สามี ท่านไม่ควรหวาดกลัวข้า

ตอนที่ 2 : บทที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 531
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 40 ครั้ง
    28 พ.ย. 61

บทที่ 1 
ค่ำคืนที่เหมือนมีบางสิ่งไม่ถูกต้อง!


     ด้วยช่วงนี้อยู่ในช่วงเหมันต์ฤดู ความเหน็บหนาวนั้นช่างน่าหวาดหวั่น เด็กน้อยอยากทำตัวดีรีบหลับนอนเสียให้ไวตามคำกล่าวของพี่เสี่ยวชิงสาวใช้ที่ดูแลตนกำชับตนไว้ แต่อากาศที่หนาวจัดคล้ายไม่ให้ความร่วมมือนัก คิดอยากจะหลับก็มิอาจทำได้ ขาเล็กๆจึงพาตนเองก้าวลงจากเตียงอย่างแผ่วเบา ฝ่ามือคู่น้อยจับอยู่ที่หน้าอก สัมผัสได้ถึงแรงสะเทือนเป็นจังหวะที่เต้นตุบอยู่ข้างใน ยิ่งคิดถึงสิ่งที่ตนจะกระทำ แรงสะเทือนนั้นยิ่งรุนแรงราวกับจะทะลุออกมาจากอก เสียงหัวเราะคิกคักแผ่วเบาดังเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากเล็กที่บิดโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มสวย ส่งผลให้ดวงตากลมโตหยีลงตาม 

     เด็กน้อยรีบอุดปากตนเองไว้เกรงว่าจะมีผู้อื่นได้ยิน ท่ามกลางความมืดมิด การเคลื่อนไหวร่างกายมิใช่อุปสรรค ข้าวของในห้องเขาล้วนจดจำได้ทั้งสิ้น ยามเดินเหินแม้ไร้ซึ่งแสงตะเกียง แต่ก็ไม่ทำให้สะดุดหรือเดินลำบากนัก

     บานหน้าต่างถูกเปิดออกช้าๆด้วยความระมัดระวัง ใบหน้าเล็กแนบขอบหน้าต่าง สอดส่ายสายตามองออกด้านนอก มีเพียงความเงียบสงบไร้ซึ่งผู้ใด ความโดดเดี่ยวแล่นวูบเข้ามาในจิตใจก่อนจะจางหายไป ความตื่นเต้นที่เคยมีลดลงไปหลายส่วน ฝ่ามือเล็กที่เกาะกุมขอบหน้าต่างเผลอบีบแน่นโดยไม่รู้ตัว โชคดีนักที่ความสูงของหน้าต่างนั้นไม่มากเท่าใด เพียงใช้เชือกที่แอบซ่อนพี่เสี่ยวชิงไว้ก็ปีนเข้าออกได้ ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็มิเกินตัวนัก เพียงไม่นานก็มีเงาร่างสายหนึ่งวิ่งฝ่าความมืดออกจากเรือนเยว่ซิงอย่างเงียบงัน

     ใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อจากเรือนเยว่ซิง ยามนี้เรือนหลันฮวาก็ปรากฎในสายตา ร่างกายเล็กๆย่อตัวลงกับแนวพุ่มไม้ที่อยู่ไม่ไกล หมายมั่นในใจว่าคืนนี้ตนจะแอบหนีความหนาวเย็นเข้าไปนอนกับมารดา ตอนเช้าอาจโดนทำโทษอยู่บ้างแต่เขาคิดว่ามันช่างคุ้มค่ายิ่งนัก อย่างมากคงโดนสั่งคัดอักษรทั้งวันเป็นแน่ ลอบยิ้มกับตนเองแล้วขยับกายเข้าไปใกล้เรือนงดงามขึ้นเรื่อยๆ

     เสียงพูดคุยที่เล็ดลอดออกมาจากช่องเล็กๆบนหน้าต่างพร้อมแสงตะเกียงอ่อนๆทำให้ใจดวงน้อยๆห่อเหี่ยว เพราะมารดายังไม่หลับ ตนมิอาจลอบเข้าไปได้ ความผิดหวังเกาะกุมจิตใจ และความหนาวเย็นเริ่มเป็นอันตรายมากขึ้น พื้นหินที่ตนเหยียบอยู่เย็นจัดจนทำให้เจ็บเท้า การขยับกายเริ่มลำบากแล้ว ขณะที่คิดว่าจะทำเช่นไรต่อไป เสียงหวานใสกังวานจากด้านในก็ดึงความสนใจไปเสียก่อน

     “เสี่ยวลู่ วันนี้บุตรชายข้าเป็นอย่างไรบ้าง” 

     เด็กน้อยกระพริบตาปริบ ฟังคำถามที่มารดาตนเอ่ยกับสาวใช้คนสนิท จิตใจรู้สึกพองฟู ที่ผ่านมาตนเคยคิดว่ามารดาไม่สนใจ เพราะไม่ว่ายามใด น้อยนักที่มารดาจะพูดคุยกับเขาด้วยดี แม้แต่การโอบกอดเหมือนที่เซียวหยางผู้เป็นน้องชายคนรองได้รับจากท่านแม่รอง เขาก็มิเคยได้ เพียงแต่เก็บความริษยาไว้ในใจตนมาตลอด ยามนี้เขาได้ฟังคำถามเกี่ยวกับตนเองทำให้รู้ว่าแท้จริงแล้วมิใช่ มารดายังคงรักและเป็นห่วงเขา เห็นทีเขาคงกลายเป็นคนอกตัญญูกล่าวโทษมารดาเสียแล้ว

     “เรียนฮูหยิน วันนี้ท่านอาจารย์สุ่ยเหอกล่าวว่าคุณชายใหญ่ยังไม่มีการพัฒนาที่น่าพอใจเจ้าค่ะ” เสี่ยวลู่ หรือ จื่อลู่ เหลือบตามองเจ้านายของตนที่ติดตามรับใช้มาแต่เด็กแล้วกล่าวต่อ “ท่านอาจารย์สุ่ยเหอกล่าวว่า คุณชายใหญ่ไม่มีจิตใจไฝ่เรียน ทั้งไม่ขยัน มิอาจสู้คุณชายรองเซียวหยางได้ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ภายภาคหน้าคงไม่เป็นการดีแน่ แม้คุณชายใหญ่จะเฉลียวฉลาดจนคุณชายรองมิอาจเทียบ แต่ภูผาสูงย่อมมีที่สูงกว่า ต่อไปคุณชายใหญ่คงมิอาจก้าวล้ำคุณชายรองได้เจ้าค่ะ”

     "ไม่ได้ความ! ไม่เคยได้ดั่งใจข้าสักนิด!!" มือเรียวขาวดุจหยกเนื้อดีเผลอปัดถ้วยชาราคาแพงจนตกแตก ทั้งเสียงตวาดที่ฟังดูโกรธเกรี้ยวกับเสียงแตกร้าวของถ้วยชาชั้นดีทำให้ร่างเล็กๆด้านนอกสะดุ้งโหยง เซียวหลงอิงกำมือแน่นลืมความเย็นเยียบที่เกาะกินปลายเท้าไปเสียสิ้น ใจกระหวัดถึงคำมารดาที่ตนได้ยินพาให้รู้สึกคล้ายทำสิ่งใดผิด มิใช่ว่าเขาสร้างโทสะให้มารดาเสียแล้วหรือ

     "ตั้งแต่เกิดมาเคยทำอันใดดีบ้าง ร่างกายหรือก็อ่อนแอเสียยิ่งกว่าคนใกล้ตาย วันๆสร้างแต่เรื่องให้ผู้คนนินทาสนุกปากว่าคุณชายใหญ่ตระกูลเซียวทำตัวคล้ายบ่าวรับใช้ได้อย่างไร้ที่ติ กับบิดาตนเองก็หวาดกลัว พบบิดาเป็นต้องหลบหน้า แล้วจะให้ผู้คนกล่าวว่าอะไรได้อีก!!" น้ำเสียงกราดเกรี้ยวดังมาพร้อมกับเสียงหอบหายใจแผ่วเบา เซียวหลงอิงก้มหน้าซุกกับเข่าตน ไหล่เล็กลู่ลงสั่นไหว

     "ฮูหยินโปรดสงบใจเจ้าค่ะ หากเราเคี่ยวเข็ญคุณชายใหญ่อีกนิด บ่าวคิดว่า..."

     "เคี่ยวเข็ญ เจ้าจะให้ข้าเคี่ยวเข็ญสิ่งใด มีสิ่งใดที่ทำได้อีกรึ ยามนี้ท่านพี่เอ็นดูเซียวหยางเสียยิ่งกว่าอะไร บุตรชายที่เห็นหน้าบิดาเป็นต้องวิ่งหนีจะไปสู้อันใดกับบุตรชายที่คอยออดอ้อนเอาใจได้เล่า!" เซี่ยหลันถลึงตามองสาวใช้คนสนิทที่ยืนก้มหน้าอยู่ใกล้ๆ ยิ่งนึกถึงบุตรชายไม่ได้ความยิ่งพาให้มีโทสะ ถ้วยชาใบที่สองปลิดปลิวลงสู่พื้นไม้แข็งกระด้าง เสียงแตกร้าวดังขึ้นอีกครั้ง

     "ที่ผ่านมาข้าให้โอกาสมาไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง พร่ำสอนเสียทุกอย่าง แล้วดูสิ่งที่ตอบแทนข้า! มีแต่หาเรื่องปวดหัวให้ไม่เว้นวัน น่าอิจฉานังแพศยามี่มี่นัก บุตรชายช่างรู้ความถึงเพียงนั้น ทั้งอำนาจในจวนที่นังนั่นมันกอบกุม ทั้งทรัพย์สิน ทั้งความรักของท่านพี่ มันครอบครองสิ่งที่ข้าหมายปองไปเสียทุกอย่าง!!" ฝ่ามือบางตบโต๊ะเสียงดัง คนหอบหายใจกุมขมับหลับตาเก็บกลั้นโทสะ จื่อลู่ที่เห็นนายตนมีอาการไม่สู้ดีกระวีกระวาดเข้าไปลูบหลังรินน้ำชาให้

     "ฮูหยินเจ้าคะ อย่างไรคุณชายใหญ่ก็เป็นบุตรของท่านนะเจ้าคะ ทั้งอายุยังน้อย อาจไม่รู้ความไปบ้างแต่..."

     "หุบปาก! เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้จักบุตรข้าหรืออย่างไร เด็กเหลาะแหละที่มีโรคติดตัว เพียงเดินเหินก็แทบจะต้องเชิญหมอมาดูอาการแล้ว ทั้งๆที่อ่อนแอถึงเพียงนั้นยังมีหน้ามาสร้างเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน มีบุตรชายจวนใดบ้างที่ไปเล่นคลุกคลีเป็นสหายกับลูกบ่าวรับใช้ หาอาจารย์มาสอนตำรับตำราก็แอบหนีไปเที่ยวเล่น สุดท้ายอาการกำเริบต้องเดือดร้อนผู้อื่นในจวน เสื้อผ้าเนื้อดีที่ให้ใส่สกปรกมอมแมมเสียดั่งเป็นขอทาน กิริยาก้าวร้าวเอาแต่ใจ บุตรที่หวาดกลัวบิดาตนเอง ทั้งยังเอาแต่กลั่นแกล้งผู้อื่นไปทั่ว เทียบกับเด็กเซียวหยางแล้วผู้หนึ่งดั่งชนชั้นสูงผู้หนึ่งดั่งขอทาน"

     จื่อลู่ลูบหลังปลอบนายตนพร้อมลอบถอนหายใจ คุณชายรองเซียวหยางดั่งเกิดมาเพื่อกดคุณชายน้อยของนางนัก ทั้งใบหน้าที่ได้จากบิดาเสียเจ็ดส่วน นิสัยเงียบขรึมไม่สมเป็นเด็ก ขยันหมั่นเพียรไฝ่เรียนรู้จนอาจารย์ทั้งหลายออกปากชม เพียงห้าขวบปีก็ดูโตเกินวัย ทั้งยังเอาอกเอาใจนายท่านอย่างรู้ถูกรู้ควร ยิ่งมีฮูหยินรองคอยส่งเสริมด้วยแล้ว คุณชายน้อยของนางนับเป็นอันใดได้

     "ฮูหยิน เรื่องนี้ไว้คุยวันหลังดีหรือไม่เจ้าคะ ยามนี้อากาศเย็นนักต้องรักษาสุขภาพนะเจ้าคะ" จื่อลู่เดินไปหยิบเสื้อคลุมเนื้อดีปักลวดลายบุปผามาคลุมไหล่ผู้เป็นนาย ออกแรงเล็กน้อยเพื่อดึงร่างคนที่นั่งนิ่งให้ลุกขึ้น

     "ข้าเลี้ยงลูกผิดไปหรืออย่างไร เหตุใดทุกสิ่งทุกอย่างถึงเป็นเช่นนี้" นางถอนหายใจหนักยามคิดถึงบุตรชายรู้สึกราวกับว่าตนแก่ลงไปอีกเป็นสิบปี คราแรกที่เห็นใบหน้าเล็กๆยับย่นในอ้อมกอด นางจำได้ว่านางดีใจเท่าใด คราแรกที่รู้ว่าบุตรชายตนเป็นโรคร้ายที่ไม่ทราบสาเหตุ ตนเศร้าเสียใจเพียงใด คราแรกที่ได้ยินผู้คนนินทาเรื่องเสื่อมเสียของบุตรชาย นางมีโทสะแค่ไหน นางหวังให้เด็กน้อยที่มีนามว่าเซียวหลงอิงเป็นดั่งมังกรในหมู่บุรุษ แล้วผลเป็นอย่างไร นางทำผิดที่ตรงไหนกัน

     "คุณชายใหญ่เพียงซุกซนตามประสาเด็ก รออีกหน่อยคุณชายใหญ่คงคิดได้เจ้าค่ะ ยามนี้หาทางทำให้นายท่านเอ็นดูคุณชายใหญ่ให้มากขึ้นอีกนิดดีกว่าเจ้าค่ะ" จื่อลู่ประคองร่างบอบบางเย้ายวนของเซี่ยหลันไปที่เตียงอย่างระวัง คนค่อยๆล้มตัวนอนด้วยสีหน้ามืดครึ้ม จื่อลู่เห็นเช่นนั้นก็อดทอดถอนใจมิได้

     "ข้าเพียงอยากให้เขามีหนทางที่ดี ข้าดุด่าเพราะอยากให้เขาสำนึก เคี่ยวเข็ญให้เล่าเรียนเพราะอยากให้ภายภาคหน้าเขาจะฉลาดกว่าผู้ใดไม่ต้องกลายเป็นเหยื่อของคนเลวทรามต่ำช้า อยากให้เขามีกิริยางดงามสง่าผ่าเผย จนสตรีทั้งแคว้นต้องมองเหลียวหลัง" เซี่ยหลันขยับยิ้มบาง ขอบตาขึ้นสีแดงจางวาดฝันภาพบุตรชายตนยามเติบโต "อยากให้บิดาเขารักและภาคภูมิใจ เพื่อวันข้างหน้าจะได้เกื้อหนุนหน้าที่การงานของเขา อีกอย่างข้าอยากตอกหน้านังมี่มี่ ให้ลูกชายข้ากดหัวลูกมันให้จมดิน" ริมฝีปากอิ่มสวยขยับยิ้มหยันเปล่งเสียงหัวเราะแหบพร่าแผ่วเบา จื่อลู่ที่ยืนอยู่ข้างกายลอบถอนหายใจ แม่ลูกคู่นี้นิสัยเหมือนกันเสียยิ่งกว่าอะไร ทั้งดื้อดึงทั้งปากหนัก

     จื่อลู่เฝ้ามองนายที่ตนคอยดูแลรับใช้มาตลอดตั้งแต่ยามเป็นเด็ก เห็นเรื่องราวของแม่ลูกคู่นี้ตั้งแต่แรกเริ่ม ทั้งสงสารทั้งเห็นใจ คนเป็นมารดาหรือก็ปากหนักปากร้ายพูดคำด่าคำ รักลูกแต่ไม่เคยทำดีด้วย คุณชายน้อยของนางเองก็กระไร สิ่งใดที่มารดาไม่ชอบกลับยิ่งทำนัก คราแรกนางนึกว่าคงนิสัยดื้อด้านแบบเด็กทั่วไป แต่หลังจากจับตาดูมานานนางจึงเข้าใจ คุณชายน้อยของนางเพียงเรียกร้องความสนใจจากมารดา 

     หลายครั้งหลายครานางพยายามบอกกล่าวทั้งแม่ทั้งลูกถึงปัญหาความสัมพันธ์ ตรงก็แล้ว อ้อมก็แล้ว แต่ไม่มีผู้ใดรับฟัง นางเองก็จนปัญญาเสียแล้ว

     "ท่านควรพูดคำเหล่านี้แก่คุณชายใหญ่นะเจ้าคะฮูหยิน มิใช่บ่าว" จื่อลู่จัดที่นอนอีกเล็กน้อยก่อนถอยออกมาสองสามก้าว มองสตรีรูปโฉมงดงามเย้ายวนที่ไม่ปริปากพูดสิ่งใดต่อแม้เพียงครึ่งคำ สุดท้ายก็เป็นเช่นนี้ แล้วยามใดแม่ลูกถึงจะได้ปรับความเข้าใจกัน นางลอบถอนหายใจอีกครั้งก่อนตัดใส้ตะเกียง ความมืดมิดปกคลุมภายในห้อง ปลายเท้าเหยียบย่างแผ่วเบาเดินออกไป ปล่อยให้นายตนพักผ่อนเพียงลำพัง


                                                                  


     แสงใดๆในค่ำคืนนี้ราวกับถูกทำให้หายไป ความมืดมิดโอบล้อมร่างกายเล็กบางจนแทบกลืนกินเป็นเนื้อเดียวกัน เซียวหลงอิงยังคงเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง สิ่งที่ตนรับรู้มาวนเวียนอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาแย่ยิ่งนักในสายตาท่านแม่
                                       
     ความรู้สึกหลากหลายปนเปจนเริ่มแยกไม่ออก หยาดน้ำตายังคงพรั่งพรูไม่ขาดสาย น้อยใจหรือ? ใช่ เขาน้อยใจ คำกล่าวของท่านแม่นั้นจะว่ารุนแรงก็ช่างรุนแรงนัก บาดลึกเป็นรอยแผลอยู่ในจิตใจเขา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเจือจางด้วยความอบอุ่น

     ดีใจหรือไม่? ใช่ เขาดีใจมาก เซียวหลงอิงวาดฝันจะสัมผัสความรักของมารดามาโดยตลอด ยามนี้กระจ่างแจ้งแล้ว ย่อมดีใจมิใช่หรือ

     ผิดหวังหรือ? ใช่ ยามนี้เขาผิดหวัง ผิดหวังในตนเอง เขารู้สึกมีบางอย่างไม่ถูกไม่ควร แต่เขาไม่รู้มันคือสิ่งใด เขาอยากจะแก้ไขบางสิ่งบางอย่าง แต่สิ่งใดเล่าที่ต้องแก้ไข

     ผู้คนมักกล่าวว่าเขานั้นฉลาดเฉลียว มีสติปัญญาเป็นเลิศ แต่ยามนี้คล้ายความฉลาดที่ตนเคยมีถูกผู้ใดเอาไป แม้เขาจะฉลาดเพียงใด สุดท้ายก็ยังเป็นเพียงแค่เด็กตัวน้อย ปัญหาซับซ้อนยังมิอาจแก้ไข ได้แต่เก็บเรื่องราวไว้ในใจ หากมีโอกาสคงต้องไปถามพี่เสี่ยวลู่ในวันหลัง

     นั่งหลั่งน้ำตาไม่ขยับอยู่เป็นนาน ไม่ใช่อะไร นอกจากจะนั่งร่ำไห้เพราะความเศร้าเสียใจสำนึกผิดแล้วเสียเจ็ดส่วน ความหนาวของค่ำคืนนี้ทำเขาเป็นตะคริวนี่สิ น้ำตาที่หยาดหยดครึ่งหนึ่งเพราะปวดขาโดยแท้ ความเหน็บหนาวช่างอันตรายนัก

     ได้แต่ลอบส่ายหน้าในใจ หากผู้ใดรู้ว่าเขาแอบหนีออกนอกตำหนักยามวิกาล สุดท้ายแล้วยามกลับมา คนเป็นตะคริวจนลุกไม่ขึ้น คงไม่มีหน้าไปพบผู้ใดแล้ว

     "อับอายแล้ว อับอายแล้ว" ริมฝีปากสวยได้รูปสีดุจเดียวกับผลอิงเถาขยับบ่นพึมพำ ความโศกเศร้าเสียใจค่อยๆคลาย น้ำตาเริ่มแห้งเหือด หลงเหลือไว้เพียงความปวดชาที่ขา ปลายจมูกสวย และพวงแก้มนุ่มขึ้นสีระเรื่อด้วยความเย็นจัดอีกทั้งยังอับอายต่อตนเอง คนนั่งขวยเขินได้ไม่นานก็ขยับลุก เสียงร้องโอดโอยแผ่วเบาดังเล็ดลอดออกมา เนิ่นนานกว่าร่างกายจะเป็นปกติ

     ขาเล็กๆที่อาการดีขึ้นมากแล้วขยับเดินไปทั่วห้องกว้าง ควานหาเสื้อผ้าหลายผืนขึ้นมานุ่งห่ม หากคืนนี้คิดจะนอนหลับอย่างเป็นสุข คงต้องพันตัวเป็นดักแด้เสียแล้ว คนหยิบเสื้อคลุมตัวแล้วตัวเล่ามาใส่อย่างสบายใจ ขณะที่กำลังเอ้อระเหยจัดเสื้อคลุมเนื้อดีไปมา พลันมือเล็กๆที่กำลังขยับผูกสายรัดเอวก็กระตุกเกร็ง ร่างกายแข็งทื่ออย่างฉับพลัน ความหวาดกลัวแล่นปราดไปทั่วร่าง ก้อนเนื้อในอกเต้นกระหน่ำจนรู้สึกเจ็บ

     ดวงตากลมโตเหลือบมองไปด้านหลังเพื่อมองบางสิ่ง แต่ผู้ใดเล่าจะมองเห็นสิ่งที่อยู่ด้านหลังได้โดยไม่หันศีรษะไป อากาศที่คิดว่าช่างหนาวเหน็บนักในคราแรก เหตุใดยามนี้กลับรุ่มร้อนขึ้นเล่า

     เซียวหลงอิงเหลือบสายตาไปมองหน้าต่างที่เปิดอ้าไว้ด้านข้าง ในใจก่นด่าตนเองเป็นพันครั้ง เหตุใดเขาถึงไม่ปิดมันเสีย!! ด้วยอยู่ในที่มืดมิดมาเป็นเวลานาน ดวงตายามนี้ชินกับความมืดนัก ไม่อาจกล่าวได้ว่าเห็นภาพทุกอย่างชัดแจ้ง แต่ก็ไม่อาจกล่าวว่าไม่เห็นสิ่งใด เพราะเหตุนั้น เงาร่างสีดำที่พุ่งผ่านบานหน้าต่างเข้ามาซุกตัวอยู่ที่มุมห้องด้านหลังนั้น ไม่อาจกล่าวได้ว่าไม่เห็น!!

     เด็กน้อยอายุห้าขวบปีควรทำสิ่งใดในยามนี้ ท่านอาจารย์สุ่ยเหอเคยกล่าวไว้กับเขาหรือไม่ รีดเค้นความทรงจำอยู่เกือบครึ่งเค่อก็ไม่พบสิ่งใด เห็นทีเขาคงขี้เกียจร่ำเรียนมากเกินไปเสียแล้ว หากพ้นวันนี้ไปเขาจะตั้งใจร่ำเรียนราวกับว่าตนจะสอบเข้ารับราชการเลยเสียทีเดียว

     เวลาล่วงผ่านไปครู่ใหญ่มือไม้เล็กๆขยับผูกสายคาดเอวจนเสร็จ พยายามข่มกลั้นความหวาดกลัวเอาไว้ เมื่อจิตใจสงบเด็กน้อยเริ่มคิดทบทวน คนผู้นั้นลักลอบเข้ามาแต่มิทำอันใด เพียงอยู่เฉยๆอย่างสงบนิ่งข้าวของไม่แตะต้อง แสดงว่าคนผู้นี้มิได้ต้องการเอาชีวิตหรือทำร้ายเขา แล้วคนผู้นี้จะต้องการสิ่งใดได้เล่าหากมิใช่เพื่อซ่อนตัว แต่แม้จะเป็นเช่นนั้นก็ยังเป็นอันตรายยิ่ง หากเขามีทีท่าว่าจะเปิดเผยที่ซ่อนให้ผู้อื่นรู้ หรือคิดจะขอความช่วยเหลือแล้ว เห็นทีคนผู้นั้นคงจัดการปิดปากตนเป็นแน่ หากเขาให้ความร่วมมือเล่า นั่นอาจทำให้เขารู้ตัวตนของคนผู้นี้ มันจะไม่เป็นอันตรายหรอกหรือ แต่ถ้าเขานิ่งเฉยเสียเล่าจะเป็นเช่นไร 

     เซียวหลงอิงยกมือขึ้นลูบคางเบาๆ เผลอลืมเลือนว่าคนที่ตนกำลังกล่าวถึงในความคิด นั่งอยู่ข้างหลังตนห่างเพียงสิบก้าวเท่านั้น เด็กน้อยยืนครุ่นคิดเพียงลำพังในความมืดอย่างเงียบงัน


                                                
                                                                    

     ฟางหมิงนั่งนิ่งอยู่มุมห้องมองดูเด็กน้อยประหลาดเบื้องหน้า หัวคิ้วอดกระตุกด้วยความหงุดหงิดใจไม่ได้ เมื่อไม่กี่ชั่วยามที่ผ่านมา เขาจัดการนักลอบสังหารที่หวังปลิดชีพเด็ดศีรษะตนไปหลายสิบคน ไม่มีมันผู้ใดรอดชีวิต แต่ถึงกระนั้น การจัดการนักฆ่าฝีมือดีจำนวนมากใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่าย ฟางหมิงพลาดท่าเสียทีได้รับบาดเจ็บสาหัสที่ช่องท้อง ทั้งยังได้รับพิษร้าย แม้เขาจะแข็งแกร่งเพียงใด มนุษย์ก็คือมนุษย์ไม่อาจเหนือล้ำไปกว่านั้นได้ ร่างกายจึงไม่อาจทานทนได้มากนัก อาการบาดเจ็บทั้งยังถูกพิษฟังดูร้ายแรง แต่กระนั้นก็ไม่อาจคร่าชีวิตเขา แม้ไม่ตายแต่ฟางหมิงก็ไม่สามารถหลบหนีหรือทำสิ่งใดได้อีกนอกเสียจากพักรักษาตัว 

     ระยะทางกว่าแปดลี้ภายหลังจากการใช้กำลังในการต่อสู้และหลบหนี ด้วยร่างกายที่บาดเจ็บสาหัสเขาต้องการที่หลบภัย เรือนนอนที่มืดมิดรายล้อมไปด้วยแนวไผ่หนาดูเปลี่ยวร้างไร้ผู้คน คือสิ่งที่ตนมิคาดว่าจะพบเจอได้ในเมืองหลวง หลังจากสำรวจดีแล้วว่าไม่มีผู้ใด ร่างกายหนั่นแน่นพลันดีดตัวตรงเข้าไปในหน้าต่างที่เปิดอ้าทิ้งไว้ หลบเข้าไปในมุมหนึ่งหวังให้อาการบาดเจ็บคลายลง มิคาดกลับเห็นเงาร่างเล็กบางยืนโดดเดี่ยวอยู่กลางห้องเพียงลำพัง

     เมื่อมองดูให้ชัดจึงเห็นว่าเป็นเพียงเด็กน้อย เสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวมใส่ดูหนาเทอะทะเกินปกติไปบ้าง ที่น่าแปลกใจคือเหตุใดตนจึงไม่สามารถจับสัมผัสเด็กน้อยผู้นี้ได้ รู้ว่ามีตัวตนอีกทีก็เห็นคนยืนอยู่แล้ว ร่างเล็กๆยืนนิ่งท่ามกลางความมืด ท่วงท่านิ่งค้างคล้ายกำลังสวมอาภรณ์ คนเฝ้ามองดูเด็กน้อยยืนนิ่งไม่ขยับ หากไม่ได้ยินเสียงลมหายใจของอีกฝ่าย ตนคงต้องเดินเข้าไปพิสูจน์ว่าเป็นศพหรือไม่แล้ว

     ผ่านไปราวหนึ่งเค่อเด็กน้อยจึงขยับเคลื่อนไหว มือคู่น้อยผูกสายคาดเอวด้วยท่วงท่าคล่องแคล่ว หลังจากนั้นก็ขยับตัวยุกยิก สุดท้ายคนก็แสดงท่าทางคล้ายบัณฑิตที่กำลังคิดสิ่งใดไม่ตก มือหนึ่งไพล่หลัง มือหนึ่งลูบคาง ใบหน้าเชิดขึ้นสู่ฟ้าคล้ายถามความเห็นของสวรรค์ ฟางหมิงเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกหัวคิ้วกระตุกอยู่บ้าง

     หลังจากเฝ้ามองด้วยความรู้สึกเหมือนมีสิ่งใดไม่ถูกต้องสักอย่าง ผ่านไปไม่นานเด็กน้อยพลันขยับเคลื่อนไหว ร่างเล็กๆหันกายมาทางเขาอย่างช้าๆ ขยับจัดเสื้อผ้าให้ดูเรียบร้อย มือคู่เล็กประสานกัน

     "อะแฮ่ม... เอ่อ ผู้เยาว์คารวะผู้อาวุโสขอรับ มิอาจเตรียมขนมน้ำชาต้อนรับ ผู้เยาว์เสียมารยาทแล้ว" เสียงเล็กๆกังวานใสสั่นเครือเล็กน้อยยามกล่าวออกมา ฟางหมิงมองดูเด็กน้อยที่ก้มหน้าก้มตาให้รู้สึกคันยุบยิบแปลกๆที่ฝ่ามือ คนไม่ตอบรับพูดจาสิ่งใด เพียงปล่อยให้บรรยากาศเงียบงันอยู่เช่นนั้น 

     คล้ายเด็กน้อยไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป ขาเล็กๆก้าวเข้ามาทางฟางหมิง ระยะห่างย่นเข้ามาเรื่อยๆจนเหลือเพียงไม่กี่ก้าว มือคู่น้อยยังคงประสานกันอยู่ ใบหน้าก้มต่ำ ท่วงท่าดุจเดิม

     "ผู้เยาว์มิทราบว่าผู้อาวุโสต้องการสิ่งใดหรือไม่ หากมีสิ่งใดที่ผู้เยาว์ช่วยเหลือได้ ขอผู้อาวุโสได้โปรดบอกกล่าว" น้ำเสียงเนิบนาบอ่อนน้อมชวนให้ผู้ฟังรู้สึกเอ็นดู แต่เหตุใดฟางหมิงรู้สึกคันคะเยอที่ฝ่ามือ ทั้งยังคิ้วกระตุกถี่ แต่กระนั้นเขาก็ไม่ปล่อยให้คนเบื้องหน้ารอนานนัก เสียงเข้มหนักแน่นดั่งหินผากล่าวตอบอย่างมั่นคง บ่งบอกถึงนิสัยเหี้ยมหาญดุดัน ทั้งยังแฝงไว้ซึ่งอำนาจบางอย่าง

     "ตามสบายเถอะ เป็นข้าที่เสียมารยาทบุกรุก ข้าไม่ต้องการสิ่งใด เพียงขออาศัยชั่วครู่" กล่าวเสร็จดวงตาที่มองเห็นประกายเรืองรองอ่อนจางในความมืดมิดพลันปิดลง ฟางหมิงไม่ใคร่สนใจจะพูดคุยอีกต่อไป อย่างไรเสียตนก็เพียงคนผ่านทางมา หาได้จำเป็นต้องสนใจผู้คนที่พบเจอทุกคนไม่ อีกทั้งมืดมิดเช่นนี้เด็กน้อยจะมองเห็นหน้าตาเขาได้อย่างไร 

     "มิได้ มิได้ ผู้อาวุโสขอรับ อย่างไรเสียผู้เยาว์ก็เป็นเจ้าบ้าน หากให้แขกเหรื่อต้องลำบาก คงได้เป็นขี้ปากผู้คนแล้ว" เซียวหลงอิงกล่าวอย่างนอบน้อมพร้อมรอยยิ้มกว้างที่ถ้าฟางหมิงลืมตาขึ้นมายามนี้ คงต้องทำให้เขาคิ้วกระตุกอีกครั้งเป็นแน่ 

     เซียวหลงอิงลอบปาดเหงื่อในใจ นี่คือสิ่งที่เด็กอายุห้าขวบปีสมควรพบเจอหรือไม่ ถึงรอบกายจะมืดครึ้มเพียงใดแต่กลิ่นคาวโลหิตที่คละคลุ้งนี้ยิ่งกว่าชัดแจ้ง! เขาเคยได้กลิ่นเช่นนี้มาบ่อยครั้งนักในยามที่เขาหลบหนีการเล่าเรียนไปเที่ยวเล่น ยามนั้นเขาพบเจอเหล่าองครักษ์ของบิดาที่บาดเจ็บ กลิ่นคาวฝืดเฝื่อนเช่นนี้เขาจำได้ขึ้นใจ เช่นนั้นแล้วคนผู้นี้บาดเจ็บหนัก! เซียวหลงอิงแจ้งแก่ใจ ไม่แน่ว่าคนผู้นี้อาจกำลังใกล้จะตายเสียแล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนี้ผู้ใดจะยอมให้มีศพคนที่ข้างเตียงกันเล่า!!

     "อะแฮ่ม ผู้อาวุโสขอรับ ในครัวของจวนผู้เยาว์นั้นของกินมากมายนัก ทั้งยังมีสมุนไพรหลากหลายชนิด รักษาโรครักษาบาดแผล มีทั้งสมุนไพรแบบเม็ดแบบผง สมุนไพรห้ามเลือด ลดความเจ็บปวด สมุนไพรอื่นๆที่ผู้เยาว์ไม่รู้จักอีกมากมายนัก ไม่ทราบว่าท่านหิวหรือไม่ขอรับ" เซียวหลงอิงฉีกยิ้มหวาน ทั้งยังเอ่ยเสียงหวาน ลอบชื่นชมตนเองในใจว่าฉลาดหลักแหลมนัก 

     คิ้วของฟางหมิงกระตุกถี่ 'มีผู้ใดถามว่าผู้อื่นว่าหิวหรือไม่แล้วบอกว่าบ้านข้ามีสมุนไพรมากมายกันบ้าง!! ผู้ใดจะกินสมุนไพรเพราะหิวข้าวกัน!!' เขาทำเพียงลืมตาจ้องเขม็งไปที่ร่างเล็กๆ กล่าวตอบอย่างยากเย็น

     "ข้าไม่หิว"

     เซียวหลงอิงกลืนน้ำลายก้อนใหญ่ลงคอ ดวงตาที่วาววับนั้นจับจ้องมาทางเขาดุจพยัคฆ์ร้าย แต่อย่างไรเสีย เขาเชื่อมากกว่าเก้าส่วนว่าคนผู้นี้ไม่เป็นอันตราย เพราะไม่เช่นนั้น ชีวิตน้อยๆของเขาคงปลิดปลิวไปนานเสียแล้ว

     "ผู้อาวุโสขอรับ ผู้เยาว์ทราบว่าท่านกำลังบาดเจ็บ ผู้เยาว์ขอเสียมารยาทกล่าวสักนิด อย่างไรเสียท่านก็ต้องรักษาบาดแผลนะขอรับ เลือดท่านไหลมากยิ่งนักไม่เป็นการดี ยิ่งเลือดไหลมากยิ่งอันตรายขอรับ" เซียวหลงอิงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจเต็มสิบส่วนไม่เสแสร้ง คนที่คล้ายจะขย้ำหัวเขาคราแรกอ่อนลงเล็กน้อย

     ฟางหมิงเห็นความจริงใจในน้ำเสียง ทั้งอีกฝ่ายยังน่าเอ็นดูอยู่บ้าง ความแข็งกร้าวพลันจางลงหลายส่วน ใจคิดอยากจะเอ่ยขอบใจเด็กน้อยตรงหน้าสักหนึ่งคำ

     "เลือดมากมายเช่นนี้... เช็ดยากนะขอรับ"

     "....." คิ้วของฟางหมิงกระตุกถี่อีกครั้ง

     

     "ผู้อาวโสขอรับ เป็นอย่างไรบ้างขอรับ" ฟางหมิงเหลือบสายตามองเด็กน้อยที่นั่งอยู่ด้านข้างพลางส่งสายตาอยากรู้อยากเห็นมาที่เขา กว่าครึ่งชั่วยามแล้วที่เด็กคนนี้นั่งสนทนาเป็นเพื่อน ทั้งก่อนหน้านี้ยังถือวิสาสะวิ่งออกไปหาสมุนไพรมามากมายท่ามกลางความมืดมิดเหน็บหนาว กล่าวกำชับเขาเสียดิบดีว่าจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้แก่ผู้ใด แม้เหตุผลที่คิดช่วยเหลือเขาจะบัดซบเพียงเพราะว่ากลัวเลือดจะเปรอะพื้นแล้วเช็ดยากก็เถอะ!

     "ขอบใจเจ้ามาก" ฟางหมิงสบสายตาใสแจ๋วในความมืด สายตาของชาวยุทธนั้นดีกว่าคนทั่วไปนัก เขาเห็นใบหน้าและดวงตางดงามที่จับจ้องเขาได้อย่างชัดแจ้ง "เหตุใดเจ้าจึงช่วยเหลือข้า"

     เซียวหลงอิงลูบคางมองเนิ่นนานก่อนจะเอ่ยตอบ "ผู้เยาว์เป็นเพียงเด็กน้อยคิดสิ่งใดไม่ซับซ้อน ทั้งยังไม่คิดมากขอรับ ผู้อาวุโสเองตั้งแต่เข้ามาก็ไม่ได้ทำสิ่งใดที่เป็นอันตรายกับผู้เยาว์นี่ขอรับ อีกอย่าง พบเจอนับเป็นวาสนา ใช่ว่าจะมีผู้คนเลือดอาบกายพุ่งเข้าหน้าต่างผู้เยาว์ทุกค่ำคืนเสียเมื่อไร เมื่อเห็นคนบาดเจ็บย่อมต้องช่วยเหลือ จะต้องคิดสิ่งใดให้มากความขอรับ" ริมฝีปากเล็กเปล่งเสียงหัวเราะสดใสดวงตากลมโตเปล่งประกาย

     ฟางหมิงมองดวงตาใสแจ๋วที่วาววับในความมืด มุมปากหยักยิ้ม ภาพร่างเล็กๆที่ยืนนิ่งงันผุดขึ้นมาในหัว ภาพท่าทางดั่งบัณฑิตคงแก่เรียนยืนครุ่นคิด ภาพของเด็กตัวน้อยข่มความหวาดกลัวหันมาเผชิญหน้ากับเขา ใบหน้าอยากรู้อยากเห็น แม้แต่กำลังหัวร่อสดใสในยามนี้ พบเจอนับเป็นวาสนาเช่นนั้นหรือ จะเรียกว่าเขาถูกชะตาเด็กน้อยผู้นี้ดีหรือไม่

     "เจ้าไม่หวาดกลัวข้าหรือ" ฟางหมิงกดรอยยิ้มลึกขึ้นหลังจากกล่าว "ดูจากที่เป็นอยู่นี้ คล้ายไม่ถูกไม่ควรอยู่บ้าง เจ้าคิดเช่นนั้นหรือไม่" ดวงตาคมดุเรืองแสงอ่อนบางจับจ้องใบหน้าครุ่นคิดของเด็กน้อย หากเขาจะมีบุตรชายสักคน มีบุตรชายเช่นเด็กคนนี้ก็คงไม่เลวนัก เสียแต่ว่าการให้ความช่วยเหลือคนแปลกหน้าเช่นเขาอย่างง่ายดายนั้นดูจะขัดใจไปเสียหน่อย หากเป็นบุตรเขาจริงคงน่าปวดหัวนัก ต้องมีการลงโทษให้เข็ดหลาบเสียบ้าง

     "ผู้อาวุโสล้อข้าเล่นแล้ว มีสิ่งใดไม่ถูกไม่ควรหรือขอรับ ข้ามีอายุเพียงห้าขวบปีนะขอรับ จะไม่หวาดกลัวท่านได้อย่างไร แต่ข้าลองไคร่ครวญดูแล้วจะให้ข้าต่อสู้กับท่านหรือ ย่อมไม่สามารถ ให้วิ่งโร่ไปขอความช่วยเหลือหรือ ข้าไม่คิดว่านั่นจะเป็นหนทางที่ดีนัก หากคนที่ข้าขอความช่วยเหลือช่วยข้ามิได้จะเกิดอันใดขึ้น ยามนี้ดึกมากแล้วผู้ที่เข้ามาช่วยเหลือข้าได้ย่อมเป็นบิดากับองครักษ์บางส่วน แต่กับท่านที่ลอบเข้ามาได้โดยที่องครัษ์ของจวนไม่รู้ตัว พวกเขาย่อมไม่ใช่คู่มือขอรับ หากข้าไม่ให้การช่วยเหลือท่านไม่แน่ว่าท่านอาจเสียชีวิตในเรือนข้าซึ่งนั่นไม่เป็นการดีขอรับ แต่ถ้าข้าช่วยเหลือท่านนั่นถือเป็นการกระทำที่สมควรยิ่งขอรับ"

     ฟางหมิงอดแปลกใจไม่ได้ เด็กผู้นี้ไม่เหมือนเด็กน้อยทั่วไปจริงๆ เด็กน้อยที่ฉลาดเฉลียวทั่วเมืองหลวงใช่ว่าจะไม่มีผู้อื่นอีก แต่ความฉลาดนั้นอาจเป็นเพียงสิ่งเดียวที่มี ทั้งไหวพริบหรือความรอบคอบนั้นหาใช่ว่าจะมีทุกคนไม่ อีกทั้งใจเย็นรู้จักอดทน ในสถานการณ์ที่อันตรายเช่นนี้ มีเด็กคนใดบ้างที่จะใจเย็นอยู่ได้ไม่ร้องไห้โวยวายไปเสียก่อน ทั้งการพูดจาช่างรู้ความนัก นั่นทำให้เด็กผู้นี้เหมาะที่จะเป็นบุตรเขามากขึ้นไปอีก ฟางหมิงลอบส่ายหน้าในใจ เด็กที่เห็นแล้วคันไม้คันมือผู้นี้จู่ๆตนจะอยากได้มาเป็นบุตรชายได้อย่างไร นี่มันมีบางอย่างไม่ถูกต้อง!

     "แล้วเจ้าไม่กลัวข้าสังหารเจ้าหรือ"
    
      "....เอ่อ"

     คิ้วเข้มของคนนัยน์ตาคมดุกระตุกถี่อีกครั้ง ยามเขาถามคำถามนี้แทนที่เจ้าเด็กตรงหน้าจะมีปฎิกิริยาคล้ายคนตกใจหวาดกลัว หรือตื่นตระหนก แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เจ้าเด็กน่าตายผู้นี้มองเขาราวกับว่าที่ถามไปสักครู่เป็นคำถามบ้าบออันใดกัน เหตุใดเขาจึงถามออกมาได้ เห็นเช่นนั้น คนให้รู้สึกคันฝ่ามือยิบๆ ได้แต่ถลึงตากลับไป

     "เอ่อ.. อะแฮ่ม ผู้อาวุโส อย่างไรท่านก็มิสังหารผู้เยาว์ไม่ใช่หรือ" เซียวหลงอิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเบาราวกับยุงบิน เขาเผลอแสดงสีหน้าอันใดไปย่อมรู้แก่ใจ คนทั่วไปอาจมองในความมืดไม่เห็น แต่เขาย่อมรู้ว่าชาวยุทธเป็นเช่นไร ท่านอาจารย์สุ่ยเหอเคยกล่าวถึงความสามารถของคนพวกนี้ไว้ ยามนี้ยิ่งเห็นคนถลึงตากลับมาอย่างดุดันเลือนรางในความมืด ยิ่งทำให้จิตใจเคว้งคว้างนัก แม้ความมืดมิดเพียงนี้ยังมิอาจปกปิดดวงตาวาววับคู่นั้นได้เลย ช่างน่าหวาดกลัวเสียจริง!

     "หึ" 
     
     "ว่าแต่ ผู้อาวุโสขอรับ ท่านร่ำเรียนวิชาแพทย์มาหรือขอรับ" เซียวหลงอิงชิงเปลี่ยนเรื่องพูดคุย ครั้นตนนึกขึ้นได้ว่าคนรักษาบาดแผลได้อย่างคล่องแคล่วชำนิชำนาญ ไม่คล้ายเป็นการรักษาของคนไม่รู้การแพทย์แบบทั่วไปทั้งท่าทางที่เขาพอมองเห็นบ้าง ยังดูคล้ายกับท่านหมอที่มารักษาตนบ่อยๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นจึงซักถามออกไป

     "พอร่ำเรียนมาบ้าง ทำไม เจ้าสนใจงั้นรึ"

     "ขอรับ ผู้เยาว์มีโรคที่รักษายากอยู่โรคหนึ่ง ไม่ว่าท่านหมอที่เก่งกาจมาจากที่ใดล้วนส่ายศีรษะ เดิมทีผู้เยาว์เองก็หมดหวังเสียแล้ว ทั้งยังเลิกใส่ใจ แต่ยามนี้ผู้เยาว์มีเป้าหมายในชีวิตแล้วขอรับ การจะกระทำสิ่งนั้นได้ต้องเร่งรักษาร่างกายให้หายดี หากพบเจอความหวังแม้เพียงเล็กน้อยย่อมต้องไขว่คว้าไว้ เช่นนั้นผู้เยาว์... " เซียวหลงอิงที่กำลังพูดจ้อพลันเม้มริมฝีปากแน่นไม่พูดสิ่งใดต่อ ใจดวงน้อยลอบตื่นตระหนก นี่ใช่เรื่องที่ต้องบอกกล่าวให้ผู้อื่นฟังหรือ อย่างไรเสียตนก็เป็นถึงคุณชายใหญ่ของจวนอัครเสนาบดีเซียว

     แม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อยในตระกูลยังมิอาจแพร่งพราย เรื่องอาการป่วยไข้ของบุตรชายคนโตในตระกูลนับเป็นอันใดได้ มารดาย้ำเขาหนักหนาถึงเรื่องนี้ ด้วยเกรงว่าเรื่องราวเพียงเล็กน้อยอาจกลายเป็นคมมีดหันสู่ตน เส้นทางแห่งอำนาจของบิดาตนเป็นอย่างไร ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่มารดากรอกหูเขาทุกเช้าค่ำ ทั้งดำมืดขาวสะอาด แม้เขารู้สึกไม่อยากใส่ใจเพียงใด แต่ก็ต้องรับรู้ไว้

     เซียวหลงอิงลอบปาดเหงื่อในใจ นี่ใช่เรื่องที่เด็กอายุเพียงห้าขวบปีสมควรพบเจอหรือ!!

     "มีอันใด ไยเจ้าจึงไม่กล่าวต่อเล่า หรือเจ้าไม่ไว้ใจข้า" ฟางหมิงมองเด็กน้อยที่นั่งก้มหน้าเม้มปากแน่น ฝ่ามือเล็กๆขยำชายแขนเสื้อไว้จนยับย่น ตนพอจะคาดเดาอะไรได้บ้าง เด็กฉลาดรู้ความถึงเพียงนี้ เรือนที่พักหรือก็ออกกว้างขวางใหญ่โต ทั้งรูปร่างหน้าตาผิวพรรณก็เด่นล้ำ คำพูดคำจาเกินวัยไปบ้างแต่ก็ช่างน่าเอ็นดูนัก ที่ผิดแปลกคงจะมีเพียงสิ่งเดียว ตั้งแต่ที่เขามายังไม่พบผู้ใดเลย มีเพียงเด็กน้อยอาศัยอยู่เพียงผู้เดียวนี่ใช่เรื่องสมควรหรือ

     เด็กน้อยยังคงไม่กล่าวสิ่งใด เพียงนั่งก้มหน้าอยู่เช่นนั้น ฟางหมิงลอบถอนหายใจ มีความคิดชั่ววูบว่าเขาถูกชะตาเด็กผู้นี้นัก หากได้รับไปอบรมสั่งสอนคงดีไม่น้อย

     "ผู้อาวุโสพักผ่อนเถิดขอรับ อีกไม่กี่ชั่วยามฟ้าก็สางแล้ว ผู้เยาว์ไม่ขอรบกวน" ว่าจบร่างเล็กๆพลันขยับกายลุก แต่ถูกฝ่ามือใหญ่คว้าจับไว้ คนไม่ทันระวังตัวพาให้ล้มเกือบฟาดพื้น เคราะห์ดีที่อ้อมแขนแข็งแรงรับไว้ได้ทัน

     "เจ้าไม่ไว้ใจข้า แต่ข้าไว้ใจเจ้า เช่นนั้นก็บอกอาการเจ็บป่วยเจ้ามาเถิด ข้าจะดูอาการให้ หากรักษาได้ข้าจะรักษา หากรักษาไม่ได้ ข้าก็จะรักษา อย่างไรเสียคนที่รู้เรื่องนี้หามีแต่ข้าไม่ ยังมีผู้คนในจวนนี้ที่เคยพบเห็นเจ้ายามเจ็บป่วยอีกเล่า แล้วเจ้าก็อย่าลืมเสียสิ เจ้าเก็บงำความลับของข้าอยู่นะ" ฟางหมิงคลี่ยิ้มอ่อนโยน แต่ความมืดทำให้เซียวหลงอิงไม่อาจมองเห็น

     เด็กน้อยนั่งนิ่งเงียบงัน คำกล่าวเมื่อครู่คล้ายมีสิ่งใดไม่ถูกต้อง! แต่จำเป็นต้องใส่ใจด้วยหรือ เซียวหลงอิงลอบถอนหายใจ เป็นเพียงเด็กน้อยก็ทำตนเป็นเด็กน้อยเถิด จะให้ทำตัวเฉกเช่นผู้ใหญ่ดั่งเช่นน้องชายเขาได้เสียเมื่อไรกัน  

     "ถ้าเช่นนั้นคงต้องรบกวนผู้อาวุโสแล้ว อาการของผู้เยาว์มักกำเริบยามฝนตกขอรับ มีบ้างที่กำเริบตอนถูกน้ำเย็นๆราดศีรษะ แต่หากเป็นช่วงอื่นร่างกายก็จะปกติดั่งเช่นตอนนี้ขอรับ อาการของผู้เยาว์ก็จะมีตั้งแต่ โลหิตไหลออกตา จมูก อาเจียนเป็นโลหิต ร่างกายไร้เรี่ยวแรง ตามเนื้อตัวจะเจ็บปวดราวมีดกรีดแทงทุกๆครึ่งชั่วยาม บางคราก็หมดสติไม่รับรู้สิ่งใด ไม่สามารถกินหรือดื่มได้ปกติ จะมีอาการราวๆสิบวันต่อการกำเริบหนึงครั้งขอรับ หากเป็นช่วงหน้าฝน... จะทรมานเสียจนไม่มีผู้ใดจะจินตนาการได้เลยขอรับ"

     ฟางหมิงมองดวงตาที่สุกใสเบื้องหน้า นั่นคือสิ่งที่เด็กตัวเล็กๆเพียงนี้ต้องพบเจอหรือ เพียงแค่ฟังก็เจ็บปวดแทนแล้ว เขาไม่สนใจด้วยซ้ำว่าเด็กคนนี้พูดความจริงหรือไม่ เพียงคิดว่าเด็กตัวเล็กแค่นี้สามารถทนมันมาได้อย่างไร ทั้งยามบอกกล่าว คนไม่มีแม้ริ้วรอยแห่งความหวาดหวั่นในดวงตาแม้เพียงนิด ที่ฉายชัดมีเพียงความใสกระจ่างไร้ขุ่นมัว

     "เจ้าไม่หวาดกลัวหรือ ไม่เสียใจที่ตนต้องมาเจอเรื่องเช่นนี้หรือ"

     "แน่นอนว่าผู้เยาว์ย่อมเศร้าเสียใจและโทษโชคชะตาขอรับ แต่ผู้เยาว์เสียใจจนรู้สึกขี้เกียจแล้วขอรับ"

     ฟางหมิงคิ้วกระตุก ก่อนจะถอนหายใจ มุมปากหยักยกยิ้ม เผลอเอื้อมมือไปลูบหัวเล็กๆนั่น แม้จะรู้ตัวว่าตนเผลอทำสิ่งใดไป แต่ก็ไม่ได้ดึงมือกลับ ซ้ำยังลูบเสียอีกหลายที ก่อนเอื้อมมือจับชีพจรของเด็กน้อย ใช้กระแสปราณเข้าไปสำรวจภายในร่างกายเล็กๆอย่างถี่ถ้วน รอยยิ้มของเขากว้างขึ้นอีกเล็กน้อย เมื่อรู้ว่าคนไม่ได้โกหก ดูจากร่อยรอยความเสียหายของอวัยวะภายในแล้ว รอยยิ้มก่อนหน้าพลันจางลงไปหลายส่วน

     "เจ้าไม่ได้เป็นโรคร้ายใดๆ เจ้าเพียงโดนพิษ ข้าสามารถรักษาได้ เจ้าอยากหายหรือไม่" ฟางหมิงมองดวงตาที่ฉายแววตกตะลึงชั่วครู่ก่อนจะสงบราบเรียบเช่นเดิม เด็กน้อยผู้นี้ยอมรับเรื่องราวง่ายดายเพียงนี้เชียวหรือ ไม่รอให้อีกฝ่ายได้คิดนาน เขากล่าวสำทับไปอีกคำ "แต่ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน"

     "..... แลกกับสิ่งใดหรือขอรับ"

     "ไปกับข้า"

   เซียวหลงอิงยังคงคิด นี่คือสิ่งที่เด็กน้อยอายุห้าขวบปีควรพบเจอหรือ!!





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 40 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

12 ความคิดเห็น

  1. #6 waruko002 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 มีนาคม 2561 / 15:57
    รอตอไปคะ สนุกดี
    #6
    0
  2. #5 151119 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 19:34
    ไปเลยลูก ไปทำให้ฝันของแม่เป็นจริง...บางครั้งการแสดงความรักของผู้เป็นแม่ก็มีหล่ยรูปแบบ ...ถ้าไม่ได้เกลุนดคนเป็นพ่อมีหรือที่จะเกลียดลูกตัวเอง...สู้นะ
    #5
    0
  3. #4 farfar2531 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 19:11
    คงไม่ใช่รักต้องห้ามใช่ไหม... อิอิ

    กลับมาแล้วโดนน้องกดโดยที่ไม่รู้ว่าเป็นพี่อะไรงั้น 55555
    #4
    0