขอดูหน้าเด็กขี้แยหน่อยสิว่าจะขี้เหร่แค่ไหน?

ยามที่หยดน้ำตานองหน้าอยู่เช่นนี้เธอก็ว่าน่าอายมากอยู่แล้ว ยิ่งพอมาเจอแววตายั่วเย้ากรุ้มกริ่มของพ่อจอมทะเล้นเข้าไปอีก ลัลนาจึงรีบเบื้อนหน้าหนีออกจากปลายมือใหญ่ทันที เพื่อปลดแอกหัวใจของเธอให้หลุดพ้นการกุมขังไว้ด้วยเล่ห์กลแสนหวานของอีกฝ่าย

ชอบพูดเป็นเล่นอยู่เรื่อยเลย ลัลนาต่อว่าเขาเสียงแผ่ว ก่อนจะเอ่ยปากบอกชายหนุ่มอย่างสำนึกผิดว่า ขอโทษนะที่ฉันไม่เชื่อนายตั้งแต่แรก

หากเป็นเมื่อก่อน จิรเมธคงได้หัวเราะทับถม พูดจาประชดประชันถากถางอีกฝ่ายให้จมดิ่งลงสู่พื้นธรณีไปเสียแล้ว ทว่าหลังจากที่เขาได้คลุกคลีตีโมงกับหPbงสาวนานวันเข้าจนกลายเป็นความผูกพัน นิสัยที่เคยเย่อหยิ่งจองหองก็ค่อยๆ จางหายไปทีละนิด พร้อมกับความเห็นอกเห็นใจคนอื่นที่เข้ามาแทนที่

ขอโทษทำไม... เธอไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย

ผิดสิ เพราะฉันอวดดีไม่ยอมฟังที่นายพูด ของเราก็เลยขายไม่ออกแบบนี้ไงละ เสียงหวานเริ่มสั่นเครือขึ้นมาอีกคราว แต่คนพูดก็ยังกลั้นใจกล่าวต่อไปว่า นายก็เลยต้องพลอยมาเป็นเดือดเป็นร้อนกับฉันไปด้วย

แค่ได้ยินคำพูดนี้จิรเมธก็พอใจมากแล้ว ขอเพียงลัลนายอมเข้าใจและเชื่อใจเขาเท่านั้นว่า...

เขาคิดที่จะพัฒนาหมู่บ้านเขากะหมอกให้เจริญรุ่งเรื่องขึ้นมาจริงๆ

กระหม่อมขอประทานอภัยเป็นอย่างสูงนะพะย่ะค่ะองค์หญิง... เอิงเอย หนุ่มขี้เล่นเลยร้องลิเกให้เธอฟังแก้เครียด เผื่อว่ามุขใหม่ที่เขาเพิ่งคิดได้สดๆ ร้อนๆ จะทำให้หล่อนอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง

กระหม่อมผิดไปแล้วพะยะค่ะ... ที่ไม่ยอมไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน... องค์หญิงเลยต้องมานั่งร้องไห้ซะจนขี้มูกโป่งขนาดนี้...

ลิเกจำเป็นแสดงสีหน้าท่าทางให้เหมือนกับโจรป่าห้าร้อยที่รอรับโทษประหารจากพระราชา

เพราะฉะนั้น... ในฐานะที่กระหม่อมเป็นผู้พิทักษ์แห่งหมู่บ้านเขากะหมอก...  จึงขอรับในความผิดนี้ไว้แต่เพียงผู้เดียวพะย่ะค่ะ... เอิงเอย

คนช่างคิดจบโวหารที่เขาเพียรโก่งคอออกมาอย่างสุดเสียงด้วยการโค้งกายคำนับผู้ชม ส่งผลให้คนมองที่นั่งซึมอยู่ค่อยๆ แย้มยิ้มออกมาทีละเล็กทีละน้อย จนกลายเป็นตลกขบขัน หัวเราะท้องคัดท้องแข็งกับการแสดงที่ห่วยเข้าขั้นเทพของเขา เพราะนอกจากเสียงร้องจะผิดคีย์ไปไกลแล้ว บทบาทของเจ้าตัวก็ดูเกินจริงไปอีกมากโข

นายนี่เว่อร์ไม่มีใครเกินเลยจริงๆ ลัลนาส่ายหน้าช้าๆ แต่แบบนี้ก็เหมาะแล้วละที่จะไปเล่นลิเก

ค่อยยังชั่วหน่อย! ในที่สุดหล่อนก็ยิ้มออกซะที

คนที่คอยเป็นห่วงสาวโศกอยู่นานถอนหายใจอย่างโล่งอก นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มหรี่ลงเล็กน้อยยามที่เขาทอดมองหล่อนอ่อนโยน มือหนาก็โยกหัวทุยไปมาเบาๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยว

ไม่เอาหรอก ก็เธอไม่ยอมเป็นนางเอกของฉันนี่ แล้วพระเอกไร้รักแบบฉันจะอยู่คนเดียวได้ยังไงกันล่ะ?

คำพูดยั่วยวนที่ชวนให้เข้าใจผิดเสียเหลือเกิน ทำให้ลัลนาหน้าแดงขึ้นมาทันตา เมื่อพานนึกไปถึงเรื่องที่เธอนั่งดูดาวกับเขาเมื่อคืนก่อน เธอเลยอดค่อนแคะเจ้าตัวด้วยความเขินอายไม่ได้ว่า

คนบ้า... พูดยังกับว่าจะจีบฉันอย่างนั้นแหละ

คนที่ไม่กล้าคิดเข้าข้างตัวเองและไม่อยากจะพูดอะไรให้ยิ่งเข้าเนื้อตนไปมากกว่านี้ เลยเลือกที่จะนิ่งๆ เงียบๆ แทน

ส่วนชายหนุ่มที่แอบจับตามองเธออยู่โดยมิให้รู้ตัวก็แอบอมยิ้มกระหยิ่มใจ พลางเอ่ยแซวต่อไปว่า

เป็นอะไร... พูดเล่นแค่นี้ ถึงกับเงียบไปเลยเหรอ? ใบหน้ายียวนกวนประสาทลอยไปลอยมา ก่อนที่คิ้วคมเข้มจะเลิกขึ้นสูงเป็นเชิงเย้าแหย่ เอ๋... หรือว่าเธอเขินฉัน?

บ้า! คนหลงตัวเองลัลนาแลบลิ้นใส่เขา พยายามซุกซ่อนบางสิ่งเอาไว้ในใจ ถึงแม้หน้าตาของเธอจะดูเลิกลั่กประดักประเดิด จนความใกล้จะแตกแหล่มิแตกแหล่ หรือบางทีมันอาจจะแตกดังโพล๊ะไปแล้วก็ตาม

เอ้า! วันนี้ฉันยอมให้เธอด่าฟรีๆ วันหนึ่งก็ได้ ยังไงมันก็ฟังเพราะกว่าเสียงร้องไห้เป็นไหนๆ คนถูกว่ายอมความแต่โดยดี เมื่อเห็นจ้าหล่อนหายซึมกะทือไปได้มากโข แถมหนุ่มหล่อยังแอบส่งยิ้มกระชากใจให้แก่ลัลนาเสียอีกทีหนึ่ง แล้วจึงหันไปขยับเกียร์กับพวงมาลัยเตรียมจะออกรถ

ทีนี้เราก็ไปหาไอศกรีมกินแก้เซ็งกันได้ซะที หวังว่าคราวนี้เธอคงจะไม่ร้องไห้ขี้มูกโป่งอีกนะ ไม่อย่างนั้นละก็ ไอศกรีมฉันคงได้เค็มน้ำตาแน่ๆ สุดท้ายคนจอมกวนก็ยังไม่ทิ้งลายด้วยการเอ่ยแซวให้ลัลนารู้สึกเคืองนิดๆ

ตุ้บ! ผลตอบแทนที่ได้รับกลับมาเลยเป็นหมัดเล็กๆ ที่ทุบลงบนต้นแขนของเขาด้วยความหมั่นไส้

โอ๊ย! เจ็บนะ จิรเมธร้องโวยวาย ขณะบังคับรถให้ขับเคลื่อนเข้าสู่กลางตัวเมือง

ถ้าอยากกินไอติมอร่อยๆ ก็หุบปากไปเลย ไม่อย่างนั้นฉันไม่บอกทางนายจริงๆ ด้วย ลัลนาทำปากยื่น

คร้าบ... ผมไม่กล้าแล้วคร้าบ เขาผงกหัวรับหงึกหงักราวกับเกรงกลัวเจ้าหล่อนเสียเต็มประดา

ดีมาก สาวแสบเอ่ยอย่างพอใจ พลางชี้นิ้วบอกทางเขาไปยังเบื้องหน้า ขับตรงไปเรื่อยๆ ก่อนนะ เดี๋ยวพอถึงวงเวียนแล้ว ฉันจะบอกว่าให้เลี้ยวไปทางไหนต่อ

สารถีหนุ่มแอบอมยิ้มขันกับท่าทางกลบเกลื่อนที่แสนห้าวหาความอ่อนหวานไม่ได้เลยสักกะนิด...

แต่ทำไมหนอ... เขาถึงได้รู้สึกว่ามันช่างน่ารักน่าชังเสียนี่กระไร

ดังนั้นตลอดเส้นทางที่จิรเมธขับผ่านจึงเหมือนโรยไปด้วยกลีบกุหลาบ ทำให้โลกของเขากลายเป็นสีชมพู ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นผลพวงที่เกิดมาจากแม่สาวตาโต คมขำ แสนทโมนข้างกายกายคนนี้ได้เลย

หาใช่! สาวสวย หมวย อึ๋ม ที่สำคัญขาวสุดๆ ตามสเปคที่เขาตั้งไว้

แต่เธอกลับเป็นคนที่สอนอะไรหลายๆ สิ่ง และทำให้เขาได้รู้จักในเรื่องที่เคยมองข้ามมาตลอดทั้งชีวิต

โดยเฉพาะ!... เรื่องของหัวใจ

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------

นั่นแน่...เขารักกันแล้วอะ!

โอ๊ยยยย คู่นี้ทำไมเขาน่ารักกันแบบนี้นะ

แต่รักกันสวยๆ หวานๆ มันไม่ใช่สไตล์ของไรเตอร์ (โรคจิต 555)

มาดูกันว่าตอนหน้าไรฯ จะแกล้งคนรักกันยังไงบ้าง หึหึ...


ใครอดใจรอไม่ไหว อยากรู้เรื่องก่อนใคร แวะไปโหลดได้ที่เมพและร้านอีบุ๊คชั้นนำทั่วประเทศค่า เค้ารับประกันความน่ารักนะจ๊ะ 



ใต้ร่มใบภักดิ์
ชมจันท์
www.mebmarket.com
“เย็นศิระเพราะพระบริบาล”ภายใต้ร่มเงาแห่งเศวตฉัตรของพ่อหลวงที่ได้อาศัยเติบใหญ่ทำให้ ผู้ใหญ่ธม แห่งบ้านเขากะหมอก ผลิตน้ำมันไบโอดีเซลตามกระแสพระราชดำริด้วยหวังให้เกิดประโยชน์แก่ชนชาวสยามในภายภาคหน้า ยามที่น้ำมันขาดแคลนโดยมีเพื่อนรักอย่าง เกริกเกียรติ ให้การสนับสนุนเงินทุนแต่แล้วเมื่อ จิรเมธ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน เกิดทราบเรื่องเข้าชายหนุ่มจึงประกาศตัวเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของคนในหมู่บ้านทันทีแล้วมีหรือที่ผู้ใหญ่กล้าเช่นเขาจะยอมให้เด็กเมื่อวานซืนมาหยามศักดิ์ศรีเอาได้เขาจึงจัดการส่ง ลัลนา ลูกสาวจอมทโมนมาปราบเซียนหนุ่มธุรกิจเขี้ยวลากดินซะหน่อยดูเผินๆ เหมือนเป็นการก่อศึกรบ แต่ใครจะรู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว…เขาต้องการจะก่อศึกรักแก่สองหนุ่มสาวเสียมากกว่า!
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น