สามี ท่านไม่ควรหวาดกลัวข้า

ตอนที่ 4 : บทที่ 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 365
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 34 ครั้ง
    28 พ.ย. 61

บทที่ 3
ผู้แข็งแกร่งบางครั้งก็พ่ายแพ้สัตว์ขนฟูๆ 


          เสียงกริ๊งกังวาลใสดังกระจายเป็นระลอกดึงสติผู้คนให้หลุดออกจากภวังค์ ดวงตาเรียวโตนัยน์ตาดอกท้อเป็นประกายหลุบมองเม็ดหมากสีขาวที่กระทบถ้วยชาหล่นปุลงไปนอนนิ่งอยู่บนพื้น เนิ่นนานกว่าจะละสายตาขึ้นมองผู้เป็นเจ้าของ
          
          "เจ้าคิดสิ่งใดอยู่อิงเอ๋อร์" เสียงทุ้มแหบพร่าดังขึ้นแผ่วเบา

          "ข้าหวนคิดถึงยามข้าเป็นเด็กน้อยขอรับ คิดถึงวันที่ข้าและท่านพบเจอกันคราแรก นี่ก็ผ่านมาหลายปีแล้ว" นัยน์ตาดำที่ดูมืดมิดดุจดั่งก้นมหาสมุทรเลื่อนไปจับยังเม็ดหมากบนพื้นอีกครั้ง เฝ้ามองมือเรียวเล็กของดรุณีในชุดสีชาดเก็บมันขึ้นมาอย่างแผ่วเบา เขาละสายตาไปที่บุรุษวัยกลางคนที่นั่งอยู่อีกฝากของกระดานหมากล้อม "มีหลายสิ่งที่ชวนให้ขบขันและคิดถึง"
          
          มือเรียวสวยขาวผ่องดุจหยกเนื้อดีหมุนเม็ดหมากสีดำในมือช้าๆ ปลายนิ้วขาวมีสีชมพูระเรื่อดูบอบบางน่าถนอม ข้อนิ้วเรียวสวยไม่มีกระดูกปูดโปน เพียงแค่เห็นมือหนึ่งข้างก็ราวกับถูกดึงดูดลงสู่หลุมลึก เม็ดหมากสีดำถูกวางช้าๆบนกระดาน เรียกรอยย่นบนคิ้วจากคนที่อยู่อีกฝั่ง

          "เช่นนั้นรึ" หมากสีขาวถูกวางลงตามในชั่วอึดใจ ได้ยินเสียงกระทบกันของเม็ดหมากกับกระดาน คล้ายผู้ลงน้ำหนักมือจะมีอารมณ์ขุ่นมัว รอยยิ้มผุดขึ้นจากเจ้าตัวต้นเหตุอย่างอารมณ์ดี

          "เช่นนั้นขอรับ" หมากสีดำนอนนิ่งลงบนกระดานอีกครั้ง รอยคิ้วยับย่นจากคนอีกฝั่งเริ่มชัดเจนขึ้น "ข้าเพียงแต่คิดว่า ตัวข้าในวัยเยาว์นั้นช่างน่าขบขันเสียจริงขอรับ ข้าเคยกระทำตนได้น่าอับอายยิ่ง"

          "ยามนั้นข้าก็คิดเช่นนั้น" 

          "ข้าเคยรับปากท่านพ่อข้า ว่าจะไม่สอดมือเข้าไปยุ่งในเรื่องของตระกูล แต่ยามข้าเห็นน้องชายตนเองไปได้ดีในเส้นทางที่ข้าเคยหมายมาด จิตใจข้าให้หม่นหมองนัก นึกอยากจะเสียบมีดใส่เขาสักแผลสองแผล ข้าริษยาน้องชายที่น่ารักของข้าเสียแล้ว" มือเรียวยกชาขึ้นจิบ ไอร้อนคลอเคลียใบหน้าจนไม่อาจมองเห็นได้ชันเจน แต่ถึงกระนั้นก็ดูออกว่าเบื้องหลังควันร้อนจางๆนั้นเป็นความงดงามที่ชวนให้ใจสั่นเพียงใด

          "ไร้สาระ" เสียงแค่นตอบกลับมาฟังดูเหยียดหยามแต่ผู้รับกลับยิ้มกว้างไม่ใส่ใจ

          "เรื่องนั้นช่างมันเถิดขอรับ เป็นเพียงเรื่องน่าอับอายของข้าเพียงเท่านั้น ที่ข้าติดใจสงสัยแท้จริงแล้วคือเรื่องของท่านเสียมากกว่า ท่านอาจารย์" ดวงตาดอกท้อมองสบกับคู่สนทนาอย่างตรงไปตรงมา มีแววของความสนุกสนานวาบผ่าน คิ้วดกหนาของผู้ถูกเรียกว่า 'อาจารย์' เลิกขึ้นเป็นคำถาม แต่ก็มิได้ปริปากเอ่ยสิ่งใด "ยามนี้ยังไม่ถึงเวลาเก็บเกี่ยวอีกหรือขอรับ ข้ารอมานานจนรู้สึกเบื่อหน่ายยิ่งนัก"

          "คนแก่อย่างข้าจะไปทำไร่ทำสวนไหวได้อย่างไร" คำตอบคล้ายเป็นอีกเรื่อง นิ้วมือหนาคว้าหมากขาวขึ้นมาอีกครั้งสายตามองหาช่องทางที่สมควรจะวางมันลงไป หูสดับฟังเสียงกวนเม็ดหมากในโถไม้ขัดมันที่แว่วมาจากอีกฝั่งของกระดาน

          "ท่านปลูกเมล็ด รดน้ำ ดูแล หว่านปุ๋ยพรวนดินข้ามาอย่างยากลำบาก เป็นไปได้หรือที่จะไม่คิดเก็บเกี่ยวดอกผล การรักษาพิษข้าใช่จะเป็นเรื่องง่าย ทั้งยังความรู้มากมาย กระทั่งวรยุทธ์ท่านยังสั่งสอนด้วยตัวท่านเอง เหนื่อยยากเช่นนี้ ลงทุนมากมายเช่นนี้ ท่านไม่หวังกินกำไรเป็นไปได้หรือ" เซียวหลงอิงมองผู้เป็นอาจารย์ด้วยแววตาเปื้อนยิ้ม มือสวยยังคงกวนเม็ดหมากรอคำตอบอย่างใจเย็น

          "อกตัญญูนัก! เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนเช่นไร! เจ้าคิดว่าคนอย่างข้าจะเอาเปรียบกับศิษย์ตนเองอย่างนั้นรึ!" ฝ่ามือหนาทุบปึงลงบนกระดาน แรงสะเทือนทำให้เม็ดหมากกระจัดกระจายคนละทิศ ใบหน้าที่มีเคราครึ้มเต็มไปด้วยโทสะ ดวงตาดุดันเพ่งมองคน 'อกตัญญู' อย่างดุเดือด

          เซียวหลงอิงมองผู้ที่โกรธาขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยด้วยอาการบื้อใบ้ อยู่ร่วมกันมานับสิบปี แค่วาจาของเขาเพียงไม่กี่คำจะทำให้มีโทสะได้เชียวหรือ สมองทำงานอย่างรวดเร็วดวงตาคู่งามกวาดมองอาการของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นอาจารย์อย่างไม่ให้มีสิ่งใดตกหล่น จนสายตาหยุดชะงักที่ของสิ่งหนึ่ง ความรู้สึกละเหี่ยใจ ขุ่นเคือง และขบขันพุ่งขึ้นในอกเป็นระลอกคลื่น

          "ท่านอาจารย์! ท่านอย่ามาแสร้งเป็นโมโหใส่ข้าแล้วล้มกระดานนะ อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ ท่านมันเกินเยียวยาแล้ว! เกินเยียวยาแล้วจริงๆ!" ดวงตาเรียวโตเบิกกว้างถลึงใส่ฟางหมิง มือเรียวคว้าจับพัดหยกขาวคู่ใจขึ้นมาฟาดป้าบๆลงบนกระดานหมาก หากคนผู้นี้มีโทสะจริงมีหรือเพียงแค่เม็ดหมากกระเด็น ด้วยฝีมือระดับนี้กระดานหมากย่อมเป็นผุยผงไปแล้ว

          "เหอะ! คนอย่างข้าน่ะรึจะทำเช่นนั้น" ฟางหมิงแค่นเสียงเหยียดหยัน ยกชาขึ้นจิบเบาๆหลายอึกก่อนกล่าวต่อ "แน่นอนว่าข้าต้องถอนทุนคืน ที่ข้ามอบทุกอย่างให้เจ้ามาจนถึงบัดนี้เพื่อสิ่งใดเจ้ายังไม่รู้อีกรึ" ดวงตาคมดุตวัดมองเซียวหลงอิงที่เอนกายอย่างเกียจคร้านใบหน้างดงามเจือความขุ่นมัวไว้หลายส่วน ริมฝีปากสีสดนั่นบ่นพึมพำเบาๆว่า 'ข้าจะไปรู้หรือ'  รอยยิ้มเอื้อเอ็นดูแต้มบนริมฝีปากของคนแก่กว่าชั่วครู่ก่อนจะปั้นสีหน้าไว้ตัวเช่นเดิม มองศิษย์รักที่น่าตายนั่งถอนหายใจวางท่าเป็นปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แล้วรู้สึกคิ้วกระตุกอยู่บ้าง

          "ข้าไม่เข้าใจท่านจริงๆ ท่านมองเห็นสิ่งใดในตัวข้ากันแน่ ยามข้าเป็นเพียงเด็กน้อยน่ารักไร้เดียงสาข้าก็ยังไม่ได้เอะใจเท่าใดนัก พอข้ารู้ความขึ้นมาอีกหน่อยจึงเริ่มคิดได้ ท่านกับข้าไม่ได้เป็นญาติสนิททั้งไม่เคยรู้จัก แต่ท่านกลับมาทุ่มเทให้ข้าเสียมากมาย ข้าเข้ามาในฐานะศิษย์หลักโดยไม่ต้องสอบเลื่อนขั้นเช่นศิษย์คนอื่น ไม่นานก็กลายเป็นศิษย์สืบทอดเป็นว่าที่ประมุขพรรคคนต่อไป ทั้งยังมอบศิษย์สายในมาเป็นศิษย์รับใช้ให้ข้าอีกสองคน นี่ข้าได้รับมากไปจนเริ่มขนลุกแล้วนะท่านอาจารย์ ข้าจึงได้สงสัยว่าท่านวางแผนให้ข้าทำสิ่งใดกันแน่" ริมฝีปากอวบอิ่มฉ่ำวาวพูดเจื้อยแจ้ว มือโบกพัดเชื่องช้ามองอาจารย์ของตนที่ยังคงจิบชาไม่รู้ร้อนหนาวทั้งไม่ตอบสิ่งใด

          ความเงียบสงบเกิดขึ้นอีกครั้ง แต่ระหว่างคนสองคนกลับไม่รู้สึกอึดอัดแม้เพียงนิด เซียวหลงอิงละสายตาจากฟางหมิงที่กำลังดื่มด่ำกับชารสเลิศ เบนสายตาไปกวาดมองบรรยากาศรอบกายแทน หมอกเย็นหนาระเริงเล่นอยู่รอบๆเขาหนานซาน หนาตาจนแสงแดดไม่อาจทิ้งตัวลงบนพื้น กระนั้นพืชพรรณบนเขาลูกนี้ก็ยังคงเจริญเติบโตงอกงาม ทั้งยังงอกงามจนเกินพอดี ปลายยอดหญ้าสีเขียวสดที่ปกคลุมเขาทั่วทั้งลูกแต่งแต้มด้วยเกล็ดน้ำแข็งบางเบายามสายลมพัดไกวพลิ้วไหว เกิดเป็นประกายล้อสายตางดงามจนมิอาจบรรยาย บนยอดเขาที่แบนราบคล้ายถูกตัดเฉือนด้วยกระบี่สวรรค์ตั้งตระหง่านด้วยสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่งดงามวิจิตรของพรรคเมฆาเลือนเร้น

          พื้นที่โดยรอบภูเขากว่าห้าร้อยลี้กระจัดกระจายไปด้วยคนของพรรคกว่าสามพันคน บ้านเรือนของศิษย์และอาจารย์ก่อสร้างลดหลั่นกันเป็นลำดับจนเกือบถึงเชิงเขา มียอดเขาเล็กๆมากมายรอบๆเขาหนานซานเป็นที่อยู่อาศัยของผู้อาวุโสพรรคบางคน เซียวหลงอิงมองธรรมชาติงดงามที่คุ้นเคยโดยรอบอีกครั้งก่อนหลับตาลงอย่างผ่อนคลาย

          "ข้าคิดว่าคงถึงเวลาแล้ว คืนพรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าไปเมืองหลวงพบคนผู้หนึ่ง" น้ำเสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่นดังเอื่อยมาตามลม เซียวหลงอิงยังคงหลับตาขยับพัดในมือเบาๆคล้ายได้ยินคล้ายไม่ได้ยิน "สิ่งที่เจ้าพูดมานั้นไม่ผิด ข้าต้องการให้เจ้าทำสิ่งหนึ่งให้ข้าจริงๆ"

          มือที่ขยับพัดชะงักชั่วครู่ "ไม่ว่าเป็นสิ่งใดขอเพียงท่านกล่าวมา อิงเอ๋อร์ย่อมกระทำสุดความสามารถ"
.
.
.
.

          เสียงคึกคักจอแจบรรยากาศรื่นเริงสนุกสนานไม่ได้ทำให้อารมณ์ขุ่นมัวลดลงแม้เพียงนิด ดวงหน้างดงามคมคายในแบบบุรุษมืดครึ้ม พัดหยกขาวในมือขยับเป็นจังหวะหนักๆบอกถึงอารมณ์เจ้าของ อากาศยามคิมหันต์ฤดูทั้งแห้งทั้งอบอ้าว ไอร้อนกระจายอยู่ทุกที่แม้แต่ยามค่ำคืน ความมืดและแสงไฟชวนให้คิดถึงหมอกเย็นหนาหนักบนยอดเขาหนานซานที่มีตลอดทั้งปี

          "เสี่ยวหรงหรง" เสียงนุ่มทุ้มฉ่ำเย็นดุจสายน้ำเอ่ยเรียกศิษย์รับใช้ข้างกาย ดรุณีน้อยในชุดสีชาดงดงามปักลวดลายดอกเหม่ยฮวาย่างเท้าแผ่วเบามารอรับคำสั่ง ดวงตากลมโตสุกใสเปล่งประกายดุจดวงดาราประดับด้วยแพขนตางอนหนาจ้องมองผู้ได้ชื่อว่าเป็นนายกลายๆ รอว่าคนจะเรียกใช้สิ่งใด

          เซียวหลงอิงเหลือบตามองบุรุษอีกสามคนที่เหลือในห้องรับรองของหอซีหลิงที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวง การพูดคุยดำเนินมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว เขาฟังบ้างไม่ฟังบ้างแต่ก็พอเข้าใจเรื่องราวได้อยู่ เส้นไหมสีดำเงางามทั้งนุ่มลื่นขยับไหวตามร่างกายเขายามสายลมร้อนพัดต้อง เซียวหลงอิงเงยหน้าพิงพนักเก้าอี้บอกกล่าวกับสตรีข้างกายเบาๆด้วยน้ำเสียงเกียจคร้านว่าหิวข้าว

          ม่านฝูหรงรับคำด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานก่อนเดินออกไป เซียวหลงอิงมองตามร่างบอบบางที่อยู่ข้างกายเขามากว่าเจ็ดปีแล้วจนลับสายตา ครานั้นเขาอายุเพียงสิบสามขวบปีหายป่วยจากพิษร้ายทั้งยังฝึกวรยุทธ์อย่างหนักตั้งแต่ห้าขวบ ฟางหมิงเองก็เคี่ยวกรำเขาประหนึ่งตกอยู่ในห้วงนรกรวมความฉลาดเฉลียวและพรสวรรค์ของเขาแล้ว ฝีมือจึงรุดหน้าเหล่าศิษย์คนอื่นอยู่มาก สุดท้ายนอกจากผู้อาวุโสในพรรคกลุ่มคนระดับผู้นำ ยอดฝีมือที่เร้นกายในพรรคและฟางหมิงแล้วไม่มีผู้ใดต่อกรเขาได้อีก ตำแหน่งศิษย์ผู้สืบทอดจึงตกใส่ศีรษะเขาโครมใหญ่พร้อมด้วยศิษย์รับใช้ส่วนตัวอีกสองคน คิดไปคิดมาแล้ว ชีวิตเขามีเรื่องชวนแปลกใจมากมายเหลือเกิน

          "อิงเอ๋อร์ เจ้าคิดเห็นเช่นไร เรื่องนี้มีสิ่งใดที่เจ้าขัดเคืองใจหรือไม่" เสียงทุ้มแหบดึงเขาออกจากความคิด ดวงตาเรียวโตเหลือบมองผู้เป็นอาจารย์ข้างกาย เห็นคนมีสีหน้ากังวลใจอยู่บ้าง

          "เห็นดีเห็นงามกับท่านอาจารย์ทุกอย่างขอรับ" ตอบไปด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน เขาจะมีความเห็นอะไรได้ในเมื่อแทบไม่ได้ฟังสิ่งใด แค่ได้ยินคร่าวๆว่าเป็นห่วงบุตรของเพื่อนรักผู้มีพระคุณสักคนหนึ่ง ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้จักมักจี่ อากาศก็ร้อนเสียเพียงนี้ เขายังนั่งเป็นผู้คนได้ก็นับว่าเกินแรงแล้ว หากต้องเค้นสมองไปใช้ในสิ่งใดอีกมิสู้ปลิดชีวิตเขาดีกว่าหรือ

          "ประเสริฐ!! สมแล้วที่เป็นศิษย์ข้า ข้าจะจัดงานให้เจ้าทั้งคู่โดยเร็วที่สุด เรื่องมงคลเช่นนี้สมควรบอกกล่าวให้ทั่ว พี่ใหญ่อย่างไรเสียข้าก็เป็นญาติฝ่ายเจ้าสาวสมควรออกหน้าบ้าง เรื่องแขกเหรื่อให้ข้าจัดการ ส่วนเรื่องฤกษ์ยามคงต้องรบกวนท่านแล้ว" ฟางหมิงประสานหมัดกล่าวกับคนที่เขานับถือเป็นพี่น้องรักใคร่กลมเกลียว ทั้งอีกฝ่ายยังมีบุญคุณเคยช่วยชีวิต เรื่องนี้ตนเองก็กลัวว่าศิษย์รักจะไม่เห็นดีเห็นงามด้วย แต่เห็นสีหน้าท่าทางผ่อนคลายไม่ใส่ใจนั่นแล้วก็ให้โล่งใจอยู่บ้าง

          "เช่นนั้นก็ดียิ่งนัก อิงเอ๋อร์ทั้งรูปงามเก่งกาจ อนาคตยังอีกไกล เป็นบุตรชายไม่ได้ความของข้าที่โชคดีได้คู่ครองเช่นนี้ คราก่อนที่มาบอกกล่าวกับเจ้าข้าเองก็กระวนกระวายใจนัก กลัวพวกเจ้าจะรังเกียจเราสองพ่อลูก แต่ยามนี้ได้เห็นอย่างนี้แล้วข้าก็เบาใจ" หลี่เว่ยบอกกล่าวกับฟางหมิงด้วยท่าทางปลาบปลื้มยินดี ทั้งยังมีไป๋มู่ที่เป็นสหายรักของทั้งคู่อีกผู้หนึ่งที่กล่าวคำอวยพรไม่หยุด เซียวหลงอิงมองภาพเบื้องหน้าแล้วรู้สึกไม่ถูกไม่ควรอยู่บ้าง หนังตาพาลกระตุกหนัก เรื่องมงคล? ฝ่ายเจ้าสาว? จัดงานของเจ้าทั้งคู่ให้เร็วที่สุด? บุตรชายของคนแซ่หลี่?

          เหงื่อเย็นหลั่งเป็นม่านน้ำตกที่กลางหลังเซียวหลงอิงคล้ายเขาประกอบเรื่องราวน่าสะพรึงขวัญได้บางอย่าง อากาศร้อนเช่นนี้แต่รู้สึกเหน็บหนาวนัก แค่ไม่กี่ประโยคของผู้เป็นอาจารย์กับสหายเหตุใดจึงน่าหวาดหวั่นเช่นนี้ นี่ไม่ใช่ว่าเรื่องราวเกี่ยวพันกับเขาหรอกหรือ รู้สึกคล้ายตนเองเหม่อลอยไปชั่วครู่ก็ตอนที่เสียงหวานไพเราะดังขึ้นข้างหูพร้อมๆกลิ่นหอมของกับข้าวหน้าตาน่ากินสองสามอย่าง ข้าวร้อนๆเม็ดอวบแข่งกันอวดความมันวาวน่ากินอยู่ในถ้วยควันร้อนโชยฉุยเรียกน้ำย่อยได้เป็นอย่างดี 
          
          เซียวหลงอิงลอบขำกับความคิดของตนเอง มันจะเป็นเรื่องบัดซบเช่นนั้นได้อย่างไร สะบัดหน้าทิ้งความกังวลข้อสงสัยทุกอย่างแล้วคีบเต้าหู้เผ็ดเข้าปากอย่างปลื้มปริ่ม เรื่องราวที่ยังไม่เกิดก็ช่างมันเถิด แต่ท้องต้องอิ่มไว้ก่อน

          ฟางหมิงมองศิษย์รักของตนที่กินข้าวด้วยท่าทางน่าเอร็ดอร่อยก่อนเหลือบสายตาไปปรามดรุณีน้อยชุดแดงที่ยืนใกล้ๆ ผู้หนึ่งก็ช่างเอาแต่ใจ ผู้หนึ่งก็ช่างตามอกตามใจ พูดคุยกันจริงจังถึงเพียงนี้ยังยกข้าวมากินต่อหน้าแขกได้หน้าตาเฉย ยังไม่ทันได้ออกปากว่ากล่าวตักเตือนสักครึ่งคำ กับข้าวที่เหมือนกันสามชุดก็ถูกยกเข้ามาภายในห้องรับรองเสียแล้ว ฟางหมิงหุบปากฉับถลึงตาใส่ศิษย์รักที่หันมายิ้มหวานเอาใจอย่างหน้าไม่อาย

          "ฮ่า ฮ่า พี่ใหญ่ น้องสาม เติมท้องให้เต็มก่อนค่อยคิดสิ่งใดต่อเถิด เชิญๆ" ฟางหมิงคลี่ยิ้มบอกกล่าวเหล่าพี่น้องกินข้าวด้วยรอยยิ้มฝืด หลี่เว่ยเข้าใจนิสัยของเซียวหลงอิงอยู่บ้างจึงไม่คิดว่ากล่าวทั้งยังมองว่าน่าเอ็นดูเสียด้วยซ้ำ ความคิดลำเอียงเช่นนี้ทำให้หลี่เว่ยลอบส่ายหัวเบาๆ มือจับตะเกียบกินข้าวชนจอกสุรา กินไปได้ไม่กี่คำ เงาร่างสีดำพลันโผล่วูบขึ้นข้างกายหลี่เว่ยแจ้งข้อความบางอย่างก่อนหายไปอย่างไร้ร่องรอย 

          เซียวหลงอิงชะงักมือมองเงาร่างขององครักศ์เงาที่มาและจากไป ชั่วแวบหนึ่งที่เขาเห็นเงาคนผ่านวูบพาลให้นึกถึงศิษย์รับใช้อีกคนหนึ่งขึ้นมา 

          "เสี่ยวหรงหรง เจ้ากับพี่อวี้ไปหาอะไรกินกันเถิด" เซียวหลงอิงบอกกล่าวกับสาวน้อยข้างกายทั้งที่มือยังคีบกับข้าวที่มีรสเค็มแบบที่ชอบเข้าปาก ม่านฝูหรงคำนับเขากับฟางหมิงเล็กน้อยก่อนเดินออกจากห้องรับรองไป กับข้าวที่หอซีหลิงนั้นรสดีนัก แต่เซียวหลงอิงชอบรสมือของฟางหมิงมากกว่า เสียงพูดคุยรอบข้างปนด้วยเสียงหัวเราะเนื่องจากผู้อาวุโสทั้งสามกำลังดื่มด่ำกับรสชาติของอาหารและสุรา ทั้งม่านฝูหรงยังสั่งของกินเข้ามาเพิ่มอีกสองสามอย่าง บรรยากาศจึงคึกคักยิ่งนัก

          ชารสขมฝาดไหลลงคอส่งกลิ่นหอมเข้มอบอวลไปทั่วโพรงจมูก เซียวหลงอิงหลับตาพริ้มริมฝีปากคลี่ยิ้มบางเบา ก่อนจะค่อยๆลืมตาเพราะเสียงฝีเท้าที่ดังเข้ามาใกล้และหยุดอยู่ตรงหน้าประตู ดวงตาเรียวโตหรี่ลงเล็กน้อย เมื่อเห็นเหล่าผู้อาวุโสในห้องไม่มีท่าทีอะไรทั้งยังพูดคุยร่ำสุรากันอย่างสนุกสนานเขาจึงเลิกใส่ใจ เพียงจิบชาช้าๆอย่างผ่อนคลาย

          บานประตูถูกเปิดออกอย่างแผ่วเบา เสียงพูดคุยในห้องพลันเงียบลง เซียวหลงอิงเงยหน้ามองแขกผู้มาใหม่ ร่างของบุรุษในชุดสีขาวสะอาดตายืนนิ่งอยู่หน้าประตู รูปกายกำยำหนั่นแน่นกล้ามเนื้อสมส่วนที่มองเห็นได้รางๆแม้จะมีเนื้อผ้าปิดบัง ผิวกายขาวซีดคล้ายคนไม่ได้ออกแดดมาเป็นเวลานาน แต่กระนั้นก็ไม่อาจลดทอนความหล่อเหลาองอาจและใบหน้าที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของบุรุษเพศนั้นได้ สีหน้าเรียบเฉยไม่ใส่ใจสิ่งใดคล้ายละทิ้งแล้วซึ่งโลกิยะ แต่เพราะความขาวของเสื้อผ้าและสีผิวที่ขาวจนเกินไปทำให้เซียวหลงอิงคิดว่านี่คล้ายกับวิญญาณซีดๆมากกว่าเทพเซียน

          "ท่านพ่อ ท่านอาทั้งสอง" ชายแปลกหน้าประสานหมัดคารวะสามผู้อาวุโสที่นั่งอยู่ ท่าทางกร้าวแกร่งดุดันเช่นนั้นทำให้เซียวหลงอิงลอบเบ้ปากและเลิกใส่ใจอีกต่อไป

          หลี่เทียนหลงเดินเข้าไปนั่งข้างบิดา สายตาเหลือบมองใบหน้างดงามแวบหนึ่ง เพียงแค่นั้นอากาศที่ว่าร้อนอบอ้าวยามคิมหันต์ฤดูคล้ายจะร้อนมากขึ้นอีกโขโดยเฉพาะที่ใบหน้าของเขา

          "ฮ่า ฮ่า หลานชาย ไม่เจอกันไม่เท่าไร ดูเจ้าเติบโตจนข้าแทบจำไม่ได้" ฟางหมิงหัวร่ออย่างอารมณ์ดีพลางเทสุราลงจอกส่งให้หลี่เทียนหลงอย่างเป็นกันเอง มือที่สากด้านจากการกำดาบกำกระบี่ยื่นมารับอย่างนอบน้อม เซียวหลงอิงมองมือคู่นั้นแล้วเลิกคิ้วขึ้นสูง ไม่น่าเชื่อว่ามือของคนผู้นี้จะได้รูปได้ขนาดงดงามแบบที่เขาชมชอบ ดวงตาเรียวโตเลื่อนไปจับใบหน้าเปี่ยมเสน่ห์ของบุรุษเพศนั่นอีกครั้งเพ่งมองจนหลี่เทียนหลงรู้สึกตัวว่ามีคนจับจ้องอยู่ พอหันสายตาตามทิศทางที่จับความรู้สึกได้ก็ประสานสายตากับเซียวหลงอิงพอดิบพอดี

          ร่างกายใหญ่โตสะดุ้งเฮือกทันทีที่สบกับนัยน์ตาดอกท้อชวนลุ่มหลงคู่นั้น หลี่เทียนหลงรู้สึกว่าเขากำลังมึนเมาทั้งๆที่สุรายังคาอยู่ในจอก ความร้อนที่ใบหน้าเพิ่มขึ้นหลายส่วนจนชวนให้หวั่นใจว่ามันจะแดงจนผู้อื่นสังเกตุเห็นหรือไม่

          "เห.......น่าสนใจ น่าสนใจ" เซียวหลงอิงพึมพำ วางตะเกียบและถ้วยชาในมือลง มองชายแปลกหน้าที่สะบัดหน้าหนีคล้ายเห็นเขาเป็นเจ้าหนี้ก็ไม่ปาน ทั้งยังแก้มนั่นขึ้นสีเรื่อจนน่าขัน มิใช่ว่าคนผู้นี้เขินอายเขาหรอกกระมัง

          หลี่เว่ยเห็นอาการบุตรชายก็ให้ลอบขบขันอยู่ในใจ สู้ศึกกับหลากสำนักฆ่าฟันกับศัตรูมาหรือก็มากมาย แต่ดันมาตกม้าตายเพราะลูกศิษย์ของสหายรักของเขา เห็นเช่นนี้ก็ให้หวนคิดถึงคราแรกที่พาหลี่เทียนหลงไปเยี่ยมเยียนสหายที่เขาหนานซานเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ทันทีที่หลี่เทียนหลงพบเจอเด็กน้อยเซียวหลงอิงก็เอ่ยปากบอกว่าจะรับเป็นเจ้าสาว 

           ครานั้นเขาเองก็เห็นดีเห็นงามด้วยจนกระทั่งเวลาผ่านไป จากเด็กน้อยกลายเป็นเด็กหนุ่มคนที่คิดว่าเป็นดรุณีน้อยมาตลอดเพราะใบหน้าจิ้มลิ้มอ่อนหวานนั่น กลายเป็นหนุ่มรูปงามที่ไม่มีเค้าของสตรีแม้พียงนิด กระนั้นบุตรชายที่กระโดดลงสู่หลุมลึกแห่งห้วงรักด้วยตนเองยามรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นชายก็ยังไม่คิดจะปีนขึ้นมา ซ้ำร้ายยังตั้งมั่นว่าจะตั้งรกรากอยู่ในหลุมนั้นไม่ไปไหน เป็นเหตุให้เขากลุ้มใจจนผมหงอกขาวมานานปี สุดท้ายก็ได้แต่ปรึกษากับฟางหมิงว่าควรจัดการเช่นไร

          "อาจารย์ขอรับ คนผู้นี้คือ..." เซียวหลงอิงเท้าคางมองใบหน้าของหลี่เทียนหลงเปิดปากถามฟางหมิงโดยที่ยังไม่ละสายตาไปไหน

          "จริงสิ พวกเจ้าทั้งสองยังไม่เคยพบหน้ากันสักครา ผู้นี้คือว่าที่เจ้าสำนักศาลากระบี่ชุนเฟิง หลี่เทียนหลง ลูกชายคนโตของพี่ใหญ่ รู้จักกันไว้เสีย อนาคตอย่างไรก็ต้องอยู่ร่วมกัน ศึกษาดูใจกันเสียแต่ตอนนี้จะได้อยู่ร่วมกันอย่างไม่ลำบาก" ฟางหมิงคลี่รอยยิ้มให้หลี่เว่ยที่ยิ้มตอบเช่นกัน ทั้งสองคนพยักหน้าใส่กันหงึกหงักก่อนชนจอกสุราในมือ

          "ท่านอาจารย์ ศาลากระบี่กับเมฆาเลือนเร้นจะร่วมประสานเป็นหนึ่งเดียวหรืออย่างไร เหตุใดต้องอยู่ร่วมกันเล่าขอรับ รวมสองพรรคเป็นหนึ่งเดียวยุทธภพมิวุ่นวายหรอกหรือ" เซียวหลงอิงแสร้งทำหน้าใสซื่อในใจลอบปาดเหงื่อ ความคิดในคราแรกหวนกลับมาอีกครั้ง แม้จะไม่ได้ฟังผู้คนสนทนากัน แต่ก็พอจับใจความได้บ้าง เรื่องราวบางอย่างปะติดปะต่อกันอยู่ในหัว เขาระงับความคิดบัดซบด้วยการกำตะเกียบคีบอาหารเข้าปาก

          "เจ้านี่พูดจาเหลวไหล ก็ในเมื่อเจ้ากับหลงเอ๋อร์ต้อง.... อา จริงสิเรื่องนี้เรายังไม่ได้ตกลงกันเลยไม่ใช่หรือ อิงเอ๋อร์เองก็เป็นศิษย์สืบทอด หลงเอ๋อร์เองเองก็เป็นว่าที่ประมุขศาลา หากเกี่ยวดองกันฝ่ายเจ้าสาวแต่งเข้าบ้านเจ้าบ่าว เช่นนี้พรรคข้ามิแย่เอาหรอกรึ พี่หลี่เรื่องนี้เห็นที..."

          เป๊าะ!!

          เสียงตะเกียบหักคามือเซียวหลงอิงดังขัดจังหวะการพูดจาของฟางหมิงให้สะดุด ความเงียบชวนอึดอัดโรยตัวลงมากระทันหัน

          "อา... บอบบางเสียจริง อิงเอ๋อร์เสียมารยาทแล้ว ขออภัยด้วยขอรับ" เซียวหลงอิงคลี่ยิ้มหวานค้อมกายคำนับสามอาวุโส ซากตะเกียบยังคงคาอยู่ในมือ ฟางหมิงคิดจะหยอกล้อศิษย์รักเล่นสักคำสองคำ แต่สายตากลับจับพิรุธบนใบหน้างดงามนั่นได้เสียก่อน สีหน้าของฟางหมิงจึงมืดครึ้ม เพราะรู้นิสัยศิษย์รักดีกว่าใครย่อมพอเข้าใจว่าอาการเสียกิริยาทั้งแววตากระสับกระส่ายเช่นนี้เป็นเพราะเหตุใด ไป๋มู่ กับหลี่เว่ยย่อมรับรู้ถึงความผิดแปลกเช่นกัน มีเพียงหลี่เทียนหลงที่ยังคงรักษาสีหน้านิ่งเรียบไว้เช่นเดิม

          "อิงเอ๋อร์ เจ้าคงไม่ได้ตกปากรับคำทั้งที่ไม่ได้ใส่ใจฟังสิ่งใดใช่หรือไม่" น้ำเสียงแหบทุ้มกดต่ำ ครั้งนี้ฟางหมิงมีเริ่มโทสะอย่างแท้จริง

          "อิงเอ๋อร์... เอ่อ ศิษย์..." คำพูดต่างๆหลุดลงคอยามเห็นสายตาของฟางหมิง สัญญาณอันตรายกู่ร้องในใจ แผ่นหลังหลั่งเหงื่อเย็นเป็นม่านน้ำตก ครั้งนี้เซียวหลงอิงผิดอย่างไร้คำแก้ตัว "ขออภัยขอรับท่านอาจารย์"

          ปราณในร่างของฟางหมิงกระจายตัวโดยรอบ ความร้อนอบอ้าวที่เคยมีพลันจางหายแทนที่ด้วยไอเย็นเยียบ จอกสุราในมือฟางหมิงผุดพรายด้วยเกร็ดน้ำแข็งเล็กๆเรียงตัวถักทอเป็นเส้นสาย เพียงชั่วพริบตาจอกสุรากลายเป็นก้อนน้ำแข็งประกายระยิบระยับสะท้อนแสงตะเกียงในห้อง

          "เจ้าสอง!! ใจเย็นก่อน!!" หลี่เว่ยรีบระงับอารมณ์โกรธเกรี้ยวของฟางหมิง เหลือบสายตาไปมองบุตรชายที่หัวคิ้วเริ่มขมวดทั้งสายตายังคงมองแต่เซียวหลงอิงไม่ไปไหน เห็นความเป็นห่วงที่ฉายชัดในดวงตาคู่นั้นแล้วหลี่เว่ยได้แต่ถอนหายใจ

          "ข้าปล่อยปละละเลยเจ้าเกินไปหรือไม่อิงเอ๋อร์ ปล่อยให้เจ้าทำสิ่งใดตามใจตนจนมากเกินไปหรือไม่ ยามนี้เรื่องราวสำคัญถึงเพียงนี้เจ้ายังทำเป็นเรื่องสนุกไม่ใส่ใจ ข้าอยากทุบตีเจ้าให้ตายนัก!!" ฟางหมิงถอนหายใจ ทำอย่างไรก็ไม่อาจโกรธเจ้าศิษย์น่าตายผู้นี้ได้ ไม่ต้องรอหลี่เว่ยหรือผู้ใดห้าม ไฟโทสะพลันมอดดับทันทีที่เห็นใบหน้าสลดของเซียวหลงอิง ก็ใครใช้ให้เขารักมันเหมือนลูกในใส้เล่า!

          "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ช่างมันเถิด" หลี่เว่ยถอนหายใจกล่าว "เรื่องการหมั้นหมายของลูกชายข้ากับศิษย์เจ้า..." หลี่เว่ยอยากจะยกเลิกการเจรจาทั้งหมดเพราะเห็นแก่เซียวหลงอิง แต่พอนึกถึงบุตรชายที่หลงรักอีกฝ่ายมาหลายปีก็ไม่กล้าเอ่ยคำใดอีก

          "เป็นข้าที่ไม่ดีเองพี่ใหญ่ ไม่อาจสั่งสอนเจ้าเด็กไม่รู้ความให้ดีได้" ฟางหมิงกล่าว

          เซียวหลงอิงมองฟางหมิงที่มีสีหน้ายากอธิบาย ใช่ว่าเขาไม่รู้สึกผิดแต่เรื่องนี้นั้นไม่ใช่เรื่องที่จะทำใจยอมรับได้โดยง่าย ในแวดวงขุนนางทั้งหลายก็มีหลายคนที่มีอนุที่เป็นชายเช่นกัน กระทั่งพวกคหบดีใหญ่บางคนก็ชื่นชอบที่จะเลี้ยงเหล่าชายงามไว้ปรนเปรอตนเอง แต่เขาไม่ใช่เช่นนั้นเขาไม่เคยคิดจะดูแลคนผู้หนึ่งไว้ข้างกายไม่ว่าจะในฐานะใดก็ตาม ความสัมพันธ์ทางกายกับสตรีหรือบุรุษเขานั้นล้วนสัมผัสมาหมดสิ้น หากเป็นแค่ฉาบฉวยเขาย่อมยินดี แต่เรื่องมงคลเช่นนี้เขามิอาจรับ

          ร่างกายสูงโปร่งในชุดสีขาวปักด้วยไหมเงินลวดลายกระเรียนสยายปีกลุกขึ้นด้วยท่วงท่าสง่างาม เซียวหลงอิงค้อมกายคารวะต่อเหล่าผู้อาวุโสอย่างนอบน้อม คงต้องปฏิเสธเรื่องนี้ให้จบสิ้น แม้ต้องโขกศีรษะคุกเข่าขอขมาต่อผู้อาวุโสทั้งสามเซียวหลงอิงก็ยินดีทำ จากนั้นค่อยหาทางระงับโทสะผู้เป็นอาจารย์ทีหลัง

          "เรียนท่านประมุขหลี่เว่ย ผู้น้อยรับทราบถึงความหวังดีและความจริงใจของท่านแล้ว เพียงแต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ผู้น้อยคงไม่... เอ่อ ไม่ ...ไม่ปฏิเสธ ขะ... ขอรับ" เซียวหลงอิงสั่นสะท้าน นึกอยากตบปากตนเองแรงๆเสียหลายที!!

          ฟางหมิงและหลี่เว่ยมีสีหน้าตกใจระคนแปลกใจ อยากจะยิ้มก็ไม่อาจยิ้มได้จนสุด รอยยิ้มจึงดูบิดๆเบี้ยวๆไม่เป็นธรรมชาติ ภายในห้องรับรองของหอซีหลิงเงียบกริบ ฟางหมิงไม่รู้จะกล่าวสิ่งใด หลี่เว่ย ไป๋มู่เองก็คล้ายทำสิ่งใดไม่ถูกเช่นกัน 

          เซียวหลงอิงมองสบตาบุรุษชุดขาวที่นั่งเงียบมาเนิ่นนาน ใช่ว่าเขาไม่อยากบอกปัดเรื่องบัดซบเช่นนี้ แต่เป็นเพราะตอนที่กำลังจะเอ่ยปากออกไปดันประสานสายตากับเจ้าวิญญาณซีดเซียวน่าตายนั่นเสียก่อน!! ใบหน้านิ่งๆเช่นนั้นดูคล้ายไม่มีสิ่งใด แต่สายตาที่มองมาคล้ายมีแววของความเสียใจอยู่เลือนรางจนแทบมองไม่เห็น ชั่วขณะนั้นเซียวหลงอิงคล้ายเห็นพยัคฆ์ขาวที่ดูองอาจตัวหนึ่งกำลังหูลู่หางตกมองเขาด้วยแววตาเว้าวอน ครั้นจะเอ่ยปากบอกปัดอีกครั้ง ก็เหมือนตนเองเลอะเลือนได้ยินเสียงครางหงิงน่าสงสารแว่วเข้าหู ปากไม่รักดีพลันเปลี่ยนคำพูดเสียอย่างนั้น ครั้นจะกลับคำตอนนี้คงไม่อาจทำได้เสียแล้ว บัดซบยิ่งนัก!!!


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 34 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

12 ความคิดเห็น

  1. #9 Rukrick (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 เมษายน 2561 / 18:06
    เย้ ๆๆ มาต่อแล้ว รอ อ่าน ตอนต่อไปอยู่นะค่ะ
    #9
    0