ลำนำแม่ทัพแห่งเป่ยหยาง | ป๋อจ้าน

ตอนที่ 6 : ลำนำบท 6 คำตอบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 243
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    23 ส.ค. 63



ลำนำบท 6 คำตอบ

 

ช่วงเวลาบ่ายคล้อย จื่อเจินออกไปเดินเล่นรอบๆ บริเวณที่พักนั้น มีแต่ทหารละลานตา ส่วนใหญ่จะอยู่ในท่าทีสบายๆ ถือเป็นการพักผ่อนจากการรบอย่างแท้จริง

แต่สิ่งที่จื่อเจินสนใจที่สุดคงจะหนีไม่พ้นบริเวณรักษาพยาบาล ร่างโปร่งบางเดินมุ่งหน้าไปทางด้านนั้นก็พบกับคนเจ็บมากมายนอนไม่ได้สติ บ้างก็ส่งเสียงโอดครวญเป็นระยะ สิ่งที่ตนเองทำได้ในเวลานี้คือการยื่นมือเข้าช่วย โดยแจ้งกับทหารที่รับผิดชอบส่วนนั้นว่าตนมาจากตระกูลแพทย์มู่หรง แน่นอนว่าไม่มีใครยอมให้ร่างบางเข้าไปรักษา กลับกันยังดันตัวเขาออกมาจากบริเวณนั้น

จื่อเจินหน้ามุ่ยออกมาก่อนจะเดินย้อนกลับไปอีกด้าน เห็นลิบๆ ว่ามีแหล่งน้ำไม่ใกล้ไม่ไกล เหล่าม้าศึกหลายสิบตัวก็กำลังพักผ่อนอยู่แถวนั้น

“เจ้าจะไปที่ใด?” เสียงทุ้มหนึ่งดังขึ้นเบื้องหลัง พอจื่อเจินหันกลับไปจึงพบว่าเป็นขุนพลคู่ใจของท่านแม่ทัพ

“ขุนพลอู๋ซวง?”

“เป็นข้ามิผิด” ชายผู้นั้นตอบ พร้อมกับเดินเข้ามาหาจื่อเจิน

“เจ้ามิควรออกมาเดินเพ่นพ่าน”

“ข้าไม่มีอะไรทำ เบื่อๆ ก็ออกมาเดินดูเผื่อมีอะไรที่ข้าจะช่วยได้บ้าง” จื่อเจินตอบไปตามตรง ขุนพลอู๋ซวงยิ้มให้แล้วเอ่ย

“คำสั่งท่านแม่ทัพ มิให้เจ้าออกมาเดินข้างนอก”

“แต่ข้ามิใช่ทหารอย่างพวกเจ้า ไยต้องฟังคำสั่งท่านแม่ทัพของเจ้าด้วยเล่า?” ร่างโปร่งตอบกลับ แต่ยังดีที่คนตรงหน้าใจเย็นและสุขุม จึงยิ้มบางๆ แล้วเอ่ยอีกครั้ง

“ถึงที่นี่จะเป็นที่พักของกองทัพเป่ยหยาง แต่ก็มีอันตรายรอบด้าน”

จื่อเจินรับฟังเงียบๆ ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

“พวกเจ้าคุยงานเสร็จแล้วหรือ?”

ขุนพลเพียงพยักหน้าเบาๆ เป็นคำตอบ จื่อเจินก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา

“ข้าอยากยิงธนู เจ้าพาข้าไปยิงธนูได้หรือไม่?” ดวงตาสวยนั้นเป็นประกาย อู๋ซวงที่ได้ฟังเลิกคิ้วขึ้นเพียงนิดพร้อมกับรอยยิ้มอย่างเป็นมิตร

 

คนทั้งสองตรงไปที่สนามฝึกธนูที่ตั้งขึ้นชั่วคราวของกองทัพเป่ยหยาง จื่อเจินยามเมื่อได้จับคันธนูก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น ส่วนขุนพลอู๋ซวงเองก็มีฝีมือในด้านการยิงธนูเป็นเลิศ

“ฝีมือยิงธนูของเจ้าไม่เลว” อู๋ซวงเอ่ยปาก เมื่อเห็นว่าคนข้างๆ เขายิงธนูได้ตรงเป้า จื่อเจินยิ้มกว้างให้เป็นการรับคำชมนั้น ก่อนจะหยิบดอกธนูขึ้นมาพาดขึ้นสายอีกครั้ง ริมฝีปากบางเอ่ยถาม

“ข้าขอถามคำถามเจ้าได้หรือไม่?”

“เชิญถาม” ขุนพลใบหน้าคมหันมามองใบหน้าเรียวสวยนั้นอย่างตั้งใจ

นิ้วเรียวน้าวสายธนูจนสุดก่อนจะปล่อยให้ลูกธนูพุ่งออกไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว

“เหตุใดท่านแม่ทัพจึงฝากตราบัญชาทัพไว้ที่ข้า?” จื่อเจินหันมองขุนพลอย่างรอคำตอบ แต่สิ่งที่ได้กลับเป็นเพียงรอยยิ้มอย่างเคย

“เจ้าตอบข้าไม่ได้รึ?”

“มิใช่ตอบไม่ได้ แต่ข้าคิดว่าเจ้าควรถามท่านแม่ทัพเองจะดีกว่า”

“เพราะเหตุอันใดเล่า?”

“มิมีใครรู้ดีไปกว่าตัวแม่ทัพเอง” ขุนพลอู๋ซวงตอบพร้อมเก็บคันธนูและกระบอกศร แล้วเอ่ยต่อ

“ตราบัญชาทัพเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้เป็นแม่ทัพจะขาดมิได้ แต่ก็มีข้อยกเว้นบางประการ” จื่อเจินรีบเอ่ยถามอีก

“ข้อยกเว้นอะไรหรือ?” อู๋ซวงเพียงแค่ยิ้มให้แต่ไม่ได้ตอบอะไร จื่อเจินจึงเปลี่ยนคำถาม

“แล้วข้าจะกลับโอสถสถานได้หรือไม่?”

“ท่านแม่ทัพจะไปส่งเจ้าในคืนนี้” เมื่อได้ยินคำตอบนั้นร่างบางก็ยิ้มกว้างอย่างยินดี แม้แต่ขุนพลอู๋ซวงที่มองอยู่ก็รู้สึกว่ารอยยิ้มนั้นช่างสดใสยิ่งนัก

 

จื่อเจินเดินกลับกระโจมที่พักท่านแม่ทัพอย่างอารมณ์ดี พอแหวกผ้าเข้าไปด้านในก็พบหวังเจิ้นฮว๋านั่งเขียนอะไรอยู่บนตั่ง

ร่างบางเดินเข้าไปนั่งข้างๆ ก่อนจะเหลือบมอง เห็นเนื้อความคร่าวๆ เกี่ยวกับด้านการศึกก็ไม่กล้ามองต่อ

“ยิงธนูสนุกหรือไม่?” เสียงทุ้มดังมาจากคนที่กำลังก้มหน้าเขียนอักษร จื่อเจินตอบ

“อืม” เพียงเท่านั้นก็เกิดความเงียบเข้าปกคลุมภายในที่พัก

มือแกร่งจับพู่กันตวัดไปมาบนกระดาษสีน้ำตาลอ่อนอย่างใจเย็น ไม่มีคำพูดใดๆ จนจื่อเจินรู้สึกอึดอัดต้องเอ่ยทำความเงียบ

“เจ้า...จะพาข้ากลับโอสถสถานใช่หรือไม่?”

“อืม” เจิ้นฮว๋าตอบรับเพียงเท่านั้น ก็ปรากฎความเงียบเข้าปกคลุม

จื่อเจินที่ไม่รู้จะทำอะไรจึงลุกขึ้นเดินดูนู่นนี่ในกระโจม มือเรียวหยิบดาบของแม่ทัพขึ้นมาดูก่อนจะวางกลับลงไปที่เดิม แล้วก็เปิดหีบใบหญ่นั้นดูแล้วก็ปิดมันลง ในนี้ไม่มีอะไรสนุกสำหรับจื่อเจินเลยแม้แต่นิด เขาพ่นลมหายใจออกมาพร้อมกับมุ่ยหน้า

มือแกร่งวางพู่กันลงก่อนจะเงยหน้ามองร่างโปร่งบางที่ยืนหน้ามุ่ยอีกมุมหนึ่ง

“เจ้าหิวหรือไม่?”

“ไม่” ตอบสั้นๆ

“จะอาบน้ำหรือไม่?” เรือนหน้าสวยส่ายหน้าไปมาเป็นการปฏิเสธ เจิ้นฮว๋าจึงขยับกายลุกขึ้น

“ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปส่ง” ไม่รอให้ร่างบางพูดอะไรอีก ร่างสูงก็เดินนำออกไปนอกกระโจม จื่อเจินเห็นดังนั้นก็รีบวิ่งตามออกไป

ทั้งสองตรงไปยังม้าศึกสีดำคู่ใจที่ยืนกินน้ำอยู่ที่ลำธารอย่างมีความสุข บัดนี้พวกมันถูกถอดเกราะออกหมดแล้ว ทำให้รู้สึกสบายตัว แต่ก็ถูกขัดความสุขด้วยผู้เป็นนาย มันส่งเสียงฟึดฟัดเล็กๆ เป็นการประท้วง

หวังเจิ้นฮว๋าไม่พูดอะไรก็รวบเอวบางแล้วตวัดตัวร่างบางขึ้นไปนั่งบนหลังม้าที่คุ้นเคย ก่อนตัวเองจะกระโดดตามขึ้นไป วันนี้ผิดกับวันที่จื่อเจินถูกพาตัวมา เพราะทั้งม้าทั้งคนไม่ได้สวมชุดเกราะอย่างที่เคยเห็น ทำให้ทุกการเคลื่อนไหวไม่มีเสียงกระทบกันของโลหะดังให้เคืองหู มีเพียงความเงียบแทรกด้วยเสียงฝีเท้าม้าที่เหยาะย่างช้าๆ

ไออุ่นจากกายของคนตัวสูงแผ่ซ่านมายังร่างบางของจื่อเจินที่นั่งซ้อนอยู่เบื้องหน้า หากแต่ไม่มีบทสนทนาใดๆ จื่อเจินรู้สึกอึดอัดจนต้องหันหน้ากลับไปมองคนที่อยู่ข้างหลัง ก็พบว่าดวงตาคมมองสบมาอยู่ก่อนแล้ว เห็นเท่านั้นจึงรีบหันหน้ากลับมองไปยังเส้นทางเบื้องหน้าทันที

บัดนี้แสงอาทิตย์เริ่มลาลับขอบฟ้า บรรยากาศรอบด้านค่อยๆ ถูกความมืดโรยตัวเข้าปกคลุมช้าๆ

เป็นหวังเจิ้นฮว๋าที่เอ่ยทำลายความเงียบในครานี้

“ข้าต้องพากองทัพมุ่งหน้าไปทางตะวันตก”

“...” จื่อเจินรับฟังเงียบๆ

“อาจไม่ได้กลับมาที่นี่อีก” แม่ทัพเอ่ยเรียบๆ

“งั้นหรือ” ร่างบางไม่รู้ว่าควรจะตอบไปว่าอะไร รู้แค่ว่าตนรู้สึกใจหายเมื่อได้ยินคำบอกกล่าวนั้น จากนั้นก็เกิดความเงียบเข้าปกคลุมอีกระลอก

รอบด้านบัดนี้มืดสนิท ม้าหนึ่งตัวกับคนอีกสองคนลัดเลาะเข้ามายังป่าไผ่สูงเสียดฟ้า ก่อนมือแกร่งจะดึงบังเหียนจนตึงเป็นการสั่งให้ม้าคู่ใจหยุดก้าวเดินไปข้างหน้า

จื่อเจินได้ยินเสียงทุ้มกระซิบใกล้ใบหูขาวเบาๆ หลังจากเงียบเป็นระยะเวลานาน

“บัดนี้ ที่นี่มีแค่เจ้ากับข้า”

“...”

มือแกร่งเอื้อมไปแตะที่ปลายคางมนนั้นให้ผินหน้ากลับมาเล็กน้อย ก่อนริมฝีปากได้รูปจะกดประทับเข้ากับริมฝีปากอิ่มสวยนั้นช้าๆ หัวใจดวงน้อยเต้นรัวในอกจนจื่อเจินกลัวว่ามันจะดังทะลุออกมาข้างนอก มือเรียวเย็นเฉียบกำแน่น ดวงตาเรียวเบิกกว้างก่อนจะค่อยๆ หลับตาลงรับสัมผัสอ่อนโยนนั้นอย่างไม่ขัดขืน

ริมฝีปากเรียวบดเบียดกลีบปากชมพูนั้นเนิ่นนาน แต่ไม่รุกล้ำไปมากกว่านั้น มือแกร่งสอดเข้าสวมกอดเอวบางช้าๆ เจิ้นฮว๋าผ่อนลมหายใจเบาๆ ก่อนจะผละออกจากริมฝีปากสวย ดวงตาคมจ้องมองดวงหน้าเรียวยามสะท้อนกับแสงจันทร์ก่อนจะเอ่ย

“จะร้องเรียกให้คนช่วยหรือไม่?”

จื่อเจินไม่ตอบ ดวงหน้าสวยนั้นร้อนวูบวาบจนรู้สึกราวกับจะเป็นไข้ เขาไม่รู้ว่าเจิ้นฮว๋าหมายความว่าอะไร รู้แค่เพียงว่าตอนนี้ตัวเขาไร้แรงต้านทาน

“หากข้าต้องการให้เจ้าเป็นมากกว่าสหายข้า เจ้าจะยินยอมหรือไม่?”

“เจ้าหมายความว่าอะไร?” ริมฝีปากสวยเอ่ยถามราวเสียงกระซิบ

“ไปกับข้าทุกหนทุกแห่ง ข้าจะปกป้องเจ้า...”

“...”

“เจ้าจะยอมหรือไม่?” เสียงทุ้มนุ่มกล่าวพร้อมคลอเคลียอยู่ข้างแก้มนวลนั้น

ร่างบางใจเต้นระรัว เขาควรจะตอบว่าอะไรดี

สายลมเย็นพัดผ่านปะทะร่างกายของคนทั้งสองจนหนาวสะท้าน เสียงกิ่งไผ่ลู่ลมกระทบกันราวเสียงเพลงเสนาะหู แต่ก็ระคนกับเสียงหวีดหวิวเป็นระยะ ม้าสีดำปลอดสะบัดหางไปมารับลมเย็นนั้น

ก่อนเสียงใสเอ่ยช้าๆ อย่างชัดถ้อยชัดคำ

“ข้าจะกลับโอสถสถาน”

“...”

“พาข้ากลับโอสถสถาน” จื่อเจินย้ำอีกครั้งอย่างหนักแน่น

“เช่นนั้น สุดแล้วแต่ใจเจ้าเถิด”

หวังเจิ้นฮว๋าพูดจบก็สะบัดบังเหียน สองขาแข็งแกร่งตีเข้าสีข้างทั้งสองข้างของอาชาคู่ใจ พลันพาหนะสีดำปลอดนั้นก็ร้องรับคำสั่งแล้วโผนทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว


-----------

แม่ทัพงอนแล้วววว มุแง

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

37 ความคิดเห็น

  1. #17 karasuno (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 กันยายน 2563 / 14:36

    น้องงงงงงงงงงง ทำไมไม่บอกไปล่ะว่า "ข้าจะไปกับท่าน!!!!" อ่ะโหยยยยย แม่นี่ลุ้นมือจิกไปหมดแล้ว

    #17
    1
    • #17-1 lollistar(จากตอนที่ 6)
      25 กันยายน 2563 / 11:12
      55555 กลับเลยไม่ได้ค่ะ ต้องมีเล่นตัวกันบ้าง แต่ก็จะได้รับบทเรียนจากการเล่นตัวเหมือนกัน ฮี่ๆ
      #17-1
  2. #8 Rieng (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2563 / 00:27

    ใจเย็น!!! ท่านแม่ทัพ น้องยังเตรียมตัวเตรียมใจไม่ทัน ท่านแม่ทัพรุกเร็วเกิ๊น !!! 😁😁😁 ขอบคุณค่ะไรท์ รอตอนต่อไปนะคะ ♥️💕♥️💕

    #8
    1
    • #8-1 lollistar(จากตอนที่ 6)
      24 สิงหาคม 2563 / 18:51
      ไรท์นี่จิกหมอนตั้งแต่แม่ทัพพากลับค่ายแล้ววววว 5555555
      #8-1
  3. #5 jitti_jitti7 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2563 / 00:12
    ไม่ต้องงอล น้องจะไปบอกท่านพ่อเเละเก็บของตามไปด้วย
    #5
    1
    • #5-1 lollistar(จากตอนที่ 6)
      24 สิงหาคม 2563 / 18:49
      55555555 จะไปบอกท่านพ่อมั้ยต้องรอตอนต่อไปจ้า
      #5-1