สามี ท่านไม่ควรหวาดกลัวข้า

ตอนที่ 3 : บทที่ 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 424
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 36 ครั้ง
    28 พ.ย. 61

     
บทที่ 2
สายสัมพันธ์ที่อ่อนหวานและดุดัน




     อากาศยามอรุณรุ่งช่างน่าอภิรมณ์ เซียวหลงอิงบิดกายเบาๆบนฟูกนุ่ม ความหนาวเย็นผสานความอบอุ่นของแสงแดดอ่อนดั่งแดนสุขาวดี แพขนตาหนาขยับกระพริบเป็นจังหวะเบาๆ ร่างกายเล็กๆอ่อนล้าจากการมิได้พักผ่อนกว่าค่อนคืน ใจดวงน้อยๆออดอ้อนออเซาะงอแงขอซุกตัวบนฟูกนอนไม่อยากไปไหน แต่จิตใต้สำนึกกลับเฆี่ยนแส้โบยตีอย่างทารุณจนไม่อาจข่มใจนอนต่อได้

     เซียวหลงอิงขยับตัวลงจากเตียงกว้าง มองเห็นอ่างน้ำทองเหลืองวางตั้งอยู่ไม่ไกล ยามนี้มีไอเย็นลอยขึ้นมาเหนือน้ำอ่อนจาง เห็นทีคงเป็นฝีมือพี่เสียวชิงเป็นแน่ เด็กน้อยคิดใคร่ครวญ สิ่งที่ต้องทำนั้นมากมายนัก ต้องแบ่งแยกเรื่องก่อนหลังให้ดี เมื่อจัดลำดับความสำคัญที่ต้องทำในใจจนเสร็จ คนก็กวาดสายตาหาสาวใช้ข้างกาย ครั้นไม่เห็นก็ไม่คิดตามหาหรือรั้งรออีก

     ขาเล็กๆก้าวรัวเร็วไม่สนผู้ใดออกจากเรือนเยว่ซิง ท่ามกลางสายตาของบ่าวรับใช้บางคนที่มองมาพร้อมกับการประสานมือคำนับ มีบ้างที่ฉายแววดูแคลนอยู่หลายส่วน เขาหาได้สนใจไม่ ผู้คนจะคิดเห็นว่าเขาเป็นเช่นไรมิเคยเก็บมาใส่ใจ บนทางเดินปูด้วยหินทอดยาวจากเรือนเยว่ซิงไปเรือนหลันฮวา สองข้างทางขาวโพลนไปด้วยด้วยหิมะแรกเหมันต์ เซียวหลงอิงยามนี้ผิดแปลกกว่าทุกวัน ใบหน้าที่ปกติแล้วจะฉีกยิ้มสดใส คอยวิ่งไล่แกล้งผู้คนให้อิดหนาระอาใจ ยามนี้เงียบขรึมนัก พาให้ผู้คนสงสัยว่าใช่คุณชายใหญ่ตระกูลเซียวผู้เดิมหรือไม่




     "ฮูหยินเจ้าคะ! ฮูหยิน! คุณชายใหญ่มาเจ้าค่ะ!" เสียงสาวใช้ฟังดูแตกตื่นผิดปรกติดังมาพร้อมกับร่างบอบบางที่ก้าวรัวเร็วเข้ามาด้านใน ถึงกระนั้นฝีเท้ายังคงเงียบเชียบบ่งบอกว่าเป็นผู้ที่ถูกฝึกอบรมมาอย่างดี เซี่ยหลันที่นั่งจิบชายามเช้าตวัดสายตาไปทางต้นเสียง เห็นสาวใช้ของตนถลาเข้ามาอย่างเสียกิริยา เรียวคิ้วโก่งสวยราวใบหลิวขมวดเป็นปม ดวงตางดงามแข็งกร้าวขึ้นหลายส่วน

     "เสี่ยวเจิน เจ้าคงคิดถึงพ่อบ้านหลินยิ่งนักใช่หรือไม่ เห็นที ข้าคงต้องส่งเจ้ากลับไปเยี่ยมจวนตระกูลเซี่ยสักสิบวันเจ้าเห็นเป็นเช่นไร" ดั่งมีแรงกดดันในประโยคสายหนึ่งถูกส่งไปยังร่างของสาวใช้ พาให้แข้งขาอ่อนยวบคุกเข่าลงกับพื้นโดยพลัน รีบก้มหัวสำนึกผิด นางเพียงแตกตื่นเพราะเห็นคุณชายใหญ่แต่เช้า ใช่อยากทำตัวไร้มารยาทกับผู้เป็นนาย นางมิตั้งใจให้ขุ่นเคืองโดนแท้ หากฮูหยินคิดส่งนางให้พ่อบ้านหลิน มิเท่ากับส่งนางไปทรมานหรอกหรือ ยังไม่ทันได้เอ่ยปากอ้อนวอนขอความเมตตา สาวใช้นามเสี่ยวเจินก็เหลือบเห็นเท้าเล็กๆเดินผ่านตนไปเสียก่อน

     "ท่านแม่" เซียวหลงอิงกล่าวทักทายมารดาด้วยเสียงกังวาลใส หันไปขยับยิ้มกว้างส่งให้จื่อลู่ที่คอยปรนนิบัติมารดาตนไม่ห่าง คนที่รักและหวังดีกับตนอย่างจริงใจนอกจากมารดาแล้วก็เป็นสาวใช้คนสนิทของมารดาผู้นี้ เขาประสานมือเคารพมารดาอย่างอ่อนน้อมก่อนขยับกายเข้าไปใกล้ เมื่อเห็นบุตรชาย ดวงตาแข็งกร้าวของเซี่ยหลันทั้งอารมณ์ขุ่นมัวเมื่อครู่พลันอ่อนลงหลายส่วน

     "อิงเอ๋อร์ มีอันใดจึงมาหาแม่แต่เช้า แล้วนั่น! เหตุใดเจ้าจึงไม่แต่งกายให้เรียบร้อย เจ้าออกจากเรือนมาด้วยสภาพเช่นนั้นได้อย่างไร!!" น้ำเสียงของเซี่ยหลันเข้มขึ้นอีกหลายส่วนเมื่อเห็นว่าบุตรชายผมเผ้ายังไม่ได้เกล้า ทั้งยังสวมชุดหลายชั้นดูประหลาดคน ใบหน้าๆเล็กๆนั่นคล้ายยังไม่ได้ทำความสะอาดเสียด้วยซ้ำ กว่าจะมาถึงที่นี่ต้องผ่านผู้คนกี่มากน้อย มิใช่ตกเป็นที่นินทาสนุกปากของบ่าวรับใช้แล้วหรือ แค้นเหล็กไม่เป็นเหล็กกล้า เซี่ยหลันไม่อาจข่มกลั้นความขัดใจ พาให้น้ำเสียงของนางฟังดูขุ่นมัวเสียจนเสี่ยวเจินที่ยังคุกเข่าอยู่ผวาตกใจ ผิดกับเจ้าของคำว่ากล่าวที่แสดงหน้าตายิ้มแย้มหาได้สะทกสะท้านไม่

     เซียวหลงอิงยิ้มพราย หากเป็นเมื่อก่อนตนคงสะดุ้งใจฝ่อกับเสียงโกรธเกรี้ยวของมารดา แต่ยามนี้ตนรื่นรมณ์นัก ยิ่งนึกถึงเมื่อคืนวานที่ได้ฟังความในใจของมารดาแล้ว พาให้พวงแก้มกลมใสขึ้นสีแดงเรื่อ คนยืนกระบิดกระบวนขวยเขินไม่ขยับ พาให้เซี่ยหลันที่มองอยู่ก่อนรู้สึกพิกล นี่บุตรชายนางป่วยไข้หรือ?

     "อิงเอ๋อร์ เจ้ามีอันใด" อากัปกิริยาของบุตรชายทำให้นางลดความโกรธเกรี้ยวไปหลายส่วน แทนที่ด้วยความงุนงง ทั้งยังรู้สึกแปลกประหลาดไม่คุ้นตา 

     ได้ยินคำของมารดาแล้วแต่เขาไม่ใส่ใจจะตอบคำถาม เพียงยืนสงบจิตใจอยู่ชั่วครู่ มือคู่เล็กบีบเข้าหากันเรียกขวัญกำลังใจ ดวงตากลมโตจับจ้องที่สตรีตรงหน้า เรือนร่างงดงามอ่อนช้อยแฝงความเย้ายวนสิเน่หา ดวงหน้างามล้ำ นัยน์ตาหงส์ ผิวกายขาวผ่องดุจหยกเนื้อดี ริมฝีปากแต้มชาดอย่างพอเหมาะพอเจาะ ไม่ว่ายามใดสำหรับเซียวหลงอิงมารดาเขาก็งดงามกว่าสตรีทั่วทั้งแคว้น

     เซี่ยหลันมองดูบุตรชายที่ยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แววตาฉายความภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิดก็พาให้งุนงงนัก ไม่ทันได้ถามไถ่ให้รู้ความร่างเล็กๆของเด็กน้อยอายุห้าขวบปีที่สวมอาภรณ์เทอะทะดูไม่ปรกติก็วิ่งถลาเข้ามาสวมกอดที่เอวบาง ใบหน้าเล็กๆแนบอยู่ตรงช่วงท้อง ถูไถไปมาเบาๆให้นางรู้สึกคันยุบยิบ ไม่ปฏิเสธว่านางก็ชอบความรู้สึกนั้น

     "ท่านแม่ ลูกรักท่านแม่ขอรับ" เสียงแผ่วเบาราวกับยุงแทบฟังความไม่ได้เปล่งออกมาจากปากเล็ก แต่ด้วยความใกล้ชิดนั้น เซี่ยหลันได้ยินมันเต็มสองหู มือเรียวบางที่ประคองถ้วยชาชั้นดีพลันอ่อนแรง โชคดีที่นางยังประคองสติจับไว้ได้ทัน มิเช่นนั้นน้ำร้อนคงได้ลวกหลังบุตรชายนางเป็นแน่ 

     เกือบครึ่งเค่อที่อ้อมแขนเล็กโอบกอดนางไว้ จนสัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นที่ข้างเอวถึงวางถ้วยชาลงแล้วประคองใบหน้าบุตรชายให้เงยขึ้น

     คล้ายมีแรงสะเทือนดั่งถูกสายฟ้าฟาดที่กลางใจ ความหนึบชาแล่นปราดไปทั่วสรรพางค์กาย ยามเห็นหยาดน้ำตาบนใบหน้าที่คล้ายนางถึงแปดส่วน แรงโทสะไม่รู้ที่มากอบกุมจิตใจ ปลายนิ้วเรียวงามบรรจงปาดน้ำตาออกจากแก้มกลมนุ่มอย่างแผ่วเบา ยามหยาดน้ำเย็นสัมผัสปลายนิ้วคล้ายมีผู้ใดตอกหมุดลงอกให้รู้สึกเจ็บแปลบนัก

     "อิงเอ๋อร์ลูกแม่ บอกแม่ ผู้ใดรังแกเจ้า!!" แน่นอนว่านางย่อมเคยดุด่าบุตรชายอยู่หลายครา กราดเกรี้ยวใส่หรือก็บ่อยครั้ง แต่ที่ทำล้วนเป็นเพราะรักทั้งสิ้น กระนั้นคำหยาบคายหยาบช้าก็ไม่เคยหลุดออกมาแม้เพียงครึ่งคำ ทุบตียิ่งไม่เคย แม้เพียงแค่คิดยังไม่อาจคิด ยามตนดุด่า บุตรของนางมีสีหน้าเศร้าเสียใจเช่นใดนางล้วนเคยเห็นมาหมด แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่หลั่งน้ำตา ยามนี้เห็นบุตรรักร่ำไห้ จิตใจให้เจ็บปวดนัก 

     "ท่านแม่" เซียวหลงอิงซุกใบหน้าเปื้อนน้ำตาลงที่เดิม จะบอกได้อย่างไรว่าร่ำให้เพราะสำนึกผิดที่ทำให้มารดาทุกข์ใจมาตลอด ลอบเช็ดใบหน้ากับแพรไหมเนื้อนิ่มของมารดา ยามคนดึงใบหน้าออกทันได้เห็นของเหลวสีใสยืดเป็นสายจากปลายจมูกติดอยู่กับเสื้อคลุมตัวบาง ครั้นจะสะบัดให้ขาดจากกันก็มิกล้า

     เซี่ยหลันมองบุตรชายที่ยืนนิ่งทำอันใดไม่ถูก เห็นดวงตากลมโตมองสลับไปมาระหว่างปลายจมูกกับเสื้อของตน พวงแก้มกลมขึ้นสีแดงระเรื่อใบหน้ามีแววเขินอาย ต่อให้นางมีโทสะมากมายแค่ไหน แต่ยามเห็นภาพนี้ก็อดไม่ได้ที่จะขบขัน มือเรียวคว้าผ้าปักลายดอกหมู่ตานผืนเล็กขึ้นมาเช็ดปลายจมูกให้อย่างทนุถนอม เห็นแก้มกลมแดงขึ้นอีกหลายส่วน ในใจรู้สึกเอ็นดูนัก

     "เอาล่ะ อิงเอ๋อร์ บอกแม่ เจ้าร่ำไห้เพราะเหตุใดกัน" เซี่ยหลันเช็ดใบหน้าเล็กจนสะอาดเรียบร้อย ประคองตัวบุตรชายลงนั่งข้างกายโทสะที่มีจางหายไปบ้างแล้ว จื่อลู่ที่ยืนนิ่งเงียบอยู่นานเข้ามารินน้ำชาให้คุณชายน้อยของนาง แววตาฉายรอยยิ้ม เห็นเจ้านายของนางทั้งสองพูดคุยกันโดยดีเช่นนี้คนเป็นบ่าวย่อมอดที่จะตื้นตันมิได้ หวังว่าฮูหยินของนางจะระงับใจตนให้เย็นลงบ้าง ไม่เผลอดุด่าคุณชายน้อยของนางอีก

     "เรียนท่านแม่ ไม่มีผู้ใดรังแกลูกขอรับ" เซียวหลงอิงส่งรอยยิ้มไปเบิกทัพหน้าเพื่อให้มารดาคลายใจ เห็นแววตาสงสัยทอดมองมาแต่ไร้ซึ่งการซักถามใดๆก็ให้วางใจลงบ้าง "ท่านแม่ขอรับที่ลูกรีบร้อนมาวันนี้... ลูกตั้งใจอยากให้ท่านแม่รับฟังคำของลูกสักเล็กน้อยขอรับ" ส่งยิ้มงดงามให้มารดาหนึ่งครา มือยกถ้วยชาที่จื่อลู่รินให้ขึ้นจิบเบาๆ ท่วงท่าสง่างาม ไม่สนใจสายตาแปลกใจของมารดาและสาวใช้ เห็นทีเขาคงประพฤติตัวไม่ดีไม่งามมานานเกินไปเสียแล้ว

     "เจ้าว่ามาเถิด" เซี่ยหลันปัดความสงสัยในตัวบุตรชายทิ้ง แม้จะยังไม่ได้รับคำตอบที่น่าพอใจ และกิริยาจะแปลกไปอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่มีสิ่งใดไม่ดี

     "ลูกต้องการรักษาอาการเจ็บป่วยขอรับท่านแม่" เซียวหลงอิงวางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบา ไม่รอให้มารดาซักถามเขารีบกล่าวต่อทันที "ลูกได้พบเจอผู้อาวุโสท่านหนึ่งเชี่ยวชาญวิชาแพทย์ ซ้ำยังรู้วรยุทธ ท่าทางเก่งกาจน่าเชื่อถือ ลูกต้องการไปรักษากับคนผู้นี้ขอรับ แต่การรักษานั้นต้องใช้เวลานาน  ลูกจำเป็นต้องติดตามผู้อาวุโสท่านนี้ไป นั่นเป็นเหตุที่ว่าทำไมลู.."

     "อิงเอ๋อร์!!! เจ้าคิดว่าเจ้ากล่าวอันใดออกมา! นี่ใช่เรื่องที่เจ้าควรทำเช่นนั้นหรือ ใช่แม่ตามใจเจ้ามากไปจนเสียคนหรือไม่ จึงได้เอ่ยวาจาเลื่อนลอยไร้สติเช่นนี้!!" พายุโทสะทำให้ภายในเรือนหลันฮวาเงียบงัน ไม่มีผู้ใดปริปากแม้เพียงครึ่งคำ "แม้แต่หมอหลวงยังรักษาอาการเจ้าไม่ได้ แล้วคนผู้นั้นนับเป็นตัวอันใด ยังมีผู้ใดที่เก่งกาจกว่าหมอหลวงอีกหรือ เจ้ากำลังโดนล่อลวงยังไม่รู้ตัวอีก!!"

     เซียวหลงอิงนิ่งค้าง คำพูดถูกกลืนลงคอ แม้จะทราบความในใจของมารดามาบ้าง แต่ใช่ว่าเขาจะไม่รู้สึกอันใดยามถูกมารดาว่ากล่าว เวลานี้คล้ายกลืนยาขมรสฝืดเฝื่อน มารดาเป็นเช่นไรย่อมรู้นิสัย ที่มารดากล่าวมาเช่นนี้คงเพราะเป็นห่วงกลัวตนจะถูกผู้อื่นล่อลวง แม้จะคิดเช่นนั้น แต่ความน้อยใจก็มิอาจกลั้น ดวงตากลมโตหลุบลงจ้องมองถ้วยชาเนิ่นนาน คนลอบถอนหายใจ นึกถึงความตั้งใจแรกยามเดินมาที่เรือนหลันฮวา

     "ลูกทราบดีขอรับท่านแม่" ปลายนิ้วเรียวเล็กวนไล้ขอบถ้วยชาเนื้อดี "เพราะลูกทราบดีอย่างไรเล่าขอรับ ว่าไม่ว่าผู้ใดก็มิอาจรักษาอาการของลูกให้หาย ท่านแม่คิดว่าความรู้สึกนั้นเป็นเช่นไรขอรับ เพราะเจ็บป่วยมาตลอด เพราะสิ้นหวังมาตลอด ยามนี้มีผู้หยิบยื่นความหวังมาให้เหตุใดลูกจึงไม่คว้า ยามอยู่ก้นหุบเหว แม้เห็นว่าเชือกที่หย่อนลงมาเป็นเพียงด้ายเส้นบางยังต้องคว้าจับ หากไม่เสี่ยงเดิมพันครั้งนี้ ท่านแม่คิดว่าลูกจะมีชีวิตรอดได้อีกกี่วสันตหรือขอรับ" เซียวหลงอิงไม่ได้เงยหน้ามองจึงไม่อาจเห็นแววตาสั่นไหวของมารดา

     "ลูกคิดว่าลูกเองคงมิใช่เด็กน้อยวัยเยาว์สดใสดั่งเช่นเด็กน้อยทั่วไปแล้วล่ะขอรับ ลูกอาจไม่ได้เผชิญโลกมามาก ใช้ชีวิตมาเยอะ แต่ลูกสามารถบอกได้ว่าผ่านความตายมานับครั้งไม่ถ้วน" ปลายนิ้วเล็กที่ไล้ถ้วยชาหยุดลง คล้ายได้ยินเสียงสูดหายใจเบาๆของคนในห้อง เซียวหลงอิงไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง รับรู้เพียงสายตาที่จับจ้องมาทางตน 

     จื่อลู่กำชายแขนเสื้อแน่น คำกล่าวของคุณชายน้อยของนางดั่งใบมีดแหลมคมกรีดแทงจิตใจ ใช่ว่าไม่เคยรับรู้ถึงความเจ็บปวดทรมานของคุณชายน้อยยามอาการกำเริบ แต่เป็นเพราะคนมักมีรอยยิ้มสดใสเสมอ นางจึงไม่เคยรู้ว่าแท้จริงแล้วคนรู้สึกอย่างไร จื่อลู่ลอบมองเจ้านายตน เห็นเซี่ยหลันมีอาการไม่สู้ดีนัก ผู้เป็นมารดา อย่างไรก็ต้องรู้สึกมากกว่านาง

     "เพราะหลายคราที่เกือบตกตาย อีกหลายคราที่อยากปลิดชีพตน ข้าพบเห็นสายตาดูแคลนเหยียดหยามมากมายนับไม่ถ้วนยามข้าเจ็บป่วย คำพูดจาด่าทอแช่งชักมากมายว่ากล่าวใส่ข้า ความเจ็บปวดทรมานทุกๆวสันตฤดูที่รู้สึกว่าความตายช่างน่าอภิรมณ์กว่า ท่านแม่ทราบหรือไม่ว่ามันเจ็บปวดจนมิอาจจินตนาการถึง อย่างนั้นแล้ว ท่านแม่คิดว่าเด็กน้อยอายุเพียงห้าขวบปีอย่างข้าสมควรเจออะไรแบบนี้หรือขอรับ" คำพูดแทนตัวที่เปลี่ยนไป น้ำเสียงที่เปลี่ยนไป ทั้งแววตาที่เปลี่ยนไป เซี่ยหลันราวกับวิญญาณออกจากร่าง เด็กน้อยตรงหน้านางคล้ายไม่ใช่บุตรชายของนาง เซียวหลงอิงเงยหน้าขึ้นมาประสานสายตากับมารดา เขาเห็นนัยน์ตาหงส์คู่งามสั่นไหว พายุอารมณ์มากมายฉายชัดอยู่ในนั้น

     "อิงเอ๋อร์ เจ้า..." เซี่ยหลันไม่อาจกล่าวคำใด คล้ายลำคอตีบตันจนหาเส้นเสียงไม่พบ ได้เพียงจับจ้องใบหน้าบุตรชายที่หันไปมองถ้วยชาในมือต่อ

     "เช่นนั้นแล้ว ข้าจึงละทิ้งความหวังทั้งหมด ต่อให้รักษาไม่หายแล้วอย่างไร ข้าต้องใส่ใจด้วยหรือ เพราะไร้ความหวังที่จะอยู่ ข้าเลยคิดอยากจะใช้ชีวิตวัยเด็กเสียให้พอ อยากเล่นสนุกข้าก็เล่น ไม่อยากเรียนข้าก็ไม่เรียน ข้าจะเล่าเรียนไปเพื่อสิ่งใดในเมื่อขาข้าอยู่ปรโลกไปแล้วครึ่งก้าว ข้าจะตั้งใจเป็นคุณชายใหญ่ของตระกูลไปเพื่อสิ่งใดในเมื่อสุดท้ายก็เป็นเพียงโลงศพที่รอข้าอยู่" เซียวหลงอิงยกชาขึ้นจิบเบาๆ ควันร้อนสีขาวจางลอยเอื่อย เขามองควันนั้นเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ

     "แต่ข้าไม่เคยรู้ว่าสิ่งที่ข้าทำมันทำให้ท่านแม่ต้องเป็นทุกข์ใจ ข้าเพียงคิดว่าท่านคงดุด่าข้าเฉกเช่นมารดาทั่วไป ทั้งข้ายังเคยคิดว่าท่านไม่รักข้า ข้านั้นช่างโง่เขลานัก" เซียวหลงอิงหันไปมองใบหน้างดงามที่บัดนี้ดวงตาแดงก่ำ เห็นเพียงเท่านั้นภาพตรงหน้าพลันพร่ามัว หยาดธาราใสกลิ้งลงบนพวงแก้มนุ่ม อย่างไรเขาก็เป็นเพียงเด็กน้อย แม้ความคิดความอ่านและจิตใจจะแตกต่างจากเด็กผู้อื่นอยู่บ้าง แต่เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูก เขาก็ยังเป็นเพียงเด็กไม่รู้ประสา "ข้ารู้ว่าท่านแม่รักข้า แล้วข้าก็รักท่านแม่ ข้าเข้าใจแล้วว่าท่านหวังดีกับข้าเช่นไร ที่ผ่านมาข้าอกตัญญูนัก ทำให้ท่านต้องเป็นทุกข์ใจ ท่านแม่ ได้โปรดรับการคารวะจากข้า" ร่างเล็กๆทิ้งตัวลงคุกเข่าเสียงดัง เซียวหลงอิงโขกศีรษะคารวะมารดาด้วยหัวใจเจ็บร้าว เซี่ยหลันไม่อาจกลั้นน้ำตาได้อีกต่อไป นางรีบลงไปประคองร่างเล็กๆของบุตรชายให้ลุกขึ้น

     "อิงเอ๋อร์ พอแล้ว เป็นแม่เอง เป็นความผิดของแม่เอง เป็นแม่ที่ผิดต่อเจ้า" นางรีบอุ้มบุตรชายขึ้นนั่งบนตัก กกกอดเข้าอ้อมอก ตัวคนเบาอย่างน่าใจหาย อ้อมแขนยิ่งกอดกระชับ เพิ่งรู้ว่าบุตรชายนางผอมบางถึงเพียงนี้ ก่อนหน้านางทำอันใดอยู่ ใช่นางละเลยบุตรชายเกินไปหรือไม่

     นางหวังให้บุตรชายได้ดี ทั้งบังคับให้เล่าเรียน พร่ำสอนกิริยามารยาท กระทั่งงานของสามีและเล่ห์เหลี่ยมกลโกง เส้นสายดำมืดของผู้ใหญ่เป็นเช่นไร อำนาจคืออันใด ไม่มีสิ่งใดที่นางไม่บอกกล่าว ที่สุดแล้วนางไม่เคยรู้ คนไม่เคยมีความหวังกระทั่งมีชีวิตอยู่จนเติบใหญ่ เซี่ยหลันกอดกระชับบุตรชายในอ้อมอกให้แน่นขึ้นอีกครั้งสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในอ้อมแขนและเสียงสะอื้นเบาบาง สุดท้ายแล้วนางได้ทำสิ่งใดลงไปกัน

     "อ๊ะ!! ขะ.. ขออภัยเจ้าค่ะ" เสียงเล็กแหลมดังเรียกสายตาทุกคู่ให้หันมามองพร้อมกัน โดยเฉพาะเซี่ยหลันและจื่อลู่ที่ยามนี้นัยน์ตาแดงก่ำคลอไปด้วยหยาดน้ำนั้นแฝงแววดุดันดั่งกระบี่แหลมคม พาให้ผู้ที่สบสายตาพลันสั่นสะท้านหลั่งเหงื่อเย็นไม่รู้ตัว กระทั่งเสี่ยวเจินที่นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นท่าเดิมยังไม่ต่างกันเท่าใดนักยามมองเห็นสายตาคู่นั้น

     เสี่ยวชิงรีบคุกเข่าลนลานยามสบสายตาเย็นเยียบของฮูหยินใหญ่จวนตระกูลเซียว ตนเพิ่งกลับมาจากไปหาชายคนรัก ไม่คิดว่าคุณชายใหญ่ที่ยามปรกติจะนอนอุดอู้อยู่ในเรือน วันคืนดีจะนึกอยากตื่นเช้าขึ้นมา ซ้ำร้ายยังมาหามารดาที่เรือนหลันฮวาอีก นี่ใช่คราวเคราะห์ของนางหรือไม่ ยิ่งตนรีบร้อนผลุนผลันเข้ามา ไม่คาดต้องเจอกับภาพชวนกระอักกระอ่วนจนเผลอส่งเสียงดังออกไป เห็นสายตาของฮูหยินใหญ่แล้ว จิตใจนางให้เคว้งคว้างนัก

     "เสี่ยวชิง ข้าคงใช้งานเจ้ามากมายเกินไปใช่หรือไม่ เช่นนั้นเจ้ากลับไปพักผ่อนที่ตระกูลเซี่ยเสียหน่อยเป็นไร" นัยน์ตาหงส์งดงามที่ยังคงมีหยาดน้ำตาดูดุดันเยียบเย็นจับจ้องร่างสาวใช้ที่คุกเข่าตัวสั่นอยู่บนพื้นจนแทบทะลุ บุตรชายนางมาที่นี่จนเกือบครึ่งชั่วยาม แต่สาวใช้ประจำตัวเพิ่งจะตามมา ทั้งยังใส่เสื้อผ้าเก็บผมไม่เรียบร้อย แทบไม่ต้องคิดก็ดูออกว่าคนเพิ่งไปทำสิ่งใดมา 

     นางย่อมรับรู้เรื่องที่บุตรชายนางจะตื่นนอนยามซื่อ(09.00-10.59น.)ของทุกวัน ทั้งเรื่องรักใคร่ของหนุ่มสาวในจวนย่อมมีผ่านหูมาบ้าง สาวใช้ของนางคนนี้ต้องตาต้องใจกับองค์รักษ์หนุ่มคนไหนนางเองก็รู้ เรื่องแอบพบเจอของหนุ่มสาวใช่ว่าไม่เคยเกิด เพราะไม่ว่าจวนใดก็ย่อมมี แต่ด้วยพบเจอบุตรชายทุกครั้งก็เห็นสาวใช้ คิดว่าคงทำหน้าที่ไม่บกพร่อง ด้วยไว้ใจสาวใช้ที่มาจากตระกูลตน นางจึงไม่เคยไปตามสืบเสาะว่าคนปรนนิบัติต่อบุตรชายนางเช่นไร คิดถึงตรงนี้ก็ให้จิตใจกระตุก นี่นางละเลยบุตรชายอีกเรื่องหนึ่งแล้ว 

     "เรียน .. เรียนฮูหยิน งานของบ่าวมิได้มากมายเลยเจ้าค่ะ บ่าวอยากรับใช้ฮูหยินและคุณชายใหญ่อยู่ที่นี่เจ้าค่ะ" เสี่ยวชิงโขกศีรษะด้วยร่างกายสั่นเทา น้ำเสียงที่กล่าวออกไปนั้นสั่นสะท้านนัก คนรู้ความผิดดีแก่ใจ เพราะคิดว่าคุณชายของนางจะยังคงหลับอยู่ นางจึงใช้เวลาช่วงนั้นทำเรื่องส่วนตน สาวใช้เช่นนาง นายอยู่ที่ใดตัวนางต้องอยู่ที่นั่น ต่อให้ผู้เป็นนายจะหลับข้ามวันคืน สาวใช้อย่างนางก็ต้องอยู่ข้างกายรอคอยปรนนิบัติรับใช้ แต่ด้วยคุณชายนางมิเคยว่ากล่าวยามนางเหลวไหลแม้เพียงครึ่งคำ ตนจึงใด้ใจทำตัวหนักข้อ เมื่อคิดได้ก็อยากร่ำไห้

     "ท่านแม่ขอรับ ลูกเห็นด้วยกับท่านแม่ขอรับ พี่เสี่ยวชิงนั้นทำงานหนักนัก บางคราลูกก็ไม่เจอตัวเสียครึ่งค่อนวัน อย่างเมื่อเช้าลูกตื่นมาพบเพียงอ่างน้ำเย็นๆไว้ให้ล้างหน้า พบของคนไม่พบ เกรงว่าพี่เสี่ยวชิงคงสะสางงานจนเหน็ดเหนื่อยไม่มีเวลาขอรับ ลูกเป็นห่วงเหลือเกินว่าพี่เสี่ยวชิงจะทำงานหนักเกินไป หากไม่ให้พักบ้างเกรงว่าพี่เสี่ยวชิงคงจะล้มป่วย" เซียวหลงอิงแย้มยิ้มไร้เดียงสาให้มารดา ทั้งสีหน้ายังดูเป็นห่วงไม่น้อยยามบอกกล่าว เซี่ยหลันที่ฟังคำย่อมเข้าใจความหมาย นางอยากหัวเราะเสียงดังให้กับบุตรชายนัก เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่นางสอนสั่งนั้นบุตรรักทำได้ดีเพียงใด เป็นนางเองที่ตามืดบอดไม่เคยมองเห็น

       เสี่ยวชิงที่คุกเข่าก้มหน้าได้ยินเข้าพลันสะท้านในอก ที่แล้วมานั้นคุณชายของนางช่างใจดี ทั้งดูไม่ประสา เอาแต่เที่ยวเล่นซุกซน นางปล่อยปละละเลยตัวคนเพียงใด หรือบกพร่องในหน้าที่เท่าไรคนเหมือนไม่รับรู้ หลายครานางแอบดูแคลนว่าโง่เขลาไม่ทันคนอยู่ลับหลัง เป็นเช่นนี้มานานไม่มีผู้ใดทราบ ยามอยู่ต่อหน้าฮูหยินใหญ่นางจะกระทำตนเป็นบ่าวรับใช้ที่ดีเสมอ มิคาดครานี้เพียงกลับมาไม่ทันคุณชายใหญ่ตื่นทำให้เรื่องราวคล้ายใหญ่โต ยิ่งคำพูดต่อมาของคุณชายใหญ่คล้ายตะปูตอกฝาโลง นางไม่อาจแก้ต่างแม้เพียงครึ่งคำ

      "ลูกแม่ช่างจิตใจมีเมตตานัก เจ้าคิดเห็นให้แม่ทำเช่นไร" เซี่ยหลันลูบหัวลูบหางบุตรชายอย่างรักใคร่ สาบานกับตนเอง จากนี้นางจะเลิกบังคับให้บุตรทำในสิ่งที่นางต้องการ ต่อให้นางหวังดีแล้วอย่างไร แค่คำๆเดียวจากบุตรชายก็ทำลายความคิดทุกอย่างของนางไปเสียสิ้น

     'ท่านแม่คิดว่าลูกจะมีชีวิตรอดได้อีกกี่วสันตหรือขอรับ'

     เพราะจะหวังดีอย่างไร หากคนไม่อยู่ สิ่งที่นางหวังจะมีความหมายอันใด ยามนี้สิ่งที่ต้องทำคือประคับประคองความรักแม่ลูกไม่ให้เหินห่างดังเก่า สร้างความสุขร่วมกันเสียใหม่ นางจะเป็นคมหอกคมดาบ เป็นโล่ที่แข็งแกร่งปกป้องดวงใจของนางไว้ ประคองบุตรรักไว้ในฝ่ามือ

     "ลูกให้เป็นห่วงพี่เสี่ยวชิงนักขอรับท่านแม่ แม้ค่ำมืดพี่เสี่ยวชิงยังต้องทำงาน ยามซวี(19.00-20.59น.)ก็ไม่อยู่เรือนแล้วขอรับ ถ้าอย่างไรให้พี่.... เอ่อ ให้พี่เสี่ยวลู่จัดการ ท่านแม่ ท่านอย่ามองลูกเช่นนั้นสิขอรับ" เซียวหลงอิงที่กำลังปั้นสีหน้าเป็นห่วงอย่าง 'ไร้เดียงสาจริงใจ' ต้องชะงักค้างยามหันไปสบตากับมารดา ดวงตาหงส์งดงามเปี่ยมรักจ้องมองมาตรงๆไม่ปิดบัง ทั้งยังรอยยิ้มเปี่ยมสุขสีหน้าเอื้อเอ็นดู เซียวหลงอิงที่เพิ่งพบเจอเป็นครั้งแรกให้ทำสิ่งใดไม่ถูก ทั้งกระดากอายทั้งเป็นสุข

     เซี่ยหลันหัวเราะกับท่าทางของบุตรชายที่ดูเงอะงะ นางรวบคนเข้ามากอดไว้แนบอกไม่คิดกลั่นแกล้งให้บุตรชายเขินอายอีก ดวงตาคู่สวยตวัดไปทางเสี่ยวชิงที่นั่งตัวสั่นคุกเข่าอยู่ โทสะกลุ้มรุมเข้ามาเป็นสาย จื่อลู่ที่อยู่ข้างกายไม่ต่างกัน แม้ยามกลางคืนคนยังหนีหายปล่อยเพียงเด็กน้อยไว้เรือนลำพัง นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะให้อภัยได้!

     "เสี่ยวลู่" เซี่ยหลันเรียกสาวใช้คนสนิทด้วยน้ำเสียงราบเรียบ จื่อลู่รีบโค้งกายรับคำ

     "เสี่ยวลู่อยู่นี่เจ้าค่ะ"

     "ส่งตัวนางกลับตระกูลเซี่ย รายงานเรื่องนี้ให้พ่อบ้านหลินรับรู้ กำชับให้พ่อบ้านหลินดูแลนางเป็นอย่างดี" จื่อลู่โค้งกายรับคำก่อนหันมามองสาวใช้ที่คุกเข่าร่ำไห้ร้องขอความเมตตาด้วยสายตาเรียบเฉย บ่าวที่ไม่เคารพซื่อสัตย์ตั้งใจปรนนิบัติรับใช้ ไม่สมควรเก็บไว้ข้างกาย นางออกไปเรียกบ่าวรับใช้ชายสองสามคนให้มาลากตัวเสี่ยวชิงออกไป สั่งให้ขังตัวเอาไว้เพื่อส่งกลับตระกูล กำชับไม่ให้พบผู้ใดก่อนตนจะแยกตัวไปเขียนจดหมายถึงพ่อบ้านหลิน

     "เสี่ยวเจิน" เซี่ยหลันย้ายสายตามาทางสาวใช้อีกคนที่ยังคุกเข่าไม่ไปไหน เห็นคนตั่วสั่นเป็นลูกนกรับคำนางก็ให้ทอดถอนใจ "เจ้าไปที่เรือนเยว่ซิง เก็บข้าวของของเสี่ยวชิงออกมาให้หมด อย่าให้เหลือไว้รกเรือนลูกข้าแม้เพียงชิ้นเดียว"

     ไม่ต้องรอให้พูดซ้ำ เสี่ยวเจินรีบกระวีกระวาดโค้งศีรษะรับคำแล้วออกจากเรือนไปทันที ไม่สนใจเสียงลั่นของกระดูกข้อเข่าตนที่ดังกรอบแกรบจากการคุกเข่าเป็นเวลานาน ด้วยใจกระหวัดถึงใบหน้ายิ้มแย้มของพ่อบ้านหลินทำให้ลืมความเจ็บปวดไปเสียสิ้น จิตใจให้ฮึกเหิมขยันทำงานนัก

     เซี่ยหลันถอนหายใจเบา มองจื่อลู่ที่เขียนจดหมายถึงพ่อบ้านหลินด้วยสีหน้าตั้งใจ โชคดีนักที่นางยังมีคนที่ใช้งานได้อยู่ข้างกายแทนมือเท้า

     "เอาล่ะลูกแม่ เราแม่ลูกคงมีเรื่องให้พูดคุยกันอีกมากนัก แต่ยามนี้แม่อยากฟังความของเจ้า เจ้ามีเรื่องที่ต้องบอกกล่าวจึงรีบมาหาแม่มิใช่หรือ" มือเรียวขาวดุจหยกเนื้อดีดันบุตรรักออกจากอก นางยังไม่ลืมสิ่งที่บุตรชายนางตั้งใจไว้

     "ขอรับ" เซียวหลงอิงรับคำด้วยรอยยิ้มกว้าง ผละจากอกอุ่นของมารดาไปนั่งลงข้างๆรินชาให้กับตนและมารดาคนละถ้วย เซี่ยหลันเห็นมือเล็กๆขยับอย่างคล่องแคล่วก็เอ็นดูยิ่ง

     "ท่านแม่ขอรับ อย่างที่ลูกกล่าวไปแล้ว ลูกต้องการรักษาอาการเจ็บป่วยที่ลูกเป็นขอรับ" เซียวหลงอิงดันถ้วยชาไปทางมารดาพลางลอบสังเกตุอาการ เมื่อเห็นมารดาไร้ซึ่งอาการโกรธเกรี้ยวเพียงแต่เรียวคิ้วขมวดมุ่นก็ให้วางใจได้หลายส่วน "ผู้อาวุโสกล่าวว่า โรคที่ลูกเป็นนั้น หาใช่ความเจ็บป่วยทางกายทั่วไปไม่ แต่เป็นเพราะลูกถูกยาพิษขอรับ"

     ดวงตากลมโตเหลือบมองมารดาก่อนยกชาขึ้นจิบ เห็นใบหน้างดงามมืดครึ้มคิ้วเป็นปม ทั้งฝ่ามือยังกำแน่นก็เกรงว่ามารดาจะด่าว่าเขาโง่เง่าหูเบาโดนผู้อื่นหลอกลวงอีก

     "เจ้า หมายความว่าอย่างไร" เซี่ยหลันที่เกือบพลั้งปากด่าบุตรชายว่าเชื่อผู้อื่นง่ายเกินไปกัดฟันถาม สะกดกลั้นไม่ให้ตนปากไวเกินไปนัก เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกว่าการพูดจานั้นช่างยากเย็น

     "อะแฮ่ม ผู้อาวุโสกล่าวว่า อาการป่วยของลูกเป็นเพราะต้องพิษชนิดหนึ่งตั้งแต่เกิด ส่วนได้รับพิษเมื่อไรนั้นให้ดูว่าท่านแม่มีอาการเช่นเดียวกันหรือไม่ หากมี นั่นคือลูกโดนวางยาพิษยามอยู่ในครรภ์ แต่หากท่านแม่ไม่มีอาการใดๆ นั่นแสดงว่าลูกต้องยาพิษยามเป็นทารกขอรับ" เซียวหลงอิงยกชาขึ้นจิบ อาการนิ่งสงบไม่คล้ายว่าพูดถึงเรื่องของตนเอง ต่างจากมารดาที่ยามนี้สีหน้าสลับสีบัดเดี๋ยวแดงบัดเดี๋ยวเขียวบัดเดี๋ยวขาว เขาเห็นมารดาเป็นเช่นนั้นก็พอเข้าใจความรู้สึกอยู่บ้าง แม้มารดาจะยังไม่ปักใจเชื่อแต่หากบุตรชายโดนวางยาพิษจริง โทสะที่มีคงสูงเสียดฟ้า

     "ผู้อาวุโสคนนั้นเหตุใดจึงว่าเจ้าโดนพิษได้เล่า อีกทั้งหมอหลวงเคยมาดูอาการให้เจ้าเมื่อครั้งเยาว์วัย หากแต่ไม่พบเจอพิษชนิดนี้ เป็นไปได้หรือไม่ว่าผู้อาวุโสของเจ้าจะไม่ได้กล่าวความจริง คนผู้นี้เป็นใครพบเจอได้อย่างไรเจ้าบอกแม่ได้หรือไม่"

     "ท่านแม่ขอรับ ผู้อาวุโสกล่าวว่าพิษชนิดนี้นั้นหากเป็นหมอมีฝีมือย่อมตรวจพบได้ไม่ยาก แต่เหตุใดจึงไม่มีผู้ใดตรวจพบนั้นเป็นเรื่องที่ลูกต้องหาความจริงเอาเองขอรับ ใช่เป็นเพราะท่านหมอไร้ฝีมือหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วท่านหมอที่รักษาข้ากล่าวความเท็จ ที่ผ่านมาลูกได้รับการรักษาเพียงแค่สองครั้ง เป็นหมอหลวงทั้งสองครั้ง เหตุใดท่านหมอที่เก่งกาจถึงเพียงนั้นจึงตรวจไม่พบขอรับ" เซียวหลงอิงเป่าควันร้อนจากถ้วยชาเบาๆ สูดดมกลิ่มหอมเข้มของชาชั้นดีก่อนลอบมองมารดา "ท่านแม่คิดเห็นเช่นไรขอรับ"

     "ไม่ใช่แม่ไม่อยากเชื่อคำของเจ้า แต่แม่ไม่ไว้ใจคนผู้นั้น หากเจ้าถูกพิษจริงแม่จะเชิญหมอที่มีฝีมือและไว้ใจได้มารักษาเจ้าเอง ครานี้แม่คงต้องพึ่งพาตระกูลเซี่ย เช่นนั้นจึงจะไม่ต้องห่วงเรื่องใดอีก หากผู้อาวุโสคนนั้นสามารถรักษาเจ้าได้ ย่อมมีผู้อื่นรักษาได้เช่นกัน ส่วนคนที่ลอบวางยาเจ้า เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไป" มือเรียวบางลูบหัวบุตรชายอย่างทนุถนอม แต่แววตาแฝงไปด้วยไอสังหาร น้ำเสียงที่เปล่งออกมาคล้ายสัตว์ร้ายที่รอคอยเหยื่อ "หากเรื่องนี้เป็นความจริง แม่จะไม่มีทางปล่อยไว้ พวกมันกล้าแตะเกล็ดย้อน ย่อมต้องเตรียมหลุมฝังศพตนเองไว้พร้อมแล้ว แม่จะให้มันผู้นั้นรับรู้ถึงความทรมานของเจ้าที่ผ่านมาห้าปีเต็ม ให้มันอยู่มิสู้ตาย!!"

     เซียวหลงอิงถอนหายใจ นี่ใช่มารดาอารมณ์ดุเดือดมากขึ้นทุกวันหรือไม่ อยากจะถามบิดาของตนนัก ยามท่านแม่เขินอายดั่งเช่นสตรีแรกแย้มนั้นเป็นเช่นใด มีช่วงเวลาที่มารดาของเขาอ่อนหวานดั่งเช่นสตรีทั่วไปหรือไม่ แต่เห็นแก่ชีวิตน้อยๆนี้แล้วเขาจะไม่บังอาจถามคำถามเหล่านั้นให้เสี่ยงต่อการรับรู้ของมารดาโดยเด็ดขาด

     "ท่านแม่ขอรับ แค่รักษาอาการเจ็บป่วยของร่างกายหาใช่เพียงเหตุผลเดียวขอรับ ลูกต้องการร่ำเรียนวรยุทธ วิชาแพทย์ วิชาพิษ การเมืองการปกครอง กลศึกสงคราม รวมทั้งการค้าขาย หากลูกติดตามผู้อาวุโสไป ลูกจะได้เล่าเรียนสิ่งเหล่านี้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ท่านแม่ไม่คิดว่าคุ้มค่านักหรือขอรับ"

     เซี่ยหลันไม่กล่าวคำใด สิ่งที่บุตรชายนางกล่าวมามีทั้งสิ่งที่นางหาให้ได้ และหาให้ไม่ได้ หากผู้อาวุโสผู้นั้นไว้ใจได้จริงนางคงไม่ลังเลที่จะสนับสนุนบุตรชาย แต่นี่นางไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ใด มีใครส่งมาหรือไม่ครั้นจะให้ตกปากรับคำทันทีเห็นว่าคงจะไม่ได้ "อิงเอ๋อร์ เรื่องนี้ใช่จะตัดสินใจได้โดยง่าย มีความเสี่ยงมากมายเท่าใดเจ้ารู้หรือไม่ เจ้าอยากทำเช่นนี้จริงหรือ"

     "หากลูกยืนยันว่าอย่างไรก็ต้องไปให้ได้เล่าขอรับ" เขาถามมารดาในขณะที่มือขยับถอดชุดคลุมหลายชั้นออก โดยมีจื่อลู่คอยช่วยเหลือ เห็นมารดานิ่งเงียบคล้ายใช้ความคิด ตนก็ไม่เร่งเร้าเอาคำตอบ
     
     
     "หากเจ้ายืนยันเช่นนั้น แม่จะไม่ห้าม เพียงแต่เจ้าต้องพาผู้อาวุโสของเจ้ามาพบแม่เสียก่อน หากแม่เห็นว่าคนผู้นั้นไม่อาจไว้ใจได้ ต่อให้เจ้าคร่ำครวญเพียงใดแม่ก็ไม่อนุญาต เจ้าเข้าใจหรือไม่" เซียวหลงอิงยิ้มแก้มปริหลังฟังคำ ก่อนล้วงป้ายหยกเนื้อดีเป็นมันเงาจากในอกเสื้อตัวในสุดออกมาวางไว้ ลวดลายมังกรคำรามกางกรงเล็บบนแผ่นหยกเต็มไปด้วยอำนาจบารมีแฝงความดุดันเหี้ยมหาญ การแกะสลักปราณีตบรรจงคล้ายมีชีวิตจริง เซี่ยหลันมองตัวอักษร 'ฟาง' ที่อยู่บนป้ายด้วยแววตาตื่นตระหนก ทั้งไม่แน่ใจว่าใช่ 'ฟาง' เดียวกันหรือไม่

     "อิงเอ๋อร์ ผู้อาวุโสของเจ้า ...มีนามว่ากระไร" เสียงของนางฟังดูแหบแห้งโดยไม่ตั้งใจ นึกถึงคนผู้หนึ่งที่มีแซ่ฟาง ทั้งลวดลายมังกรสลักอย่างงดงามบนแผ่นหยกเนื้อดีนั้น หากเป็น 'ฟาง' เดียวกับที่นางคิดอยู่จริง ต่อให้นางคิดจะรั้งบุตรชายไว้ก็มิอาจทำได้

     "ผู้อาวุโสแซ่ฟาง นามว่าหมิงขอรับ" เซียวหลงอิงกล่าวด้วยน้ำเสียงดุจสายลมเอื่อย ทำเป็นมองไม่เห็นใบหน้าตื่นตระหนกของมารดา ความจริงเพียงเขานำป้ายนี้ให้ท่านแม่เสียแต่แรก การที่ตนจะติดตามฟางหมิงไปย่อมเป็นเรื่องง่าย เสียก็แต่เขาอยากปรับความเข้าใจกับมารดาก่อนไป ทั้งยังต้องการการสนับสนุนจากมารดาด้วยความรู้สึกที่แตกต่างจากเดิม ไม่ใช่ด้วยต้องการให้เขาบรรลุจุดประสงค์ของมารดาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องบรรลุจุดประสงค์ของเขาด้วย

     "เรื่องนี้แม่จะคุยกับบิดาของเจ้าให้ ผู้อาวุโสบอกหรือไม่ว่าจะมารับเจ้าเมื่อไร" เซี่ยหลันปัดความรู้สึกทุกอย่างทิ้งอย่างรวดเร็ว หลังจากดีดลูกคิดรางแก้วในใจแล้ว บุตรชายนางมีแต่ได้ไม่มีเสีย ทั้งคนผู้นั้นอย่่างไรก็ไม่มีทางคิดเอาเปรียบบุตรชายนางแน่นอน 

     "อีกสิบวันให้หลังผู้อาวุโสจะมารับลูกขอรับ ส่วนเรื่องนี้ขอลูกคุยกับท่านพ่อเองได้หรือไม่ขอรับ" เซียวหลงอิงขยับยิ้มกว้างอย่างน่าเอ็นดู เซี่ยหลันถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยอ่อน อย่างไรก็ตามนางตั้งปณิธานไว้แล้วว่าจะทำให้บุตรชายมีความสุขมากที่สุด อีกทั้งได้ติดตามฟางหมิงผู้นั้นนับเป็นวาสนาแล้ว นางสั่งให้จื่อลู่เตรียมน้ำล้างหน้าให้บุตรชายพร้อมทั้งชุดใหม่มาเปลี่ยน

     สองแม่ลูกใช้เวลาทั้งวันอยู่ด้วยกันพูดคุยเปิดอก ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นรักใคร่กันมากขึ้น เสียงหัวเราะพูดคุยหยอกล้อดังออกมาจากเรือนหลันฮวาไม่ขาดสาย 




     บรรยากาศในห้องหนังสือราวกับมีแรงกดดันประหลาดสายหนึ่งอบอวลอยู่โดยรอบ โต๊ะไม้สีเข้มตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางห้อง ผิวไม้เรียบถูกขัดมันจนขึ้นเงา บนโต๊ะนั้นวางไว้ด้วยข้าวของมากมายจนคร้านจะใส่ใจ เบื้องหลังมีเก้าอี้ไม้ขัดมันแกะสลักลวดลายเมฆมงคลนั่งไว้ซึ่งร่างผึ่งผายของคนผู้หนึ่ง

     เซียวหลงอิงจิบชาเอื่อยๆไม่ปริปากเอ่ยคำใด ทั้งยังไม่ใส่ใจสายตาคมกริบราวกระบี่เนื้อดีที่ทิ่มแทงมาทางเขา นอกจากจะไม่หวั่นกลัวแล้ว เซียวหลงอิงยังประสานสายตากลับพร้อมเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

     "จิ้งจอกน้อยเช่นเจ้าคิดจะออกไปสู่ป่ากว้าง ไม่พอใจรังของตนเช่นนั้นหรือ" น้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยนแฝงน้ำเสียงหยอกเย้าดังออกมาจากร่างสง่างามผึ่งผายที่นั่งเท้าคางด้วยท่าทางสบายๆอยู่บนเก้าอี้ เซียวถิงเซิง มองบุตรชายคนโตที่ยังคงจิบชาไม่รู้ร้อนหนาว มุมปากหยักได้รูปยกยิ้ม ส่งให้ใบหน้าหล่อเหลาดูคล้ายสายลมฤดูใบไม้ผลิ ไม่ว่าผู้ใดพบเห็นคงต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าชายผู้นี้งดงามทรงภูมิดั่งบัณฑิตผู้สูงส่ง

     "ท่านพ่อล้อลูกเล่นแล้ว จิ้งจอกอันใด ออกสู่ป่ากว้างอันใด ลูกแค่ไปศึกษาเล่าเรียนเพียงเท่านั้นขอรับ" เซียวหลงอิงแย้มยิ้มไร้เดียงสา พลางจิบชาไปอีกอึก กลิ่นหมึกที่ลอยวนอยู่ในห้องนั้นทำให้เขารื่นรมณ์นัก

     "เช่นนั้นหรือ" เซียวถิงเซิงแย้มยิ้มกว้างขึ้นอีกนิดไม่กล่าวอันใด เพียงเอนหลังพิงเก้าอี้ไม้ขัดเงาเฝ้ามองบุตรชายอยู่เช่นนั้น บุตรไม่ตอบรับ บิดาไม่ซักถาม จึงเกิดเป็นความเงียบปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง ไร้ซึ่งเสียงสนทนาใดอยู่เป็นนาน ที่สุดแล้วเด็กน้อยคล้ายไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไปยิ่งเมื่อได้เห็นรอยยิ้มที่ยังประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาของบิดานั้นไม่หายไปแม้สักเสี้ยว ความอดทนยิ่งหดหาย 

     "ถูกจิ้งจอกเฒ่าเช่นท่านเรียกขานเป็นจิ้งจอกน้อย ไม่ได้ทำให้ข้าดีใจแม้เพียงนิดนะขอรับ" มือเล็กๆวางถ้วยชาลง ขยับกายเอนหลังด้วยท่วงท่าคล้ายแมวเกียจคร้าน ขาเล็กๆยกขึ้นไขว่ห้าง ข้อศอกเท้าอยู่บนที่พักแขนฝ่ามือทับกันอยู่บนหน้าท้อง ใบหน้าดูหงุดหงิดขัดใจ ไร้ซึ่งภาพเด็กน้อยไร้เดียงสาที่นั่งจิบชาเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง

     "เพราะอย่างนี้ข้าถึงไม่อยากคุยกับท่านอย่างไรเล่า ท่านพ่อ!"



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 36 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

12 ความคิดเห็น

  1. #7 เรนนี่ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 มีนาคม 2561 / 22:25
    เป็นจิ้งจอกทั้งพ่อทั้งลูกเลยสินะ

    รอตอนต่อไปค่ะ
    #7
    0