ลำนำแม่ทัพแห่งเป่ยหยาง | ป๋อจ้าน

ตอนที่ 7 : ลำนำบท 7 น้ำค้างยามเช้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 247
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    24 ส.ค. 63



ลำนำบท 7 น้ำค้างยามเช้า

 

วันเวลาผ่านไปจากเดือนเป็นปีนับจากวันที่แม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋าพาจื่อเจินกลับไปยังโอสถสถาน ทั้งสองก็ไม่ได้พบกันอีกเลย จื่อเจินยังคงใช้ชีวิตภายในโอสถสถานอย่างปกติ ออกไปเก็บสมุนไพรบ้าง แอบดูสัตว์น้อยใหญ่ในป่าใกล้โอสถสถานบ้าง อ่านตำราแพทย์บ้าง ฝึกศิลปวิทยาการบ้างบางคราว

ชื่อเสียงของแม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋าดังระบือไกลกว่าแต่ก่อน ไม่ว่าจะเป็นความสามารถอันโดดเด่นในด้านการสงคราม การวางแผนรบ รวมไปถึงชื่อเสียงในการเสพสุข เสียงลือเสียงเล่าอ้างถูกพูดต่อปากต่อปากว่าท่านแม่ทัพแข็งแกร่งยิ่งนัก โดยเฉพาะเรื่องบนเตียง ไม่ว่าจะขนกองทัพเข้าสู้รบทิศไหน ในทุกคืนหลังเสร็จกิจการรบอันเป็นเวลาพักผ่อน ก็ล้วนแต่มีคนเข้าขอปรนนิบัติรับใช้ไม่ได้ขาด คำเล่าลือนั้นดังไกลไปทั่วทุกแคว้นรวมถึงทางด้านโอสถสถานมู่หรงก็เช่นกัน

จื่อเจินเพียงแค่รับฟังจากบ่าวรับใช้ที่พูดคุยกันผ่านๆ เท่านั้น ใบหน้างดงามที่เคยสดใสดูหม่นลงไป แต่ก็เพียงไม่นานก็กลับมาร่าเริงได้ตามปกติ โดยเฉพาะเมื่ออยู่เบื้องหน้าผู้เป็นบิดา

กองทัพแห่งเป่ยหยางเข้าโจมตีทั่วทุกหัวระแหง พร้อมกับได้รับชัยชนะแทบทุกสมรภูมิจนเป็นที่เลื่องลือทั่วสารทิศ ถึงแม้บางครั้งกองทัพจะเดินทางผ่านมาแถบใกล้ๆ กับโอสถสถานมู่หรง แต่จื่อเจินก็ไม่เคยได้พบกับเงาของแม่ทัพหวังเลยสักครั้ง

บัดนี้กองทัพแห่งเป่ยหยางตั้งปักหลักอยู่ทางด้านตอนใต้ของแคว้นหนานหยางลงไป ระยะห่างจากหนานหยางด้านตะวันออกหลายหมื่นลี้

อดีตหมอหลวงผู้เป็นบิดาของจื่อเจินเห็นบุตรชายของตนช่วงหลังๆ ดูไม่ค่อยสดใสเท่าใดนัก หลังจากกินมื้อเย็นเสร็จจึงได้แวะเข้าไปเยี่ยมเยียนถึงห้องนอนพร้อมกับยาต้มบำรุงร่างกายไปให้

“พักนี้เจ้าดูแปลกไป”

“ท่านพ่อ ข้ามิได้เป็นอันใด”

“ไม่ต้องพูดแล้ว ดื่มยานี้ให้หมดเสียก่อนเถิด” บิดายื่นถ้วยยาต้มมาให้ จื่อเจินรับไปดื่มอย่างว่าง่าย ยาต้มนี้รสชาติหวานปะแล่ม ไม่ได้ดื่มยากนัก แล้วจื่อเจินเองก็รู้ว่าส่วนผสมของยานี้ทำมาจากอะไร

เมื่อผู้เป็นบิดาเห็นว่าบุตรชายดื่มจนหมดก็ยกยิ้มพึงพอใจก่อนจะยื่นมือที่มีริ้วรอยเหี่ยวย่นตามวัยไปวางบนไหล่ จบเบาๆ สองสามทีแล้วบอกให้พักผ่อน

อากาศยามค่ำคืนนี้เริ่มเย็น ด้านนอกปรากฎหมอกจางๆ เสียงน้ำค้างยามค่ำหยดกระทบผิวน้ำของสระข้างเรือนพักดังจ๋อมแจ๋มๆ เพลินหู จื่อเจินเดินออกไปริมหน้าต่าง มองดูธรรมชาติในยามค่ำคืนอยู่พักก่อนจะเดินกลับไปข้างเตียง โบกมือเพียงนิดเพื่อดับไฟแล้วล้มตัวนอน

ดึกสงัดนั้นเอง จู่ๆ จื่อเจินก็รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว ดวงหน้าหวานนั้นผุดเม็ดเหงื่อเล็กๆ ท่ามกลางความหนาวเย็นของอากาศ ก่อนจะรู้สึกถึงมือแกร่งที่สัมผัสเข้ากับใบหน้าของตัวเอง มือเรียวของจื่อเจินจับที่มือแกร่งนั้นก่อนจะรู้สึกว่ามือนั้นเลื่อนไปที่ลำคอขาว จื่อเจินค่อยๆ ปรือตาก่อนจะพบว่าคนตรงหน้าคือคนที่ตนเองไม่ได้เจอมาแรมปี แม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋า


- NC เล็กๆ - 


ร่างบางรู้สึกเพลียอย่างบอกไม่ถูก รับรู้ได้ถึงไออุ่นร้อนคลอเคลียอยู่ที่พวงแก้มของตัวเอง มือเรียวกำลังเลื่อนไปเพื่อสัมผัสกับใบหน้าคมที่ห่างหายไปนับปี แต่กลับไม่สามารถสัมผัสได้ เพราะร่างที่ไร้เรี่ยวแรงนั้นก่อนจะหมดสติไป

“คุณชายขอรับ คุณชาย” เสียงบ่าวรับใช้ร้องปลุกแต่เช้า เนื่องจากผู้อาวุโสกังวลเกี่ยวกับร่างกายของคุณชายมู่หรง จึงสั่งให้คนรับใช้มาปลุกเรียกเพื่อกินอาหารเช้าพร้อมกัน

จื่อเจินปรือตาขึ้นช้าๆ ก่อนจะกระพริบปริบๆ เพื่อปรับแสง แสงอาทิตย์รุ่งเช้าสาดส่องเข้ามาในห้องกว้าง จื่อเจินมองไปรอบๆ กายทุกอย่างปกติ ชุดของเขายังอยู่เป็นปกติ ผ้าห่ม ผ้าปูเตียงทุกอย่างปกติเหมือนกับตอนก่อนที่เขาจะนอนไม่มีผิดเพี้ยน ถ้วยยาของท่านพ่อยังคงวางไว้ที่ข้างเตียง

ร่างบางขยับชันกายลุกขึ้นนั่ง พลันก็รู้สึกปวดร้าวไปทั้งร่าง คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่น หว่างขารู้สึกถีงความเหนียวเหนอะ ร่างบางไม่รอช้ารีบถอดกางเกงออกก่อนจะพบคราบสีขาวขุ่นเปรอะเปื้อนเต็มช่วงหว่างขา

“ประหลาดนัก” จื่อเจินกุมหัวตัวเอง นานแล้วที่เขาไม่ได้หลั่งเยอะขนาดนี้ ใบหน้าขาวแดงก่ำ

“คุณชายขอรับ!” เสียงบ่าวรับใช้ดังขึ้นมาอีก

“ข้ารู้แล้ว พวกเจ้าเตรียมน้ำให้ข้าที ข้าจะอาบน้ำก่อน ฝากบอกท่านพ่อด้วย” เสียงใสตะโกนผ่านประตูออกไปจื่อเจินล้มตัวลงนั่งอย่างใช้ความคิด แต่ในหัวรู้สึกมึนงงไปหมด

หรือตัวเขาจะไม่สบายจริงๆ อย่างที่ท่านพ่อเป็นกังวล

แม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋าเล่า?...

สายตาเรียวกวาดมองไปรอบๆ ห้อง ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ แม้แต่นิด

นี่เขาฝันบ้าอะไรกัน?

ร่างโปร่งทึ้งหัวตัวเองก่อนจะตั้งสติ พอดีกับที่บ่าวรับใช้เคาะประตูเพื่อจะนำน้ำเข้ามาให้อาบและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่

จื่อเจินจัดการตัวเองเสร็จสรรพก็กินเวลาไปราวครึ่งชั่วยาม ร่างโปร่งพาตัวเองไปยังเรือนของบิดาเพื่อกินมื้อเช้า หากแต่ผู้เป็นบิดากินอิ่มไปนานแล้ว กำลังนั่งอ่านตำราแพทย์อยู่ เมื่อเห็นบุตรตัวเองเดินเข้ามาก็เอ่ยทัก

“เป็นอย่างไรบ้าง?”

“ข้ารู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งกาย”

“แสดงว่าร่างกายเจ้ากำลังอ่อนแอ” คนเป็นพ่อตอบทั้งๆ ที่สายตาก็ยังคงจดจ้องอยู่ที่ตัวอักษรบนหนังสือในมือ

“ข้าเป็นอะไรหรือท่านพ่อ?” จื่อเจินเอ่ยถามพลางคีบอาหารเข้าปาก

“ช่วงนี้เจ้าพักผ่อนน้อยใช่หรือไม่?”

จื่อเจินนิ่งคิดไปพักก็พยักหน้าหงึกๆ

“เจ้าเองก็เป็นหมอ มิควรปล่อยให้ร่างกายตนเองอ่อนแอเช่นนี้” คนเป็นบิดาเอ็ดพร้อมกับส่งสายตาดุมาให้ จื่อเจินไม่พูดอะไรก้มหน้าก้มตาคีบกับข้าวเข้าปาก

“กินยาต้มต่ออีกสักสองอาทิตย์แล้วกัน” บิดาเอ่ยเท่านั้นแล้วก็เดินออกไปสั่งบ่าวรับใช้สองสามคำ จื่อเจินเห็นบ่าวรับใช้พยักหน้าหงึกๆ ก็พอรู้ว่าท่านพ่อของเขาคงสั่งให้ต้มยาแล้วเอาไปให้เขาที่ห้องทุกคืนก่อนนอน

เป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์แล้วที่จื่อเจินกินยาต้มตามคำของผู้เป็นพ่อ แล้วก็ฝันแบบเดิมๆ ทุกครั้ง ใช่ เขาฝันว่าได้หลับนอนกับหวังเจิ้นฮว๋าในทุกคืน แต่เมื่อลืมตาตื่นกลับพบเพียงความว่างเปล่าที่เป็นปกติ

จื่อเจินเริ่มสังเกตถึงความประหลาดที่เกิดขึ้นช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมา จึงตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าคืนนี้จะแอบไม่กินยาสมุนไพรของบิดาเพื่อจะได้รู้ว่าสรุปแล้วเขากำลังพบเจอกับอะไรกันแน่

บ่าวรับใช้เดินออกไปแล้วหลังจากเอาถ้วยยามาวางไว้ให้ จื่อเจินเลือกที่จะไม่ดื่ม ทั้งที่ในใจก็ประหวั่นว่าคืนนี้จะไม่ได้พบกับร่างแกร่งที่ฝันหา คืนนี้ก็เป็นอีกคืนที่เสียงน้ำค้างหยดกระทบยอดหญ้าดังเปาะแปะเบาๆ หมอกจางๆ ลอยเอื่อยๆ บนผิวน้ำของสระบัวด้านนอกหน้าต่าง

มือเรียวหลังจากดับไฟแล้วก็ล้มตัวนอน ดวงตาเรียวสวยนอนลืมตานิ่งในความมืด แต่จู่ๆ ก็ผล็อยหลับไป

ภาพฝันแบบเดิมๆ ปรากฎซ้ำไปมา ร่างกายอบอุ่นของหวังเจิ้นฮว๋าทำให้จื่อเจินยิ่งคะนึงหา

เมื่อแสงอาทิตย์สาดส่องมาทุกอย่างก็กลายเป็นปกติเหมือนช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมาไม่ผิดเพี้ยน

ร่างบางเริ่มกังวลอย่างเห็นได้ชัดผ่านสีหน้า คนเป็นพ่อเมื่อเห็นบุตรชายมีความกังวลใจที่ปิดไม่มิดจึงเอ่ยถาม

“เจ้ามีเรื่องกังวลอันใด?”

“ข้าไม่รู้เหมือนกันท่านพ่อ” ร่างบางตอบไปตามจริง

ผู้อาวุโสกว่าเงียบไป ก่อนจะเอ่ย

“เจ้าอาจจะต้องออกไปเปิดหูเปิดตาที่อื่นบ้าง” ท่านพ่อเอ่ยเพียงเท่านั้นก็กวักมือเรียกบ่าวรับใช้เข้ามาสองคน จื่อเจินมองพ่อตัวเองสั่งกับสองคนนั้นว่าให้พาเขาเข้าไปในตัวเมืองเพื่อซื้อสมุนไพรสองสามชนิด กระดาษสีน้ำตาลใบเล็กๆ ถูกยื่นให้บ่าวรับใช้คนหนึ่ง ทั้งสองคนพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน เป็นอันว่าเข้าใจกันว่าจะออกเดินทางไปในตัวเมืองใกล้ๆ

ใช้เวลาเดินทางเพียงสองชั่วยามก็ถึงตัวเมืองเก่าที่บัดนี้คลาคล่ำไปด้วยชาวบ้านที่มาตั้งแผงขายข้าวของ  หลังจากสงครามในแถบนี้จบไป การค้าก็เจริญคึกคักขึ้น ชาวบ้านใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข เสียงเรียกลูกค้าและโฆษณาขายของร้านแต่ละเจ้าดังแข่งกันอย่างคึกคัก

จื่อเจินเองก็รู้สึกตื่นเต้นที่ได้มาที่นี่หลังจากที่ไม่ได้มาหลายเดือน ร่างโปร่งแวะร้านนู้นเข้าร้านนี้ ดูของชิ้นนั้นชิ้นนี้อย่างสนใจ แต่นานๆ ทีจะควักเงินซื้อสักชิ้น ส่วนบ่าวรับใช้ของเขาก็ปลีกตัวไปซื้อสมุนไพรตามที่ผู้อาวุโสมู่หรงสั่งมา

ผู้คนมากมายเดินผ่านไปผ่านมา ต่างก็มองคุณชายรูปงามไม่วางตา บ้างก็เรียกเข้าไปซื้อของ บ้างก็ให้ไม่คิดเงินก็มี เสียงพูดคุยจ้อกแจ้กจอแจก็ดังมาไม่ขาดสายในทุกย่างก้าวที่เดินไป พลันก็มีเสียงชายกลุ่มหนึ่งพูดถึงแม่ทัพหวังอย่างออกรสออกชาติ เท้าของจื่อเจินชะงัก

“ข้าเห็นเองกับตา ตอนที่เขาตวัดดาบคู่กายฟันแขนศัตรู ช่างเป็นแม่ทัพที่รูปงามและเก่งกล้าที่สุดที่ข้าเคยเห็น” ไม่พูดเปล่ามือเล็กแกร็นนั้นก็ออกท่าทางตามไปด้วย คนที่ได้ฟังก็ปรากฎเสียงร้องอย่างตื่นตาตื่นใจ

“แต่ข้าได้ยินมาว่าช่วงครึ่งปีมานี้ท่านแม่ทัพกำลังตามหาคนผู้หนึ่ง”

“จะต้องตามหาใครกันอีกเล่า ก็ในเมื่อมีคนเข้าปรนนิบัติทุกคืนไม่ซ้ำหน้า” เสียงนั้นเอ่ยเบาๆ ราวกับไม่อยากให้ใครได้ยิน แต่ชาวบ้านมุงเหล่านั้นก็ยิ่งอยากรู้

“พวกเจ้าไม่รู้อะไร...” เสียงแหบพร่านั้นพูดขึ้นก่อนจะกวักมือให้ทุกคนล้อมหน้าเข้าไปฟังใกล้ๆ

“ข้าเคยเป็นเวรยามเฝ้าหน้าที่พักท่านแม่ทัพหวัง”

“เจ้าเนี่ยนะ?” หลายคนไม่เชื่อเริ่มออกอาการประท้วง แต่ชายคนนั้นไม่สน ยังคงพูดต่อ

“แม่ทัพไม่เคยหลับนอนกับผู้ใดข้ามคืน บางคืนพวกคนที่เข้าไปรับใช้ยังถูกไล่ตะเพิดออกมาข้างนอกเสียด้วยซ้ำ” ชาวบ้านที่ได้ฟังถึงกับส่งเสียงแปลกใจไปตามๆ กัน พร้อมเอ่ยถามเหตุผล

“พวกคนที่เคยเข้าไปรับใช้เล่าให้ฟังว่าแม่ทัพมักจะดื่มหนัก แต่พอยามขึ้นเตียงยังไม่ทันเสร็จสมก็ถูกแม่ทัพไล่ออกมาเสียอย่างนั้น”

“เป็นไปได้เหรอ?” หลายเสียงของชาวบ้านต่างพูดคุยออกความเห็นจอแจ

“บางคนหนักยิ่งกว่า แม่ทัพไม่ชายตามองก็ผลุนผลันออกจากที่พักไปที่อื่นเลยก็มี”

บ่าวรับใช้ของจื่อเจินที่ไปซื้อสมุนไพรเสร็จเดินเข้ามาสะกิด ผู้เป็นนายรู้สึกตัวสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปพยักหน้าว่าให้เดินต่อ

“ถ้าพวกเจ้าไม่เชื่อ ก็ไปแอบดูสิ เห็นว่าตอนนี้กองทัพเป่ยหยางมาหยุดพักแรมแถบนี้เสียด้วย” ดวงหน้าเรียวนั้นหันขวับตามคำพูดนั้น กำลังจะตรงเข้าไปร่วมวงฟังคำลือเหล่านั้น ก็มีอีกเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมา

“แต่ตัวท่านแม่ทัพหวังกลับเป่ยหยางไปแล้วมิใช่หรือ”

“คุณชายขอรับ” บ่าวรับใช้เรียกจื่อเจินพยักหน้ารับแล้วออกเดินต่อ แต่เท้าเรียวก็กลับต้องหยุดชะงักลงอีกครั้งเมื่อเห็นบุคคลที่ยืนอยู่เบื้องหน้า

“ขุนพลอู๋ซวง?” ร่างโปร่งเอ่ยเสียงเบาราวกับไม่เชื่อสายตา ชายตรงหน้ายังคงสง่างามเหมือนเมื่อปีก่อน หากแต่มีรังสีของความมั่นใจและทะนงตนมากยิ่งขึ้น ดวงหน้าคมของขุนพลอู๋ซวงเผยรอยยิ้มให้กับจื่อเจินเหมือนอย่างเคย

“คุณชายมู่หรง สบายดีหรือไม่?”

“ขะ ข้าสบายดี เจ้าล่ะ?”

“ข้าเองก็สบายดี เพิ่งนำกองทหารเข้ามาพักที่เขตนี้เมื่อรุ่งสาง” เขาเอ่ยอย่างเป็นมิตร จื่อเจินพยักหน้าหงึกๆ ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรต่อ

“เจ้าไม่สบายหรือเปล่า?” อู๋ซวงทักเมื่อเห็นใบหน้าเรียวดูไม่สดใสนัก

“ข้าเปล่า” จื่อเจินตอบเบาๆ

“ถ้าเช่นนั้นจะเข้าไปดื่มกับข้าสักประเดี๋ยวได้หรือไม่?” ขุนพลรูปงามเอ่ยชวน จื่อเจินไม่ปฏิเสธ ก็เดินตามเข้าไปในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งที่อยู่เยื้องๆ ไปจากวงสนทนานั้น

บ่าวรับใช้ของมู่หรงจื่อเจินรออยู่ที่ด้านนอก ส่วนจื่อเจินและขุนพลอู๋ซวงเข้าไปนั่งที่โต๊ะด้านใน สั่งอาหารมาสองสามอย่าง กับเหล้าอีกหนึ่งไห

มือแกร่งนั้นเทเหล้าใส่ถ้วยเล็กยื่นให้ จื่อเจินเพียงแค่รับไว้แต่ไม่ดื่ม เขาดื่มเป็นเสียที่ไหนกันเล่า ส่วนขุนพลยกกระดกรวดเดียวหมดถ้วยก่อนจะเติมใหม่

“ช่วงหลังมานี้ข่าวกองทัพเป่ยหยางมีชื่อนัก” จื่อเจินเอ่ย ขุนพลอู๋ซวงยิ้มรับ

“โอสถสถานมู่หรงเองก็มีชื่อไม่แพ้กัน” บทสนทนาของทั้งสองเงียบไปพักหนึ่ง

“พวกเจ้าจะพักแรมแถบนี้นานเท่าใด?” เสียงใสเอ่ยทำลายความเงียบอีกครั้ง อู๋ซวงเองก็ตอบไปตามตรง

“สามวัน แล้วจะมุ่งหน้ากลับเป่ยหยาง”

“อย่างนั้นรึ” จื่อเจินเอ่ยเพียงเท่านั้น แต่ก็เหมือนไม่ได้ต้องการคำตอบใดๆ

“กองทัพเหนื่อยล้าเต็มทีหลังจากออกรบติดต่อกันเป็นเวลานาน จำเป็นต้องพัก” ร่างบางรับฟังเงียบๆ

“แต่กองทัพที่นำโดยแม่ทัพจะยังมิกลับในเร็ววันนี้”

“เจ้าหมายความว่าอะไร?”

“ข้าและแม่ทัพแยกกันนำทัพมาพักใหญ่แล้วด้วยแผนการที่วางเอาไว้ หากเมื่อใดแม่ทัพขึ้นเหนือ ข้าจะลงใต้ หากเมื่อใดข้าไปด้านตะวันตก แม่ทัพจะไปด้านตะวันออก กระจายกำลังออกไป”

ร่างบางตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ

“บัดนี้กองทัพที่นำโดยแม่ทัพหวังและที่นำโดยข้า มารวมกันอยู่ที่ค่ายแถบนี้ทั้งหมดแล้ว กองทัพของแม่ทัพหวังจะตั้งค่ายแถบนี้อีกระยะ” ทันทีที่ได้ฟังหัวใจที่เคยห่อเหี่ยวบัดนี้กลับพองโตขึ้นอย่างประหลาด ดวงตาสวยฉายแววยินดีอย่างปิดไม่มิด จนคนมองอมยิ้ม

“เจ้าอยากพบแม่ทัพหรือไม่?”

“ข้าไปพบได้หรือ?” จื่อเจินถามตรงไปตรงมาจนอู๋ซวงถึงกับขำ

“ทำไมจะไม่ได้เล่า” ขุนพลอู๋ซวงยิ้มกว้างพร้อมกับยกถ้วยเหล้าในมือขึ้นยื่นไปด้านหน้า รอชนกับถ้วยเหล้าของจื่อเจินที่บัดนี้ยังคงไม่พร่องไปแม้แต่นิด จื่อเจินใจเต้นรัว มือเรียวคว้าถ้วยเหล้าใบเล็กนั้นขึ้นชนก่อนจะกระดกเข้าปากอย่างลืมตัว

เพียงชั่วอึดใจร่างทั้งร่างก็ฟุบลงกับโต๊ะด้านหน้า

ขุนพลอู๋ซวงมองอย่างตกใจถลันเข้าไปเขย่าคนตรงหน้า

“คุณชายจื่อเจิน คุณชาย” ไม่รอช้ามือแกร่งหยิบก้อนเงินออกมาวางบนโต๊ะแล้วช้อนตัวคนตัวเล็กกว่าขึ้น ก่อนจะชะงักไปนิดเมื่อได้ใกล้ชิดกับคุณชายมู่หรง เสียงทุ้มเอ่ยเบาๆ กับตัวเองพร้อมกับเผยรอยยิ้ม

“น้ำค้างยามเช้าอย่างนั้นรึ”


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

37 ความคิดเห็น

  1. #10 Rieng (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2563 / 21:54

    อ้าว!!!!หนูลูก ไปซะแล้ว 😴😴😴💤💤💤 ไม่เป็นไร เดี๋ยวตื่นมาอาจจะได้เจอ คนที่อยากเจอ 😊😊😊 ♥️💕♥️💕ขอบคุณค่ะไรท์

    #10
    0
  2. #9 Wu_poon (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2563 / 20:51
    รู้สึกว่ามันไม่ชอบมาพากลเลย จื่อเจินไม่น่าปฏิเสธแม่ทัพตอนแรกเลยย
    #9
    0