[JBJ ft.pd101] THEN #ดงเคน #ดงเคนชาติที่แล้ว

ตอนที่ 1 : เพียงวันแรกที่พบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 247
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    21 ก.พ. 61

คุณเคยได้ยินเรื่องชาตินี้ชาติหน้าไหม?


แล้วคุณเชื่อว่ามันมีจริงรึเปล่า?


ผมเคยคิดนะว่ามันไร้สาระ แต่ตอนนี้ ผมเชื่อมันอย่างสนิทใจเลย



.

.

.


รัฐแมสซาซูเซตส์ : สหรัฐอเมริกา

13:00


     ทาคาดะ เคนตะ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ การบินและอวกาศกำลังยืนงงเป็นไก่ตาแตกอยู่หน้าแคนทีนหลังจากที่ถูกคนแปลกหน้าคว้าข้อมือเอาไว้


     เขาคนนั้นเป็นรูปร่างสูง ไม่เก้งก้าง ผมสีน้ำตาลทอง และหน้าตาดี


     ดวงตากลมใสเหมือนลูกสุนัขที่เขามองสบอยู่นั้นฉายแววดีใจจนเคนตะรู้สึกงุนงง 


     ยิ่งรวมเข้ากับประโยคที่อีกฝ่ายพูดไว้ก่อนหน้านี้ยิ่งทำให้เขาแปลกใจเข้าไปใหญ่


     ‘ในที่สุดก็เจอสักที


     ภาษา...เกาหลี? อ่า..โชคดีที่เคนตะฟังภาษาเกาหลีออก เขาเคยไปแลกเปลี่ยนที่ประเทศนั้นมาก่อนจึงไม่ทำให้เกิดปัญหาในการสื่อสาร


     หลังจากยืนมองหน้ากันอยู่หน้าเเคนทีนที่มีคนพลุกพล่านจนเริ่มเป็นที่สังเกต เคนตะก็ลากเจ้าคนที่เอาแร่ยิ้มมายังร้านกาแฟตราเงือกเขียวแถวๆนั้น


     เขาวางช็อคโกแลตปั่นไว้ตรงหน้าอีกฝ่ายแล้วนั่งลงฝั่งตรงข้าม


     “ผมชื่อคิม ดงฮันชายแปลกหน้าเริ่มแนะนำตัว


     “อ่าครับ ผม...”


     “ทาคาดะ เคนตะยังไม่ทันที่เคนตะจะพูดจบคนตัวสูงก็เอ่ยชื่อเขาออกมาได้อย่างถูกต้องจนเด็กหนุ่มชาวญี่ปุ่นต้องกระพริบตาปริบๆด้วยความงุนงง


     “เรารู้จักกันหรอครับ?”เคนตะถามขณะที่พยายามนึกว่าตลอดชีวิตยี่สิบปีมานี้เขาเคยเจอชายคนนี้ที่ไหน


     “ครับ..เคยรู้จักเมื่อนานมาแล้วดงฮันพูดพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้าที่ยังไม่หายไปเลยตั้งแต่เจอกันที่หน้าแคนทีน


     “อ่า...” หรือว่าจะเคยเจอกันตอนไปแลกเปลี่ยนที่เกาหลี


               เขาจำไม่ได้จริงๆ..


     “ขอโทษจริงๆนะครับ คือผมจำไม่ได้เลยเคนตะก้มหัวลงเล็กน้อย แล้วมองแก้วคาราเมลครีมปั่นในมือ


แย่จริงๆเลยเขา


     “จำไม่ได้ก็ไม่แปลกหรอกครับ เรื่องมันตั้งนานแล้วนี่นา


     หลังจากจบประโยคนั้น เคนตะก็เงยหน้าขึ้นมองสบตาคนตรงข้าม แล้วจู่ๆ ภาพบางอย่างมันก็ซ้อนทับขึ้นมา ภาพที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน...


.

.

.


โชซอน


เมื่อหลายร้อยปีก่อน


     “พวกเชลยอยู่ที่ไหนกันหมดน่ะคิม ดงฮันในชุดขุนนางสีน้ำเงินถือวิสาสะเดินเข้ามาในคุกใต้ดิน โดยมีขันทีอ้วนวัยกลางคนวิ่งตามมาด้วยสีหน้าลำบากใจ


     “องค์ชายเสด็จกลับตำหนักเถอะพะย่ะค่ะ


     แต่เจ้าชายหนุ่มก็ไม่สนใจ เดินผ่านประตูเข้าไปทันทีจนทหารเฝ้ายามสี่คนมองหน้ากันเลิ่กลั่กว่าจะทำยังไงดี จะไล่ไปก็ยังไงอยู่ แต่ให้เข้าไปจะดีหรอ


     “ขันทีจอง อย่ากังวลไปเลย เราแค่อยากเห็นคนคนนั้นเท่านั้นเอง แค่ได้เห็นหน้าแล้วสัญญาว่าจะกลับดงฮันพูดแบบขอไปทีแล้วเดินลิ่วๆไปตามทางเดินมืดๆในคุก แม้จะมีคบเพลิงจุดไว้แต่ยังไงก็ยังมืดกว่าข้างนอกอยู่ดี


     “โถ ถ้าพระมเหสีรู้ข้าคอขาดแน่ๆขันทีจองทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เต็มแก่ 


     “ท่านอึยกอนนะท่านอึยกอน จะไปบอกองค์ชายเรื่องชาวญี่ปุ่นคนนั้นทำไม


     ท่านอึยกอนที่ว่าคือลูกชายคนที่สองของแม่ทัพคัง เป็นหนึ่งในสี่จตุรตัวแสบของวังหลวงที่ได้ตามท่านพ่อและพี่ชายใหญ่ไปออกรบกำราบเมืองขึ้นที่แข็งข้อพยายามเรียกร้องเอกราชที่บ้าที่สุดคือเขาดันจับคนญี่ปุ่นที่เป็นขุนนางอยู่ที่นั่นมาด้วยนี่สิ


     “นึ่พวกเจ้า เชลยชาวญี่ปุ่นอยู่ตรงไหนน่ะดงฮันถามทหารยามที่เฝ้าอยู่ด้านใน 


     พวกเขาพาองค์ชายไปเดินไปอีกไม่นานก็พบห้องขังที่มีชายหนุ่มคนหนึ่งนอนหลับอยู่


     ร่างที่ออกจะบอบบางไปเสียหน่อยในชุดนักโทษสีขาวนอนขดอยู่บนฟางโดยที่ไม่ได้หันมาสนใจว่าด้านนอกเกิดอะไรขึ้น


     “เขาพูดภาษาของเราได้รึเปล่า?”ดงฮันถามทหารยาม แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาคือคำว่าไม่ทราบ เพราะตั้งแต่มาที่นี่เชลยคนนี้ยังไม่เอ่ยปากพูดอะไรเลยสักคำ


     เจ้าชายหนุ่มไหวไหล่เล็กน้อยแล้วเดินเข้าไปเกาะซี่กรงขัง


     “นี่เจ้าน่ะ เจ้าคนญี่ปุ่น พูดของเราได้รึเปล่าขันทีจองที่เพิ่งวิ่งมาถึงแทบลมจับแล้วกรีดร้องอยู่ในใจ 

       คอขาดแน่ คอขาดแน่ คอขาดแน่


     ร่างที่นอนขดอยู่ยันตัวลุกขึ้นมานั่งแล้วหันมามองคนที่เอ่ยทักเขาเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าชุดที่อีกฝ่ายใส่อยู่มันดูแปลกไปจากทหารคนอื่นๆเลยยอมลุกขึ้นหันมาประจัญหน้าด้วย


     นั่นเป็นครั้งแรกที่ดงฮัน ได้พบกับเคนตะ...


.

.

.


     ที่ศาลาริมน้ำในวังหลวง มีข้าราชบริพารจำนวนหนึ่งกำลังก้มหน้ารอรับใช้เจ้านายของพวกเขาอยู่จำนวนหนึ่ง เมื่องมองเข้าไปในศาลาจะพบกับชายหนุ่มสี่คนที่กำลังทำท่าเหมือนจะขาดใจตายเพราะคำสอนของพระอาจารย์ที่นั่งอยู่ตรงข้ามพวกเขา


     จตุรตัวแสบ


     คิม ดงฮัน เจ้าชายองค์ที่สองที่ประสูติจากพระมเหสี น้องชายของเจ้าชายรัชทายาทแทฮยอน มือที่ถือพู่กันอยู่นั้นดูไร้เรี่ยวแรงจนน่าสงสาร เหมือนเขาจะไม่ถูกกับปรัชญาพวกนี้เท่าไหร่นัก..


     อง ซองอู พระสหายขององค์ชาย เขาเป็นหลานชายของท่านมหาเสนาบดี ท่าทางของเขาก็ดูเหมือนใกล้ขาดใจตายในอีกไม่นาน ไม่ต่างจากคนที่นั่งอยู่ด้านหลัง


     คัง อึยกอน ลูกชายคนสุดท้องของแม่ทัพคัง น้องชายของคัง ดงโฮผู้กำชัยในศึกสงครามมากมาย สภาพเขาไม่ต่างจากคนอื่นๆนัก ใกล้ตายเต็มทีแล้ว


     และสุดท้าย

     

     จอง เซอุน หลานชายของขันทีจอง เขาเป็นคนเดียวที่นั่งตัวตรงและมองอาจารย์ ในมือถือพู่กันเหมือนเตรียมพร้อมจะเขียนตาม แต่ถ้าดูดีๆแล้ว


     เซอุนหลับในไปแล้ว......


.

.

.


     “เป็นไงคนญี่ปุ่นที่เล่าให้ฟัง ถูกพระทัยพระองค์รึเปล่าอึยกอนเปิดปากถามขณะที่พวกเขากำลังนอนเล่นอยู่ในสวนที่ตำหนักของดงฮัน


     “น่ารักดงฮันยิ้มเมื่อนึกถืงคนต่างชาติที่ได้พบเจอเมื่อวาน สำเนียงภาษาชัดจนถ้าไม่บอกว่าเป็นคนญี่ปุ่นเขาคงไม่มีทางรู้


     “แต่น่าเสียดายที่ไม่ยิ้มเลย ถ้ายิ้มออกมาสักหน่อยคงงามจนน่าดู


     “ฟังจากที่ตรัสแล้ว ดูฝ่าบาทจะต้องพระทัยชาวต่างชาติคนนี้นะซองอูเอ่ยแล้วยักคิ้วหลิ่วตาล้อเลียนนายเหนือหัว


     แม้ยศถาบรรดาศักดิ์จะต่างชั้นกันแต่พวกเขาก็รู้จักกันมาตั้งแต่ยังเล็กจึงสนิทกันมากนัก


     “ก็นิดหน่อย...”ดงฮันไม่ปฏิเสธแม้จะไม่อยากยอมรับนัก แต่ตั้งแต่กลับมาจากที่นั่นเขายังหยุดนึกถึงนักโทษคนนั้นไม่ได้เลย ผู้มียศศักดิ์สูงสุดเอนตัวลงนอนบนพื้นหญ้านุ่มแล้วมองท้องฟ้าสีคราม ปุยเมฆสีขาวลอยเอื่อยๆ ดู เบา นุ่มนิ่ม พาลให้นึกถึงชาวต่างชาติในชุดขาวนั้นอีกแล้ว


     “แต่คนญี่ปุ่นคนนั้นตัวเล็กนิดเดียวเอง พรุ่งนี้วันเดียวก็คงไม่รอดแล้วอึยกอนพูดขณะนั่งถอนหญ้าในสนามเล่นจนมันแหว่งเป็นหย่อมๆ 


     “ไม่รอด? ทำไมถึงไม่รอดล่ะ บอกข้ามานะอึยกอนดงฮันขมวดคิ้ว แล้วยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว


     “อ้าว ทรงไม่ทราบหรอ พรุ่งนี้ทหารจะจับเชลยมาสอบปากคำ เห็นว่าจะหาต้นตอของการแข็งข้อรวมไปถึงหาว่ามีเมืองใดสมรู้ร่วมคิดอีกหรือไม่ด้วยนั่นแหละ เห็นว่าชายชาวญี่ปุ่นคนนั้น คงจะโดนสอบปากคำเยอะที่สุดเลย เพราะดีไม่ดีหากพวกญี่ปุ่นอยู่เบื้องหลังนี่ต้องลำบากแน่ๆยิ่งได้สดับฟังความจากปากเพื่อนรักมากเท่าไหร่ยิ่งทำให้เขาร้อนใจ


     ใครๆก็รู่ว่าการสอบปากคำมันไม่ใช่การเชิญไปนั่งจิบน้ำชาพูดคุยริมบ่อริมบึง แต่จะใช้วิธีทรมาณในการเค้นความจริงออกมา



     “ตัวแค่นั้นคงทนได้ไม่นานหรอกฝ่าบาท ถ้าไม่ตายคาที่ก็คงไปตายในคุก—- เดี๋ยว นั่นทรงจะเสด็จไปไหนน่ะยังไม่ทันที่อึยกอนจะพูดจบดงฮันก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ใส่ใจแม้แต่ที่หัดเอาเศษหญ้าที่ติดบนเสื้อผ้าออกด้วยซ้ำ 


     “ประเดี๋ยวก่อน องค์ชายเซอุนที่เงียบอยู่นานเอ่ยขึ้น ดงฮันหยุดยืนแล้วหันมามองเพื่อนหน้าง่วงของตัวเอง


     “ทรงจะทำอะไร ไตร่ตรองดีรึยังพะย่ะค่ะเจ้าชายหนุ่มอ้าปากเหมือนจะตอบคำถามแต่ก็รีบหุบลงเพราะนึกไม่ออกว่าจะตอบว่าอะไร


     นั่นสิ ที่ลุกมานี่จะไปทำอะไรน่ะ...


     “ไม่ได้ทรงคิดไว้ล่ะสิเซอุนลุกขึ้นยืนตรงหน้าองค์ชายแล้วยิ้มออกมาบางๆ


     เพื่อนอีกสองคนที่นั่งอยู่บนพื้นมองหน้ากันเล็กน้อยแล้วยักไหล่แบบรู้กัน


     เซอุนยิ้มแบบนี้...


     เป็นเรื่องแน่


.

.

.

.

.


     เคนตะกำลังสับสน...


     มาก


     ตอนนี้นักศึกษาหนุ่มชาวญี่ปุ่นกำลังนอนเอามือก่ายหน้าผากอยู่ในห้องพักของตัวเอง โดยมีรูมเมทคนสนิทนั่งเล่นเกมอยู่มี่โต๊ะคอมเยื้องไปทางด้านซ้าย


     “แน่ใจนะว่าจะไม่ไปหาหมอคิม ซังกยุนเอ่ยถามรูมเมทตัวเล็ก ทั้งๆที่สายตายังไม่ละจากจอคอม 


     “ไม่ล่ะ เดี๋ยวก็คงหายเคนตะตอบด้วยเสียงเหนื่อยอ่อน ซังกยุนพยักหน้ารับรู้เล็กน้อย เสียงเกมที่ดังออกมาจากเฮดโฟนนั้นไม่ได้เบาเลยแต่ซังกยุนก็ยังได้ยินเสียงเพื่อนของเขา


     มันเป็นคุณสมบัติที่น่าพิศวงซึ่งติดตัวซังกยุนมาตั้งแต่เด็ก เขาหูดีมาก ดีจนบางคนถามว่า เอ็งเป็นหมาหรอ และก็ได้คำตอบเป็นนิ้วกลางทั้งสองข้างคนถูกถาม


     หลังจากเรื่องแปลกๆเมื่อกลางวัน เคนตะก็โดดเรียนคาบบ่ายกลับมานอนที่หอพักโดยอ้างว่าลาป่วย


     หลังจากที่สบตากับชายคนนั้น เคนตะมองลึกเข้าไปในดวงตาสีดำของอีกฝ่าย เขาเหมือนตกอยู่ในภวังค์ เขาเห็นภาพเหมือนคุกโบราณและตัวเองในชุดสีขาว


     เคนตะรู้สึกตัวอีกครั้งตอนชายที่ชื่อดงฮันถามว่าเขาเป็นอะไรรึเปล่า เขาบอกว่าไม่เป็นไรและรีบขอตัวกลับมาโดยที่ดงฮันยังไม่ทันเอ่ยลาจบ 


     พอกลับมาถึงที่นี่เขาก็รู้สึกเหนื่อย เหนื่อยจนต้องทิ้งตัวลงนอนบนที่นอนอย่างหมดเรี่ยวแรง ไม่แม้แต่จะถอดเสื้อนอกออกด้วยซ้ำ เดือดร้อนไปถึงรูมเมทต้องมาเอาออกจากตัวไปแขวนให้

     

     หลังจากจบเกมซังกยุนก็ถอดเฮดโฟนสีแดงของตัวเองออกแล้วเดินไปนั่งที่เตียงของเขา


     “สภาพนายเหมือนตอนที่เราสอบคณิตเลยซังกยุนเอ่ยแล้วหยิบไอโฟนxของตัวเองขึ้นมาเช็คSNS 


     ใช่ ตอนพวกเขามาเรียนที่นี่ปีแรก ตอนที่สอบวิชาคณิตตัวแรกก็สภาพแบบนี่แหละ 


     สภาพเหมือนใกล้ตายเต็มแก่


     เคนตะเป็นนักเรียนทุนรัฐบาล ซังกยุนก็เหมือนกัน เขาชอบบอกว่าตัวเองเป็นนักเรียนทุน


     แต่เป็นทุนบุพการี


     คุณพ่อคุณแม่ของซังกยุนเป็นนักอสังหาอยู่ที่เกาหลี ค่อนข้างมีฐานะทีเดียว ถามว่ารวยขนาดไหน ก็รวยขนาดส่งลูกชายมาเรียนเมืองนอกได้สบายๆนี่แหละ


     “มันเหมือนฝันเลย ฝันกลางวันแสกๆ ฝันทั้งที่ยังตื่นเคนตะพูดด้วยเสียงอู้อี้เพราะเขาเอาหน้าไปซุกอยู่บนหมอนใบโต


     “ฉันฝันว่าตัวเองเป็นนักโทษ เหมือนอยู่ในคุกโบราณแถบๆเกาหลี


     “แน่ใจนะว่าไม่ได้เป็นภาพติดตามาจากตอนที่เราดูซีรี่ย์ย้อนยุคกัน


     เคนตะเงยหน้าขึ้นมาแล้วส่ายหัวเบาๆ


     “ไม่ มันเหมือนจริงมาก มันเป็นมุมมองแบบในเกมเลย มุมมองที่เราเป็นตัวละครเคนตะอธิบาย เขายันตัวลุกขึ้นมานั่งขัดสมาธิบนเตียงเเล้วเอาหมอนวางไว้บนตัก


     “แล้วนายเห็นฉันใส่ชุดรัชทายาทไรงี้ไหม ชุดสีน้ำเงินที่มีลายสีเงินแบบที่โบกอมใส่ซังกยุนหยอกล้อ แล้วพาดพิงถึงนักแสดงหนุ่มชื่อดังที่พวกเขาติดตามผลงานอยู่


     “ไม่ แต่คิดว่าถ้าฝันอีกทีอาจจะเห็นนายเป็นนักโทษเหมือนกันนี่แหละเคนตะรับมุกแล้วขำเสียเอง เล่นเองขำเอง 


     “บ้าน่า หล่อๆแบบฉันไม่เจ้าชายก็ต้องขุนนางรูมเมทชาวเกาหลีเชิดคางขึ้นเล็กน้อยอย่างมั่นใจ


     “จ้าๆเคนตะตอบรับแล้วล้มตัวลงนอนต่อ


     “แล้วคนที่ชื่อดงฮันนั่นน่ะ แน่ใจนะว่าไม่รู้จักจริงๆซังกยุนถามต่อ 


     แม้จะไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเจอคนเกาหลีในอเมริกาแต่มาทักแบบนี้มันแปลกแน่ๆ


     “ไม่เลย นึกไม่ออก ตอนไปแลกเปลี่ยนก็ไม่มีเพื่อนชื่อนี้นะ


     “เขาคงไม่ใช่คนที่แอบชอบนายตั้งแต่ตอนอยู่เกาหลีแล้วตามมาไรงี้หรอกนะซังกยุนอนุมาน แต่กลับโดนเคนตะปาหมอนอิงใบเล็กใส่ 


     “บ้าน่า มันจะไปมีได้ยังไงเจ้ารูมเมทจอมกวนหัวเราะเล็กน้อยแล้วโยนหมอนอิงคืนให้คนตัวเล็ก


     “ใครจะรู้ ทาคาดะซังอาจจะฮอตมากจนมีหนุ่มหล่อตามมาถึงอเมริกาก็ได้เขายังไม่เลิกล้อจนเคนตะต้องปาหมอนใส่อีกรอบ


     “เพ้อเจ้อ


.

.

.

.


     “เอาล่ะ มาทวนแผนกันอีกรอบ ไหนฝ่าบาททวนส่วนของพระองค์ให้กระหม่อมฟังหน่อยพะย่ะค่ะหลานชายขันทียืนเอามือไดล่หลังอยู่หน้เพื่อนทั้งสามที่ยืนเรียงกัน


     “ของเรา เราจะเข้าไปขอเสด็จแม่ว่าอยากเรียนภาษาญี่ปุ่น และอยากได้ครูเป็นชาวญี่ปุ่น


เซอุนพยักหน้าแล้วชี้ไปที่อึยกอน บุตรชายของแม่ทัพทวนให้ฟังทันทีโดยที่ไม่ต้องบอก


     “ข้าจะเล่าเรื่องชาวญี่ปุ่นคนนั้นให้พระมเหสีฟังว่าเขาดีขนาดไหน


     “ถ้าพระมเหสีไม่ยอม ก็เป็นคราวของซองอู รู้ใช่ไหมว่าต้องทำยังไง

     

     “รู้น่าซองอูยักไหล่ พวกเขายกโขยงกันไปขอเข้าเฝ้าพระมเหสีที่ตำหนัก 


     ยืนรออยู่ไม่นานก็สามารถเข้าไปได้


     “มีเรื่องอะไรรึถึงมาขอเข้าเฝ้าแม่ตั้งแต่หัววันแบบนี้พระมเหสีคิมเอ่ยถามบุตรชายหัวแก้วหัวแหวน


     ตั้งแต่บุตรชายคนโตเป็นรัชทายาทก็ต้องสะสางกิจมากมายจนไม่มีเวลาให้นาง พระนางจึงหลงบุตรชายคนเล็กมาก ประกอบกับดงฮันเป็นเด็กขี้อ้อนทำให้พระนางยิ่งรักและตามใจนัก


     “เสด็จแม่ ลูกอยากเรียนภาษาญี่ปุ่นดงฮันเอ่ยปากทันทีที่นั่งลงตรงข้าามพระมารดา ประโยคนั้นสร้างความตกตะลึงไม่น้อยให้กับพระมเหสี


     ลูกชายนางบอกอยากศึกษาเล่าเรียน!!! นี่มันวันอะไรกัน ฟ้าจะถล่มหรืออย่างไร!


     “เหตุใดจึงอยากเรียนภาษาอื่นขึ้นมาเล่า ปกติแค่เรียนเขียนอักษรบ้านเราเจ้ายังคร้านจะเรียนเมื่อพระนางเอ่ยความจริงเข้าใส่ เจ้าลูกชายตัวแสบก็เม้มปาก ดวงตาที่ถอดแบบจากพระบิดาสาเริ่มล่อกแล่ก


     “ลูกแค่อยากลองศึกษา...”ดงฮันพูดเสียงอ่อยเหมือนเด็กที่กำลังจะอ้อนขอของเล่นราคาแพง


     “ก็เอาสิ เดี๋ยวแม่จะให้คนจัดหาอาจารย์มาให้พระมารดาไม่คิดจะซักไซ้ต่อ ลูกอยากเรียนก็ดีเสียอีก จะได้มีความรู้มากๆ


     “คือลูกได้ยินว่าเชลยชุดล่าสุดที่อึยกอนพามาจากเมืองทางใต้มีชาวญี่ปุ่นอยู่ด้วย แถมเขายังพูดภาษาของเราได้ ลูกว่าเจ้าของภาษาเช่นเขาน่าจะสอนได้ดี


     “คนไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าจะสอนดีกว่าอาจารย์ในวังหลวงได้อย่างไร แล้วเชลยเช่นนั้นเขาจะไม่ปองร้ายลูกเอาหรือ เกิดเขาทำอันตรายอะไรเจ้าขึ้นมาจะทำอย่างไรพระมารดาแย้ง


     “แต่คนคนนั้นเป็นคนดีนะพะย่ะค่ะท่านแม่ดงฮันพยายามต่อ

     

     “อึยกอนเล่าเรื่องเขาให้ลูกฟังเยอะแยะลูกเลยไปพบเขามาเมื่อวานที่คุกใต้ดิน..”


     “ห้ะ! นี่ลูกไปที่คุกใต้ดินมาหรือ เวลานี้วนคุกเต็มไปด้วยพวกเชลยฝ่ายนั้น ถ้าถูกพวกนั้นทำร้ายเจ้าจะทำยังไง! ทำไมขันทีจองถึงกล้าปล่อยให้เจ้าไปทีแบบนั้นกันเสียงของพระมเหสีที่ดังออกมาจากในห้องนั้นทำเอาขันทีจองที่ยืนอยู่ด้านหน้ารู้สึกร้อนๆหนาวๆ จะคอขาดไม่ขาดก็รู้วันนี้แหละ..


     “อย่าโทษขันทีจองเลยท่านแม่ ลูกเป็นคนลงไปเอง


     พระมเหสีถอนหายใจยาวๆ

     

     “ไม่ว่ายังไงแม่ก็ไม่ยอมหรอกนะองค์ชายนางยื่นคำขาด จะให้นางไว้ใจคนต่างถิ่นให้มาใกล้ชิดองค์ชายได้อย่างไร!


     “แต่ลูกพูดจริงๆนะท่านแม่ ชายคนนั้นไม่คิดปองร้ายลูกหรอก ลูกมั่นใจ


     “ให้ลูกเรียนกับเขาเถอะนะดงฮันเริ่มใช้ลูกอ้อนด้วยสายตาและน้ำเสียง


     “ลูกจะให้อึยกอนมาเรียนด้วย ท่านแม่ก็รู้ว่าอึยกอนปกป้องลูกได้แน่ๆ นะท่านแม่ น้าาพระมเหสีมองลูกชายตัวดีอย่างลำบากใจ นางเป็นคนใจอ่อนโดยเฉพาะเรื่องลูกชายคนเล็ก ที่ไม่เคยปฏิเสธได้ แต่เรื่องนี้มันเรื่องใหญ่...


     “กระหม่อมขอรับรองว่าจะปกป้ององค์ชายด้วยชีวิตพระเจ้าค่ะคังอึยกอนเสริม 


     “กระหม่อมว่าถ้าได้เรียนกับคนญี่ปุ่นแท้ๆแบบนั้นก็เป็นเรื่องดีนะพะย่ะค่ะ ทั้งวัฒนธรรมและอะไรต่างๆของญี่ปุ่นเขาย่อมรู้ดีกว่าใครซองอูเสริม


     พระมเหสีละสายตาจากอึยกอนไปมองยังหลานชายของมหาเสนาบดีตระกูลองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนเฉลียวฉลาด คำพูดของคนสกุลนี้มีน้ำหนักต่อราชวงศ์เสมอ..


     “นะท่านแม่ ลูกให้สัญญาว่าจะไม่เป็นอันตรายอะไรแน่นอน เพียงทรงอนุญาต...”ยิ่งนานเข้าดงฮันยิ่งร้อนใจ ถ้าวันนี้เขาขำระราชทานอนุญาตจากเสด็จแม่ไมได้พุ้งนี้ชาวญี่ปุ่นคนนั้นต้องตายในลานทรมาณแน่ๆ


     “จริงๆเลยลูกคนนี้...”


.

.

.


     ซองอูและเซอุนเพิ่งเดินออกจากประตูวังหลังจากเข้าไปตั้งแต่เช้า อึยกอนได้แยกไปแล้วเพราะกลับกันคนละทาง


     ซองอูเอ่ยขึ้นทำงานความเงียบ


     “แต่ที่พระมเหสีตรัสมันก็มีเหตุผลนะเซอุนหลังจากกลับมายังดำหนักของดงฮันซองอูก็เอ่ยขึ้น


     “ถ้าคนญี่ปุ่นคนนั้นเป็นตัวอันตรายจะทำยังไงกัน


     “ก็ฆ่าทิ้งซะสิเจ้าคนหน้าง่วงพูดหน้าตาเฉย


     “ก่อนจะได้เชือดเขาเจ้าชายเราจะโดนเชือดเอาน่ะสิซองอูยังคงคิดไม่ตก


     เซอุนเงียบไม่ได้ตอบกลับอะไรไป


     “ตอนแรกข้าไม่นึกเลยนะว่าเจ้าจะสนับสนุนเจ้าชายขนาดนั้น...มันแปลก


     คงไม่ได้มีแผนอะไรใช่ไหม?”


     ซองอูได้รับคำตอบพร้อมกับรอยยิ้มของเซอุน


     รอยยิ้มที่ไม่น่าไว้ใจ...

     

     ‘ก็แค่ ช่วยชีวิตคนที่สมควรช่วย



     จอง เซอุนกลับมาถึงคฤหาสน์ของตระกูลจองในช่วงดึกสงัด หลังจากที่แยกกับซองอูที่หน้าบ้านของอีกฝ่ายและหลังจากไปจัดการธุระบางอย่างมา


     เทียบกับเพื่อนๆอีกสามคนเขาอาจจะมียศต่ำสุดก็จริง แต่ตระกูลจองเป็นตระกูลเก่าแก่ที่รับใช้กษัตริย์มานานจึงได้รับความไว้วางใจและกุมความลับไว้มากมาย


     ชายหนุ่มกล่าวทักทายคนใช้ที่เดินผ่านมาอย่างอารมณ์ดีแล้วเลี้ยวเข้าห้องของตัวเองพลางนึกถึงเรื่องที่ตำหนักพระมเหสี


     ในคราแรกพระนางไม่ยอมถึงแม้เขาและซองอูช่วยพูดแล้วก็ตาม


     เซอุนเสนอออกไปว่าจะให้ชาวญี่ปุ่นคนนั้นมาทำงานอื่นๆในวังก่อเพื่อดูท่าที ถ้าตรวจสอบแล้วไม่เป็นอันตรายก็จะยอมให้มาสอนหนังสือองค์ชาย 


     ส่วนเรื่องสอบปากคำก็จะให้ดำเนินไปตามปกติแต่แค่งดเว้นการทรมาณ

     พระมเหสีทรงบอกว่าเรื่องนี้ต้องให้พระราชาตัดสิน พวกเขาจึงพูดอะไรไม่ได้นอกจากเดินคอตกกลับตำหนัก  


     หลังจากที่เซอุนแยกกับซองอู เขาเดินอ้อมไปอีกทางและกลับไปยังวังหลวงพร้อมกับเดินทางไปยังตำหนักที่ใหญ่ที่สุด

     ‘
ตำหนักของพระราชา

     เขาขอเข้าเฝ้าพระราชา แน่นอนว่าคนอื่นๆคงได้รับคำตอบเป็นการไล่ไปให้พ้นเพราะมันค่ำแล้วแต่เมื่อเป็นจองเซอุน เขาได้เข้าเฝ้า เขาพูดบางสิ่งกับพระราชา บางสิ่งที่สำคัญมาก

     บางสิ่งที่เขาไม่ได้บอกเพื่อนๆ

     ว่าเขา...

     ไปที่คุกใต้ดินก่อนดงฮันเสียอีก เพื่อพูดคุยกับเฉลยชาวญี่ปุ่นคนนั้นจนได้พบความจริงบางอย่างที่น่าตกใจ


     ในช่วงรุ่งสางของอีกวัน เชลยชาวญี่ปุ่นถูกนำตัวมาสอบสวนต่อหน้าพระราชา พวกเขาไม่ได้ข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์นอกจากญี่ปุ่นไม่ได้มีส่วนเกี่วข้องใดๆกับเรื่องนี้ เคนตะเองก็จากประเทศบ้านเกิดมานานและไม่ได้ติดต่อกับใครที่นั่นเลยและที่น่าตกใจคือ เคนตะไม่ได้เป็นชาวญี่ปุ่นแท้ๆ เขาเป็นลูกครึ่ง แม่ของเขาเดินทางมากับคณะค้าขายไม่ได้มียศถาบรรดาศักดิ์ใดๆ แม่ของเขาได้แต่งงานกับพ่อค้าของเมืองที่เขาอาศัยอยู่ แต่เคาระห์ร้ายที่บ้านถูกไฟไหม้และพ่อของเขาตายในกองเพลิงขณะที่แม่ยังตั้งท้อง เมื่อไม่มีอะไรเหลือแม่ของเขาจึงเดินทางกลับญี่ปุ่น ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นั่น และที่เคนตะกลับมาที่นี่ก็เพราะพ่อเลี้ยงของเขาเดินทางมาค้าขายและวันที่เกิดเรื่องก็ดันเข้าไปค้าขายในวังและโชคร้ายถูกรวบตัวมาพร้อมกับเชลยคนอื่นๆเสียอย่างนั้น

     พวกผู้สอบสวนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก งั้นแสดงนี่พวกเขาจับชาวบ้านมาอ่ะดิ

     พวกเขาสอบสวนคนอื่นๆต่อจนถึงที่สุด จนได้ความว่าญี่ปุ่นไม่มีสวนรู้เห็นกับเรื่องนี้ และพวกเขาไม่รู้จักคนญี่ปุ่นที่ถูกจับมา มีเพียงหญิงสาวที่เป็นนางในที่บอกว่าเขาเป้นพ่อค้าขายเครื่องประดับเท้านั้น เคนตะได้รับการปล่อยตัว...

     “
รอดไปนะท่านขณะที่เคนตะกำลังเดินออกจากวังหลวงก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างๆ

     เขาจำได้ว่าชายคนนี้มาเจอเขาอยู่ที่ห้องคุมขัง และเป็นคนคนเดียวที่รู้ตัวจริงของเขาถึงแม้จะไม่รู้ว่ารู้ได้ยังไงก็เถอะ แต่เคนตะไม่อยากใส่ใจกับชายคนนี้เท่าไรห่นักจึงไม่ได้ตอบอะไรกลับไป

     “
ไม่คิดจะขอบคุณกันหน่อยหรอ ขอบอกเลยนะว่าที่ท่านรอดไม่ถูกทรมาณนี่ก็เพราะข้าไปพูดกับพระราชานะเซอุนทวงบุญคุณอย่างออกนอกหน้า

     “
นี่ ไม่คิดจะพูดกันจริงๆหรอเซอุนตามตื้อไม่เลิก

     “
ต้องการอะไรเคนตะเอ่ยถามหลังจากที่พวกเขาเดินออกมาไกลจากวังหลวงได้สักพัก

     “
ก็..อย่างน้อยก็ขอบคุณสักหน่อยสิ

     “
แค่นั้นน่ะหรอ

     “
ไม่

     “
ว่าแล้วเชียว

     “
นี่คุณเคนตะ ไม่อยากทำงานในวังหลวงหรอ


     ด้วยความช่วยเหลือและเส้นสายของจอง เซอุน ตอนนี้เคนตะถูกจับมาเป็นเด็กฝึกในกรมกองศิลปะอย่างไม่ค่อยเต็มใจ แต่เขาก็ไม่มีทที่ไปจริงๆ ใครจะนึกว่าเจ้าคนหน้าง่วงคนนั้นจะพาเขามาทำงานแบบนี้เล่า ตอนแรกก็นึกว่างานคนใช้ ให้มาเป็นขุนนางเนี่ยนะ บ้าไปแล้ว

     “
ปกติต้องสอบเข้านะ เจ้านี่เส้นใหญ่ใช้ได้แค่วันแรกก็โดนขุนนางฝึกหัดในนั้นแขวะเอาแล้ว วันต่อๆไปก็คงเหมือนกันนั่นแหละ

.
.
.

     “
คุณอีกแล้วหรอเคนตะเอ่ยขึ้นเมื่อเขาถูกขวางไว้ด้วยผู้ชายแปลกๆที่บอกว่าตัวเองชื่อดงฮัน

     หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมาสามวันดงฮันก็มาปรากฎตัวอีกครั้ง เขาหอบหนังสืออยู่ในมือ เป็นหนังสือเกี่ยกับนิวเคลียร์ ท่าทางคงจะเรียนสาขานั้นสินะ

     “
คิดถึงน่ะครับ

     แปลกคน..คนเพิ่งเคยเจอกันเขาพูดแบบนี้ก็เเล้วหรอ แต่อีกฝ่ายก็เป็นคนแปลกๆนี่นา เคนตะปล่อยให้อีกฝ่ายเดินตามมาเรื่อยๆ กว่าจะถึงอาคารเรียนก็กินเวลาไม่น้อยเลยเพราะมหาลัยของเขามันกว้างจะตาย คนปกติจึงปั่นจักรยานเอาแต่เคนตะชอบกลับเดินมากกว่า

     “
นี่ ผมเรียกว่าพี่เคนตะได้รึเปล่า..” ดงฮันที่เดินตามเคนตะต้อยๆเอ่ยขึ้น

     โดยปกติแล้วถ้าไม่สนิทเคนตะไม่ค่อยชินถ้าจะมีใครมาเรียกชื่อแบบนี้ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงอนุญาตให้ดงฮันเรียก

     “
ขอบคุณครับพี่เคนตะ แล้วนี่พี่มีเรียนหรอรครับ

     “
อ่า วิชาภาคน่ะเคนตะตอบ เขาอึดอัดไม่น้อยเลยที่ต้องมาเดินกับคนที่..เกือบจะแปลกหน้า แถมตั้งแต่เจอกับอีกฝ่ายก็ฝันแปลกๆมาหลายทีแล้วจนรูมเมทแนะนำให้ไปหาจิตแพทย์ของมหาลัยดู

     “
เห แล้วเลิกกี่โมงหรอครับดงฮันถามต่อ

     “
บ่ายสามน่ะ

     “
งั้นหลังบ่ายสามผมจองตัวได้ไหม?”

.
.
.


     ผีตนไหนมันดลใจให้เคนตะตกลงล่ะเนี่ย เขาคิดขณะที่ยืนมองรถออดี้สีดำที่จอดเทียบอยู่ด้านหน้าตัวเอง กระจกด้านคนขับเปิดออก คนที่อยู่ด้านหลังพวงมาลัยคือคนที่มาบอกว่าจองตัวเขาไว้
     
     “
ขึ้นมาเร็วพี่เคนตะ จะพาไปกินข้าว

.

.

.


     “แล้วก็ไปกับเขาเลย?”ซังกยุนเอ่ยถามหลังฟังเรื่องราวจากปากเคนตะจบ

     “
อื้อ เขาพาไปร้านตรงหัวมุม นี่ก็ไลน์มานะแต่ยังไม่ได้ตอบเลย

     “
ตอบไปสิ ชอบดองข้อความ นิสัยเสียนะเนี่ยซังกยุนลุกขึ้นเอาชามบะหมี่ที่ไม่เหลือกระทั่งน้ำซุปไปล้าง

     “
ไม่รู้จะตอบอะไรอ่ะเคนตะถอนหายใจ เขายกมือถือขึ้นมาดูมองแจ้งเตือนจากผังแจ้งเตือนด้านบนโดยไม่กดเข้าไปอ่าน

                    ดงฮัน:ขอบคุณที่ไปด้วยกันวันนี้นะครับ

                    ดงฮัน:ส่งสติ้กเกอร์

                    ดงฮัน:พี่เคนตะครับ

                    ดงฮัน:พรุ่งนี้ว่างไหมครับ
?






อ่า...จะตอบไปว่าไงดีเนี่ย...


TBC.


TALK


ตอบว่าไงดีล่ะเคนตะคุงง


อ่านแล้วรู้สึกงงๆกันรึเปล่าคะ คราวหน้าเราจะพยายามให้มากขึ้น ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้มากเลยนะคะTT รักกกก 


เราจะพยายามมาต่อให้ถี่ที่สุดนะคะ เรื่องนี้ไม่ทิ้งพี่เคนน้องฮันให้ร้างแน่นอน <3


ฝากเม้นท์กันด้วยนะคะ ถ้าเจอคำผิดหรืออยากติชมตรงไหนบอกได้เลยค่ะ! ไปพูดคุยกันในแท็กได้นะคะ รอเจอทุกคนน้า <3

Just be Shipper








ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

24 ความคิดเห็น

  1. #9 Dream-Killer (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2561 / 12:10
    ชอบจังค่ะ แงงงง พล็อตก็ดีมากกกก น่ารักด้วยยยย สู้ๆนะคะ ㅠㅠ 💕
    #9
    0
  2. #2 kemox (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 / 01:32
    โอยยย ชอบมากเลยค่ะ พล็อตเท่มากเลย ;/////; อ่านแล้วปิ๊งอึยกอนเรื่องนี้เป็นพิเศษเลยค่ะฟหกด่าสว ไรท์สู้ๆนะคะ รออ่านต่อน้า <3
    #2
    0