[JBJ ft.pd101] THEN #ดงเคน #ดงเคนชาติที่แล้ว

ตอนที่ 2 : สบตาเธอในครั้งนั้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 192
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    27 ก.พ. 61

     “ไหนพวกทหารบอกว่าเจ้าเป็นขุนนาง


     คำถามจากคนที่ยืนค้ำหัวอยู่ทำเคนตะที่นั่งถอนหญ้าอยู่ต้องหันกลับไปมอง 


     เขามองหน้าชายตรงหน้าไม่ชัดนักเพราะต้องมองย้อนแสง แล้วเจ้าคนตรงหน้าก็ยืนบังทางทิศที่พระอาทิตย์สาดแสงเข้ามาพอดิบพอดี เขาเป็นชายตัวสูงและค่อนข้างกำยำ ชนิดที่แค่ยืนบังแสงเงาของเขาก็พาดทับตัวของคนตัวเล็กจนมิดแล้ว


     “พวกเขาเข้าใจผิดเคนตะเอ่ยตอบ ในมือมองอย่างไรก็ไม่ชัดเขาจึงหันกลับมาถอนหญ้าต่อ


     คงเป็นลูกขุนนางว่างงานกระมังเคนตะคิดในใจ เพราะชุดที่อีกฝ่ายใส่มันตัดเย็บจากผ้าที่ทอมาจากวัตถุดิบเนื้อดี กลิ่นกำยานไม้หอมอ่อนๆจากกายของอีกฝ่ายก็เป็นประเภทที่คนรวยๆนิยมจุดไว้ในเรือนที่พำนักกัน


     “เห งั้นก็เป็นชาวบ้านธรรมดาหรอ..”ชายคนนั้นยังไม่หยุดพูด แล้วแถมยังเดินอ้อมมาทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิตรงหน้าเขา


     และพื้นที่ตรงนั้นคือวัชพืชกลุ่มสุดท้ายที่เขาต้องถอน


     เคนตะสูดหายใจเข้าลึกๆอย่างย่ามใจไม่ให้โวยวายออกไป 


     แค่สามวันที่เขาเข้ามาอยู่ในกรมกองศิลปะการแสดงนี่ก็ถูกกระแนะกระแหน่เรื่องเส้นสายวันละหลายเวลาจนน่ารำคาญมากพอแล้ว 


     กระทั่งเจ้ากรมยังไม่ชอบขี้หน้าเขาจนสั่งให้ทำงานแปลกๆตั้งแต่เอาลูกแมวลงจากต้นไม้ ขัดผนัง อะไรต่างๆนานาแม้กระทั่งมาถอนหญ้าหน้ากรมแบบที่ทำอยู่ตอนนี้


     เพราะความขี้เกียจจะต่อความยาวสาวความยืดเคนตะจึงทำทุกอย่างโดยไม่ปริปาก


     ทุกอย่างเป็นเพราะชายหน้าง่วงคนนั้นแน่ๆ เพราะทุกครั้งที่ชายคนนั้นโผล่มาเยี่ยมจะได้รับสายตาแค้นเคืองจากคนในกรมนี้


     “นี่เจ้าน่ะ เกิดที่ญี่ปุ่นหรอ?”ชายตรงหน้ายังไม่เลิกถาม 


     เคนตะไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองเขาด้วยซ้ำ แม้อีกฝ่ายจะมานั่งในตำแหน่งทีไม่ย้อนแสงแล้ว 


     “ช่วยลุกออกไปที ข้าจะทำงานนอกจากจะไม่ตอบคำถามเขายังออกปากไล่ เขาลุกถอยหลังแล้วไปนั่งตรงที่ห่างออกไปเล็กน้อย


     อย่างน้อยก็พูดจารู้เรื่อง


     “เจ้ายังไม่ตอบคำถามข้าเลย


     “นี่ จะไม่ตอบจริงๆหรอ


     “โกรธอะไรอยู่รึเปล่า


     คนอะไรพูดมากเสียจริง ถามอยู่นั่นแหละ 


     แต่เอ๊ะ ยิ่งฟังเสียงมันยิ่งคุ้นๆชอบกล เหมือนเคยได้ยินตอน...


     อยู่ในคุกใต้ดิน


     เคนตะละมือจากกอหญ้าแล้วเงยขึ้นมองทันที 


     ชิบหาย


     เจ้าชาย....นี่หว่า


     รอยยิ้มสดใสเหมือนพระอาทิตย์ ดวงตากลมสุกใสเหมือนลูกหมา ตาของเขาโค้งเล็กน้อยเวลายิ้ม 


     “ทรงมีธุระอันใดกับกระหม่อมหรือพะย่ะค่ะ?”ระดับภาษาที่เปลี่ยนไปทำให้ดงฮันแปลกใจเล็กน้อย


     “จำข้าได้แล้วหรอ? นึกว่าจะลืมกันแล้วซะอีกดงฮันพูดแล้วหัวเราะเล็กน้อยอย่างอารมณ์ดี


     “ไม่มีใครลืมเจ้าชายได้หรอกกระหม่อมเคนตะพูดจาอย่างสุภาพ เขาหยุดมือที่ถอนหญ้าแล้วนั่งก้มหน้าเรียบร้อย พลางนึกโทษตัวเองอยู่ในใจ


     เขาเพิ่งเอ่ยปากไล่เจ้าชาย หัวไม่ขาดก็บุญแล้ว


     “เจ้าชื่ออะไรน่ะชายสูงศักดิ์ถาม


     “ทาคาดะ เคนตะ พะย่ะค่ะเคนตะตอบ


     “นี่ เงยหน้ามองข้าหน่อยสิเคนตะส่ายหน้าแล้วให้เหตุผลว่ามันไม่เหมาะสมที่เขาจะมองอีกฝ่ายโดยตรงดงฮันไหวไหล่อย่างไม่ใส่ใจเพราะเขาชินแล้ว นอกจากครอบครัวกับเพื่อนๆอีกสามคนไม่ค่อยมีใครจ้องมองเขาตรงๆจริงๆนั่นแหละ


     “นี่...ทำไมเจ้าใส่ชุดขุนนางฝึกหัดแล้วมานั่งถอนหญ้าล่ะ มันงานของคนสวนนี่


     “เจ้ากรมสั่งให้กระหม่อมทำพะย่ะค่ะ คงเป็นงานของขุนนางฝึกหัดกระมัง..”


     เจ้าชายที่ได้สดับฟังคำตอบของคนตัวเล็กขมวดคิ้วเล็กน้อย


     ขุนนางในวังเขาต้องถอนหญ้ากันด้วยหรอ ไม่เคยได้ยินวุ้ย


     “งั้นข้าขอสั่งให้เจ้าหยุดถอนหญ้า แล้วลุกขึ้นมากับข้าเคนตะถึงกับเผลอเงยมองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจในคำสั่ง


     “ถ้าเจ้าเป็นขุนนางของวังนี้ก็ต้องฟังเราสิ ลุกขึ้นมาเร็วดงฮันลุกขึ้นก่อนแล้วยื่นมองไปตรงหน้าเคนตะ


     ชายชาวญี่ปุ่นไม่กล้ารับน้ำพระทัยไว้เลยยันตัวลุกขึ้นด้วยตัวเอง


     ดงฮันพาเดินไปเรื่อยๆพร้อมกับข้าราชบริพารจำนวนหนึ่งที่วิ่งตามพวกเขามาตั้งแต่ตอนที่ก้าวออกมาจากกรมกองศิลปะการแสดง


     เคนตะแอบขำอยู่ในใจในท่าทางของพวกเขา ตอนที่ดงฮันเดินเร็ว พวกเขาก็เร่งฝีเท้าทั้งๆที่ยังประสานมือไว้และก้มหน้า พอเดินช้าก็ค่อยๆย่องตาม พอเจ้าชายหนุ่มหยุดเงยมองกระรอกบนต้นไม้ก็ชะงักกันแทบหน้าทิ่ม 


     ตอนนี้เจ้าชายพาเขามานั่งเล่นอยู่ริมสระบัว ริมสระแบบริมสระจริงๆ ไม่ใช่ศาลาริมน้ำ นั่งอยู่ตรงตลิ่งขอบสระแล้วแกว่งเท้าเล่นอยู่ในน้ำ


     “สระนี้เป็นของเราเอง เสด็จพ่อสั่งขุดให้เสด็จแม่ฉลองวันประสูติของเราดงฮันเล่าแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย


     “เรามีพี่ชายสองคน พี่แทฮยอนกับพี่ฮยอนบิน ท่านพี่แทฮยอนเป็นพี่ชายใหญ่ที่เป็นรัชทายาท ส่วนพี่รองฮยอนบินเป็นบุตรของสนมเอกควอน


     ระหว่างฟังอีกฝ่ายเล่า เคนตะก็มองลงไปในสระน้ำที่มีปลาสีสันแปลกๆแหวกว่ายอยู่


     ถึงจะเป็นคนละชนิดแต่มันก็อดนึกถึงสระปลาคาร์ฟที่บ้านของตัวเองไม่ได้


     “แล้วเจ้าล่ะ?”


     “เคนตะ ได้ยินข้ารึเปล่า?”เจ้าชายหนุ่มถามซ้ำจนเขาสะดุ้งหลุดจากภวังค์


     “ขอประทานอภัย เมื่อกี้กระหม่อมเผลอนึกถึงเรื่องที่บ้านเกิด พระองค์ตรัสถามว่าอย่างไรนะ พะย่ะค่ะเคนตะหันไปทางดงฮันแล้วก้มหัวลง


     “เราถามว่าแล้วเจ้าล่ะ เราเล่าเรื่องของเราให้เจ้าฟังแล้ว เล่าเรื่องของเจ้าบ้างสิ เราอยากรู้ดงฮันพูด


     เจ้าชายเล็กนั้นเอาแต่ใจ เขาไม่รู้หรอกว่าอีกฝ่ายอาจจะลำบากใจที่จะเล่าก็ได้ ก็อย่างว่าแหละ ลูกคนสุดท้องเขาว่ามักจะเอาแต่ใจ ทฤษฎีนี้ใช้ได้กับราชวงศ์นี้เสียด้วยสิ


     “อ่า..กระหม่อมเป็นเพียงลูกหญิงสาวชาวบ้าน..”


     เคนตะเว้นวรรคไปเพราะเขากำลังนึก นึกว่าก่อนหน้านี้เล่าอะไรไปบ้างในตอนสอบปากคำเพราะกลัวว่าจะเล่าไม่ตรงกันแล้วเกิดพิรุธ


     “ท่านแม่ขึ้นเรือมาค้าขายแล้วพบรักกับท่านพ่อที่นี่ ท่านทั้งสองตกลงแต่งงานกันก่อนที่บ้านของข้าจะถูกไฟไหม้และท่านพ่อเสียชีวิตในกองเพลิงเคนตะเล่าทีเดียวยาวเหยียดไม่หยุดพัก


     “ตอนนั้นท่านแม่ยังไม่คลอดข้า จึงหอบตัวเองที่กำลังตั้งครรภ์กลับไปที่ญี่ปุ่น หลังจากที่ท่านคลอดก็แต่งงานใหม่กับพ่อเลี้ยง เขาเป็นพ่อค้าผ้า เขาเดินทางค้าขายไปทั่ว ทั้งล่องเรือทั้งนั่งเกวียนจนมาถึงแคว้นทางใต้ แล้วข้าก็โดนทหารของท่านจับมานี่แหละ..”


     “พวกเขาเข้าใจผิดว่าข้าเป็นขุนนางเพราะเวลานั้นข้าอยู่ในตำหนักของเจ้าหญิงกำลังเสนอขายสินค้าที่นำมา


     “นอกจากท่านพ่อ ข้าไม่มีพี่น้องที่ไหน ญาติก็ไม่มี...เลยไม่ที่ให้ไปเล่าได้เท่านั้นเขาก็ชะงักเพราะเจ้าชายดันคว้ามือเขาไปกุมไว้

     

     “ข้าขอโทษ ขอโทษแทนทหารของข้าด้วยสีหน้าหงอยๆของดงฮันทำเอาเคนตะงุนงง เรื่องของเขามันดูเศร้าขนาดนั้นเลยหรอ


     “ไม่เป็นไรหรอกพะย่ะค่ะ กระหม่อมเข้าใจว่ามันผิดพลาดกันได้


     ถูกจับมือไว้นานๆแบบนี้อึดอัดแหะ..


     “ข้าจะดูแลเจ้าเป็นการไถ่โทษเอง มาอยู่ด้วยกันนะ


     จบประโยคนั้นเคนตะก็เหวอไปทันที 


     เมื่อกี้ว่าอะไรนะ


     “ขันทีจอง!!”ยังไม่ทันทีเคนตะจะได้ถาม ดงฮันก็ตะโกนเรียกขันทีข้างกายเสียดัง ประหนึ่งว่าเขาอยู่อีกฟากของสระบัวทั้งๆที่ยืนรอรับใช้อยู่ไม่ไกล


     “มีอะไรให้รับใช้หรือพะย่ะค่ะ——“


     “เจ้าคนขี้เกียจ! มาหลบอยู่ที่นี่เองหรอ!”เสียงตวาดดังลั่นมาแต่ไกล 

     

     “ข้าสั่งให้เจ้าถอนหญ้าให้เสร็จก่อนบ่า—-..ฝ่าบาท!!”เจ้ากรมศิลป์นั่นเอง ก่อนหน้านี้เขาโวยวายอย่างเดือดดาลเพราะเห็นงานทียังค้างคาของเคนตะแต่เจ้าตัวกลับหายหัวไป 


     ใครจะไปนึกว่ามานั่งอยู่กับเจ้าชายกันเล่า!! ตาย ตาย ตาย คอจะขาดไหมเนี่ย


     “มีเรื่องอะไรน่ะทำไมต้องโวยวายขนาดนั้น! องค์ชายทรงพักผ่อนอยู่ไม่มีตาหรืออย่างไร!”ขันทีจองต่อว่ากลับ


     “กระ..กระหม่อมช่างโง่เขลานีก ไม่นึกว่าฝ่าบาทจะทรงอยู่แถวนี้ กระหม่อมเพียงจะตามเจ้าขุนนางฝึกหัดคนนี่ไปทำงานต่อเท่านั้นเองเจ้ากรมศิลป์คุกเข่าลงทั้งๆที่ยังไม่หยุดสั่น 

     

     ในตอนแรกเขานึกแปลกใจว่าทำไมเจ้าชาวต่างชาตินี่ถึงนั่งอยู่กับเจ้าชายได้ แต่พอนึกไปถึงคนที่พามาฝากเอาไว้อย่างจองเซอุนก็ไม่แปลกใจแล้ว


     “เจ้ากรมศิลป์ ท่านมาก็ดีแล้ว เราจะได้ไม่ต้องสั่งหลายรอบดงฮันลุกขึ้นยืนแล้วฉุดให้เคนตะลุกขึ้นมาด้วย สิ่งที่เจ้าชายตรัสออกมานั้นทำให้คนรอบข้างงุนงงไม่น้อย


     “เดี๋ยวนี้ขุนนางฝึกหัดมีหน้าที่ถอนหญ้าด้วยหรือ?”เมื่อเจ้าชายตรัสถามเจ้ากรมจึงสะดุ้งอย่างคนมีชนักติดหลัง


     ใครจะไปกล้าทูลเล่าว่ามันไม่มี เขาแค่กลั่นแกล้งเจ้าเด็กนี่ แต่ไอ้ครั้นจะบอกว่ามีก็เป็นการโกหกองค์ชาย เลือกทางไหนก็เสียงตายทั้งนั้น!!!


     “มะ..ไม่มีพะย่ะค่ะเขาเลือกทูลความจริง เพราะถ้าโป้ปดไปนี่ไม่ตายก็โดนปลดเป็นแน่


     “แล้วทำไมเราถึงไปเจอเคนตะนั่งถอนหญ้า?”พระสุรเสียงนั้นราบเรียบแต่ใจคนฟังนั้นกลับรู้สึกเหมือนยืนอยู่ปากเหว


     “..เพราะกระหม่อมเห็นเขาอยู่ว่างๆไม่มีงาน แถมคนสวนก็มีงานล้นมือแล้วจึงสั่งให้เขาไปช่วยพระเจ้าค่ะเขารีบใช้สมองคิดหาเหตุผลมาทูล เคนตะที่ยืนอยู่หลังเชื้อพระวงศ์เพียงหนึ่งเดียวในที่นี้ถึงกลับกลอกตามองบน


     คนสวนน่ะ ว่างจนไม่รู้จะว่างยังไงแล้วเพราะคำสั่งห้ามใครมาช่วยเขาของชายที่นั่งตัวสั่นอยู่นั่นแหละ!!


     “เห...”ดงฮันตอบรับด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างสดใส



     เจ้าชายน่ะ ไม่ได้โง่หรอกนะ..



     “เช่นนั้น ท่านก็ไปช่วยเขาถอนเสียสิดงฮันเอ่ยทั้งรอยยิ้ม


     “ซะ..ทรงว่าอย่างไรนะพะย่ะค่ะ?” เจ้ากรมเอ่ยถามอย่างงุนงง


     “เอ้า หูตึงเสียแล้วหรอดงฮันเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดขี้เล่นแบบที่ชอบใช้เวลาจะก่อเรื่องอะไรสักอย่าง


     “ก็เราเห็นเจ้าหวังดีเห็นคนสวนงานล้นมือเจ้าก็ไปช่วยเขาถอนสิ ตอนนี้เลย เดี๋ยวจะค่ำเสียก่อน


     “คนอื่นๆก็ปล่อยเขาทำหน้าที่ของตัวเองไป ส่วนท่านน่ะไปถอนหญ้าซะ ถ้ามีเวลาก็ถอนวัชพืชแปลกๆออกให้หมดเลยนะ คิดซะว่าเป็นคำสั่งเราละกันขุนนางเจ้ากรมหน้าซีดทันทีที่ได้ยินคำสั่ง


     “ตะ..แต่ว่า ฝ่าบาท...”เจ้ากรมเงยหนาขึ้นทั้งๆที่ยังคุกเข่ากับพื้น


     “ไปเร็วสิ เดี๋ยวก็มืดหรอก ต้องให้เราบอกซ้ำหรอ?”ดงฮันขมวดคิ้วใส่แล้วแสร้งทำสีหน้าไม่พอใจจนเจ้ากรมต้องรีบก้มหัวลง


     “รับทราบพระเจ้าค่ะ กระหม่อมจะรีบไปเดี๋ยวนี้เจ้ากรมทำท่าจะลุกขึ้นแต่ดงฮันก็เรียกไว้อีกครั้ง


     “อีกเรื่องนะ หลังจากนี้เคนตะจะย้ายมาเป็นขุนนางฝึกหัดที่ตำหนักเรา เขาไม่ใช่คนของกรมศิลป์แล้ว อืม...ตั้งแต่ตอนนี้เลยคำสั่งนั้นไม่ได้มีแค่เจ้ากรมและเคนตะที่แปลกใจแต่ขันทีจองก็ตกใจไม่แพ้กัน


     “ฝ่าบาท! ทรงทำแบบนั้นไม่ได้นะพะย่ะค่ะขันทีจองเอ่ยเเย้ง


     “ทำไมเราจะทำไม่ได้ล่ะ?”


     “เอ่อ คือ....”


     “หรือจะให้เราปลดท่านเสียแล้วยกตำแหน่งให้เขา?”


     “ไม่นะฝ่าบาท แต่เขาไม่ใช่ขันที การจะให้มาทำงานในตำหนักนั้น...”


     “เราเป็นผู้ชายนะไม่ใช่เจ้านางที่ไหน ไม่เป็นไรหรอกน่าดงฮันไม่รับฟังคำแย้ง เขาคว้ามือเคนตะแล้วออกเดินกลับไปที่ตำหนักอย่างรวดเร็ว


     “โถ ฝ่าบาทนะฝ่าบาท ทรงหาเรื่องให้กระหม่อมอีกแล้ว ฮืออ ข้าอยากร้องไห้..”ขันทีจองคร่ำครวญแล้วรีบพาขบวนนางในวิ่งตามฝ่าบาทของพวกเขาไป...


.

.

.


     อ่า ก็พอมีเวลาอยู่ : เคนตะ


     

     ดงฮันอ่านทันทีอย่างกับว่าเฝ้าอยู่หน้าโทรศัพท์ตลอดที้งๆที่เคนตะตอบหลังอีกฝ่ายถามมาเป็นชั่วโมงๆ


    

     ดงฮัน : จริงหรอครับ พี่ว่างกี่โมงอ่ะ



     อีกฝ่ายพิมพ์มาเป็นภาษาเกาหลี ตอนแรกก็กะจะแค่อ่านจากแจ้งเตือนแต่มือลั่นกดเข้าไปดูซะแล้ว


     ทำไงดีทำไงดี


     เคนตะใช้เวลาเล็กน้อยในการแปลให้มั่นใจว่าตัวเองอ่านไม่ผิด 


     

ก็ราวๆวันนี้แหละ พรุ่งนี้วิชาเสรี : เคนตะ


     ดงฮัน : ผมอยากดูหนังอ่ะ

     ให้ไปด้วย? : เคนตะ


     ดงฮัน : ไปด้วยกันได้ไหม

     ดงฮัน : ส่งพร้อมกันเลย ฮ่าๆ


     เรื่องอะไรล่ะ : เคนตะ

     ดงฮัน : Black Panther  ครับ

ก็ได้ ไปสิ : เคนตะ


     ดงฮัน : พรุ่งนี้ไปรับที่เดิมนะครับ

     

     เคนตะกดอ่านแล้วกดปืดเเชทโดยไม่ได้ตอบอะไรไปอีก

     .....

     ทำไมเขาถึงยอมไปง่ายๆแบบนี้ล่ะ...


     “เป็นอะไรน่ะ ปวดหัวหรอซังกยุนเดินเช็ดผมออกมาจากห้องน้ำ กลิ่นสบู่กับแชมพูลอยฟุ้งเข้าจมูกจนเคนตะนึกได้ว่าเขายังไม่ได้อาบน้ำ

     “
เปล่าหรอก..”

     “
โกหกซังกยุนสวนแทนจะทันทีที่เคนตะพูดจบ จนพ่อหนุ่มชาวญี่ปุ่นบุ้ยหน้า ซังกยุนนี่จะรู้ดีไปแล้วนะ

     “
บอกมาเลยนะเคนตะซังกยุนทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงของรูมเมททั้งๆที่ผมยังไม่แห้งจนผ้าปูเตียงสีอ่อนเปียกชื้นเป็นวง แต่เคนตะที่กำลังสนใจอย่างอื่นอยู่ไม่ได้สนใจว่าเจ้ารูมเทตัวดีกำลังทำเตียงเขาเปียก

     “
ไม่มีอะไรจริงๆ

     “
อย่ามาหลอกฉันน่าซังกยุนยังไม่ละความพยายามจนเคนตะถอนหายใจแล้วเล่าเรื่องที่ตกลงยอมไปดูหนังกับดงฮัน

     “
ถามจริงนะเคนตะ นายไม่รู้จักดงฮันแน่หรอ ดูยังไงก็เหมือนสนิทกันระดับหนึ่งเลยนะหลังจากฟังเรื่องราวจบซังกยุนก็อดตั้งคำถามไม่ได้ ปกติเคนตะไม่ใช่คนมีมนุษยสัมพันธ์ดีขนาดนี้เสียหน่อย ขนาดรูมเมทอย่างเขาถ้าไม่ใช่ว่าเขาเป็นพวกพูดมากชวนคุยตลอดจนสนิทกันป่านนี้คงยังแทบไม่ได้คุยกันเลยมั้ง

     “
ไม่รู้สิ รู้ตัวอีกทีก็ตกลงไปแล้วเคนตะหงายตัวลงนอนบนเตียงแล้วยกมือขึ้นลูบหน้า

     “
ชอบเขารึเปล่า?”

     “
บ้า!”แคนตะสวนทันที ชอบเนี่ยนะ ถึงดงฮันจะหล่อแต่เขาไม่ใช่คนชอบคงง่ายขนาดนั้นเสียหน่อย

     “
จ้าๆ แต่เขาทำแบบนี้เหมือนชวนไปเดทเลยนะ ดูดีๆแล้วกัน เจ้าคนเกาหลีคนนี้น่ะ

.
.
.

.
     
     “
นี่น่ะหรอคนญี่ปุ่นที่ว่า...”พ่อหนุ่มตระกูลองยื่นหน้าเข้าไปใกล้คนที่ยื่นอยู่ข้างๆดงฮัน จนเจ้าชายหนุ่มต้องขยับตัวมาขวางไม่ให้ซองอูเข้ามาใกล้จนเกินไปเพราะแค่นี้ซองอูก็แทบจะสิงเคนตะอยู่แล้ว

     เคนตะยืนอยู่ในฐานะขุนนางที่ต้องตามดงฮันไปทุกทีเหมือนขันทีจอง แต่คำสั่งที่เพิ่มมาคือให้มาเดินด้วยกันไม่ต้องไปอยู่ในขบวนเหมือนคนอื่น ดงฮันพาเคนตะเดินไปแทบทั่ววังจนคนตัวเล็กกเริ่มเหนื่อย เขาเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวไปหมด องค์ชายนี่ก็เอาแรงมาจากไหนถึงเดินไปเดินมาได้ทั้งวันขนาดนี้เนี่ย แถมยังดูไม่เหนื่อยเลย เดี๋ยวแวะไปตรงโน่นทีตรงนี้ที ช่างเป็นองค์ชายที่ว่างงานจริงๆ

     “
สนใจอะไรขนาดนั้นน่ะซองอูอึยกอนนั่งฉีกใบไม้เล่นอยู่ไม่ไกลเงยขึ้นมาถาม 


     วันนี้สี่จตุรตัวแสบก็ว่างงานอีกแล้ว พวกเขามานั่งรวมตัวกันอยู่ในสวนที่ตำหนักของดงฮัน

     ดงฮันที่เดินไปเดินมา ซองอูที่ตามติดเคนตะ อึยกอนที่นั่งฉีกใบไม้กองเป็นภูเขาเลากา แต่ฉีกไปเพื่ออะไรนั่นก็ไม่มีใครรู้ สุดท้ายคือเซอุนที่นั่งเหม่อมองท้องฟ้านิ่งๆมาได้สักพักแล้ว

     “
ก็เพิ่งเคยเห็นคนญี่ปุ่นนี่นา ตัวเล็กจังเมื่อเพื่อนผู้สูงศักดิ์ขยับเข้ามาขวางเขาจึงยอมเดินถอยออกมา

     เคนตะกลอกตาเล็กน้อย ไม่ใช่ว่าเขาตัวเล็กเสียหน่อย เขาน่ะขนาดปกติแบบมนุษย์ธรรมดา มีแต่พวกเขานั่นแหละที่ตัวสูงเกิน ขนาดเซอุนที่ดูตัวบางๆยังตัวใหญ่กว่าเขาหน่อยนึงเลย

     “
นี่องค์ชาย..”เซอุนที่นั่งเหม่อเอ่ยขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย 


     “
หึ? ว่าไง

     “
คืนนี้...ไป---”

     “
จะหนีเที่ยวกันอีกแล้วรึ?”เสียงทุ้มต่ำดังมาจากทางหน้าตำหนัก ทั้งสี่คนหันไปอย่างพร้อมเพรียง ที่ตรงนั้นปรากฎร่างสูงของชายในชุดหรูหราที่แค่มองก็รู้ว่าเป็นผู้สูงศักดิ์ บนใบหน้าหล่อเหลามีรอยยิ้มประดับอยู่บางเบา ตาของเขาค่อนข้างตี่แต่ก็ยังไงเขาก็ยังดูหล่ออยู่ดี

     “
ท่านพี่ฮยอนบิน!”ดงฮันเอ่ยขึ้นเป็นคนแรกแล้ววิ่งเข้าไปกอดพี่ชายด้วยความคิดถึงจนฮยอนบินเกือบล้มหงายหลังเพราะน้ำหนักของคนที่พุ่งมาใส่ ถึงจะตัวสูงพอๆกันแต่น้องชายของเขาแข็งแรงจะตาย ถึงขนาดอุ้มพี่ใหญ่เหวี่ยงไปมาได้เลยด้วยซ้ำ

     ขันทีผู้รับใช้ฮยอนบินไม่ได้เดินเข้ามาช่วยหรือมีท่าทีตกใจเพราะเขาชินเสียแล้ว เจ้าชายน้อยยังคงเป็นเจ้าชายน้อยวันยันค่ำ เด็กติดพี่ที่โตแต่ตัว ใบหน้าคมคายของน้องชายถูไถเข้าที่ไหล่ของพี่ชายอย่างแสนคิดถึง ก็เขาไม่ได้เจอท่านพี่มาเป็นเดือนเลยนี่นา! ถึงแม้จะอยู่ในวังเหมือนกันแต่ตำหนักก็อยู่กันคนละฝั่งแถมท่านพี่ยังมีราชกิจเยอะแยะ

     “
ปล่อยพี่ก่อนดงฮัน หายใจไม่ออกฮยอนบินดันตัวเจ้าน้องชายตัวโตออก

     “ข้า
คิดถึงท่านพี่ แล้วนี่มาทำอะไรที่ตำหนักข้ารึดงฮันถอยออกมายืนแล้วเอ่ยถามทันที ปกติมีแต่เขาที่ไปหาแท้ๆ พวกพี่ชายที่ยุ่งขนาดนั้นยังมีกะใจมาหาเขาคงต้องมีเรื่องอะไรสักอย่างแหละมั้ง

     “
ไม่มีอะไรหรอก แค่ได้ยินเรื่องของคนญี่ปุ่นมา ได้ข่าวว่าเจ้าให้เขามาเป็นขุนนาง เรื่องมันเป็นไงมาไงน่ะหึ?”ฮยอนบินไม่พูดเปล่าเขาชะเง้อมองข้ามไหล่น้องชายไปยังคนที่ไม่เคยเห็นหน้า นอกจากเพื่อนตัวแสบสามคน ชายแปลกหน้าที่ยืนอยู่ตัวเล็กแห่ง...นี่กระมังคนญี่ปุ่นที่ได้ยินมา..

     เมื่อได้ยินผู้เป็นพี่ตรัสถามดังนั้นดงฮันก็ไม่รีรอที่จะเล่าให้ฮยอนบินฟังด้วยความตื่นเต้นเหมือนเด็กๆที่กำลังอวดว่าได้เพื่อนใหม่ที่โรงเรียนกับผู้ปกครองของพวกเขา ท่าทางอันสดใสของน้องชายทำให้คนเป็นพี่อดยิ้มไม่ได้

     เหมือนเดิมเลยน่า ดงฮันอ่า...

     ดงฮันเล่าครบทุกอย่างแม้กระทั่งเรื่องที่เคนตะถูกใช้ให้ไปถอนหญ้าจนฮยอนบินต้องบอกให้พอก่อน

     “
ท่าทางเจ้าจะถูกใจเขามากเลยนะ

     “
ใช่! ข้าชอบเขามากกกดงฮันตอบกลับพี่ชายด้วยภาษาแบบเป็นกันเอง ฮยอนบินพยักหน้ารับแล้วเอ่ยลาน้องชาย

     “
ท่านพี่จะไปแล้วหรือสีหน้าของดงฮันหมองลงเหมือนสุนัขที่กำลังมองเจ้าของออกจากบ้านไป ดงฮันน่ะเกิดมาเป็นเจ้าชายองค์สุดท้อง ไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญกับเขาเท่าไหร่แม้กระทั่งท่านพ่อของพวกเขา มีเเค่ท่านแม่กับท่านพี่ ซึ่งทั้งสามคนก็มีราชกิจมากมายต้องสะสางทุกวันๆ

     เขาน่ะดูเหมือนจะมีชีวิตที่สุขสบายก็จริง

     แต่มันก็เหมือนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง...

     “
พี่ต้องไปจัดการงานข้างนอกต่อ ไว้เดี๋ยวพี่จะพาพี่ใหญ่มาด้วยนะฮยอนบินยกมือขึ้นตบไหล่น้องชายเบาๆแล้วเอ่ยปลอบก่อนจะหันหลังเดินออกไปจากบริเวณตำหนักพร้อมข้าราชบริพาร

     พ้นจากตำหนักดงฮันไปได้ไม่เท่าไหร่ก็พบเกี้ยวขนาดแปดคนหามถูกเตรียมไว้ ร่างสูงของเจ้าชายรองเข้าไปนั่งในเกี้ยวแล้วออกคำสั่งให้เดินขบวน วันนี้เขามีงานต้องไปตรวจตราด้านนอกเพราะมีการร้องเรียนเกี่ยวกับการเก็บภาษีอย่างไม่เป็นธรรมเข้ามามากมาย

     ขบวนของเขาเดินอ้อมตลาดที่มีผู้คนเนืองแน่นไปยังเส้นทางสัญจรที่มีบริเวณกว้างขวางกว่า ไม่นานนักก็มาถึงยังบริเวณที่มีการร้องเรียน เมื่อเขาก้าวลงจากเกี้ยวก็พบว่าทุกคนหมอบเคารพลงกับพื้นแล้วจึงไม่ได้สังเกตอะไรเป็นพิเศษ เขาหาได้รู้เลยว่ามีสายตาคู่นึงที่แอบเงยขึ้นมามองเขาอยู่...

     ฮยอนบินเดินเข้าไปในจวนของขุนนางผ้รับผิดชอบ เขาใช้เวลาไต่สวนอยู่นานทีเดียว


     เจ้าขุนนางเจ้าเล่ห์จอมเล่นลิ้น สักวันเขาจะเล่นงานชายคนนี้ให้ได้เลยคอยดู...


     เจ้าชายรองเสด็จกลับออกมาอย่างหัวเสีย เขาไล่เหล่าข้าราชบริพารไม่ให้ตามมาแล้วเดินลิ่วๆออกไปเองจนคนในขบวนบางสวนต้องวิ่งตาม องค์ชายของพวกเขานั้นนอกจากจะขายาวแล้วยังก้าวยาวเสียจนพวกเขาต้องวิ่งตาม คนหามเกี้ยวก็มองหน้ากับเลิ่กลั่กว่าจะทำอย่างไรดี


     ท้ายที่สุดแล้ว...พวกเขาตามองค์ชายไม่ทัน ทำไมทรงรวดเร็วปานสายพระพายเยี่ยงนี้! ขันทีประจำตัวฮยอนบินแทบจะทรุดลงไปร้องไห้ขอให้แผ่นธรณ๊สูบเขาลงไปเสีย เขาจะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว ถ้าเกิดอันตรายอันใดขึ้นกับพระองค์เขาต้องถูกประหารเจ็ดชั่วโคตรแน่ๆ

     ในส่วนของเจ้าชายนั้นไม่ได้ทุกร้อนอะไรเลย หลังจากที่สลัดพวกขันทีจองหลุดเขาก็ชะลอความเร็วลงกลายเป็นเดินทอดน่องชมบรรยากาศรอบตัวแทน

     ขันทีจองคงกำลังปวดหัวแน่ๆ 

     

     พูดถึงขันทีจองแล้วก็อดขำไม่ได้ ขันที่สามพี่น้องจากตระกูลจอง เข้ารับราชการห่างกันคนละปี สามพี่น้องพ่อแม่เดียวกันต้องมารับใช้พวกเขาสามพี่น้อง บังเอิญเสียยิ่งกว่าอะไร

     จอง ซอนแจ พี่ใหญ่ผู้เป็นขันทีข้างกายคิม แทฮยอน เจ้าชายรัชทายาท

     จอง ซอนจิน ที่อยู่ข้างกายเขา 


     และ จอง ซอนจา น้องเล็กที่รับใช้น้องเล็กด้วยกัน แต่ซอนจาน่ะไม่เอาแต่ใจและก็ขี้อ้อนขนาดดงฮันหรอกนะ..


     แน่นอนว่าทั้งสามคนเป็นญาติของ จอง เซอุน แค่นี้ก็รู้แล้วใช่ไหมล่ะว่าตระกูลจองที่ใครๆก็มองข้ามเพราะเป็นเพียงขันทีนั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหน..ตระกูลนี้แทรกซึมอยู่ในทุกขั้วอำนาจของวังหลวงเป็นผู้เก็บความลับมาหลายชั่วอายุคน ทำงานลับๆให้ราชวงศ์..ตระกูลที่ดูไม่ยิ่งใหญ่แต่ลึกลับและน่ากลัว..

     !!!!


     “
ตกใจหมดเลย..”ฮยอนบินสะดุ้งเพราะขณะที่เขากำลังเดินคิดอะไรไปเรื่อยๆอยู่ที่ก็มีคนขวางหน้าเขาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เจ้าชายหนุ่มก้มลงไปมองร่างเล็กที่อยู่ตรงหน้า แม้รูปร่างจะไม่ได้ผอมบางแต่ก็ยังถือว่าตัวเล็กกว่าเขาอยู่ดี..

     ที่สำคัญ..

     เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าคนคนนี้เดินเข้ามาใกล้ตั้งแต่เมื่อไหร่..

     “
ท่าน...”

     “
องค์ชายฮยอนบินใช่หรือไม่ขอรับ
     
     “
ใช่..เจ้าเป็นใคร?..”

     “
ข้า...”

     “
ชื่อ ซังกยุน คิม ซังกยุน...”

     TBC


TALK


พิซังกยุนมาแย้วววว


สงสารพี่น้องจองสามใบเถาเขานะคะ ต้องมารับใช้พวกองค์ชาย


เราเพิ่งสอบเสร็จเลยเพิ่งได้มาอัพค่ะ ยังมีสอบอีกสามรอบฮรุก YY


เราอ่านเม้นท์หลายรอบมากๆเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ รักกกก รู้สึกมีกำลังใจมากๆเลยค่ะ <3


ฝากเม้นท์ติชมกันสักคนละนิดละหน่อย ถ้าพบคำผิดบอกเราได้เลยนะคะ จะเป็นพระคุณมากเลยค่ะ แฮ่


ไว้เจอกันตอนหน้านะคะ ระหว่างนี้ไปเม้าท์มอยหอยกาบกันที่ 


#ดงเคนชาติที่แล้ว


นะคะ รอเจอทุกคนเลยน้าาา //มินิฮาร์ททึ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

24 ความคิดเห็น

  1. #14 1230 s/s (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 / 23:27
    องค์ชายดงฮันน่ารักน่าชังจังเลยค่ะ แต่ก็เอาแต่ใจไม่น้อย เคนตะจะรับมือไหวไม่คะนี่
    #14
    0
  2. #10 Dream-Killer (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2561 / 13:41
    ฮืออออ อ่านเพลินมากกก ชอบมากเลยค่ะ ㅠㅠ พี่ซังกยุนมาแร้ววว สู้ๆนะคะไรท์ รออยู่นะคะ 💕
    #10
    0
  3. #3 kentodh (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 มีนาคม 2561 / 01:16
    โง้ย พล็อตน่าติดตามมากเลยค่ะ อ่านเพลินมาาก ~~
    #3
    0