[Fic Resident Evil] I GOT YOU (Carlos x Jill)

ตอนที่ 44 : บทที่ 11 บทสรุป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    29 ต.ค. 63

 

บทที่ 11 บทสรุป

 

บีเอสเอเอประสบความสำเร็จในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอุโรโบรอสในอเมริกาใต้ก่อนที่มันจะถูกปล่อยออกไปให้คนทั้งเกาะติดเชื้อ

คริส เรดฟิลด์ หัวหน้าผู้ก่อตั้งบีเอสเอเอร่วมกับเชว่า อะโรม่า ได้เกิดการปะทะกับเวสเกอร์จนสุดท้ายทั้งคู่ก็รอดมาได้ และเวสเกอร์ก็ได้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในวันนั้น

ข่าวบอกว่าสเปนเซอร์ ผู้ก่อตั้งอัมเบรลล่าคิดค้นยาบางอย่างที่ทำให้ร่างกายของตัวเองก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ไปได้ ในตอนนั้นตัวเขาเองอายุเยอะมากจนไม่อาจทดลองยาได้ไหว ประจวบเหมาะกับเวสเกอร์เข้ามาหาที่คฤหาสน์เพื่อต่อรองเรื่องยา นั่นคือสิ่งที่สเปนเซอร์เข้าใจ ทว่าความเป็นจริงเวสเกอร์ไม่ได้สนใจยาอะไรนั่นตั้งแต่แรก เพราะเขาคิดค้นมันได้นานแล้ว จุดประสงค์ที่เวสเกอร์ไปหาสเปนเซอร์ก็เพื่อไปกำจัดเขาโดยเฉพาะ เพื่อที่ตัวเองจะได้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าอัมเบรลล่า และได้สานต่อไวรัสชนิดใหม่ที่คิดค้นขึ้นมา

หลังจากวันนั้นเวสเกอร์ก็ได้ขึ้นมาเป็นเจ้าของอัมเบรลล่าแบบเต็มตัว พร้อมกับคิดค้นไวรัสอุโรโบรอส ไวรัสเชื้อปรสิตชนิดใหม่ เขาได้วัตถุดิบชิ้นดีในการทดลองเชื้อรัสชนิดนี้ นั่นก็คือจิล วาเลนไทน์ ผู้ซึ่งเคยได้รับวัคซีนต้านไวรัสมาก่อนหน้านี้ ทำให้เธอมีภูมิคุ้มกันที่ดีและเหมาะกับการทดลองที่เคยทดลองกับคนธรรมดาไปก่อนหน้า คนธรรมดาเมื่อลองไวรัสชนิดนี้ไปแล้วร่างกายรับไม่ไหวก็จะตายในที่สุด ซึ่งจิลไม่เป็นอย่างนั้น

ท้ายที่สุดแล้วเวสเกอร์ก็ตายไปด้วยความร่วมมือระหว่างคริสและเชว่า ความชั่วของอัมเบรลล่าได้ถูกเปิดเผย พร้อมกับการล่มสลายของบริษัทในที่สุด...

ปฏิกิริยาแรกที่คาร์ลอสตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาลและเห็นเธอนั่งอยู่ข้างเตียงคืออึ้งผสมกับมึนงง เธอดีใจและตื่นเต้นที่เห็นคาร์ลอสฟื้นขึ้นมาในที่สุดจึงรีบไปตามหมอมาดูอาการ ใช้เวลาเพียงไม่นานหมอก็เดินกลับออกไปพร้อมกับบอกเธอว่าอาการของคาร์ลอสไม่น่าเป็นห่วงอีกต่อไปแล้ว อีกไม่กี่วันก็ออกจากโรงพยาบาลได้

เมื่อเธอกลับเข้ามาในห้องอีกครั้งเธอก็ยังเห็นคาร์ลอสทำหน้าอึ้งอยู่

“เกิดอะไรขึ้น?”

“นายรอดมาได้... เหมือนว่าตอนที่เพดานถล่ม ระเบิดจะกระเด็นออกไปพอดี อ๊ะ อย่าจับ!” จิลร้องห้ามเมื่อเห็นเขายกมือข้างหนึ่งขึ้นจับหัวบริเวณที่มีผ้าก๊อซแปะอยู่

คาร์ลอสยังทำหน้างุนงงอยู่ หญิงสาวจึงต้องอธิบายต่อ

“ตอนนั้นฉันตกใจแทบแย่นึกว่านายจะทิ้งฉันไปแล้ว แต่ฉันหาร่างนายอยู่ใต้เศษปูนอยู่นานจนในที่สุดก็เจอนายสลบอยู่ใต้นั้นพร้อมกับโดนเหล็กแทงที่เอวด้วย” เธอชี้ไปยังเอวของคาร์ลอสที่อยู่ใต้ผ้าห่ม เขาดึงผ้าห่มออกไปอีกทาง ยกสาบเสื้อขึ้น ถึงได้เห็นว่ามีผ้าก็อซพันอยู่ ใบหน้าเริ่มเหยเกขึ้นมาเพราะความปวดหนึบ

“ฉันคงพานายออกจากที่นั่นไม่ได้ ถ้าอูรอลไม่โผล่มาพอดี...” เธอพูดพร้อมกับอมยิ้มน้อย ๆ วันนั้นคล้ายโลกทั้งใบถล่มลงมา เธอต้องพยายามพาคาร์ลอสออกจากที่นั่นโดยไม่ให้กระทบกับแผลที่ท้อง แล้วจู่ ๆ ก็มีผู้ชายคนหนึ่งโผล่มา เธอเห็นสัญลักษณ์บีเอสเอเอก็มั่นใจว่าเขาเป็นคนดี อูรอลกับเธอช่วยพยุงคาร์ลอสมาที่เรือทันก่อนอาคารถล่ม

“แล้วเวสเกอร์...?”

“ตายแล้ว พวกเราเปิดเผยความชั่วของอัมเบรลล่าได้สำเร็จ จะไม่มีอัมเบรลล่าอีกต่อไปแล้ว” ใบหน้าหวานที่ปล่อยผมสีบลอนด์ยาวสยายกลางหลังส่งยิ้มให้เขา ภายนอกเธออาจจะดูเปลี่ยนไป แต่เธอก็ยังเป็นจิลคนเดิมจากรอยยิ้มนั้น

“แล้วคุณ...เป็นไงบ้าง?”

“ฉันไม่เป็นไร หมอบอกว่าฉันได้รับสารเคมีบางอย่างติดต่อกันเป็นเวลานาน อยู่ดี ๆ หยุดไปเลยอาจมีมึน ๆ บ้าง” จิลอธิบาย “รู้มั้ยฉันตกใจมากเลยที่รู้ว่าตัวเองโดนจับไปทดลองได้หนึ่งปีแล้ว”

“ผมขอโทษ” เขาเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรง รู้สึกเจ็บใจอยู่ลึก ๆ เช่นกันที่ปล่อยให้เธอต้องมาเป็นเครื่องมือพวกคนชั่วนั่นนานเป็นปี

“ไม่ใช่ความผิดนายซะหน่อย” จิลกอบกุมมือข้างหนึ่งของคาร์ลอสที่วางอยู่ข้างลำตัว พร้อมกับยื่นหน้ามาใกล้ ทว่าความรู้สึกจากมือที่เคยนุ่มนิ่มทำให้เขาต้องจับพลิกหน้ามือเธอขึ้นมาดู บนมือเรียวมีรอยถลอกมากมายจนน่าตกใจ

“มือคุณไปโดนอะไรมา?” เขาจำได้ว่าตอนที่จิลฟื้นจากการถูกควบคุม ร่างกายของเธอยังไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อยด้วยซ้ำ

สำหรับจิลแล้วคาร์ลอสก็ยังใส่ใจเธอเสมอ แม้กระทั่งวันที่เขาต้องมาเป็นคนไข้ของโรงพยาบาล

“ก็...อุบัติเหตุนิดหน่อยนะ” จิลพลิกมือกลับแล้วกอบกุมมือของคาร์ลอสไว้อย่างเดิมด้วยมือทั้งสองข้าง “นายเกือบผิดสัญญาแล้วนะรู้มั้ย”

นั่นทำให้ใบหน้าคมเข้มของคนที่นอนอยู่บนเตียงยิ้มน้อย ๆ ขึ้นมา

 

‘ผมไม่ปล่อยให้คุณอยู่ในโลกโหดร้ายที่ไม่มีคาร์ลอสหรอก’

 

คำพูดที่ตอนพูดไม่ได้คิดอะไรมาก คำพูดที่พูดออกไปเพียงเพราะอยากจะหยอกเย้าหญิงสาวเท่านั้น ตอนนี้มันกลับกลายเป็นคำสัญญาที่สำคัญระหว่างคนทั้งสอง “ผมก็นึกว่าตัวเองจะผิดสัญญากับคุณแล้วเหมือนกัน”

ตอนนั้นเขาไม่มีทางเลือกอื่นจริง ๆ หากโยนระเบิดออกไปได้ไกลและเร็วขนาดนั้นก็คงดี เพราะในความเป็นจริงห้องนั้นค่อนข้างแคบ โยนไปชนกำแพงอาจกระเด็นกลับมาหาตัวเองได้ สู้ยกแขนอีกข้างขึ้นแล้วย้ายเครื่องนั่นมาแปะตรงจุดชีพจรจะเร็วและมั่นใจกว่าว่ารอดแน่ ๆ

“ขอบคุณนะ” แววตาของเธอดูเหนื่อยล้า ทว่าเธอส่งยิ้มที่ช่างสดใสในความรู้สึกของเขา รอยยิ้มที่จดจำไม่เคยลืมตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา

“อยากจูบคุณจัง” คำขอตรง ๆ ถูกกล่าวออกมาด้วยใบหน้าอมยิ้ม หญิงสาวลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วโน้มใบหน้าเขาหาเขาอย่างไม่คิดเขินอาย ริมฝีปากนุ่มทาบทับลงมาบนริมฝีปากเย็นเยียบ คาร์ลอสส่งเสียงครางรับในลำคออย่างพอใจ ทว่าเสียงประตูเปิดดังขึ้นขัดจังหวะ ทำให้จิลต้องละใบหน้าออกอย่างทันท่วงทีก่อนจะนั่งแหมะอยู่บนเก้าอี้ตามเดิม

“ฉันมาเยี่ยมน่ะ”

คริสที่ใบหน้าติดจะขรึมเล็กน้อยเดินเข้ามาหาทั้งคู่ ก่อนจะหยุดอยู่ที่ข้างเตียง

“งั้นเดี๋ยวฉันออกไปก่อนนะ” จิลกล่าวด้วยใบหน้ายิ้ม ๆ แอบเลิ่กลั่กกลัวว่าที่สิ่งทำไปเมื่อครู่จะมีคนเห็น จึงรีบขอปลีกตัวออกไปก่อน คริสพยักหน้ารับเหมือนจะบอกว่า เขาก็ต้องการเวลาคุยกับคาร์ลอสอยู่เหมือนกัน

 

 

จิลเดินออกมาจากห้องพักของคาร์ลอส เดินไปตามทางเดินของโรงพยาบาลจนมาหยุดอยู่ที่หน้าลิฟต์ เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก เธอก็พบกับคนที่เธอคุ้นเคยอีกคนในชุดกางเกงขายาวสีดำเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ดูเป็นทางการ

“เชว่า?”

คนตรงหน้ายิ้มรับ กล่าวทักทายกลับ “เป็นไงบ้าง?”

จิลก้าวเข้าไปในลิฟต์เพื่อที่จะบอกว่าไปหาที่คุยที่อื่นดีกว่าเพราะตอนนี้คริสกำลังคุยกับคาร์ลอสอยู่ เชว่าได้รับรู้แล้วก็เห็นด้วย ก่อนที่ทั้งคู่ออกมาคุยกันที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งข้างโรงพยาบาล

 

 

จิลไม่ได้ใช้เวลาคุยกับเชว่านานเลย แค่ทักทายตามประสาคนรู้จัก และเรื่องทิศทางของอัมเบรลล่าหลังจากนี้ ก่อนหน้านี้เธอรับรู้แค่ว่าเวสเกอร์ตายด้วยความร่วมมือของคริสและเชว่า และข่าวจากช่องโทรทัศน์ที่ลงเกี่ยวกับสิ่งที่อัมเบรลล่าทำ แต่ก็เพิ่งรู้ในเดี๋ยวนั้นเองว่าเวสเกอร์ถึงขนาดกลายพันธุ์เป็นสัตว์ประหลาดแบบเต็มรูปแบบ

หลังจากจบเหตุกาณ์นี้อัมเบรลล่าล่มสลาย และยังไม่มีวี่แววของคนสานต่อ คาดว่าถ้าไม่มีอะไร ชีวิตของเธอคงกลับเข้าสู่สภาวะปกติ... ปกติแบบที่คนทั่วไปใช้ชีวิตกัน ไม่มีอาวุธชีวภาพ ไม่มีเชื้อไวรัส ไม่มีเรื่องราวความแค้นและความกลัว

เธอล้างแค้นให้เหล่าเพื่อน ๆ และเมืองแรคคูนได้สำเร็จแล้ว

เชว่าเล่าให้ฟังว่าตอนนั้น...ตอนที่จิลตกหน้าผา คริสและคาร์ลอสระดมคนเพื่อตามหาร่างของเธออยู่นานกว่าสามเดือน จนในที่สุดเมื่อไม่พบอะไรถึงได้ตัดใจล้มเลิกการค้นหาเพื่อเดินหน้าทำอย่างอื่นต่อ ทุกคนต่างก็คิดว่าเธอตายไปแล้วทั้งจากความสูงระดับนั้น...หรือถ้ารอดก็คงอาจอดอาหารตาย เธอรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาเมื่อคิดได้ว่าในตอนนั้นคาร์ลอสจะรู้สึกเสียใจมากแค่ไหน เขาต้องทนอยู่กับความคิดที่ว่าเธอตายไปแล้วนานถึงสามเดือน จนกระทั่งถึงหนึ่งปี

เชว่าบอกว่าเธอได้ทุนไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยในรัฐแคลิฟอเนียร์ จิลเองก็รู้สึกยินดีด้วยเพราะเชว่าเคยบอกไว้ว่าจบแค่เกรดสิบสองเท่านั้น ก่อนจะตัดสินใจไม่เรียนต่อเพราะพวกอัมเบรลล่าที่ทำชีวิตตนเองพัง เมื่อทุกอย่างคลี่คลายเชว่าก็เลือกที่จะเรียนเกี่ยวกับชีววิทยา

“ยินดีด้วยนะ” ตรงหน้าเธอคือแก้วน้ำผลไม้ปั่นที่ใกล้จะหมด เชว่านั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามสั่งกาแฟร้อน จิลไม่เก่งเรื่องหาคำพูดแสดงความยินดีเท่าไหร่ ได้แค่ใช้คำง่าย ๆ เท่านั้น

“ขอบใจนะ” เชว่ากล่าวรับคำ ความจริงใจที่จิลส่งผ่านมาเชว่ารับรู้ได้ “จะว่าไปแล้วฉันไม่ค่อยชินเธอในลุคนี้เลย”

เชว่าคงหมายถึงผมสีบลอนด์ยาวของเธอ

“จริง ๆ ฉันก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เหมือนกัน” หลังจากคาร์ลอสออกจากโรงพยาบาลและอะไร ๆ เข้าที่เข้าทาง เธอก็กะจะไปตัดผมและย้อมสีกลับเหมือนเดิมนั่นแหละ

เสียงกระดิ่งประตูร้านกาแฟดังขึ้นอีกครั้ง ผู้ชายร่างใหญ่ที่ควรจะอยู่บนห้องพักผู้ป่วย ตอนนี้กลับมายืนอยู่ในร้านกาแฟแทน

“คุยกับคาร์ลอสเสร็จแล้วเหรอ?” จิลกล่าวทักเมื่อเห็นคริสยืนอยู่หน้าประตูร้านใกล้โต๊ะที่เธอนั่งอยู่โดยไม่สังเกตเห็นพวกเธอ เชว่ามีอาการสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันมองตาม คริสเมื่อหันมาเจอจิลและเชว่าอยู่ด้วยกัน ครู่หนึ่งที่แววตาเขาสั่นไหวไปก่อนจะกลับมาเป็นตัวเขาคนเดิม

ไม่รู้ว่าหญิงสาวคิดไปเองรึเปล่า แต่ปฏิกิริยาที่ทั้งคู่มองกันมันแปลก ๆ ชอบกล คล้ายกับคนมีเรื่องอะไรบางอย่างอยู่ในใจ

“อืม แค่มาหากาแฟกินน่ะ ไม่คิดว่าเธอจะอยู่นี่” คริสเดินมาทางโต๊ะ พอดีกับจิลที่ลุกขึ้นยืน

“งั้นเราไปกันเถอะ” เธอกล่าวชวนคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามซึ่งตอนแรกกะจะมาเยี่ยมคาร์ลอส ทว่าอีกฝ่ายยังคงนั่งนิ่ง

“ไปก่อนเลย ฉันอยากนั่งอยู่นี่สักพัก” จิลมองเชว่าสลับกับคริสก็พอเข้าใจได้ถึงเหตุผลที่ตัดสินใจอยู่ที่นี่ต่อ จึงโบกมือลาทั้งสอง ก่อนจะก้าวขาออกจากร้านกาแฟเพื่อไปหาคนตัวใหญ่ที่คงกำลังรอเธออยู่

 

 

 

 

คาร์ลอสออกจากโรงพยาบาลหลังจากพักรักษาตัวเป็นอาทิตย์ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งของอเมริกา บ้านสองชั้นที่คุ้นตาตั้งอยู่ตรงหน้า สนามหญ้าเล็ก ๆ ที่เดินผ่านเข้าไปเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงประตูไม้สีน้ำตาลเข้ม จิลกำลังไขกุญแจเข้าไป คาร์ลอสเดินตามมาหยุดอยู่ข้างหลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ รู้สึกดีที่ได้กลับมาพร้อมกัน

“ดีจัง คราวนี้ผมไม่ได้กลับมาที่นี่คนเดียวแล้ว” จิลยิ้มรับบประโยคนั้น พอดีกับประตูบ้านที่ถูกเปิดออก ภายในยังเหมือนเดิม ข้าวของน้อยชิ้น เหมือนกับเมื่อหนึ่งปีก่อน ตอนที่เธอออกจากบ้านหลังนี้ครั้งสุดท้าย

“แอบพาใครมาที่บ้านรึเปล่า?” จิลถามแซ็ว เพราะคาร์ลอสเสน่ห์แรงขนาดนั้น ขนาดเขาไม่ได้มองใคร ก็ยังมี ‘ใคร’ มองเขาตาพราวอยู่ดี ช่วงเวลาที่ทุกคนคิดว่าเธอตายแล้วตลอดหนึ่งปีนั่นมากพอที่จะทำให้คาร์ลอสทำใจได้และ...

“ไม่มีใครเลยที่รัก” มือหนาสอดเข้าใต้แขนโอบเอวเธอแล้วพาก้าวมายังด้านในบ้าน เสียงประตูปิดลงตามหลัง ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนเป็นดันตัวเธอให้หันมาเผชิญหน้ากับเขา นัยน์ตาสีเข้มลึกล้ำสบกับเธอสื่อความหมายให้รู้ถึงความจริงใจ

“ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ของคุณยังอยู่ที่เดิม หนังสือที่คุณชอบอ่านยังอยู่ที่เดิม สบู่ที่คุณชอบใช้ผมก็ยังใช้อยู่เหมือนเดิม”

หญิงสาวรู้สึกตื้นตันขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เธอขยับริมฝีปากที่สั่นระริกเพื่อเปล่งเสียงพูดออกไป

“ทั้งที่...ฉันอาจตายไปแล้วน่ะเหรอ...?”

“ผมยังไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าคุณตายไปแล้ว” แววตาของเธอสั่นไหว ทั้งที่เธอเป็นคนเข้มแข็งมาตลอด แต่คาร์ลอสเป็นเพียงคนเดียวที่แทบจะกะเทาะเปลือกตัวตนแข็งกระด้างของเธอออกไปได้อย่างหมดจด

ร่างของเธอขยับเข้าไปสวมกอดคาร์ลอส หยดน้ำอุ่นๆ ขึ้นเอ่อล้นม่านตา ทว่ามันไม่ได้หยดลงมา มือหนายกขึ้นลูบแผ่นหลังเธออย่างปลอบโยน เนิ่นนานทีเดียวจนคาร์ลอสพูดขึ้นมา

“คุณคงเพลียน่าดู ผมเห็นคุณหลับบนรถตลอดทางเลย” ในความเป็นห่วงก็ยังแอบแซ็ว จิลยิ้มให้กับแผ่นอกกว้างก่อนจะผละออก

“แล้วนายไม่เหนื่อยเหรอ?” นั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ในโรงพยาบาลนาน พอออกมาแล้วก็ยืนยันว่าจะเป็นฝ่ายขับรถให้ ทั้งที่จิลดื้อดึงบอกว่าจะขับรถเองแต่เขาก็ไม่ยอม สุดท้ายก็เป็นคาร์ลอสที่ชนะได้เป็นฝ่ายนั่งในตำแหน่งคนคุมพวงมาลัย

“นิดหน่อย แต่คุณไปพักผ่อนก่อนเถอะที่รัก เดี๋ยวผมตามไป” พร้อมกับประทับจุมพิตลงบนหน้าผากมนของหญิงสาว “ก่อนที่เราจะกลับมา ผมให้แม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดไว้รอแล้วบ้านก็เลยไม่สกปรกมาก”

จิลพยักหน้าเข้าใจ เพราะตอนแรกเป็นเธอที่เสนอไว้เองว่าควรจะหาบริษัทแม่บ้านมาดูแลบ้านในกรณีที่เธอกับเขาไปทำภารกิจด้วยกันนานหลายเดือน เมื่อกลับมาถึงบ้านจะได้ไม่เปิดมาเจอฝุ่นตลบตีเข้าหน้า และจะได้พักผ่อนได้เลยทันที

“งั้นฉันขึ้นไปงีบก่อนนะ” เมื่อเห็นคาร์ลอสยิ้มรับ เธอถึงได้หมุนตัวเดินขึ้นบันได

เธอรู้สึกเพลียมากจริง ๆ เหมือนคนนอนไม่พอมานาน เธอไปเยี่ยมคาร์ลอสทุกวัน ใช้เวลาอยู่ในห้องพักผู้ป่วยแม้จะไม่ได้ทำกิจกรรมที่ใช้แรงเท่าไหร่ แต่นอนนานแค่ไหนก็รู้สึกว่าไม่สดชื่นสักที คราวนี้เธอคงได้มีเวลาเก็บชั่วโมงนอนมากขึ้น

คาร์ลอสยังใส่ใจเธอเสมอ และก็จริงอย่างที่เขาพูดไว้ ห้องนอนของเธอกับคาร์ลอสยังเหมือนเดิม กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศที่เธอชอบวางไว้บนโต๊ะข้างประตู ที่เมื่อเปิดเข้ามาก็จะได้กลิ่นผ่อนคลายแตะจมูกทันที ด้านในเป็นเตียงนอนขนาดใหญ่ผ้าปูที่นอนสีน้ำเงินอยู่ใกล้ริมหน้าต่างที่ปิดด้วยม่านสีขาวสดใส มุมห้องมีโต๊ะทำงานหนึ่งตัว และชั้นหนังสือสูงขนาดเท่าเอวของเธอซึ่งใส่หนังสือได้สามชั้น มีหนังสือนิยายอาชญากรรมผสมกับหนังสือแนวสืบสวนและท่องเที่ยววางเรียงไว้เป็นระเบียบ และประตูห้องน้ำที่ปิดสนิทอยู่อีกด้านหนึ่ง

หญิงสาวกดรีโมทเครื่องปรับอากาศก่อนจะล้มตัวลงนอนอย่างอ่อนล้า ไม่นานเธอก็เข้าสู่ห้วงนิทรา

 

 

จิลรู้สึกตัวอีกครั้งตอนที่คาร์ลอสเข้ามาปลุกเธอให้ลงไปกินอาหารเย็น มองนาฬิกาถึงได้รู้ว่าตัวเองหลับไปตั้งแต่บ่ายจนถึงหกโมงเย็น ตอนนั้นเธอรู้สึกมึนนิดหน่อยเลยเข้าไปอาบน้ำก่อนจะได้สดชื่น จิลเป็นคนอาบน้ำเร็ว เมื่อลงมาข้างล่างคาร์ลอสก็จัดอาหารใส่จานไว้เรียบร้อยพอดี ซึ่งอาหารเย็นมื้อนั้นก็เป็นของที่เธอชอบ เธอคุยกับคาร์ลอสเรื่องที่อัมเบรลล่าล่มสลาย เขาบอกว่ารู้เรื่องนั้นจากคริสแล้ว หลังจากที่กินมื้อเย็นเสร็จเธอก็เป็นคนเก็บของ ล้างจาน สลับกับคาร์ลอสที่ขึ้นไปอาบน้ำข้างบน

และเมื่อเธอจัดการทุกอย่างในครัวเสร็จถึงได้ขึ้นไปในห้องนอนพอดีกับคาร์ลอสที่ออกจากห้องน้ำด้วยกลิ่นสบู่หอมฟุ้ง รอยเย็บที่แผลบริเวณเอว ผ้าขนหนูผืนเดียวพันช่วงล่าง หยดน้ำยังเกาะอยู่ที่ปลายผมซึ่งยาวระต้นคอ

เธอยังชอบเรือนร่างกำยำของเขาเสมอ

จิลเพิ่งหลับไปเมื่อไม่นานทำให้ตอนนี้เธอตาสว่างได้ที่ จึงเดินไปยังชั้นหนังสือเล็ก ๆ นั่งลงยอง ๆ เพื่อหานิยายอาชญากรรมอ่าน

เมื่อหยิบหนังสือเล่มหนึ่งได้ก็ยืนขึ้นเต็มสองขา ทว่าแผ่นหลังเธอปะทะกับคนตัวใหญ่ที่มายืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ แขนหนาสอดเข้าใต้เอวเพื่อกอดหลวม ๆ ใบหน้าคมคายโน้มลงมาคลอเคลียอยู่ข้างแก้ม วิธีการออดอ้อนของคาร์ลอสที่เธอคุ้นเคย

“เป็นอะไรหืม?”

“คิดถึงคุณ” จิลวางหนังสือในมือลงบนชั้นก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับคาร์ลอส ทั้งสองสบตากันก่อนที่เธอจะรู้สึกได้ถึงริมฝีปากเย็นที่ทาบทับลงมาบนริมฝีปากของเธอ หญิงสาวอ้าปากเล็กน้อยให้ลิ้นชื้นของเขาเข้ามาปัดป่ายทั่วโพรงปาก มือบางยกขึ้นวางข้างแก้มของชายหนุ่ม รับสัมผัสนุ่มนวลก่อนจะเปลี่ยนเป็นดุเดือด

เธอรู้สึกเหมือนในห้องมันอากาศร้อนขึ้น คาร์ลอสจูบเธอดุเดือดขึ้น เขาดูดดึงริมฝีปากเธอสลับกับสูดเอาลมหายใจของเธอไป มือสากอยู่ไม่สุขบีบบั้นท้ายของเธออย่างเร้าอารมณ์ ในตอนนั้นเองที่เธอรู้ตัวแล้วว่าเขาต้องการจะทำอะไรกันแน่ ทว่าเธอก็ไม่คิดห้ามเพราะคิดถึงสัมผัสของเขาไม่ต่างกัน และก่อนที่เธอจะขาดใจเขาก็ถอนริมฝีปากออก พร้อมกับเสื้อผ้าของเธอที่ร่วงไปอยู่บนพื้น

แขนแกร่งอุ้มจิลให้ขึ้นนั่งบนชั้นหนังสือ ใบหน้าคมคายโน้มลงมาใกล้ เธอได้ยินเสียงลมหายใจของเขา

“คาร์ลอส...” เธอหอบหายใจเล็ก ๆ เรียกชื่อเขาเบาหวิว

“ผมอยากอยู่กับคุณตลอดไป” เสียงของเขาช่างแหบพร่า นัยน์ตาเข้มลึกล้ำบอกว่าเขารู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ เธอสบตาเขานิ่งเข้าใจความหมาย มือเรียววางประทับที่สองข้างแก้มของคนตรงหน้า นิ้วโป้งขยับเขี่ยลูบไล้เบา ๆ

“ฉันก็เหมือนกัน”

อัมเบรลล่าล่มสลายไปแล้ว คราวนี้คงไม่มีอะไรมาทำให้พวกเขาแยกจากกันได้อีก

เขาทาบทับริมฝีปากลงมาอีกครั้ง จิลไม่คิดขัดขืนดึงมือมาวางเกาะขอบตู้หนังสือ คาร์ลอสครางรับในลำคอ และเมื่อเขาถอนริมฝีปากที่ร้อนราวไฟลนออกไป เธอก็รู้สึกได้ถึงแรงดูดดึงที่ลำคอ คล้ายกับว่าตัวเขากำลังกระหายในอะไรบางอย่าง

คาร์ลอสทำให้เธอร้อนรุ่มได้เสมอ ใบหน้าสวยเงยขึ้นหลับตาพริ้มหายใจติดขัด คาร์ลอสจูบเธอไล่ไปตั้งแต่ไหปลาร้า รอยแผลเป็นที่หน้าอก ไหล่ ต้นแขน มาจนถึงปลายนิ้วมือข้างหนึ่งที่เขายกขึ้น

สัมผัสเย็นวาบประทับในจุดที่หัวใจของเธอเต้นอยู่ หญิงสาวสะดุ้งเบา ๆ ก่อนจะลืมตามอง คาร์ลอสสบตากับเธอก่อนอยู่แล้ว ที่ปากเขามีอะไรบางอย่างสะท้อนแสงวาววับสดใส หัวใจของเธอกระตุกเปลี่ยนเป็นจังหวะรัวขึ้นมา มืออีกข้างของคาร์ลอสดึงสิ่งนั้นออกจากปาก และพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“แต่งงานกันนะจิล” มือข้างซ้ายของเธอที่คาร์ลอสกุมไว้ถูกบีบเบา ๆ เขาสบตาเธอนิ่งรอคอยคำตอบ คำตอบชัดเจนปรากฏขึ้นมาในใจแทบจะไม่ต้องคิดอะไรเลย ก้อนสะอื้นขึ้นจุกในลำคอจนเธอพูดอะไรไม่ออกชั่วขณะหนึ่ง

“อื้อ” ในที่สุดเธอก็เปล่งเสียงตอบเขาได้พร้อมกับพยักหน้าแรง ๆ ภาพตรงหน้าเลือนรางจากม่านน้ำในตา เธอกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อให้เห็นภาพที่คาร์ลอสสวมแหวนให้เธอ ทุกอย่างมันช่างเด่นชัดประทับตราตรึงในหัวใจ

เขาขยับใบหน้าเข้ามาใกล้ ยกนิ้วขึ้นซับน้ำตาให้เธอเบา ๆ รอยยิ้มอบอุ่นแบบที่เป็นตัวตนของเขาปรากฏขึ้น

“ผมไม่รู้คุณจะคิดว่ามันเร็วไปรึเปล่า แต่ผมไม่อยากปล่อยให้เวลาผ่านไปอีกแล้ว ผมอยากทำให้มันถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุด”

จิลส่ายหน้าแช่มช้า “ไม่เลยคาร์ลอส... ฉัน...ก็รู้สึกเหมือนกับนาย” เสียงสั่นเครือเปล่งออกมา ภายในใจของเธอมันทั้งตื้นตัน และอบอุ่น เธอไม่เคยมั่นใจในอะไรมากเท่านี้มาก่อน เธอมั่นใจในตัวของคาร์ลอส มั่นใจในการตัดสินใจของตัวเอง

เขายิ้ม ดวงตาเปล่งประกายสดใส “ขอบคุณนะจิล ผม...”

“ฉันรักนาย” หญิงสาวรู้ว่าประโยคต่อไปเขาจะพูดอะไรจึงรีบชิงพูดขึ้นมาก่อน เธอรับรู้ความรู้สึกของเขามาโดยตลอด ไม่มีวันไหนที่เขาไม่แสดงออกให้เห็นว่าเขารักเธอ แม้กระทั่งในตอนที่ทุกคนคิดว่าเธอตายไปแล้ว แต่เขากลับยังรู้สึกกั [เธอเหมือนเดิมทุกอย่าง

“ผมก็รักคุณ” คาร์ลอสยิ้ม ใบหน้าเลื่อนเข้ามาจุมพิตกับเธออีกครั้ง รสจูบแสนหวานทำให้หัวใจของเธอทั้งวาบหวามและเปี่ยมไปด้วยความสุขล้น

“ฉันรักนาย...” จิลกระซิบบอกคาร์ลอสอีกครั้งเมื่อเขาถอนริมฝีปากออก ใบหน้าคมคายยิ้มกว้างขึ้น สองแขนโอบกอดเธอแน่น ก่อนจะคลอเคลียข้างใบหู

“ผมได้ยินแล้วที่รัก”

“ฉันรักนาย...คาร์ลอส” อีกครั้ง คนตัวใหญ่ผละออกจากร่างเปลือยเปล่าแสนเย้ายวน ก่อนจะยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากของเธอ

“เดี๋ยวคืนนี้ผมจะให้คุณบอกรักผมทั้งคืนเลยดีมั้ย?”

เธอพยักหน้าพร้อมกับอมยิ้มน้อย ๆ คาร์ลอสทำให้เธอรู้สึกกับเขามากมาย แต่แค่คำพูดที่เธอพูดออกไปคงยังไม่พอ เธออยากจะเปิดเผยมันออกไปให้เขารู้ เธออยากให้เขารู้ทั้งหมดของความรู้สึกเธอว่ารักเขามากแค่ไหน

คาร์ลอสประทับริมฝีปากร้อนบนใบหูของเธอ มือก็เลื่อนมาลูบไล้ที่ต้นขาด้านใน เขากำลังสานต่อความรู้สึกที่เริ่มไปแล้วในตอนแรก พาเธอเข้าสู่วิธีการบอกรักอีกรูปแบบหนึ่ง แบบที่ทำให้เธอและเขาได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันทั้งคืน

 

 

 

 

 

-------------------------------------------------

ขอตัดตรงนี้แล้วกันนะคะพี่ตา

เหมือนเดิมค่ะ เรียนเชิญทุกคนไปอ่าน NC ได้ใน Read A Write เลยนะคะ (/แจกการ์ดเชิญ) หวังว่าที่เขียนไปจะไม่มีตรงไหนเข้าข่ายผิดกฏเว็บเด็กดีนะคะ ฮา 

แล้วก็มีตอนพิเศษอีก 3 ตอนค่า ฮึบ ๆ 

 

 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น